นันทะ,เอตทัคคมหาสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์(๒๒,๓๒)

       พระนันทะเกิดในวรรณกษัตริย์  ในพระนครกบิลพัสดุ์

เป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี 

และเป็นอนุชาของเจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า)  และมี

กนิษฐภคินี(น้องสาว)พระนามว่า นันทา (รูปนันทา) ท่านมี

ความเป็นอยู่อย่างกษัตริย์มหาศาล   พระเจ้าสุทโธทนะหวัง

ให้ท่านสืบราชสมบัติ  จึงทรงจัดให้อภิเษกสมรสกับนาง

ชนบทกัลยาณ ี(หญิงงามประจำแคว้น).

       เมื่อพระศาสดาทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไป 

ทรงทำการอนุเคราะห์สัตวโลก  เสด็จไปพระนครกบิลพัสดุ์ 

ทรงกระทำฝนโปกขรพรรษาให้เป็นอัตถุปบัติในญาติสมาคม 

ตรัสเวสสันดรชาดกแล้ว  เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในวันที่   

ยังพระเจ้าสุทโทธนะ(พระพุทธบิดา) ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

ดังนี้แล้ว   เสด็จไปสู่นิเวศน์  ยังพระนางมหาปชาบดีให้ตั้ง

อยู่ในโสดาปัตติผล  (และ)

       รุ่งขึ้นวันหนึ่งเสวยพระกระยาหารเช้าในพระราชนิเวศน์แล้ว

เมื่อพระราชาประทับอยู่    ส่วนข้างหนึ่ง  ทูลเล่าว่า 

       “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในเวลาที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา 

เทวดาองค์หนึ่ง  เข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรสของ

พระองค์ทิวงคตแล้ว ”  หม่อมฉันไม่เชื่อถ้อยคำของเทวดานั้น

จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า  ‘ บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ

ย่อมไม่ทำกาละ  ”  ดังนี้แล้ว,  ตรัสว่า 

      “  มหาบพิตร  บัดนี้  พระองค์จักเชื่อได้อย่างไร ?

      แม้ในกาลก่อน  เมื่อเขาแสดงร่างกระดูกแก่พระองค์  ทูลว่า

‘ บุตรของพระองค์ทิวงคตแล้ว ’  พระองค์ยังไม่ทรงเชื่อ  ” 

ได้ตรัสมหาธรรมปาลชาดก   เพราะอุบัติเหตุแห่งเรื่องนี้.

ในกาลจบกถา  พระเจ้าสุทโทธนะดำรงอยู่ในอนาคามิผล.

      พระผู้มีพระภาคเจ้า  โปรดพระบิดาให้ดำรงอยู่ในผล   

ด้วยประการฉะนี้แล้ว  มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม  เสด็จกลับไปสู่กรุง

ราชคฤห์อีก, แต่นั้น  ทรงรับปฏิญญาไว้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี 

เพื่อประโยชน์แก่การเสด็จมาสู่กรุงสาวัตถี, 

      ครั้นเมื่อพระเชตวันมหาวิหารสำเร็จแล้ว,  เสด็จไปจำ

พรรษาในพระเชตวันมหาวิหารนั้น.

      ในวันที่ ๓ แต่วันนั้น  ครั้นเมื่อวิวาหมงคลเป็นที่เชิญเสด็จ

เข้าเรือนเพื่ออภิเษกของนันทกุมาร  เป็นไปอยู่,  เสด็จเข้าไป

บิณฑบาต ประทานบาตรในหัตถ์ของนันทกุมาร  ตรัสมงคล

( อวยพร )  เสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป  หาได้ทรงรับ

บาตรจากหัตถ์ของนันทกุมารไม่.

                        นันทะพุทธอนุชาออกบวช

      ฝ่ายนันทกุมารนั้น  ด้วยความเคารพในพระตถาคต  จึงมิอาจ

ทูล( เตือน ) ว่า  “ ขอพระองค์รับบาตรไปเถิด  พระเจ้าข้า ” 

      แต่คิดอย่างนี้ว่า “ พระศาสดา  คงจักทรงรับบาตรที่หัวบันได. ”

แม้ในที่นั้นพระศาสดาก็มิได้ทรงรับ.  นันทกุมารนอกนี้คิดว่า 

“ คงจักทรงรับที่ริมเชิงบันได. ”  แม้ในที่นั้น พระศาสดา ก็ไม่ทรงรับ.

นันทกุมารก็คิดว่า “ จักทรงรับที่พระลานหลวง ”  แม้ในที่นั้น 

พระศาสดา  ก็ไม่ทรงรับ.  พระกุมารปรารถนาจะเสด็จกลับ  แต่จำ

เสด็จไปด้วยความไม่เต็มพระทัย  ด้วยความเคารพในพระตถาคต

จึงไม่สามารถทูลว่า  “ ขอพระองค์ทรงรับบาตรเถิด ”  ทรงเดินนึก

ไปว่า  “ พระองค์จักทรงรับในที่นี้.  พระองค์จักทรงรับในที่นี้. ”

ในขณะนั้น   หญิงพวกอื่นเห็นอาการนั้นแล้ว  จึงบอกแก่นางชนบท

กัลยาณีว่า  “ พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพานันทกุมาร

เสด็จไปแล้ว,  คงจักพรากนันทกุมารจากพระแม่เจ้า. ”

      ฝ่ายนางชนบทกัลยาณีนั้นได้ยินคำนั้นแล้ว  มีหยาดน้ำยังไหล

อยู่เทียว  มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง  รีบไปทูลว่า 

      “  ข้าแต่พระลูกเจ้า  ขอพระองค์พึงด่วนเสด็จกลับ. ” 

      คำของนางนั้น  ประหนึ่งตกไปขวางตั้งอยู่ในหทัยของนันทกุมาร.

      แม้พระศาสดา  ก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของนันทกุมาร

นั้นเลย  ทรงนำนันทกุมารนั้นไปสู่วิหารแล้วตรัสว่า 

      “ นันทะ  เธออยากบวชไหม ? ”  นันทกุมารนั้น  ด้วย

ความเคารพในพระพุทธเจ้า  จึงไม่ทูลว่า “ จักไม่บวช ”  ทูลรับว่า 

      “  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  จักบวชพระเจ้าข้า. ”

      พระศาสดารับสั่งว่า  “ ภิกษุทั้งหลาย  ถ้ากระนั้น  เธอทั้งหลาย

จงให้นันทะบวชเถิด. ”

                              พระนันทะอยากสึก

      เมื่อพระศาสดา  ประทับอยู่ในพระเชตวันอย่างนี้นั่นแล, 

ท่านพระนันทะกระสันขึ้นแล้ว  จึงบอกเนื้อความนั้นแก่

ภิกษุทั้งหลายว่า

      “  ผู้มีอายุ  ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์, 

ไม่สามารถที่จะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้,   ข้าพเจ้าจักกล่าว

คืนสิกขาแล้วสึก  หีนายาวตติสสามิจักเวียนมาเพื่อ

ความเป็นคนเลว. ” 

      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว 

รับสั่งให้หาท่านพระนันทะมาเฝ้าแล้วตรัสคำนี้ว่า 

      “ จริงหรือนันทะ ?  ได้ยินว่า  เธอบอกกล่าวแก่ภิกษุ

หลายรูปอย่างนี้ว่า  ‘ ผู้มีอายุ  ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติ

พรหมจรรย์  ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้, 

ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึกหรือ ?  ”

      น.  จริงอย่างนั้น  พระเจ้าข้า.

      ภ.  นันทะ  ก็เธอได้ยินดีประพฤติพรหมจรรย์. 

ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้,  จะกล่าวคืนสิกขา

สึกไปเพื่อเหตุอะไร ?

      น.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน

นางชนบทกัลยาณีผู้ศากิยะ  มีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง  ได้ร้อง

สั่งคำนี้กะข้าพระองค์ว่า 

      ‘  ข้าแต่พระลูกเจ้า  ขอพระลูกเจ้าพึงด่วนเสด็จมา, ’ 

      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์นั้นแล  หวนระลึกถึง

คำนั้นอยู่  จึงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์  ไม่สามารถจะสืบ

ต่อพรหมจรรย์ไปได้,  จักกล่าวคืนสิกขาสึกไป. ”

                        พระศาสดาทรงทรมานพระนันทะ

      ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงจับท่านพระนันทะ

ที่พระพาหาแล้ว  นำไปสู่ดาวดึงสเทวโลกด้วยกำลังพระฤทธิ์, 

ในระหว่างทางทรงแสดงนางลิงลุ่นตัวหนึ่ง  ซึ่งมีหูจมูกและ

หางขด  นั่งเจ่าอยู่บนปลายตอไม้ที่ไฟไหม้  ในนาที่ไฟไหม้แห่ง

หนึ่งแล้ว  ทรงแสดงนางอัปสร๕๐๐  ซึ่งมีเท้าดังเท้านกพิราบ

เพราะมีสีแดง.  ผู้มาสู่ที่บำรุงของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์.

      ก็แลครั้นทรงแสดงแล้ว  ตรัสอย่างนี้ว่า

      “ นันทะ  เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ?  ฝ่ายไหนหนอแล ?

      มีรูปงามกว่า น่าดูกว่าและน่าเลื่อมใสกว่ากัน, นางชนบทกัลยาณี

ผู้ศากิยะหรือนางอัปสร  ๕๐๐ ซึ่งมีเท้าเช่นกับเท้านกพิราบนี้. ” 

พระนันทะได้สดับพระพุทธดำรัสนั้นแล้วทูลว่า 

      “  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  นางลิงลุ่นมีหูจมูกและหางขาดนั้น 

แม้ฉันใด  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  นางชนบทกัลยาณี  ผู้ศากิยะ

ก็เหมือนกันฉันนั้น,  เพราะการเปรียบเทียบกัน  นางย่อมไม่ถึง

การนับบ้าง  ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งบ้าง  ไม่ถึงส่วน  ( หนึ่ง )  บ้าง 

แห่งนางอัปสร   ๕๐๐  นี้, ที่แท้นางอัปสร  ๕๐๐  นี้แล

มีรูปงามกว่า  น่าดูกว่า  และน่าเลื่อมใสกว่า. ”

      ภ.  นันทะ  เธอจงยินดี,  นันทะ  เธอจงยินดี,  เราจะเป็นผู้

ประกันของเธอ  เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร  ๕๐๐  ซึ่งมี

เท้าดุจเท้านกพิราบ.

      น.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น

ประกันของข้าพระองค์  เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร  ๕๐๐

ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบไซร้,  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 

ข้าพระองค์จักยินดีในพรหมจรรย์.

      ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงพาท่านนันทะไป 

หายวับไปในที่นั้น  ได้ปรากฏในพระเชตวันดังเดิม.

      ภิกษุทั้งหลายได้สดับแล้วแลว่า  “ ข่าวว่า  ท่านนันทะเป็น

พระน้องชาย.  ภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า  โอรสพระน้านาง 

ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสรทั้งหลาย;  นัยว่า 

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงเป็นผู้ประกันของพระนันทะนั้น  เพื่อ

อันได้เฉพาะนางอัปสร  ๕๐๐  เท้านกพิราบ. ”

                              พระนันทะสำเร็จอรหัตผล

      ครั้งนั้นแล  พวกภิกษุผู้สหายของท่านพระนันทะ  เรียกท่าน

พระนันทะด้วยวาทะว่า  คนรับจ้างบ้าง  ด้วยวาทะว่า  คนอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้บ้าง  ว่า

      “ นัยว่า  ท่านพระนันทะเป็นคนรับจ้าง,  นัยว่าท่านพระนันทะ

เป็นผู้อันพระศาสดาทรงไถ่ไว้,  พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์ 

เพราะเหตุแห่งนางอัปสร  ๕๐๐,  ได้ยินว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงเป็นผู้ประกันของเธอ  เพื่ออันได้เฉพาะนางอัปสร  ๕๐๐ 

ผู้มีเท้าดุจเท้านกพิราบ. ”

      ครั้งนั้นแล  ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย  รังเกียจด้วยวาทะ

ว่า คนรับจ้างบ้าง  ด้วยวาทะว่าคนที่พระศาสดาทรงไถ่ไว้บ้าง 

ของเหล่าภิกษุสหาย  เป็นผู้ ๆ  เดียว  หลีกออกไปแล้วไม่ประมาท

มีความเพียรมีตนส่งไปอยู่. 

      ต่อกาลไม่นานเลย  ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อัน

ยอดเยี่ยม  ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย  (  ออก )  จากเรือน  บวชไม่มีเรือน

โดยชอบต้องการ  ด้วยความรู้ยิ่งเอง  สำเร็จแล้ว  อยู่ในทิฏฐธรรม

อีกนัยหนึ่ง :- ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม รู้ชัดว่า

“ ชาติสิ้นแล้ว,  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว,  กิจจำต้องทำ    เสร็จแล้ว,

กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี.  ”  เป็นอันว่าท่านพระนันทะ

ได้เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง  ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย.

      ครั้งนั้น  เทวดาองค์หนึ่ง  ยังพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง  ในส่วน

แห่งราตรีแล้ว  เข้าไปเฝ้าพระศาสดา  ถวายบังคมแล้ว  กราบทูลว่า

      “  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ท่านพระนันทะ  เป็นพระภาดาของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  โอรสพระน้านาง  ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ

พ้นจากกิเลสด้วยอำนาจใจ.  ปัญญาวิมุตติพ้นจากกิเลสด้วย

อำนาจปัญญา, อันหาอาสวะมิได้  เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะ

ทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งเองสำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม. 

ญาณได้เกิดขึ้นแม้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ( เหมือนกัน ) ว่า 

      “นันทะ  ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะ

มิได้  เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย  ด้วยความรู้ยิ่งเอง

สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม.” 

      ท่านพระนันทะแม้นั้น  โดยล่วงไปแห่งราตรีนั้น  เข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ถวายบังคมแล้ว  ได้กราบทูลคำนี้ว่า 

      “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงเป็น

ผู้ประกันของข้าพระองค์  เพื่ออันได้เฉพาะซึ่งนางอัปสร๕๐๐

ซึ่งมีเท้าดุจเท้านกพิราบ  ด้วยการรับรองใด, 

      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้า

จากการรับรองนั่น. ”  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 

            “ นันทะแม้เราก็กำหนดใจของเธอด้วยใจ ( ของเรา ) 

      ทราบแล้วว่า ‘นันทะทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ  ปัญญาวิมุตติ

      อันหาอาสวะมิได้  เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย  ด้วย

      ความรู้ยิ่งเอง  สำเร็จแล้วอยู่ในทิฏฐธรรม. ”

      แม้เทวดาก็บอกเนื้อความนี้แก่เรา.

      พระนันทะทูลว่า ข้าพระองค์ขอเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้า

จากการเป็นผู้รับรองนั้น.  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า

      ดูก่อนนันทะ  การรับรองใดแลเป็นเหตุให้จิตของเธอหลุดพ้น

จากอาสวะทั้งหลาย  เพราะไม่ยึดมั่นในเวลานั้น  เราตถาคตก็พ้น

จากการเป็นผู้รับรองนั้นแล้ว.  

      ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความที่พระนันทะ

เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายพร้อมกับคุณ

พิเศษของท่าน  เมื่อจะทรงประกาศคุณพิเศษนั้น จึงทรงตั้งท่าน

ไว้ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศ  โดยความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครอง

แล้วในอินทรีย์    โดยพระดำรัสว่า

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พระนันทะ  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สาวก

ของเราฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.

      แท้จริง  พระเถระคิดว่า  เราถึงประการอันแปลกนี้  เพราะ

อาศัยความไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายอันใดแล  เราจักข่มความ

ไม่สำรวมอันนั้นแลด้วยดี  ดังนี้แล้ว  เกิดความอุตสาหะ  เป็นผู้มี

หิริ โอตตัปปะ มีกำลัง  ได้ถึงบารมีในอินทรีย์สังวรอย่างอุกฤษฏ์

เพราะความเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว  ในศาสนาของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ นั้น  ฉะนี้แล.    

      ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว

ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

            “เปือกตมคือกามอันผู้ใดข้ามได้แล้ว,  หนาม

      คือกามอันผู้ใดย่ำยีได้แล้ว  ผู้นั้น  บรรลุความ

      สิ้นไปแห่งโมหะ  ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะ

      สุขและทุกข์.”

                                    พระนันทะถูกฟ้อง

      ต่อมาวันหนึ่ง  ภิกษุทั้งหลาย  ถามท่านพระนันทะว่า “ นันทะ

ผู้มีอายุ  เมื่อก่อน ท่านกล่าวว่า ‘ ข้าพเจ้าเป็นผู้กระสันแล้ว