อานนท์๑,เอตทัคคพระมหาสาวกเลิศทางพหูสูต,เลิศทางผู้มีสติผู้มีความเพียร,ผู้มีคติ,ผู้เป็นอุปัฏฐาก (๑๖,๔)
พระเถระผู้เป็นพุทธปัฏฐากของพระมหาสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านเป็นพระโอรสของพระเจ้า
อมิโตทนศากยราช
พระอนุชาของพระเจ้า
สุทโธทนมหาราช พระพุทธบิดา(๑)
ในเรื่องพระบิดาของท่าน
มีหลักฐานแห่งคัดค้านกันอยู่ เช่น
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย
อรรถกถาธรรมบท
และอรรถกถาพุทธวงศ์
กล่าวว่า พระเจ้าอมิโตทนะ เป็นพระบิดาของพระเจ้ามหานามะ
และพระอนุรุทธะ(๒)
ในมหาวัสตุ
และพุทธประวัติของพระมหาสมณเจ้ากรม
พระยาวชิรญาณวโรรส กล่าวว่าท่านเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ
ส่วนพระเจ้าอมิโตทนะเป็นพระบิดาของพระเจ้ามหานามะ และ
พระอนุรุทธะ(๓)
แต่ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย
กล่าวว่า พระเจ้าสุกโกทนะเป็น
พระบิดาของพระเจ้ามหามามะ
และพระอนุรุทธะ(๔)
จากหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว
ไม่ได้กล่าวว่า พระมารดาของ
ท่านเป็นใคร
มหาวัสตุแห่งเดียวเท่านั้นที่กล่าวถึงพระมารดาของท่านว่า
ทรงพระนามว่า มฤคี(๕)
ท่านอรรถกถาจารย์ให้เหตุผลว่า
ที่ท่านมีชื่อว่าอานนท์ก็เพราะว่า
เมื่อท่านประสูติพระญาติทั้งหลายพากันสดชื่นรื่นเริงบันเทิงใจยิ่ง(๖)
พระอานนท์เป็นพระภาดาของพระพุทธเจ้า
และเป็นสหชาติกับ
พระพุทธองค์ด้วย
ผู้เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า คือ ๑. พระนางพิมพา
ราหุลมาตา ๒. ฉันนอมาตย์ ๓. กาฬุทายิอมาตย์ ๔. พระอานนท์
๕. กันถกอัสสราช ๖.
ต้นมหาโพธิ์ ๗. ขุมทรัพย์ ๔ ทิศ(๗)
เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกทรงผนวชและได้
สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
เสด็จไปโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูร
ญาติ ณ นคร กบิลพัสดุ์
ในพรรษที่ ๒
ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่
ที่พระนครกบิลพัสดุ์นั้น
ได้มีพระญาติหลายองค์ออกทรงผนวชตามเสด็จ
ยังเหลือแต่ศากยกุมารเหล่านี้คือ
พระมหามานะ พระอนุรุทธะ
พระภัททิยะ พระภัคคุ (ยุ.
ภคุ) พระกิมิละ (ยุ. กิมพิละ) พระอานนท์
และพระเทวทัตต์
ครั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่พอสมควรแก่กาลแล้ว
ก็เสด็จจาริกต่อไปยังที่อื่น
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากพระนครกบิลพัสดุ์ไปแล้ว พวกศากยะ
ทั้งหลายได้วิพากษ์วิจารณ์กันว่า
พวกท่านได้ให้โอรสของตน ๆ ซึ่งมอบ
ถวายให้เป็นเพื่อนเล่นของเจ้าชายสิทธัตถะ ในคราวทำพิธีขนานพระนาม
นั้น ออกผนวชตามเสด็จได้ แต่ศากยกุมารเหล่านี้ชะรอยจะไม่ใช่เป็น
พระญาติกับพระพุทธเจ้ากระมัง? จึงไม่ออกผนวชตามเสด็จ พระ
มหานามะ
ได้สดับคำวิพากษ์วิจารณ์นี้แล้ว
ทรงรู้สึกละอาย จึงได้ปรึกษา
พระอนุรุทธะ ว่า
ในท่านทั้งสองนั้น
ต้องออกผนวชองค์หนึ่ง
ในที่สุด
แห่งการสนทนา พระอนุรุทธะ ยอมออกผนวชตามเสด็จ จึงไปทูลลา
พระมารดา
แต่พระมาดราไม่ทรงอนุญาต
ท่านได้ทูลอ้อนวอนจนพระ
มารดาทรงอนุญาต
แต่ทรงวางเงื่อนไขไว้ว่า หากพระเจ้าภัททิยศากยราช
พระสหายของท่านออกผนวชด้วย
พระนางึงจะทรงอนุญาต
พระอนุรุทธะ
ได้พยายามชักชวนพระเจ้าภัททิยะ
จนตกลงพระทัยออกผนวชด้วยกัน
ต่อจากนั้น
ท่านได้ชักชวนศากยกุมารอีก ๕ องค์ มีพระอานนท์ เป็นต้น
รวมทั้งอุบาลี
กัปปกอมาตย์ด้วยเป็น ๗ คน
ได้ตามเสด็จพระพุทธองค์
ไปเพื่อขอบรรพชาอุปสมบท
และได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่
อนุปิยอัมพวัน
เขตอนุปิยนิคม
แคว้นมัลละ
พระพุทธองค์ทรงอนุญาต
ให้บรรพชาอุปสมบทตามประสงค์(๘)
พระอุปัชฌายะของท่าน พระ
อานนท์ ชื่อพระเวลัฏฐสีสเถระ(๙)
ครั้นอุปสมบทแล้ว ท่านพระอานนท์ได้ศึกษาธรรมจากสำนักของ
ท่านพระปุณณมันตานีบุตร
ไม่นานก็ได้สำเร็จชั้นโสดาบัน(๑๐)
ในกาล
ต่อมาท่านได้เล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตร
มี
อุปการคุณต่อท่านและพวกภิกษุผู้นวกะมาก
ท่านพระปุณณมันตานีบุตร
ได้กล่าวสอนท่านว่า
"ดูกรอานนท์ เพราะถือมั่นจึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ
ว่าเป็นเรา
เพราะไม่ถือมั่น
จึงไม่มีตัณหามานะ ทิฐิ ว่าเป็นเรา เพราะ
ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ
ว่าเป็นเรา
เพราะไม่ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ จึงไม่มี
ตัณหา มานะ ทิฐิว่า เป็นเรา เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษรุ่นหนุ่มสาว
มีนิสัยชอบแต่งตัวส่องดูเงาของตนที่กระจกหรือที่ภาชนะน้ำอันใสบริสุทธิ์
ผุดผ่อง
เพราะยึดถือจึงเห็น
เพราะไม่ยึดจึงไม่เห็น
ฉันใด เพราะถือมั่น
รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
จึงมีตัณหา มานะ ทิฐิ ว่า เป็นเรา
เพราะไม่ถือมั่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงไม่มีตัณหา
มานะ ทิฐิว่า เป็นเรา ฉันนั้นเหมือนกัน
จากนั้น
ท่านพระอานนท์เล่าต่อไปว่า
ท่านพระปุณณมันตานีบุตร
ได้ถามท่านว่า รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง
ท่านตอบว่าไม่เที่ยง
และในตอนสุดท้ายของการสอนธรรมครั้งนี้
ท่านบอกแก่พระภิกษุทั้งหลายว่าท่านได้ตรัสรู้ธรรมซึ่งหมายถึง
ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน (๑๑)
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน แห่งมัลลรัฐ
พอสมควรแก่พระอัธยาศัยแล้วก็ได้เสด็จจาริกต่อไปยังกรุงโกสัมพี ท่าน
พระอานนท์
และพระภิกษุศากยะรูปอื่น ๆ ที่ผนวชพร้อมกับท่านก็ตาม
เสด็จไปด้วย
ปรากฏว่าประชาชนชาวเมืองโกสัมพี
นิยมนับถือท่านมาก
เช่นเดียวกับพระมหาเถระรูปอื่น ๆ
ซึ่งเป็นเหตุให้พระเทวทัตถ์
เกิดริษยา
เพราะตนเองไม่มีใครถามถึงเลย(๑๒)
พระอรรถกถาจารย์ได้เล่าไว้ว่า
ในสมัยปฐมโพธิกาลนั้น พระพุทธเจ้า
หาได้มีพระภิกษุผู้อุปัฏฐากเป็นประจำไม่ บางคราวพระนาคสมาละ
(นาคสุมนะ)
เป็นผู้ถือบาตรและจีวรของพระพุทธองค์ในคราวเสด็จจาริก
ไปโปรดสัตว์ บางคราวพระนาคิตะ
บางคราวพระอุปวาณะ บางคราวพระ
สุนักขัตตะ บางคราวสามเณรจุนทะ บางคราวพระสาคตะ บางคราว
พระราธะ บางคราวพระเมฆิยะ เป็นอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๒๐ พรรษา(๑๓)
การที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงมีพุทธุปัฏฐากเป็นประจำนี้ ได้ก่อให้
เกิดความลำบากแก่พระองค์มาหลายครั้ง
ดังเช่น
ครั้งหนึ่งพระนาคสมาละ
เป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์ ครั้งนั้นพระองค์ได้เสด็จทางไกลไปถึงทาง
๒
แพร่ง ท่านพระนาคสมาละ หลีกลงจากทางทูลว่า ท่านจะไปทางนี้
พระองค์ตรัสว่า
พระองค์จะเสด็จไปอีกทางหนึ่ง
ขอให้พระนาคสมาละ
ไปทางเดียวกับพระองค์
แต่ท่านไม่ยอมกราบทูลว่า
ท่านจะไปตามทางของ
ท่าน ขอให้พระองค์ทรงรับเอาบาตรจีวรของพระองค์ไป แล้วท่านได้วาง
บาตรและจีวรของพระพุทธเจ้าไว้บนพื้นดิน
เดินจากไปแต่ลำพัง พระพุทธ
เจ้าจึงจำต้องถือบาตรและจีวรเสด็จไปแต่ลำพังพระองค์เดียว(๑๔)
อีกครั้งหนึ่ง
พรเมฆิยะเป็นอุปัฏฐาก
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้
เสด็จจาริกไปยังชันตุคาม เขตปาจีนวังสะกับพระเมฆิยะ ครั้นพระองค์
เสด็จไปถึงที่นั้นแล้ว
ท่านพระเมฆิยะ
ได้เข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม
ได้
เห็นสวนมะม่วงอันร่มรื่นน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำ ท่านต้องการจะไป
พักผ่อนในสวนนั้น
จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงรับบาตรและจีวร
ของพระองค์ไปและทูลว่าท่านจะไปทำสมณธรรมที่สวนมะม่วงนั้น
พระพุทธองค์ตรัสห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง
เพราะมีมีพระภิกษุอื่นเลยในที่นั้น
ทรงขอให้ท่านรอไปก่อนจนกว่าจะมีพระภิกษุรูปอื่นมาแทน แต่ท่านก็ไม่
ยอม
ได้ละทิ้งพระองค์ไว้แต่ลำพังพระองค์เดียว(๑๕)
ด้วยเหตุนี้ในพรรษาที่ ๒๐ แต่ตรัสรู้
สมัยที่พระทับอยู่ ณ พระเชต-
วันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพระภิกษุทั้งปวงในที่
นั้นว่า
พระองค์ทรงพระชราแล้ว
ภิกษุบางรูปทอดทิ้งพระองค์ไปตามทางที่
ตนปรารถนา
บางรูปวางบาตรจีวรของพระองค์ไว้บนพื้นดินแล้วเดินจากไป
เสีย จึงขอให้พระสงฆ์เลือกพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นเป็นพุทธุปัฏฐาก
ประจำ
พระภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ต่างรู้สึกสังเวชสลดใจไป
ตาม ๆ กัน ทันใดนั้นเอง ท่านพระสารีบุตร ได้ลุกขึ้นอภิวาทพระผู้มีพระ
ภาคแล้วทูลขอรับอาสาเป็นพุทธุปัฏฐากประจำแต่พระองค์ทรงห้ามไว้ว่า
"อย่าเลยสารีบุตร"
เธออยู่ ณ ทิศใด ทิศนั้นไม่สูญเปล่า
โอวาทของเธอ
เหมือนกับโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เธออย่าทำกิจอุปัฏฐากแก่เรา
เลย"(๑๖)
ต่อจากนั้น
อสีติมหาสาวกทั้งหลาย
มีท่านพระมหาโมคคัลลานะ
เป็นต้น
ได้ลุกขึ้นอภิวาทแล้วทูลขอรับอาสาเป็นพุทธุปัฏฐากเช่นเดียวกับ
ท่านพระสารีบุตร
แต่พระองค์ทรงห้ามไว้ทั้งหมด
ส่นวท่านพระอานนท์ยัง
ตงนั่งนิ่งเฉย
มิได้ทูลขอรับอาสาอย่างพระมหาสาวกทั้งหลาย พวกภิกษุจึง
ได้ตักเตือนให้ท่านทูลขอตำแหน่งพุทธุปัฏฐากนั้นบ้าง ท่านจึงกล่าวกับ
พระภิกษุทั้งหลายว่า
"ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
อันตำแหน่งที่ขอได้มานั้นจะมี
ความหมายอะไรเล่า
พระบรมศาสดาไม่ทรงเห็นกระผมกระนั้นหรือ?
ก็หากพระองค์ทรงพอพระทัยในตัวกระผมแล้วไซร้ พระองค์ก็คงตรัสเอง
ว่า
อานนท์เธอจงอุปัฏฐากเราเถิด"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ไม่มีผู้ใดจะ
สามารถให้ท่านพระอานนท์เกิดความอุตสาหะขึ้นมาได้เลย แต่เมื่อท่าน
พระอานนท์รู้แล้ว
ท่านจักอุปัฏฐากพระองค์เอง
เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้ยินพระดำรัสนั้น ก็ทราบทันทีว่า
พระองค์
ทรงประสงค์ให้ท่านพระอานนท์เป็นพุทธุปัฏฐาก จึงได้พูดตักเตือนให้ท่าน
ทูลขอตำแหน่งพุทธุปัฏฐากจากพระองค์
ดังนั้น
ท่านพระอานนท์จึงได้ทูลขอพร ๘ ประการ หากพระองค์
ทรงประทานพร ๘ ประการนี้
ท่านจึงจะรับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก
ท่านทูลขอพร ว่า
๑. ถ้าจักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์
๒. ถ้าจักไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่
ข้าพระองค์
๓. ถ้าจักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์
๔. ถ้าจักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่ที่ทรงรับนิมนต์ไว้
๕. ถ้าพระองค์จักไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้
๖. ถ้าข้าพระองค์จะพาบริษัทซึ่งมาแต่ที่ไกลเพื่อเฝ้าพระองค์ได้ใน
ขณะที่มาแล้ว
๗. ถ้าความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด ขอให้ได้เข้าเฝ้า
ทูลถามเมื่อนั้น
๘. ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาอันใดในที่ลับหลังข้าพระองค์
จักเสด็จมาตรัสบอกพระธรรมเทศนานั้นแก่ข้าพระองค์อีก
เมื่อข้าพระองค์ได้รับพร ๘ ประการนี้
แหละจึงจักเป็นพุทธุปัฏฐาก
ของพระองค์
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามถึงโทษและอานิสงส์ที่ทูลขอพร ๘
ประการนี้ ท่านได้กราบทูลว่า
ถ้าท่านไม่ทูลขอพรข้อ ๑-๔
ก็จักมีคนพูด
ได้ว่า
ท่านรับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก
เพื่อหวังลาภสักการะอย่างนั้น ๆ
เพื่อ
ป้องกันปรวาทะอย่างนั้น
ท่านจึงได้ทูลขอพร ๔ ข้อนี้
ถ้าท่านไม่ทูลขอพร
ข้อ ๕-๗
ก็จักมีคนพูดได้ว่า
พระอานนท์บำรุงพระศาสดาไปทำไม
เพราะ
กิจเท่านี้พระองค์ก็ยังไม่ทรงสงเคราะห์เสียแล้ว และหากท่านไม่ทูลขอพร
ข้อ ๘ เมื่อมีคนมาถามท่านลับหลัง
พระพุทธองค์ว่า คาถานี้
สูตรนี้
ชาดกนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสที่ไหน? ถ้าท่านตอบเขาไม่ได้ เขาก็จะพูด
ได้ว่า
พระอานนท์เฝ้าติดตามพระผู้มีพระภาคเหมือนเงาตามตัวอยู่เป็น
เวลานาน
ทำไมเรื่องเท่านี้ยังไม่รู้?
ครั้นท่านได้ทูลชี้แจงแสดงโทษในข้อที่ไม่ควรได้ และอานิสงส์ในข้อ
ที่ควรได้อย่างนี้แล้ว
พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานพรตามที่ทูลขอทุก
ประการ
ท่านพระอานนท์จึงได้รับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก(๑๗) และได้
อุปัฏฐากพระพุทธองค์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันเสด็จดับขันธ
ปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค
เป็นเวลา ๒๕ พรรษา(๑๘)
ความจริง
ท่านพระอานนท์ได้บำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้ตำแหน่งนี้มา
เป็นเวลาตั้งแสนกัป คือ
เริ่มตั้งแต่ศาสนาของพระปทุมุตตร
สัมมา
สัมพุทธเจ้า ในชาตินั้น ท่านได้เกิดในพระนครหงสวดี เป็นโอรสของ
พระเจ้านันทราช (อานันทราช) และพระนางสุเมธาเทวี (สุชาดา) ผู้ครอง
นครหงสวดี
สมัยนั้นท่านมีนามว่า
สุมน
กุมารเป็นพระกนิษฐภาดาของ
พระปทุมุตตร พุทธเจ้า
ครั้นเจริญวัยขึ้น
พระบิดาทรงมอบหมายให้
ปกครองโภคคาม
ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลออกไปจากนครหงสวดี ๑๒๐ โยชน์
พระกุมารได้เสด็จกลับไปยังนครหงสวดี
เพื่อเฝ้าพระบิดาและพระพุทธเจ้า
บ้างเป็นบางคราว
ครั้งหนึ่งมีกบฏเกิดขึ้นที่ปัจจันตชนบท
พระกุมารทรงปราบปรามได้
โดยราบคาบ
เมื่อความทราบไปถึงพระบิดา
ก็ทำให้พระองค์ทรงพอ
พระทัยมาก
รับสั่งให้เรียกพระกุมารไปยังนครหวสวดี ทันทีเมื่อพระกุมาร
เสด็จไปเฝ้าพระบิดาทรงประคองกอดแล้วรับสั่งให้ขอพรตามที่ต้องการ
แทนที่พระกุมารจะทูลขอช้าง
ม้า ชนบท หรือรัตนะ ๗ ประการ ตามที่
พวกอำมาตย์ทูลแนะ
พระกุมารกลับทูลขอโอกาสอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าเป็น
เวลา ๓ เดือน พระบิดารับสั่งให้ขออย่างอื่น เพราะการอุปัฏฐากพระ
พุทธเจ้าเป็นหน้าที่ของพระองค์แต่ผู้เดียว ไม่เคยทรงอนุญาตให้ใคร
แต่
พระกุมารทูลยืนยันจะได้รับพรอย่างเดิม
หากไม่พระราชทานพรอันนั้น
ก็ไม่ทูลขออย่างอื่น
และทูลว่า
ธรรมดาพระดำรัสของพระมหากษัตริย์
ย่อมไม่เป็น ๒ เมื่อพระบิดาได้สดับดังนั้น ก็ทรงจำนนด้วยเหตุผล แต่
ตรัสบ่ายเบี่ยงว่า
"ธรรมดาน้ำพระทัยของพระพุทธเจ้ารู้ได้ยาก แม้พ่อจะ
อนุญาตแล้วก็ตาม
หากพระพุทธองค์ไม่ทรงปรารถนา
ก็ไม่รู้จักทำอย่างไร
ได้"
พระกุมารทูลรับว่าพระองค์จักรู้น้ำพระทัยของพระผู้มีพระภาคเอง
ทูลแล้วได้เสด็จไปสู่พระวิหาร
แต่ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคกำลังประทับอยู่
ในพระคันธกุฏี
ดังนั้นพระกุมารจึงเสด็จไปหาพระภิกษุสงฆ์ที่กำลังนั่ง
ประชุมกันอยู่ที่โรงกลม
ทรงแจ้งพระประสงค์จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระภิกษุสงฆ์ทูลแนะนำให้เสด็จไปหาพระสุมนเถระ ผู้เป็นพุทธุปัฏฐาก
เมื่อพระกุมารเสด็จเข้าไปหาพระเถระและทรงแจ้งพระประสงค์ของพระองค์
ถวายพระสุมนเถระแล้ว
พระเถระเข้าฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์แล้ว
แทรกแผ่นดินเข้าไปสู่พระคันธกุฏีกราบทูลพระพุทธองค์ว่า พระราชกุมาร
มาเฝ้า
พระพุทธองค์ตรัสใช้ให้พระสุมนเถระออกไปปูอาสนะภายนอกพระ
ัคันธกุฏี
พระเถระจึงแทรกแผ่นดินนำพุทธอาสน์ออกไปปูลาดภายนอก
พระคันธกุฏี
พระกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นพระเถระดำดินเข้าออก
เช่นนั้น
ก็ทรงเห็นเป็นอัศจรรย์
ทรงคิดว่าพระรูปนี้ใหญ่ยิ่งจริงหนอ
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากพระคันธกุฏีประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์แล้ว
พระกุมารถวายนมัสการกราบทูลถามว่า
พระภิกษุรูปนี้เห็นจะเป็นภิกษุที่
พระองค์ทรงโปรดปรานมากกระมัง? พระพุทธองค์ตรัสตอบรับว่าเป็น
อย่างนั้น
พระกุมารทูลถามต่อไปว่า
พระภิกษุรูปนี้ได้ทำกรรมอะไรไว้
จึงได้มาเป็นภิกษุที่โปรดปรานอย่างนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่าภิกษุ
รูปนี้ได้ทำบุญให้ทานไว้มาก
พระกุมารจึงกราบทูลว่าท่านเองก็ปรารถนา
จะได้รับตำแหน่งภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดปรานอย่างนั้นบ้างในอนาคต
กาล แล้วได้ถวายขันธวารภัตสิ้น
๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้กราบทูลเล่าเรื่องที่
พระเจ้านันทราช
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ท่านปฏิบัติรัชใช้
พระพุทธองค์ได้ ๓ เดือน และกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไป
ประทับจำพรรษา ณ โภคคาม กับท่านเป็นเวลา
๓ เดือน เมื่อทรง
ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงรับแล้ว จึงกราบทูลว่าท่านเองจะเสด็จไปก่อน
เพื่อสร้างพระวิหารเตรียมรับเสด็จ
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว
ท่านจะส่งสาส์น
มาถวาย
แล้วให้พระพุทธองค์เสด็จไปพร้อมกับพระภิกษุหนึ่งแสนรูป
เมื่อได้กราบทูลนัดแนะเสร็จแล้วก็ทูลลากลับเข้าสู่พระราชวัง กราบทูล
พระบิดาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว เมื่อท่านส่งสาส์นมา
ก็ขอให้พระบิดาช่วยกราบทูลเชิญเสด็จด้วย พระเจ้านันทราชทรงรับรอง
อย่างดี
ครั้นแล้วพระกุมารก็กราบลาพระบิดาเสร็จไปยังโภคคาม ให้สร้าง
วิหารไว้ในระหว่างทางห่างกัน
๑ โยชน์ ต่อหลัง สิ้นระยะทาง ๑๒๐ โยชน์
เป็นวิหาร ๑๒๐ หลังเพื่อให้พระผู้มีพระภาคทรงพักอาศัยในคราวเสด็จไปสู่
โภคคาม
และเมื่อพระกุมารเสด็จไปถึงโภคคามแล้ว ก็ได้ทรงแสวงหา
สถานที่ที่จะสร้างวิหาร
ทรงเห็นอุทยานของโสภนกุฏุมพีจึงทรงขอซื้อด้วย
เงินหนึ่งแสน
ต่อจากนั้นทรงสร้างพระคันธกุฏีสำหรับพระพุทธเจ้า สร้าง
ที่พักกลางวันที่พักกลางคืน
สำหรับพระภิกษุสงฆ์
สร้างลานกุฏิ กำแพง
ประตู และซุ้มประตู
เมื่อทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้ว จึงได้ส่ง
สาส์นไปทูลพระบิดาให้อาราธนา
พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังโภคคามได้
พระเจ้านันทราชได้ทรงอังคาสพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลให้เสด็จ
ไปยังโภคคาม
ตามที่พระกุมารทูลนิมนต์ไว้
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วย
พระภิกษุสงฆ์หนึ่งแสนรูปเสด็จไปยังโภคคาม และทรงพักตามวิหารราย
ทางต่าง ๆ จนถึงโภคคาม พระกุมารได้เสด็จออกไปถวายการต้อนรับ
เป็นระยะทาง ๑ โยชน์
ทรงบูชาด้วยดอกไม้ของหอมหลายอย่างและนำ
เสด็จเข้าสู่โสภนวิหาร
กราบทูลถวายพระวิหารนั้นเป็นพุทธบูชา
ครั้นต่อมาเวลาใกล้วันเข้าพรรษา
พระกุมารได้ถวายมหาทานและ
ได้ทรงชักชวนพระโอรสพระชายา
และพวกอมาตย์ให้ถวายทานอย่าง
พระองค์บ้าง ตลอดเวลา ๓
เดือน
พระกุมารได้ทรงอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
อยู่เป็นประจำ
และได้เสด็จไปหาท่านพระสุมนเถระเสมอ ๆ ครั้นออก
พรรษาปวารณาแล้ว
จึงเสด็จกลับสู่พระราชนิเวศน์และได้ถวายมหาทานอีก
๗ วัน ในวันที่ ๗
ได้ถวายจีวรแก่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์แล้วทรงตั้ง
มโนปณิธานว่า
ด้วยเดชะกุศลกรรมที่ได้ทรงสร้างมาทั้งหมดนี้ ขอให้
พระองค์ได้เป็นพุทธุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาล
อย่างเช่นพระสุมนเถระนั้นเถิด
พระปทุมุตตร พุทธเจ้าทรงพยากรณ์แล้ว
เสด็จออกเดินทางไปโปรดสัตว์ ณ ที่อื่นต่อไป
ในศาสนาของพระปทุมุตตร พุทธเจ้านี้
ท่านพระอานนท์ได้เคยถวาย
ทาน เป็นเวลาหนึ่งแสนปี ครั้นจุติจากชาตินั้นได้ไปเกิดในสวรรค์ จุติจาก
สวรรค์ลงมาเกิดในมนุษยโลก
ในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า
ก็ได้ถวาย
จีวรทำการบูชาพระเถระผู้เที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่ง ครั้นจุติจากชาตินั้นก็ได้
ไปเกิดในสวรรค์อีก
และเมื่อจุติจากสวรรค์ได้ลงมาเกิดเป็นพระเจ้า
พาราณสีได้ถวายมหาทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ พระทรงสร้าง
บรรณศาลา ๘
หลังในมงคลอุทยานของพระองค์
ถวายให้เป็นที่ประทับ
ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๘ องค์
นอกจากนั้นยังได้สร้างตั่ง ๘ ตัวทำด้วย
รัตนะล้วนทุกชนิด สร้างเตียง ๔
ตัวทำด้วยแก้วมณี และที่รองรับเท้า
๘
ที่ ทำด้วยพระปัจเจก พุทธเจ้าประทับนั่งในคราวเสด็จมา พระองค์ได้ทรง
อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นเวลาหมื่นปี
ท่านพระอานนท์ได้เคยทำบุญให้ทาน อยู่เป็นเวลา ๑ แสนกัป ใน
ชาติก่อนที่จะลงมาเกิดในชาตินี้
ได้เคยไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตร่วมกับ
พระพุทธเจ้าของเราครั้งเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ครั้นจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตก็
ได้มาเกิดในศากยตระกูล
ดังกล่าวแล้ว(๑๙)
นี่แสดงให้เห็นว่า
ท่านพระอานนท์ได้รับตำแหน่งที่ตนปรารถนา
สำเร็จแล้ว
และเมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว
ท่านก็ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าด้วยดี
กิจที่ท่านทำเป็นประจำแก่พระพุทธเจ้าคือ
๑. ถวายน้ำ ๒ อย่าง
คือน้ำเย็นและน้ำร้อน
๒. ถวานไม้สีฟัน ๓ ขนาด
๓. นวดพระหัตถ์และพระบาท
๔. นวดพระปฤษฏางค์
๕. ปัดกวาดพระคันธกุฏี
และบริเวณพระคันธกุฏีในตอนกลางคืน
ท่านกำหนดเวลาได้ว่า
เวลานี้พระพุทธองค์ทรงต้องการอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วเข้าเฝ้า เมื่อเฝ้าเสร็จก็ออกมาอยู่ยาม
ณ ภายนอกพระคันธกุฏี
ในคืนหนึ่ง ๆ
ท่านถือประทีปด้ามใหญ่เวียนรอบบริเวณพระคันธกุฏี
ถึง ๘ ครั้ง ท่านคิดว่าหากท่านง่วงนอน
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรียกท่าน
จะไม่สามารถขานรับได้
ฉะนั้น
จึงไม่ยอมวางประทีปตลอดทั้งคืน(๒๐)
ท่านพระพุทธโฆษจารย์ได้กล่าวยกย่องท่านพระอานนท์ไว้ว่า
ท่านขยันในการอุปัฏฐากมาก ในบรรดาพระภิกษุผู้เคยอุปัฏฐากพระพุทธ
เจ้ามาแล้ว
ไม่มีใครทำได้เหมือนท่าน
เพราะพระภิกษุเหล่านั้นไม่รู้
พระทัยของพระพุทธองค์ดี
จึงอุปัฏฐากได้นาน(๒๑)
ด้วยเหตุนี้
ในคราวที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้ตรัสกับ
ท่านว่า "อานนท์
เธอได้อุปัฏฐากตถาคตด้วยกายธรรม วจีกรรม
มโนกรรม
อันประกอบด้วยเมตตา
ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูล
เป็น
ความสุข ไม่มีสอง
หากประมาณมิได้มาช้านานแล้ว
เธอได้ทำบุญไว้
มากแล้วอานนท์
เธอจงประกอบความเพียรเถิด จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ