เล่าพุทธประวัติตามลำดับ 45 พรรษา

คำนำ

             เป็นการเล่าบรรยายพุทธประวัติของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียงลำดับเป็นพรรษา(ปี) หรือเป็นปีๆ ไป ที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆ เช่นระยะเวลา สถานที่ ระยะทาง และกับบุคคลโดยเฉพาะกับพระมหาสาวก เพื่อให้ได้เห็นภาพชีวะประวัติ ของพระพุทธเจ้า และเหล่าพระสาวกอย่างชัดเจน โดยไม่ข้ามไปข้ามมา ในเรื่องเล่าที่ยิบยกจากชีดีพระไตรปิฏก อรรถกถา สารานุกรม ฉบับธรรมทาน มีการเรียงลำดับเป็นปีๆ ไป ทำให้มองเห็นภาพรวม และบทธรรมก็พยายามเอามาแทรกให้อ่านด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องละเอียดหรือยาวก็จะมีลิงค์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังพระไตรปิฏก และสารานุกรม ของพระไตรปิฏกฉบับธรรมทาน ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีจิตมีวาสนาชมชอบในเรื่องอิทธิอภินิหาร ก็จะอ่านได้จุใจในลิงค์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ เรื่องทั้งหมดที่พยามเรียงลำดับก็หาได้ถูกต้องไปทุกอย่าง และอาจมีที่ผิดพลาดอยู่มากด้วย แต่ก็คิดว่าเป็นการจุดประกาย เผื่อจะมีคณะบุคคลที่มีความสามารถรวมกันนำข้อมูลในพระไตรปิฏกและอรรถกถา มาทำการวิเคราะห์แล้วทำหนังสือสักเล่มที่เรียงตามปี ตามสถานที่ ตามอายุขัยของบุคคล เพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนจากทุกมุม ประโยชน์ก็จะตกทอดไปอีกนานไกล

พรรษาที่ 1

พรรษาที่ 2

พรรษาที่ 3

พรรษาที่ 4

พรรษาที่ 5

พรรษาที่ 6

พรรษาที่ 7

พรรษาที่ 8

พรรษาที่ 9

พรรษาที่ 10

พรรษาที่ 11

พรรษาที่ 12

พรรษาที่ 13

พรรษาที่ 14

พรรษาที่ 15

พรรษาที่ 16

พรรษาที่ 17

พรรษาที่ 18

พรรษาที่ 19

พรรษาที่ 20

พรรษาที่ 21

พรรษาที่ 22

พรรษาที่ 23

พรรษาที่ 24

พรรษาที่ 25

พรรษาที่ 26

พรรษาที่ 27

พรรษาที่ 28

พรรษาที่ 29

พรรษาที่ 30

พรรษาที่ 31

พรรษาที่ 32

พรรษาที่ 33

พรรษาที่ 34

พรรษาที่ 35

พรรษาที่ 36

พรรษาที่ 37

พรรษาที่ 38

พรรษาที่ 39

พรรษาที่ 40

พรรษาที่ 41

พรรษาที่ 42

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์เริ่มตรัสรู้และปีที่ 1

                เรื่องนางสุชาดา ถวายข้าวมธุปายาส เมื่อพระโพธิสัตว์ ได้คลายการบำเพ็ญเพียรอย่างทรมานตนเอง อย่างยิ่งยวดแล้ว กลับมาเสวยอาหารอย่างเป็นปกติ จนร่างกายมีความสมบูรณ์เป็นปกติ แล้วพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้ทิ้งพระโพธิสัตว์เดินทางไปยังสถานที่อื่น แต่ในช่วงก่อนหน้านั้น นางสุชาดาได้เตรียมทำข้าวมธุปายาสมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี สาเหตุการเตรียมข้าวมธุปายาสมีดังนี้ นางสุชาดา เกิดในครอบครัวของกุฎุมพีชื่อเสนียะ ซึ่งเป็นเศรษฐีและหัวหน้าหมู่บ้าน ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในแคว้นมคธ ก่อนพระศาสดาของเราบังเกิด เจริญวัยแล้วได้ทำความปรารถนาไว้ ณ ต้นไทรต้นหนึ่งว่า ถ้านางไปมีเหย้าเรือนกะคนที่เสมอ ๆ กัน และได้บุตรชายในท้องแรกจักทำพลีกรรมประจำปี แล้วนางสุชาดา ก็ได้ไปแต่งงานกับ ยสเศรษฐี อยู่ที่ อิสิปตนมิคทายวัน แคว้นกาสี ซึ่งมีระยะห่างจาก ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม 18 โยชน์ หรือ 288 กิโลเมตร แล้วนางก็ได้บุตรชายคนแรก ชื่อว่า ยสบุตร ความปรารถนาของนางก็สำเร็จ นางจึงต้องเดินทางจากบ้านสามี ที่อิสิปตนมิคทายวัน แค้วนกาสี มายังอุรุเวลาเสนานิคม ทุก ๆ ปี เพื่อทำพลีกรรมตามที่ตั้งความปรารถนาไว้ ขั้นตอนในการทำข้าวมธุปายาส ของนางสุชาดาเป็นดังนี้ ได้ปล่อยแม่โคนมพันตัวให้เที่ยวไปในป่าชะเอม ให้แม่โคนม ๕๐๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่โคนม ๒๕๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๕๐๐ ตัวนั้นรวมความว่า นางต้องการความข้นความหวาน และความมีโอชะของน้ำนมจึงได้กระทำการหมุนเวียนไป จนกระทั่งแม่โคนม ๘ ตัวดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑๖ ตัว ด้วยประการฉะนี้ แล้วนำน้ำนมโคจาก 8 ตัวมาปรุงข้าวมธุปายาส. ในวันก่อนวันเพ็ญเดือน 6  นางสุชาดา ได้ให้คนใช้ คือนางปุณณาทาสี ไปทำความสะอาดที่บริเวณต้นไทร และในคืนนั้นพระโพธิสัตว์ ได้ทรงมหาสุบิน 5 ประการ

                (อ่านสุบินสูตร)   เมื่อทรงใคร่ครวญดู จึงทรงกระทำสันนิษฐานว่า วันนี้ เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เมื่อราตรีนั้นล่วงไป จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระ ทรงคอยเวลาภิกขาจาร พอเช้าตรู่ จึงเสด็จมาประทับนั่งที่โคนไม้นั้น ยังโคนไม้ทั้งสิ้นให้สว่างไสวด้วยพระรัศมีของพระองค์. เมื่อนางสุชาดาและนางปุณณาทาสีเตรียมข้าวมธุปายาสจำนวน 49 ก้อน ไปยังโคนต้นไม้ ได้เห็นพระโพธิสัตว์ ก็เข้าใจว่าเป็นเทวดา จึงทำการถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดทอง แล้วลาจากไป หลังจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็เสวยข้าวมธุปายาสจนหมด แล้วทรงประสงค์ที่จะป้วนปากดื่มน้ำจึงนำถาดไปยังแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อเสร็จกิจพระองค์ทรงอธิฐานลอยถาดทอง ว่าถ้าพระองค์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขอให้ถาดทองลอยทวนน้ำ แล้วถาดทองนั้นลอยทวนน้ำไป จนจมลง แล้วพระโพธิสัตว์ขึ้นจากฝั่งแม่น้ำ แสวงหาที่บำเพ็ญสมณธรรม จึงเจอต้นศรีมหาโพธิ์ แล้วพราหมณ์คนหนึ่งได้ถวายหญ้าคา ให้กับพระองค์เพื่อทำเป็นที่ลองนั่งที่ต้นโพธิ์นั้น

พระโพธิสัตว์ก็บำเพ็ญสมณธรรมตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในคืนนั้น เมื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเสวยวิมุติสุขอยู่ 7 วัน และทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาท แล้วย้ายไปยังโคนต้นไม้อีกต้นหนึ่งเข้าสมาธิเสวยวิมุติสุขอีก 7 วัน เมื่อออกมาได้พบกับ พราหมณ์หุหุกชาต แล้วย้ายไปยังโคนต้นไม้อีกต้นหนึ่งเข้าสมาธิเสวยวิมุติสุขอีก 7 วัน แล้วย้ายไปยังโคนต้นไม้อีกต้นหนึ่งเข้าสมาธิเสวยวิมุติสุขอีก 7 วัน เมื่อออกมาได้พบกับ ตปุสสะภัลลิกะ ๒ พ่อค้า ซึ่งได้ถวาย ข้าวสัตตุก้อนและสัตตุผง ให้พระพุทธองค์เสวย และทั้งสองก็ได้เป็น อุบาสกคู่แรกที่ถึง พระรัตนะ 2 แล้วพระองค์ย้ายไปยังโคนต้นไม้อีกต้น เข้าเสวยวิมุติสุขอีก 7 วัน แล้วจึงเกิดปริวิตกไม่ทรงแสดงธรรม พระมหาพรหม จึงลงมาอาราตนาให้พระพุทธองค์แสดงและสั่งสอนธรรม เพราะสัตว์ผู้ที่จะบรรลุธรรมมีอยู่ พระพุทธองค์จึงรับการสั่งสอนธรรมตามที่พระมหาพรหมอาราตนา  (อ่านใน โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ และการเสวยวิมุติสุข) พระพุทธองค์จึงคำนึงว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อน ก็ทรงนึกถึง อาฬารดาบส และอุทกดาบส แต่พระองค์ทรงทราบว่า ท่านทั้ง 2 ได้ เสียชีวิตไปแล้วและไปบังเกิดใน อรูปพรหม ซึ่งไม่สามารถแสดงธรรมให้ได้ พระพุทธองค์ก็นึกถึงปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 แล้วพระองค์ทรงทราบว่า ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้อยู่ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน

พระพุทธองค์จึงดำเนินไปด้วยพระบาทตลอด 18 โยชน์ (288 กิโลเมตร) โดยไม่ประสงค์ใช้อิทธิฤทธิ์ เพื่อจะอนุเคราะห์ อุปกาชีวก ให้ได้เข้ามาบวชพระในภายหลังจนบรรลุเป็นพระอนาคามี แล้วพระพุทธองค์ได้พบกับอุปกชีวกกลางทาง ได้สนทนากันเล็กน้อย แล้วจากไป  (อ่านเรื่อง อุปกาชีวก)  พระพุทธองค์ถึงป่าอิสิปตนมิคทายวัน ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (อาสาฬหบูชา) หลังจากวันตรัสรู้สองเดือน และที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมซึ่งเรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในวันนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน มีปัญญาเห็นแจ้งว่า "สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุเป็นธรรมดา แล้วสิ่งที่เกิดทั้งหมดทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา" ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสักกายทิฏฐิ ในมิฉาทิฏฐิ ในศีลปรามาส สิ้นความสงสัย(วิจิกิจฉา)ในธรรม ทำให้วันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์ เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ได้บวชเป็นพระภิกษุด้วยเอหิภิกษุ(พระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้) หลังจากนั้นพระองค์ได้แสดง อนัตตลักขณสูตร จึงปรากฏมี พระอรหันต์ปรากฏขึ้นในโลก 6 องค์รวมพระพุทธเจ้า 1 พระองค์   (อ่าน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และ อนัตตลักขณสูตร)

ในเวลาก่อนรุ้งเช้าวันหนึ่ง ยสบุตร ซึ่งเป็นบุตรของ ยสเศรษฐี กับนางสุชาดา นางผู้ที่ถวายข้าวมธุปายาส กับพระโพธิสัตว์ก่อนพระโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยสบุตรได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้วมองไปรอบๆ ในวิหารของตนเอง เห็นเหล่าข้าทาส นางรำ และนางผู้บำเรอแก่ตน ต่างก็ยังนอนหลับอยู่ ในลักษณะท่าทางต่างๆ เห็นสภาพความจริงของหญิงเหล่านั้น เมื่อไม่ได้ประดับตกแต่งผมฟู นอนน้ำลายไหล นอนในท่าที่น่าเกียด จึงบังเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา เห็นบุคคลเหล่านั้นเหมือนกับซากศพ จึงรำพึงขึ้นมาทำนองว่า

"ท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ " แล้วเดินลงออกจากปราสาทของตนออกไป พร้อมทั้งรำพึงไปเรื่อย ตรงไปยังป่าอิสิปตนมิคทายวัน ที่พระพุทธเจ้ากับพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 พักอยู่ ในก่อนรุ้งวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงกำลังเดินจงกรมอยู่ เมื่อใกล้รุ้งก็ได้ยินเสียงรำพึงของท่านยสบุตร ที่เดินเข้ามาใกล้ พระองค์จึงตรัสบอกไปว่า

"ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง จงเข้ามาเถอะท่าน"  ท่านยสบุตรพอได้ยินอย่างนั้นจงเดินเข้าไปหาพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมให้ท่านยสบุตรฟัง จนท่านยสบุตรได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ปัญญาเห็นแจ้งว่า

"สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา"

ในขณะเดียวกันมารดาบิดาของท่านยสบุตร ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปหาท่านยสบุตรที่วิหาร ของท่านยสบุตรก็ไม่เจอ ถามเหล่านางบริวารต่างๆ นางเหล่านั้นก็ไม่ทราบ บิดาของท่านยสบุตรจึงเดินลงจากปราสาทหาทั่วบริเวณก็ไม่พบ แล้วจึงเลยไปยังป่าอิสิปตนมิคทายวัน เห็นพระพุทธเจ้าทรงนั่งอยู่ จึงเข้าไปหาแต่ไม่เห็นบุตรของตนที่นั่งอยู่ด้วย (ไม่ขอกล่าวเรื่องอิทธิฤทธิ์มากนัก) จึงถามพระพุทธเจ้าทำนองว่า ได้เห็นลูกชายของตนหรือเปล่า? พระพุทธเจ้าจึงตรัสทำนองว่า ดูกรคหบดี ถ้าอย่างนั้น เชิญนั่ง บางทีท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้ บิดาของยสบุตรก็ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน มีปัญญาแจ้งชัดว่า

"สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุเป็นธรรมดา แล้วสิ่งที่เกิดทั้งหมดทั้งมวลย่อมดับไปเป็นธรรมดา" และขณะเดียวกันยสบุตรเมื่อได้ฟังธรรมเป็นคำรอบสอง จิตก็หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายไม่ยึดมั่นถือมั่นบรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วบิดาของท่านยสบุตรก็แลเห็นท่านยสบุตรนั่งอยู่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับบิดาของท่านยสบุตรว่า ท่านยสบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ควรจะบวช บิดาของท่านยสบุตรก็เห็นว่าสมควร พระยสบุตรจึงได้บวชด้วยเอหิภิกษุ หลังจากนั้นบิดาของพระยสบุตรก็นิมนตร์ ว่า ขอจงทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ เมื่อบิดาของพระยสบุตรกลับมายังเรือน บอกกล่าวนางสุชาดาผู้เป็นภรรยาและให้คนใช้ข้าทาสจัดเตรียมภัตตาหารเพื่อ พระพุทธเจ้าและกับพระอรหันต์ทั้ง 6 (ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 และพระยส) เมื่อถึงเวลาอันควร พระพุทธเจ้าและพระมาหาสาวกทั้ง6  ก็นุ่งห่มจีวรดำเนินไปยังบ้านเศรษฐีบิดาของพระยส  พระพุทธเจ้าเมื่อทรงเสวยภัตตาหารเสร็จ ก็ทรงแสดงธรรมให้ท่านเศรษฐี นางสุชาดา และภรรยาเก่าของท่านพระยส และเหล่าข้าทาสบริวาร ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งบริวารก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วนางสุชาดา ก็แสดงตนเป็นอุบาสิกาผู้ถึงพระรันตนไตรเป็นคนแรกของพุทธศาสนานี้

หลังจากนั้น(ยกมาจาก สารานุกรม ของชุดพระไตรปิฏกฉบับธรรมทาน) " สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของท่านพระยส คือ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ เป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบ ๆ มา ในพระนครพาราณสี ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว.

ครั้นทราบดังนั้นแล้ว ได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้วนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส อภิวาทแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จึงท่านพระยสพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๔ นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า สหายคฤหัสถ์ของ ข้าพระองค์ ๔ คนนี้ ชื่อ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ เป็นบุตร ของสกุลเศรษฐี สืบๆ มาในพระนครพาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้า พระองค์เหล่านี้.

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถาสัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลายและอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายทรงยกขึ้น แสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั้นแล ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.

ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา เมื่อพระ ผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์ รวมพระพุทธองค์ด้วย.

สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ กันมา ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ครั้นทราบดังนั้นแล้วได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส อภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระยสพาสหาย คฤหัสถ์จำนวน ๕๐ คนนั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า สหายคฤหัสถ์ของข้าพระองค์เหล่านี้เป็นชาวชนบท เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ กันมา ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหาย ของข้าพระองค์เหล่านี้.

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั้นแล พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.

ต่อมาพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา. เมื่อพระ ผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้นพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์. " (จบที่ยกมา จากสารานุกรม)

(อ่านพระยสและท่านที่เกี่ยวข้องในพระไตรปิฏกเล่มที่ 4 เรื่องยสกุลบุตร)

หลังจากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสกับเหล่าพระอรหันต์สาวกทั้ง 60 รูป ทำนองว่า เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พวกท่านจงออกไปประกาศธรรมที่พระองค์แสดงไว้แล้วกล่าวไว้ดีแล้วแก่สัตว์ทั้งหลาย และอย่าไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน 2 รูป (เพราะยังมีพระภิกษุน้อยอยู่มาก) และในช่วงเริ่มต้นพระศาสนานั้นเมื่อกุลบุตรประสงค์ที่จะบวช พระเถระเหล่านั้นต้องนำกุลบุตรนั้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอบวช พระภิกษุสงฆ์จึงมีความใคร่ชิดกับพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงพระประสงค์เสด็จไปยัง กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธตามที่พระองค์เคยสัญญาไว้กับพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นเจ้าแผ่นดินของแคว้นมคธและแคว้นอังคะ เพราะในสมัยเมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ตอนออกแสวงหาโมกธรรมอยู่ ได้พบกับพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสารได้ทูลกล่าวเชิญว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงตรัสรู้แล้ว ขอทรงมาโปรดแสดงธรรมให้กับพระองค์ด้วย เพื่อพระองค์จะได้รู้แจ้งถึงธรรมนั้น

อธิบายในด้านภูมิศาสตร์เพื่อจะได้เห็นภาพคร่าวๆ ในการเสด็จดำเนินของพระพุทธเจ้า โดยถือ เอาแคว้นมคธ อันมีเมืองราชคฤห์เป็นเมืองหลวง อยู่ตรงกลาง ดังนี้

----แค้วนสักกะ มีเมืองกบิลพัสด์เป็นเมืองหลวงอยู่ทางทิศเหนือของแค้วนมคธ ซึ่งเมืองกบิลพัสด์เป็นเมืองประสูตรของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ และเป็นแคว้นเล็ก เมืองกบิลพัสด์เป็นเมืองหลวงของแคว้นสักกะ และมีอิสระไม่ขึ้นกับใคร

----แคว้นอังคะมีเมือง จำปา เป็นเมืองหลวง อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นมคธ และอยู่ในการปกครองของแคว้นมคธ

----แคว้นกาสี มีเมือง พาราณาสี เป็นเมืองหลวง อยู่ในการปกครองของพระเจ้าปสนธิโกศล(พระเจ้าปสนธิโกศล เป็นพระญาติกับพระเจ้าพิมพิสารปกครองทั้งแคว้นกาสี และแคว้นโกศล) อยู่ทางทิศตะวันตกของแค้วนมคธ และป่าอิสิปตนมิคทายวัน อยู่ในแคว้นกาสี

----แคว้นโกศลมีเมือง สาวัตถี เป็นเมืองหลวง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นกาสี เมืองสาวถีเป็นที่ประทับของพระเจ้าปสนธิโกศล

----แคว้นวัชชี มีเมือง เวสาลี เป็นเมืองหลวงอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นมคธใกล้กับเมืองกบิพัสด์ ข้อสังเกต แคว้นอังคะ แค้วนมคธ แคว้นวัชชี แคว้นกาสี อยู่ในเขต พิหาร ของอินเดียปัจจุบัน และท่านผู้อ่านต้องทำความเข้าใจในที่ตั้งของแคว้นที่กล่าวไว้ข้างบนให้ดี เพราะจะได้เห็นภาพในการดำเนินเสด็จเผยแผ่พระสัจจะธรรมได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นคร่าวๆ ดังข้างล่าง

________________________________สักก(กบิลพัสด์) วัชชี(เวสาลี)

_____________โกศล(สาวถี) กาสี(พาราณสี) มคธ(ราชคฤห์) อังคะ(จำปา)

แผนที่คร่าวๆ

                ซึ่งในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังคงมีพระชนม์ชีพอยู่ มีแคว้นใหญ่อยู่ 16 แคว้น 16 แคว้นนี้กินเนื้อที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอินเดียในขณะนี้  (อ่าน เรื่อง 16 แคว้น จากสารานุกรม)

พระพุทธเจ้าทรงพระประสงค์เสด็จไปยัง กรุงราชคฤห์ แต่หาได้ทรงรีบร้อนไม่ เพราะเจตนาแสดงพระสัจจะธรรมกับผู้ที่อยู่ในข่ายพระญาณในระหว่างการเดินทาง โดยประสงค์มุ่งตรงไปทางตำบลอุรุเวลาในแคว้นมคธ ซึ่งเป็นตำบลที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ขณะนั้นยังไม่ข้ามเขตของแคว้นกาสี(กรุงพาราณสี) พระพุทธเจ้าทรงแวะข้างทางไปประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง เพื่อโปรดแก่ สหายภัททวัคคีย์ ทั้ง 30 คน ดังเรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฏกเล่มที่ 4 เรื่องสหายภัททวัคคีย์

เรื่องสหายภัททวัคคีย์ [๓๖]

ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ จาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลอุรุเวลา และทรงแวะจากทาง แล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑแห่งหนึ่ง ครั้นถึงไพรสณฑ์นั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง. ก็โดยสมัยนั้นแล สหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน พร้อมด้วยปชาบดีบำเรอกันอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งนั้น. สหายคนหนึ่งไม่มีประชาบดี. สหายทั้งหลายจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา. ต่อมาหญิงแพศยานั้น เมื่อพวกสหายนั้นเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่ ได้ลักเครื่องประดับหนีไป. จึงพวกสหายนั้น เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย เที่ยวตามหาหญิงแพศยานั้น ไปถึงไพรสณฑ์แห่งนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง ครั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคเห็นหญิงบ้างไหมเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคทรงย้อนถามว่า ดูกรกุมารทั้งหลาย พวกเธอจะต้องการอะไรด้วย หญิงเล่า? ภัท. เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าเป็นสหายภัททวัคคีย์จำนวน ๓๐ คน ในตำบลนี้ พร้อมด้วยปชาบดี บำเรอกันอยู่ในไพรสณฑ์แห่งนี้ สหายคนหนึ่งไม่มีปชาบดี พวกข้าพเจ้าจึงได้นำหญิงแพศยามาเพื่อประโยชน์แก่เขา ต่อมา หญิงแพศยานั้น เมื่อพวกข้าพเจ้าเผลอตัวมัวบำเรอกันอยู่ได้ลักเครื่อประดับหนีไป เพราะเหตุนั้น พวกข้าพระองค์ผู้เป็นสหายกัน เมื่อจะทำการช่วยเหลือสหาย จึงเที่ยวตามหาหญิงนั้นมาถึงไพรสณฑ์แห่งนี้ เจ้าข้า. . ดูกรกุมารทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่พวกเธอแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตนนั้น อย่างไหนเป็นความดีของพวกเธอเล่า? ภัท. ข้อที่พวกข้าพระองค์แสวงหาตนนั่นแล เป็นความดีของพวกข้าพเจ้า เจ้าข้า. . ดูกรกุมารทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นพวกเธอนั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่พวกเธอ. พวกสหายภัททวัคคีย์เหล่านั้น รับพระพุทธาณัติพจน์ว่า อย่างนั้น เจ้าข้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถา แก่พวกเขา คือทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม. เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบมีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา ณ ที่นั่งนั่นแล ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทินควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น. พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. เรื่องสหายภัททวัคคีย์ จบ

ความจริงแล้วในขณะนั้นพระภิกษุสงฆ์น่าจะได้เข้ามาบวชกับพระพุทธเจ้าหลายร้อยหรือลายพันรูปแล้ว และส่วนมากเป็นพระอรหันต์ ที่มีปฏิสัมภทาญาณและมีอภิญญา แต่พระพุทธเจ้าทรงให้แยกย้ายกันออกไปเผยแผ่พระสัจจะธรรม โดยในทิศเดียวกันห้ามไปพร้อมกัน 2 รูป ดังนั้นเพียงแค่ไม่ถึงปี ในกรุงพาราณสีแคว้นกาสี พุทธสาวก(อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุสงฆ์) ก็ย่อมมีมากมายแล้ว และจะเห็นว่าในช่วงพรรษาต้นๆ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดำเนินไปโปรดแสดงธรรมแก่ผู้ที่อยู่ในข่ายพระญาณ ด้วยพระองค์เพียงผู้เดียว แล้วค่อยให้พระมหาสาวกติดตามไปภายหลัง ในทำนองเดียวกันพระมหาสาวกก็ออกไปแสดงธรรมกับผู้ที่มีวาสนาที่อยู่ในข่ายญาณของท่าน เมื่อผู้ใดประสงค์จะบวชก็ติดตามท่านไปเผ้าพระพุทธเจ้าในภายหลัง พระพุทธศาสนาแค่ช่วงพรรษาแรกก็แผ่ขยายไปทั่วกรุงพาราณสี ของแคว้นกาสี เหมือนไฟที่ลุกไหม้ดินประสิว และคำประกาศว่า พระพุทธเจ้าได้บังเกิดแล้วในโลกได้กระจายไปจากแคว้นกาสี ไปยังแคว้นโกศล แคว้นมคธ แคว้นวัชชี แคว้นอังคะ และกรุงกบิลพัสดุ์ เนื่องจากแคว้นเหล่านี้ประชาชนติดต่อไปมาค้าขายกันเป็นประจำ

หลังจากนั้นพระองค์ทรงดำเนินมุ่งตรงไปยังตำบลอุรุเวลา ในสมัยนั้นตำบลอุรุเวลา เป็นตำบลที่ฤาษีต่างๆ มาแสวงหาโมกธรรมกันจำนวนมาก และเนื่องด้วยชฎิล 3 พี่น้องอยู่ในข่ายพระญาณของพระพุทธองค์ ชฎิล 3 พี่น้อง ได้แก่ 1.อุรุเวลกัสสป 2.นทีกัสสป 3.คยากัสสป อุรุเวลกัสสป เป็นพี่คนโตมีลูกศิษย์ 500 คน มีอาศรมอยู่บนต้นน้ำ นทีกัสสปเป็นคนรองมีลูกศิษย์ 300 คน มีอาศรมถัดลงมา และคยากัสสปเป็นคนเล็กมีลูกศิษย์ 200 คนมีอาศรมถัดลงมา พระพุทธองค์ทรงมุ่งตรงไปยัง อุรุเวลกัสสป ทรงแสดงฤทธิ์ให้ปรากฏแค่ อุรุเวลกัสสปอยู่พักหนึ่ง จนอุรุเวลกัสสปศรัทธาในพระพุทธเจ้า แล้วได้บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาพร้อมทั้งลูกศิษย์ 500 คน ต่อมานทีกัสสปและคยากัสสปก็ได้ออกบวชตาม รวมทั้งหมด 1003 รูป และทั้งหมดก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ด้วย อาทิตตปริยายสูตรดังนี้

อาทิตตปริยายสูตร [๕๕]

ครั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จ จาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่ตำบลคยาสีสะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑๐๐๐ รูป ล้วนเป็น ปุราณชฎิล. ได้ยินว่า พระองค์ประทับอยู่ที่ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยานั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๑๐๐๐ รูป. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน?  ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยจักษุเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยจักษุเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่ เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะอะไร?   เรากล่าวว่า ร้อน เพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะ ความคับแค้น. โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ... ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ... ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ... กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ... มนะเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน วิญญาณอาศัยมนะเป็นของร้อน สัมผัสอาศัยมนะเป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่ เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้นก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะอะไร?  เรากล่าวว่า ร้อน เพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะ ความคับแค้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน สัมผัสอาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสต ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ... ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน วิญญาณอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยมนะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้น แล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ แล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี. ก็แล เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. อาทิตตปริยายสูตร จบ

(อ่าน รายละเอียด ชฎิล 3 พี่น้องได้จากพระไตรปิฏกเล่ม 4 เรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง)

เหตุการณ์ประมาณปีที่ 2

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์พันกว่ารูปห้อมล้อมอยู่ ก็ดำเนินมุ่งตรงไปสู่กรุงราชคฤห์ แล้วทรงแสดงธรรมไป ตามลำดับ แต่ปากต่อปากที่กล่าวว่า พระสิทธะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว และกำลังดำเนินไปยังกรุงราชคฤห์ กระจายไปเร็วกว่าการเสด็จไปของพระพุทธเจ้าเป็นร้อยเท่าพันเท่า จนถึงราชวังของพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ยินดังนั้นจึงสั่งให้ม้าเร็วไปตรวจดูว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินมาถึงใหน แล้วให้รีบกลับมาบอก ซึ่งในขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์ ในสวนตาลหนุ่ม เขตพระนครราชคฤห์นั้น เมื่อม้าเร็วกลับมาและทรงทราบว่าเป็นเรื่องจริง พระเจ้าพิมพิสารจึงประสงค์ออกไปรับเสด็จ จึงประกาศให้ข้าราชบริวารและชาวเมืองในกรุงราชคฤห์ให้ทราบกันทั่ว จนมีถึง 12 นหุตคน ที่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

12 นหุต มีจำนวนเท่าไร? ในยุคปัจจุบัน ถ้าเทียบตามอัตราสูตรของยุคนั้น 1.นหุต มีมากกว่า 10 ล้าน มากๆ ๆ ดูแล้วจะกลายเป็นเรื่องเกินความจริงมากไป จึงขอประมาณให้พอทราบว่ามีมากจนสุดลูกหูลูกตาก็น่าจะพอเข้าใจ

ประชาชนทั้ง 12 นหุต ก็ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ.สวนตาลหนุ่ม แต่ประชาชนส่วนมากจะรู้จัก อุรุเวลกัสสป เพราะอุรุเวลกัสสปเป็นผู้มีอายุและมีชื่อเสียงมากในแคว้นมคธ ประชาชนจึงไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ดังนั้น อุรเวลกัสสปจึงแสดงตนให้ประชาชนทราบว่าท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เมื่อประชาชนต่างก็คลายความสงสัยแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมให้ฟัง จบการแสดงธรรมพระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาบันบุคคล พร้อมทั้งประชาชน 11 นหุตบรรลุเป็นพระอริยะ เหลือเพียง 1 นหุตแสดงตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงนิมนตร์พระพุทธเจ้ารับภัตตาหาร ในราชวังของพระองค์ แล้วพระเจ้าพิมพิสารก็ถวาย สวนเวฬุวัน ให้พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นที่พัก และเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

                (อ่านรายละเอียดพระเจ้าพิมพิสาร ได้ในพระไตรปิฏกเล่ม 4 เรื่องทรงเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร)

การบังเกิดขึ้นของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะอัครสาวกเบื้องขวาและซ้าย

กล่าวถึงพระมหาสาวกเมื่อเสร็จกิจในกรุงพาราณสีแคว้นกาสี ก็เดินทางมายังกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระอัสสชิเถระ เป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ก็เดินทางมาด้วย ขณะนั้นท่านสารีบุตรและท่านโมคคัลลานะเป็นชาวแคว้นมคธ มีชื่อเดิมว่า อุปัติสสะและโกลิตะ แต่นิยมเรียกท่านว่า พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ท่านทั้งสองได้แสวงหาโมกธรรมโดยได้บวชอยู่กับสัญชัยปริพาชก และในวันหนึ่งท่านสารีบุตร ได้พบกับพระอัสสชิเถระ ขณะที่กำลังเดินเพื่อบิณฑบาตรอยู่ ท่านสารีบุตรเห็นกริยาท่าทาง และความสงบ และความมีราสี ของพระอัสสชิเถระ ก็บังเกิดเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมา จึงเดินตามไปห่างๆ เมื่อพระอัสสชิเถระเสร็จจากบิณฑบาต (ยกจากพระไตรปิฏก)

สารีบุตรปริพาชกจึงเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ ถึงแล้วได้พูด ปราศรัยกับท่านพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. สารีบุตรปริพาชกยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอัสสชิว่า

อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ?

. มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตร เสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เรา บวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเรา ชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น.

สา. ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร?

. เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ.

สา. น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม.

พระอัสสชิเถระแสดงธรรม

[๖๕] ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชก ว่าดังนี้:-

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรม เหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติ ทรงสั่งสอนอย่างนี้.

สารีบุตรปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม

[๖๖] ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชก ธรรมนี้แหละถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงแทง ตลอดบทอันหาความโศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็น ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัลป์. (จบจากที่ยกมาจากพระไตรปิฏก)

หลังจากนั้นท่านสาริบุตรก็ไปหาท่านโมคคัลลานะ และบอกธรรมที่ท่านได้รับฟังจากพระอัสสชิเถระให้ทราบ ท่านโมคคัลลานะก็บรรุลุโสดาบันทันที ท่านสารีบุตรและท่านโมคคัลลานะได้กลับไปชวนอาจารย์สัญชัยปริพาชก ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่สัญชัยปริพาชกไม่ย่อมไป แต่มีลูกศิษย์ 250 คนยอมติดตามไปกับท่านสารีบุตรและท่านโมคคัลลานะ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์ แล้วได้บวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา

พระโมคคัลลานะเมื่อบวชแล้วก็ปฏิบัติกรรมฐานอยู่ 7 วันจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ (****** อ่านในโมคคัลลานสูตร) เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายผู้มีฤทธิ์เป็นเลิศ

ฝ่ายพระสารีบุตรก็ปฏิบัติกรรมฐานอยู่ 14 วัน จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ (****** อ่านในทีฆนขสูตร) เป็นอัครสาวกเบื้องขวาผู้มีปัญญาเป็นเลิศ พระสารีบุตร เมื่อใกล้จะนิพพาน ได้ไปลาพระพุทธเจ้าเพื่อไปนิพพานที่บ้านเกิด และได้มีโอกาส แสดงธรรมให้กับมารดาจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วพระสาริบุตรท่านก็นิพพานด้วยโรคถ่ายเป็นโลหิต ปรินิพพานเมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 6 เดือน

ฝ่ายพระโมคคัลลานะ เมื่อใกล้นิพพานท่านถูกโจรทุบตีทำร้ายจนกระดูกแตกเป็นชิ้นเล็ก แต่ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ประสานกระดูกของท่าน เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อลานิพพาน เมื่อลาพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็ไปที่ กาฬศิลาแคว้นมคธ แล้วปรินิพพาน ณ ที่นั้น เมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ หลังพระสารีบุตรนิพพานได้ ๑๕ วัน และก่อนพระพุทธเจ้าประมาณ ๕ เดือนครึ่ง

ดังนั้นอายุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ก็ประมาณ 70 ปี ขึ้นไป จึงปรินิพพาน เพราะพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ อายุอ่อนกว่าพระพุทธเจ้า กล่าวถึงน้องชายของพระสารีบุตร ก็เข้ามาบวชพระจนสิ้น แม้แต่น้องคนเล็ก อายุประมาณ 7 ขวบกว่าๆ ก็ยังเข้ามาบวช (อ่านในเรวตขทิรวนิยะในสารานุกรม) และได้เป็นพระเอตทัคคมหาสาวกผู้อยู่ป่าเป็นเลิศ

หลังจากนั้นก็มีเสียงติเตียนจากชาวบ้านชาวเมืองในแคว้นมคธ ว่าพระพุทธเจ้าเอาพวกผู้ชายไปบวชเกือบหมด พระพุทธเจ้าจึงต้องแก้ปัญหาการติเติยนนั้นดังที่ยกมาจากพระไตรปิฏก

เสียงติเตียน [๗๓]

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาค. ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะโคดมปฏิบัติเพื่อ ให้ชายไม่มีบุตร พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อให้หญิงเป็นหม้าย พระสมณโคดมปฏิบัติเพื่อตัดสกุล บัดนี้ พระสมณโคดมให้ชฎิลพันรูปบวชแล้ว และให้ปริพาชกศิษย์ของท่านสญชัย ๒๕๐ คนนี้ บวชแล้ว และกุลบุตรชาวมคธที่มีชื่อเสียงๆ พากันประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม. อนึ่ง ประชาชนได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วได้โจทย์ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:-

พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของ ชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัย ทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.

[๗๔] ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้นจักอยู่ไม่ได้นาน จักอยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็จักหายไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าชนเหล่าใดกล่าวหาต่อพวกเธอ ด้วย คาถานี้ ว่าดังนี้:-

พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของ ชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัย ทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.

[๗๕] พวกเธอจงกล่าวโต้ตอบต่อชนเหล่านั้น ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:-

พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรง นำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชน ทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดยธรรม ผู้ เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม.

ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ย่อมกล่าวหาด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:- พระมหาสมณะเสด็จมาสู่พระนครคอกเขาของ ชาวมคธแล้ว ได้ทรงนำปริพาชกพวกสญชัย ทั้งปวงไปแล้ว บัดนี้ จักทรงนำใครไปอีกเล่า.

ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวโต้ตอบต่อประชาชนพวกนั้น ด้วยคาถานี้ ว่าดังนี้:- พระตถาคตทั้งหลายผู้แกล้วกล้ามาก ย่อมทรง นำชนทั้งหลายไปด้วยพระสัทธรรม เมื่อชน ทั้งหลายอันพระองค์ทรงนำไปอยู่โดยธรรม ผู้ เข้าใจอย่างนี้จะริษยาทำไม.

[๗๖] ประชาชนกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทรงนำชน ทั้งหลายไปโดยธรรม ไม่ทรงนำไปโดยอธรรม. เสียงนั้นได้มีเพียง ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันก็หายไป. (จบที่ยกมาจากพระไตรปิฏก)

เมื่อมีผู้มาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์มาก พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาติ ให้หมู่ภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่ 10 รูปขึ้นไปบวชให้กับผู้พึงประสงค์จะบวชได้ เนื่องจากพระภิกษุสงฆ์มีจำนวนมาก มาจากฐานะต่างๆ มีอุปนิสัยต่างๆ กัน ทำให้เกิดความโกลาหลและความไม่มีระเบียบในคนหมู่มาก เช่นการนุ่งห่มจีวร การบิณฑบาต ฯลฯ พระพุทธเจ้าจึงทรงให้มี อุปัชฌาย์ ที่ค่อยแนะนำสั่งสอน และเป็นหัวหน้าในการบวชพระให้กับผู้พึงประสงค์จะบวช และคุณสมบัติข้อหนึ่งของอุปัชฌาย์ คือมีอายุพรรษา ตั้งแต่ 10 พรรษา และเป็นผู้มีความฉลาดและปัญญา

ท่านกัสสปะ(พระกัสสปเถระ)ได้พบกับพระพุทธเจ้า ที่ พุหุปุตตานิโครธ แคว้นมคธ หลังจากนั้น 8 วันท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นพระเอตทัคคมหาสาวกทางอยู่ธุดงค์วัตร ในขณะที่เข้ามาบวช พระกัสสปะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้าเล็กน้อย และต่อมาภายหลังท่านก็เป็นผู้ที่ให้มีการทำสังคยนาพระไตรปิฏกเป็นครั้งแรกหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระกัสสปเถระเป็นผู้มีอายุยืนท่านนิพพานเมื่อท่านได้ประมาณอายุ 120 ปี (อ่าน กัสสป(ปิปผลิ)ในสารานุกรม)

กล่าวถึงพระเจ้าสุทโธทนะได้ทราบข่าวว่า เจ้าชายสิทธถะผู้เป็นพระโอรสได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เวฬุวัน กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ในต้นพระพรรษาที่ 2 พระเจ้าสุทโธทนะประสงค์เชิญพระพุทธเจ้าให้เสด็จมายังเมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ จึงได้ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่ง มีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร แต่เมื่อท่านเหลานันได้ฟังธรรมก็บรรลุเป็นพระอรหันต์จนหมด ไม่ได้กลับมาบอกข่าวคราวแก่พระเจ้าสุทโธทนะเลย พระเจ้าสุทโธทนะจึงส่งอำมาตย์ไปอีกพร้อมกับบุรุษพันคนไปอีก เมื่อท่านเหล่านั้นได้ได้ฟังธรรมก็บรรลุเป็นพระอรหันหมด ไม่ได้กลับมาบอกข่าวคราวอีก จึงทรงส่งอำมาตย์ไปอีกคราวนี้ส่งไป 8 คน พร้อมบุรุษ 8,000 คน เมื่อเล่านั้นได้ฟังธรรมก็บรรลุเป็นพระอรหันต์หมดไม่ได้กลับมาบอกข่าวคราวอีก พระเจ้าสุทโธทนะ จึงได้ส่งท่านกาฬุทายีผู้ซึ่งเกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้าและเป็นเพื่อนเล่นกันพระโพธิสัตว์ตอนวัยเด็ก พร้อมกับบุรุษหนึ่งพันคน แต่เมื่อท่านเหล่านั้นเมื่อได้ฟังธรรมก็บรรลุเป็นพระอรหันต์หมด ฝ่ายพระกาฬุทายีเถระเมื่อเห็นเวลาและโอกาสอันควรเพราะผ่านฤดูฝนไปแล้ว จึงเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองกบิลพัสดุ์ สำเร็จ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งห่างจากกรุงราชคฤห์แคว้นมคธเป็นระยะทางถึง 60 โยชน์ (960 กม.) มีพระอรหันต์ติดตามไปด้วยถึง สองหมืนรูป และเดินทางอย่างไม่รีบร้อน เพื่อประโยนช์แก่สรรพสัตว์ต่างๆ ตามรายทาง โดยเดินทางไปวันละ 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร และในระหว่างทางมีผู้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุอีกมากมายแต่ไม่กล่าวถึง ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 เดือนจึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์

หมายเหตุ ผู้ที่ศึกษาปัจจุบันและผู้ที่จะศึกษาในอนาคตคงกังขาในเรื่องจำนวนของพระอรหันต์ที่ติดตาม สองหมืนรูป นี้แน่นอน แต่กระผมผู้เล่าหาได้กังขาไม่ เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นเมื่อนามาวิเคราะห์ก็จะได้ว่า ในขณะถึงพรรษาที่ 2 นี้มีมนุษย์เป็นพระอรหันต์บังเกิดขึ้นแล้วในโลกเป็นแสนรูปขึ้นไป และอาจมีบางท่านคิดไปว่าพระภิกษุถึง สองหมืนรูปเดินทางไปพร้อมกันโดยไม่เสบียงอาหารและไม่มีอุปกรณ์ทำที่พักเลย แล้วอยู่ได้อย่างไร? คำตอบคือพระภิกษุนั้นเป็นผู้อยู่ง่าย ฉัน(กิน)ง่าย ด้วยการบิณฑบาต ได้อาหารมามากน้อยแค่ไหนก็แบ่งกันเพื่อให้พอกันในการยังชีพเท่านั้น และนอนโคนต้นไม้ และฤดูนั้นไม่ใช่ฤดูฝน ต่อให้มีการเดินทางร่วมกันถึง แสนรูปก็หาได้มีปัญหาไม่ และเพราะในยุคนั้นการถวายอาหารแก่นักบวช หรือการเลี้ยงอาหารแก่ผู้มาเยือนเป็นเรื่องปกติของคนอินเดียในยุคนั้น

พระกาฬุทายีเถระมีบทบาทในการทำให้ชาวเมื่องและพระญาติของพระองค์ทรงเลื่อมใสอย่างมาก(อ่านในสารานุกรม กาฬุทายีเถระ) (ตัดตกแต่งจากสารานุกรม)

เมื่อพระพุทธเจ้าเข้ากรุงกบิลพัสดุ์ ในวันแรก ทรงกระทำฝนโปกขรพรรษา(เป็นฝนที่แปลกใครประสงค์ให้เปียกก็เปียกใครไม่ประสงค์ให้เปียกก็ไม่เปียก)ให้เป็นเหตุในหมูพระญาติทั้งหลายเพื่อทรงแสดงพระเวสสันดรชาดก ทำให้เหล่าพระญาติและประชาชนทั่วไปบรรลุเป็นพระอริยะกันมาก แล้วเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในวันที่ ๒ พระเจ้าสุทโธทนะทรงเห็นจึงออกมาห้าม ว่าวงศ์กษัตริย์ของพระองค์ไม่มีใครออกมาเดินถือกระเบื้องขอทานผู้คน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นั้นเป็นวงศ์ของพระเจ้าสุทโธทนะ แต่นี้เป็นวงศ์ของพระพุทธองค์ หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระเจ้าสุทโธทนะก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วเสด็จไปสู่นิเวศน์ ยังพระนางมหาปชาบดีให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

(และ) รุ่งขึ้นวันหนึ่งเสวยพระกระยาหารเช้าในพระราชนิเวศน์แล้ว เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะประทับอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลเล่าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาองค์หนึ่ง เข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรสของพระองค์ทิวงคตแล้ว " หม่อมฉันไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า ' บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทำกาละ " ดังนี้แล้ว, ตรัสว่า " มหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จักเชื่อได้อย่างไร ? แม้ในกาลก่อน เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์ ทูลว่า ' บุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว ' พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อ " ได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดก เพราะอุบัติเหตุแห่งเรื่องนี้. ในกาลจบกถา พระเจ้าสุทโทธนะดำรงอยู่ในอนาคามิผล.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังปราสาทของพระนางพิมพาเทวี พระมารดาของพระราหุลกุมาร ทรงแสดงธรรมแก่พระนาง ทรงบรรเทาความเศร้าโศกแล้ว ทรงทำให้พระนางได้เกิดความเลื่อมใสด้วยเทศนาคือ จันทกินนีชาดก บรรลุเป็นโสดาบัน (อ่านพระนางพิมพาเทวี ในสารานุกรม) แล้ว ได้เสด็จไปยังนิโครธาราม ซึ่งนิโครธาราม ก็อยู่ในเขตแคว้นสักกะ ของกรุงกบิลพัสดุ์นี้ละ. .กรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าชายนันทะซึ่งเป็นอนุชาของพระพุทธเจ้า ซึ่งประสูติจากพระนางปชาบดี กับพระเจ้าสุทโธทนะ กำลังจะเข้าพิธีวิวาหมงคล ในอีก 1-2 ข้างหน้า พระพุทธเจ้าทรงไปรับภัตตาหารในราชวังเมื่อเสร็จภาระกิจ จึงทรงวางบาตให้เจ้าชายนันทะรับไว้ เพื่อต้องถือและเดินติดตามพระพุทธเจ้าไป เจ้าชายนันทะต้องจำย่อมติดตามไป เมื่อถึงที่พักของสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามเจ้าชายนันทะว่า นันทะ ท่านจักบวชใหม? เจ้าชายนันทนั้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงไม่ทูลว่า " จักไม่บวช " กลับทูลรับว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จักบวชพระเจ้าข้า. " พระพุทธเจ้าจึงบวชเจ้าชายนันทะ และต่อมาพระนันทะเถระก็บรรลุเป็นพระอรหันต์มีเอตทัคคมหาสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์(อ่านในสารนุกรม พระนันทะ)

หลังจากนั้น ฝ่ายพระนางพิมพาเทวี ได้ตรัสกะพระราหุลกุมารผู้พระราชโอรสว่า "พ่อจงไปขอทรัพย์ที่มีอยู่ของพระบิดาของพ่อเถิด". พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงพระราชทานสมบัติแก่หม่อมฉันเถิด แล้วติดตามประผู้มีพระภาคเจ้าไปพลางกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์เป็นร่มเงาที่สุขสบายของหม่อมฉัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระราหุลกุมารนั้นไปยังนิโครธารามแล้วตรัสว่า เธอจงรับเอาทรัพย์สมบัติคือ โลกุตตรธรรมเถิด แล้วทรงให้พระสารีบุตรเป็นผู้บวชแก่พระราหุล. พระราหุลบวชเมื่ออายุ 7 และปฏิบัติธรรมอยู่ไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ และท่านก็ปรินิพพานก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่นานนัก ดังนั้นอายุขัยของพระราหุลก็ประมาณ 50 กว่าปี (อ่านเรื่องพระราหุล ในสารานุกรม) พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในผล ๓ ด้วยประการฉะนี้แล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ที่กรุงกบิลพัสดุ์ ทำให้มีพระอริยะและผู้ที่เข้ามาบวชมากมาย เมื่อถึงเวลาอันควรพระพุทธทรงให้ภิกษุสงฆ์ส่วนหนึ่งเผยแพร่พระศาสนาในแคว้นสักกะ กรุงกบิลพัสดุ์ แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปสู่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธอีก เพราะยังมีพุทธกิจในกรุงราชคฤห์

กล่าวถึงเจ้าชายอานนท์ เป็นโอรสของพระเจ้าอมิโตทนศากยราช พระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระพุทธบิดา() ซึ่งประสูติพร้อมกับพระพุทธเจ้า มีฐานะเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า แต่ในพรรษที่ ๒ ในขณะพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรกนั้น ได้มีพระญาติหลายองค์ออกทรงผนวชตามเสด็จ ยังเหลือแต่ศากยกุมารเหล่านี้คือ พระมหามานะ พระอนุรุทธะ พระภัททิยะ พระภัคคุ (ยุ. ภคุ) พระกิมิละ (ยุ. กิมพิละ) พระอานนท์และพระเทวทัตต์ เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับไปกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ พวกศากยะทั้งหลายได้วิพากษ์วิจารณ์กันว่า พวกท่านได้ให้โอรสของตน ๆ ซึ่งมอบถวายให้เป็นเพื่อนเล่นของเจ้าชายสิทธัตถะ ในคราวทำพิธีขนานพระนามนั้น แต่คราวนี้ไม่ได้ออกผนวชตามเสด็จ ศากยกุมารเหล่านี้ชะรอยจะไม่ใช่เป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้ากระมัง? พระมหานามะ ได้สดับคำวิพากษ์วิจารณ์นี้แล้ว ทรงรู้สึกละอาย จึงได้ปรึกษา พระอนุรุทธะ ว่า ในท่านทั้งสองนั้น ต้องออกผนวชองค์หนึ่ง ในที่สุดแห่งการสนทนา พระอนุรุทธะ ยอมออกผนวชตามเสด็จ จึงไปทูลลาพระมารดา แต่พระมาดราไม่ทรงอนุญาต ท่านได้ทูลอ้อนวอนจนพระมารดาทรงอนุญาต แต่ทรงวางเงื่อนไขไว้ว่า หากพระเจ้าภัททิยศากยราชพระสหายของท่านออกผนวชด้วย พระนางจึงจะทรงอนุญาต พระอนุรุทธะได้พยายามชักชวนพระเจ้าภัททิยะ จนตกลงพระทัยออกผนวชด้วยกันต่อจากนั้น ท่านได้ชักชวนศากยกุมารอีก ๕ องค์ มีพระอานนท์ เป็นต้นรวมทั้งอุบาลีด้วยเป็น ๗ คน ได้ตามเสด็จพระพุทธองค์ไปเพื่อขอบรรพชาอุปสมบท และได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่อนุปิยอัมพวัน เขตอนุปิยนิคม แคว้นมัลละ (แคว้นมัลละอยู่ด้านบนของแคว้นมคธ ใกล้กับแคว้นสักกะกรุงกบิลพัสดุ์) พระพุทธองค์ทรงอนุญาต ให้บรรพชาอุปสมบทตามประสงค์

() พระอุปัชฌายะของท่าน พระอานนท์ ชื่อพระเวลัฏฐสีสเถระ

() ครั้นอุปสมบทแล้ว ท่านพระอานนท์ได้ศึกษาธรรมจากสำนักของท่านพระปุณณมันตานีบุตร(อ่านพระปุณณมันตานีบุตร ในสารนุกรม)ไม่นานก็ได้สำเร็จชั้นโสดาบัน

(๑๐) ในกาลต่อมาท่านได้เล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตร มีอุปการคุณต่อท่านและพวกภิกษุผู้นวกะมาก ท่านพระปุณณมันตานีบุตร ได้กล่าวสอนท่านว่า

"ดูกรอานนท์ เพราะถือมั่นจึงมีตัณหา มานะ ทิฐิว่าเป็นเรา เพราะไม่ถือมั่น จึงไม่มีตัณหามานะ ทิฐิ ว่าเป็นเรา เพราะถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ ว่าเป็นเรา เพราะไม่ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่มีตัณหา มานะ ทิฐิว่า เป็นเรา เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มสาวมีนิสัยชอบแต่งตัวส่องดูเงาของตนที่กระจกหรือ ภาชนะน้ำอันใสบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะยึดถือจึงเห็น เพราะไม่ยึดจึงไม่เห็น ฉันใด เพราะถือมั่นรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ ว่า เป็นเรา เพราะไม่ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่มีตัณหามานะ ทิฐิว่า เป็นเรา ฉันนั้นเหมือนกัน"

จากนั้น ท่านพระอานนท์เล่าต่อไปว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้ถามท่านว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยงท่านตอบว่าไม่เที่ยง และในตอนสุดท้ายของการสอนธรรมครั้งนี้ ท่านบอกแก่พระภิกษุทั้งหลายว่าท่านได้ตรัสรู้ธรรมซึ่งหมายถึงได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน

(๑๑) พระอานนท์ท่านกว่าจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เมื่ออายุของท่านก็ประมาณ 80 กว่าปีเล็กน้อย แต่ท่านมีอายุยืนมากคือ 120 ปี (อ่านเรื่องพระอานนท์ได้ในสารานุกรม อานนท)

กล่าวถึงพระอนุรุทธะ ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันพร้อมทั้งทิพย์จักษุ แต่กว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็ใช้เวลาในการบำเพ็ญธรรมถึง 8 ปี พระอนุรุทธะท่านเป็นเอตทัคคมหาสาวกผู้มีทิพย์จักษุ (อ่านในสารานุกรม อนุรุทธะ)

กล่าวถึง พระภัททิยะ ครั้นต่อมา ในระหว่างพรรษานั้นเอง ท่านพระภัททิยะได้ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ครั้งนั้น ท่านพระภัททิยะ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี ย่อมเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ และท่านเป็นเอตทัคคมหาสาวกผู้เกิดในตระกูลสูง(อ่านในสารานุกรม ภัททิยะ)

กล่าวถึง พระภัคคุ ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์มหาสาวก

กล่าวถึง พระกิมพิละ ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์มหาสาวก(อ่านพระกิมพิละในสารานุกรม)

กล่าวถึง พระอุบาลี ก่อนบวชท่านเป็นเป็นช่างกัลบกประจำพระองค์เจ้าชายศากยะทั้งหลาย คือ พระเจ้าภัททิยศากยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ กิมพิละ และเทวทัต ความจริงพระอุบาลี ตั้งแต่แรกไม่ได้ตั้งใจที่จะออกบวช เพียง แต่ตามมาส่งพระศากยะทั้งหลายทั้ง ๖ พระองค์ ด้วยความจงรักภักดี อุบาลีผู้เป็นภูษามาลาเมื่อจะกลับ คิดว่าเจ้าศากยะทั้งหลายเหี้ยมโหดนัก จะพึงให้ฆ่าเราเสียด้วยเข้าพระทัยว่า อุบาลีนี้ให้พระกุมาร ทั้งหลายออกบวช ก็ศากยกุมารเหล่านี้ยังทรงผนวชได้ ไฉนเราจักบวชไม่ได้เล่า อุบาลีจึงกลับมาขอบวช ฝ่ายเจ้าชายทั้งหก จึงให้พระอุบาลีบวชก่อน เพื่อลดมานะของเจ้าชายทั้งหกเอง และต่อมาท่านพระอุบาลีก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นเอตทัคคมหาสาวกทางด้านเชียวชาญพระวินัย (อ่านในสารานุกรม อุบาลี)

กล่าวถึงพระเทวทัต เป็นเชษฐาของพระนางพิมพา ชายาของพระสิทธถะโพธิสัตว์ หลังจากบวชในพรรษานั้นก็ได้อภิญญา 5 แต่ยังเป็นปุถุชน (อ่านพระเทวทัตในสารานุกรม) และในภายหลังพระเทวทัตอิจฉา ในลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ประชาชนมีใจต่อพระพุทธเจ้าและเหล่าพระมหาสาวกทั้งหลาย ส่วนตัวเองไม่มีฐานะอย่างนั้น ภายหลังได้แสดงฤทธิ์ ทำให้เจ้าชายอชาติศัตรู ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร หลงเชื่อ ศรัทธา ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ จากเจ้าชายอชาติศัตรูมากมาย จึงหลงระเริงพยายามทำความแตกแยกในหมู่สงฆ์เรื่อยๆ ต่อมาภายหลังจึงคิดตั้งตนเป็นพระพุทธเจ้า ฤทธิ์และฌานต่างๆ ที่มีอยู่ก็เสื่อมทันที หลังจากนั้นคิดปรงพระชนม์พระพุทธเจ้า จึงได้เจ้าชายอชาติศัตรูเป็นกำลังในการปรงพระชนม์พระพุทธเจ้า พระเทวทัตยุยงให้เจ้าชายอชาติศัตรู ปรงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเพื่อให้เจ้าชายอชาติศัตรูเป็นพระราชา เจ้าชายอชาตศัตรูปรงพระชนม์ชีพของพระเจ้าพิมพิสารสำเร็จ พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตเมื่อมีพระชนม์มายุประมาณ 70 ปี

    ข้อสังเกต บางตำรากล่าวว่าพระเจ้าพิมพิสารสวรรคตก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 8 ปี แต่เมื่อวิเคราะห์ดูตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ อาจจะสวรรคตเมื่ออายุ 70 ปี หมายถึงอายุขัยในการอยู่บนโลก น้อยกว่าพระพุทธเจ้า แต่หาใช่สวรรคตก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 8 ปี ดังจะมีข้อมูลอ้างอิ่งในเรื่องของพระอชิติโพธิสัตว์ ซี่งเป็นโอรสของเจ้าชายอชาติศัตรู และเจ้าชายอภัยกุมารอันเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร แต่ต่างมารดากับเจ้าชายอชาติศัตรู และเรื่องการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าพิมพิสารจะไปสัมพันธ์ กับพระนางมัลลิกา(ในพรรษาที่ 20-21) กับพระเจ้าปเสนธิโกศลและกับเจ้าชายวิฑูฑพภะโอรสของพระเจ้าปเสนธิโกศล ในภายหลัง ฝ่ายพระเทวทัตทำการปรงพระชนม์พระพุทธเจ้า หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นตรอมใจเป็นไข้อยู่ 9 เดือน เพราะสาเหตุที่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้มาแสดงธรรมให้แก่เหล่าภิกษุ 500 รูปที่เป็นบริวาร ของพระเทวทัตเห็นแจ้งในธรรมแล้วติดตามพระสารีบุตรและโมคคัลนะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระเทวทัตเป็นไข้อยู่ 9 เดือนเกิดสำนึกได้ จึงประสงค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ก็โดนธรณีสูบเสียก่อนที่จะได้เฝ้าพระพุทธเจ้า มีเรื่องอีกมากเกี่ยวกับพระเทวทัต และพระเจ้าอชาติศัตรู (อ่านในสารานุกรม อชาติศัตร)

จะเห็นว่าตลอดรายทางที่พระพุทธองค์เสด็จผ่าน พระพุทธเจ้าทรงโปรดแสดงพระสัทธรรมแก่ประชาชนไปตามลำดับหาได้รีบเร่ง และในคราใดที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่อยู่ในข่ายพระญาณที่พระพุทธเจ้าโปรดแสดงธรรมแต่อยู่ห่างไกล้จากหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าจะทรงหลีกจากหมู่สงฆ์ เสด็จเพียงพระองค์เดียวไปโปรด แล้วให้หมู่สงฆ์ติดตามไปภายหลัง

เหตุการณ์ประมาณในปีที่ 3 และที่ 4

เมื่อพระพุทธเจ้าถึงกรุงราชคฤห์ ก็ทรงดำเนินพุทธกิจตามปกติ ช่วงนี้พระวรกายของพระพุทธเจ้ายังสมบูรณ์อยู่ ดังนั้นพระองค์เสด็จเผยแผ่พระสัทธรรม ยังแคว้นมัลละ แคว้นสักกะ แคว้นวัชชี แคว้นอังคะ แคว้นกาสี ที่อยู่รอบๆ แคว้นมคธ ได้อย่างไม่ยากลำบาก

.กรุงราชคฤห์ ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี เป็นชาวสาวัตถี แคว้นโกศล ซึ่งแคว้นโกศลมีพระเจ้าปสนธิโกศลปกครองอยู่ ได้เดินทางมาทำการค้าและพบปะกับญาติที่กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ จึงได้พบกับพระพุทธเจ้าที่ ป่าสีตรันแคว้นมคธ ตามที่พี่เขยบอกและได้ฟังธรรมจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วได้นิมนตร์ พระพุทธเจ้าให้ทรงเสด็จไปยังเมืองสาวัตถีแคว้นโกศล พระพุทธเจ้าทรงรับนิมนตร์นั้น หลังจากนั้นท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีได้กลับไปยังกรุงสาวัตถีแคว้นโกศล ซึ่งการเดินทางจากกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ต้องผ่านแคว้นกาสี(พาราณสี)จึงจะถึงแคว้นโกศลกรุงสาวัตถี( ถ้าท่านผู้อ่านทำความเข้าใจเรื่องตำแหน่งของแคว้นที่ผมกล่าวไว้ข้างบนให้ดี การอ่านก็จะมีรสชาติและเห็นภาพต่างๆ ได้) ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีด้วยความศรัทธา จึงจะสร้างเชตวันวิหารเพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปทางเหนือของแคว้นมคธตรงไป ยังนครเวสาลีแคว้นวัชชี แล้วพักอยู่ที่นั้น เพื่อเผยแผ่พระสัทธรรม แล้วมุ่งตรงไปทางตะวันตกตัดเข้ากรุงสาวัตถีแคว้นโกศล โดยที่ไม่ต้องผ่านแคว้นกาสี(กรุงพาราณสี) ตามคำทูลเชิญของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี เมื่อถึงนครสาวัตถี พระพุทธองค์ประทับ ณ เชตวนาราม ที่ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีสร้างถวาย เพื่อเผยแผ่พระสัทธรรม ทั่วทั้งกรุงสาวัตถี ล่วงเลยไปยังแคว้นที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นโกศล คือแคว้นปัญจาละ และตะวันตกค่อนมาทางใต้คือแคว้นวังสะ

ณ แคว้นวังสะ มีกรุงโกสัมพีเป็นเมืองหลวง และที่เมืองนี้เมื่อพระพุทธองค์เข้าไปในเมื่องทรงถูกเหล่าชนมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งได้รับสินจ้างจากพระนางมาคันทิยาผู้ผูกอาฆาตในพระพุทธองค์ ติดตามด่าว่าเยาะเย้ยด้วยประการต่าง ๆ จนท่านพระอานนท์ทนฟังไม่ไหว ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่าควรจะเสด็จหนีไปเมืองอื่นเสียแต่พระพุทธองค์ไม่ทรงเห็นด้วย ตรัสว่า เรื่องเกิดขึ้นที่ไหนก็ควรทำให้สงบ ณ ที่นั้นเสียก่อน จึงค่อยไปที่อื่น มูลเหตุที่พระนางมาคันทิยาผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า ก็เกิดจากเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปโปรดแสดงธรรมแก่บิดาและมารดาของนางมาคันทิยา(ตอนนั้นยงเป็นเด็กรุ่น) เมื่อบิดามารดาของนางคันทิยาเห็นรูปลักษณะของพระพุทธเจ้า จึงประสงค์จะยกลูกสาวให้เป็นภรรยาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสทำนองว่า อย่าประสงค์ยกลูกสาวให้พระองค์เลย เพราะแม้แต่ปลายเล็บ พระองค์ก็ไม่พึ่งประสงค์ที่จะมองเลย นางคันทียาจึงโกรธและผูกอาฆาตตั้งแต่นั้นมา แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้บิดานางคันทิยาบรรลุเป็นพระอนาคามี ส่วนมารดาบรรลุเป็นพระโสดาบัน หลังจากนั้นนางคันทิยาก็ได้ไปอาศัยอยู่กับน้า ในกรุงโกสัมพีนี้แล้วน้าของนางเห็นว่านางมีรูปสดสวยสมควรแก่พระราชา จึงยกนางคันทียาให้กับพระเจ้าอุเทนและด้วยความหลงในรูป พระเจ้าอุเทนจึงแต่งตั้งให้เป็นมเหสีองค์หนึ่ง และเมื่อนางทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองโกสัมพี นางจึงระบายความอาฆาตดังที่กล่าวข้างบน ถึงแม้ในเมืองนี้จะมีปัญหาดังที่กล่าวมา แต่พระองค์ก็ทรงแสดงพระสัทธรรมต่อไป

พระเจ้าอุเทนยังมีมเหสีอีกองค์คือพระนางสามาวดี พระนางสามาวดีมีข้าทาสอยู่คนหนึ่งชื่อ นางขุธชุตตรา เป็นคนที่ต้องไปจัดซื้อดอกมะลิให้กับพระนาง และก็จะแอบขโมยเงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ คือซื้อดอกมะลิไม่เต็มจำนวนเป็นประจำ วันหนึ่งคนขายดอกมะลิกล่าวชวนนางขุธชุตตราให้ทำบุญกับพระพุทธเจ้า นางขุธชุตตราจึงอยู่ถวายทานแก่พระพุทธเจ้า และได้ฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแจกแจงอย่างละเอียด เมื่อสิ้นสุดการแสดงธรรมนั้นนางก็ได้บรรลุเป็นโสดาบัน และเมื่อนางจะกลับไปในวังนางก็ต้องซื้อดอกมะลิกลับไปด้วยแต่คราวนี้นางละอายใจที่จะซื้อดอกมะลิไม่เต็มจำนวนเพราะเป็นพระโสดาบันแล้ว นางจึงซื้อดอกมะลิเต็มจำนวน แล้วเอาไปให้กับพระนางสามาวดี พระนางสามาวดีก็เห็นวันนี้มีดอกมะลิมากกว่าปกติ จึงถามนางขุธชุตตราว่า ทำไม่วันนี้มีดอกมะลิมากกว่าปกติ นางขุธชุตตราก็บอกตามความเป็นจริงว่า วันนางมีความละอายตัวเองที่แอบขโมยโดยซื้อดอกมะลิไม่เต็มจำนวน จึงซื้อมาเต็มจำนวนเงิน พระนางสามาวดีจึงถามว่า ทำไมจึงมีความละอายละ นางขุธชุตตราตอบว่า ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ด้วยธรรมนั้นนางจึงเกิดความละอายต่อบาป และไม่ก็ทำบาปอีก พระนางสามาวดีมีความสนใจจึงกล่าวว่า อย่างนั้นท่านจงบอกธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงให้เราทราบสิ นางขุธชุตตรากล่าวว่า อย่างนั้นขอให้พระนางจัดสถานที่ให้เหมาะกับการกล่าวธรรม ส่วนข้าทาสบริวารถ้าประสงค์ฟังธรรมก็ให้มาประชุมรวมกัน แล้วระหว่างที่จัดที่และรวมคนกันอยู่ นางขุธชุตตราก็ขอไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อให้เหมาะกับการแสดงธรรม พระนางสามาวดีได้เรียกให้บริวารของพระนางมาฟังธรรมทั้งหมด 500 คน หลังจากนั้นนางขุธชุตตราก็แสดงธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว เมื่อจบการแสดงธรรมนั้น พระนางสามาวดีและเหล่าบริวารทั้งหลายก็บรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งหมด หลังจากนั้นเหล่าบริวารทั้งหลายของพระนางสามาวดี จึงตั้งให้นางขุธชุตตราไม่ต้องทำหน้าที่อะไร เพียงแต่ให้ไปเข้าเฝ้าพุทธเจ้าหรือมหาสาวกเป็นประจำ แล้วฟังธรรมพระแสดงทั้งหมดแล้วกลับมาบอกกับพวกเขาเหล่านั้น ภายหลังนางขุธชุตตราได้เป็นเอคคทัตคะฝ่ายอุบาสิกาที่จดจำพระธรรมได้เป็นเลิศ หลังจากนั้นพระนางสามาวดีและเหล่าข้าทาสบริวารศรัทธาต่อต่อพระพุทธเจ้า จึงทำให้พระนางมาคันทิยาพุ่งความอาฆาตต่อพระนางสามาวดีมากยิ่งขึ้น เพราะไปศรัทธาและบูชากับบุคคลที่นางเกลียด และแถมยังมีสวามีคนเดียวกัน ส่วนมเหสีอีกคนหนึ่งของพระเจ้าอุเทน(พระเจ้าอุเทนมีมเหสีถึง 3 คน)คือพระนางวาสุลทัตตา ซึ่งเป็นราชธิดาของพระเจ้าปัทโชตแห่งกรุงอุเชนแคว้นอวันตีซึ่งอยู่ติดกับแคว้นวังสะทางทิศตะวันตกเฉียงไต้ พระนางวาสุลทัตตาเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็บรรลุเป็นโสดาบัน แต่หาได้มีบทบาทที่นางคันทิยาต้องชิงดีชิงเด่นกับพระนางวาสุลทัตตามากมายไม่ พระนางมาคันทียาใส่ร้ายพระนางสามาวดีโดยเอางูเห่าใส่ตะกล้า(