เทวทัต,ผู้มาสว่างแต่ไปมืด(มิจฉาทิฏฐิ)
พระเทวทัต
เกิดในตระกูลศากยะ
เป็นราชบุตรของ
พระเจ้าสุปปพุทธะ เป็นพระเชษฐาของพระนางพิมพาผู้เป็น
พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า) และเป็นพระมารดา
ของพระราหุลเถระ ก็ความย่อในเรื่องพระเทวทัตนี้ ดังต่อไปนี้ :-
เมื่อพระศาสดา
ทรงอาศัยนิคมชื่ออนุปิยะแห่งมัลลากษัตริย์
ประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวันนั่นแล, ในวันรับพระลักษณ์แห่ง
พระตถาคตนั่นเทียว
ตระกูลพระญาติแปดหมื่นมอบพระโอรส
แปดหมื่นให้ ด้วยคำว่า สิทธัตถกุมาร จงเป็นพระราชาก็ตาม
เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม,
จักมีกษัติรย์เป็นบริวารเที่ยวไป,
เมื่อ
พระโอรสเหล่านั้นผนวชแล้วโดยมาก,
เหล่าพระญาติเห็นศากยะ
๖ พระองค์นี้ คือ
ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ
และเทวทัต ยังมิได้ผนวชจึงสนทนากันว่า
พวกเรายังให้ลูก ๆ ของตนบวชได้,
ศากยะทั้ง
๖ นี้
ชะรอยจงไม่ใช่พระญาติกระมัง ? เพราะฉะนั้น จึงมิได้ทรงผนวช.
ครั้งนั้น เจ้ามหานามศากยะ เข้าไปหาเจ้าอนุรุทธะ ตรัสว่า
พ่อผู้ออกบวชจากตระกูลของเรายังไม่มี, น้องจักบวช
หรือว่า พี่จักบวช.
ก็เจ้าอนุรุทธกุมารนั้น เป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล มีโภคะสมบูรณ์
แม้คำว่า ไม่มี
พระองค์ก็ไม่เคยทรงสดับ.
จริงอยู่ วันหนึ่งเมื่อกษัตริย์ ๖
พระองค์นั้น ทรงเล่นกีฬา
ลูกขลุบอยู่,
เจ้าอนุรุทธะทรงปราชัยด้วยขนมแล้ว ส่ง( คน )
ไปเพื่อต้องการขนม. คราวนั้น พระมารดาของท่านทรงจัดขนม
ส่งไป. กษัตริย์ทั้งหกเสวยแล้วทรงเล่นกันอีก. เจ้าอนุรุทธะนั้นแล
เป็นฝ่ายแพ้ร่ำไป. ส่วนพระมารดา เมื่อพระองค์ส่งคนไป ๆ
ก็
ส่งขนมไปถึง ๓ ครั้ง ในวาระที่
๔ ส่งไปว่า ขนมไม่มี.
พระกุมารทรงสำคัญว่า
ขนมแม้นี้
จักเป็นขนมประหลาดชนิดหนึ่ง
เพราะไม่เคยทรงได้ยินคำว่า ไม่มี
จึงส่งคนไปว่า จงนำขนมไม่มีนั่นแลมาเถอะ.
ฝ่ายพระมารดาของท่าน เมื่อเขาทูลว่า
ข้าแต่พระเจ้าแม่ ได้ยินว่า พระองค์จงประทานขนมไม่มี,
จึงทรงพระดำริว่า ลูกของเราไม่เคยได้ยินบทว่า ไม่มี,
แต่เราจักให้รู้ความนั่นด้วยอุบายนี้
จึงทรงปิดถาดทองคำ
เปล่าด้วยถาดทองคำอื่นแล้วส่งไป.
เหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า
เจ้าอนุรุทธศากยะได้ถวายภัตอันเป็นส่วนตัวแด่พระปัจเจก
พุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็นนายอันนภาระ ทรงทำ
ความปรารถนาไว้ว่า ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับคำว่า ไม่มี,
อย่ารู้สถานที่เกิดแห่งโภชนะ,
ถ้าว่าเจ้าอนุรุทธะนี้
จักทรงเห็น
ถาดเปล่าไซร้,
พวกเราก็จักไม่ได้เข้าไปสู่เทวสมาคม,
ทั้งศีรษะ
ของพวกเราก็จะพึงแตก ๗
เสี่ยง.
ทีนั้น จึงได้ทำถาดนั้นให้เต็มด้วยขนมทิพย์ เมื่อถาดนั้นพอ
เขาวางลงที่สนามเล่นขลุบแล้วเปิดขึ้น,
กลิ่นขนมก็ตั้งตลบไป
ทั่วทั้งพระนคร. ชิ้นขนม แต่พอกษัตริย์ทั้งหกหยิบเข้าไปใน
พระโอฐเท่านั้น ก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรสทั้งเจ็ดพัน.
พระกุมารนั้นทรงพระดำริว่า
เราคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดา, พระมารดาจึงไม่ทรง
ปรุงชื่อขนมไม่มีนี้ประทานเรา ตลอดเวลาถึงเพียงนี้,
ตั้งแต่นี้ไป
เราจักไม่กินขนมอื่น,
ดังนี้แล้ว
เสด็จไปสู่ตำหนัก ทูลถามพระมารดาว่า
เจ้าแม่
หม่อมฉันเป็นที่รักของเจ้าแม่หรือไม่เป็นที่รัก ?
ม. พ่อ พ่อย่อมเป็นที่รักยิ่งของแม่ เสมือนนัยน์ตาของคนมี
ตาข้างเดียว และเหมือนดวงใจ ( ของแม่ ) ฉะนั้น.
อ. เมื่อเช่นนั้น เหตุไร
เจ้าแม่จึงไม่ทรงปรุงขนมไม่มี
ประทาน
แก่หม่อมฉันตลอดเวลาถึงเพียงนี้เล่า เจ้าแม่.
พระนางรับสั่งถามมหาดเล็กคนสนิทว่า ขนมอะไร ๆ มีอยู่ใน
ถาดหรือ พ่อ.
เขาทูลว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า
ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนม,
ชื่อว่าขนมเห็นปานนี้ กระหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นแล้ว.
พระนางทรงพระดำริว่า
บุตรของเราจักเป็นผู้มีบุญ
มีอภินิหารได้ทำไว้แล้ว,
เทวดาพระดำริว่า
บุตรของเราจักเป็นผู้มีบุญ มีอภินิหารได้ทำไว้แล้ว,
เทวดา
ทั้งหลายจักใส่ขนมให้เต็มถาดส่งไปแล้ว.
ลำดับนั้นพระโอรสจึงทูลพระมารดาว่า
เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป
หม่อมฉันจักไม่เสวยขนมอื่น, ขอเจ้าแม่
พึงปรุงแต่งขนมไม่มีอย่างเดียว.
ตั้งแต่นั้นมา แม้พระนาง เมื่อ
พระกุมารนั้นทูลว่า
หม่อมฉันต้องการเสวยขนม
ก็ทรง
ครอบถาดเปล่านั่นแลด้วยถาดอื่น
ส่งไปประทานพระกุมารนั้น.
เทวดาทั้งหลายส่งขนมทิพย์ถวายพระกุมารนั้นตลอดเวลา
ที่ท่านเป็นฆราวาส
(ประทับอยู่ในท่ามกลางเรือน)
เจ้าทั้งสองสนทนากันถึงเรื่องบวชและการงาน
พระกุมารนั้นเมื่อไม่ทรงทราบแม้คำมีประมาณเท่านี้ จักทรง
ทราบถึงการบวชได้อย่างไร ?
เพราะฉะนั้น
พวกกุมารจึงทูลถาม
พระภาดาว่า การบวชนี้เป็นอย่างไร ?
เมื่อเจ้ามหานามตรัสว่า
ผู้บวช
ต้องโกนผมและหนวด
ต้องนุ่งห่มผ้ากาสายะ
ต้องนอน
บนเครื่องลาดด้วยไม้ หรือบนเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาต
อยู่,
นี้ชื่อว่าการบวช.
จึงทูลว่า
เจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ, หม่อมฉันจักไม่สามารถบวชได้.
เจ้ามหานามตรัสว่า พ่อ
ถ้าอย่างนั้น
พ่อจงเรียนการงานอยู่เป็น
ฆราวาสเถิด,
ก็ในเราทั้งสองจะไม่บวชเลยสักคนไม่ควร.
ขณะนั้น อนุรุทธกุมารทูลถามเจ้าพี่ว่า ชื่อว่าการงานนี้
อย่างไร ?
กุลบุตรผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งภัต จักรู้จักการงานได้
อย่างไร ?
เจ้าศากยะทั้ง ๓
สนทนากันถึงที่เกิดแห่งภัต
ก็วันหนึ่ง การสนทนาเกิดขึ้นแก่กษัตริย์ ๓
องค์ว่า
ชื่อว่าภัตเกิดขึ้นที่ไหน ?
กิมพิลกุมาร รับสั่งว่า
เกิดขึ้นในฉาง.
ครั้งนั้น ภัททิยกุมาร ตรัสค้านกิมพิลกุมานนั้นว่า
ท่านยังไม่ทราบที่เกิดแห่งภัต, ชื่อว่าภัต ย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว.
อนุรุทธะตรัสแย้งว่า
ถึงท่านทั้งสองก็ยังไม่ทรงทราบ, ธรรมดาภัต ย่อมเกิดขึ้น
ในถาดทองคำประมาณศอกกำ.
ได้ยินว่า บรรดากษัตริย์ ๓ องค์นั้น วันหนึ่ง กิมพิลกุมาร
ทรงเห็นเขาขนข้าวเปลือกลงจากฉาง ก็เข้าพระทัยว่า
ข้าวเปลือกเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในฉางนั่นเอง.
ฝ่ายพระภัททิยกุมาร วันหนึ่ง ทรงเห็นเขาคดภัตออกจาก
หม้อข้าวก็เข้าพระทัยว่า ภัตเกิดขึ้นในหม้อข้าวนั่นเอง.
ส่วนอนุรุทธกุมาร
ยังไม่เคยทรงเห็นคนซ้อมข้าว คนหุงข้าว
หรือคนคดข้าว,
ทรงเห็นแต่ข้าวที่เขาคดแล้วตั้งไว้ เฉพาะ
พระพักตร์เท่านั้น. ท่านจึงทรงเข้าพระทัยว่า
ภัตเกิดในถาด
ในเวลาที่ต้องการบริโภค.
กษัตริย์ทั้ง ๓
พระองค์นั้น
ย่อมไม่ทรงทราบแม้ที่เกิดแห่งภัต
ด้วยประการอย่างนี้. เพราะฉะนั้น อนุรุทธกุมารนี้จึงทูลถามว่า
ขึ้นชื่อว่าการงานนี้เป็นอย่างไร ?
ครั้นได้ทรงฟังกิจการ
ที่ฆราวาสจะพึงทำประจำปีมีอาทิว่า
เบื้องต้นต้องให้ไถนา,
จึงตรัสว่า เมื่อไร ที่สุดแห่งการงานทั้งหลายจักปรากฏ,
เมื่อไร
หม่อมฉันจึงจักมีความขวนขวายน้อย ใช้สอยโภคะได้เล่า
เมื่อเจ้ามหานามตรัสบอกความไม่มีที่สุดแห่งการงาน
ทั้งหลายแล้ว ทูลว่า ถ้าอย่างนั้นขอเจ้าพี่นั้นแล ทรงครอง
ฆราวาสเถิด หม่อมฉันหาต้องการด้วยฆราวาสนั้นไม่
ดังนี้แล้ว
เข้าเฝ้าพระมารดา กราบทูลว่า
เจ้าแม่ ขอเจ้าแม่อนุญาตหม่อมฉันเถิด,หม่อมฉันจักบวช.
เมื่อพระนางทรงห้ามถึง ๒
ครั้ง ตรัสว่า
ถ้าพระเจ้าภัททิยะ
พระสหายของลูก จักบวชไซร้,
ลูกจง
บวชพร้อมด้วยท้าวเธอ.
จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าภัททิยะนั้น ทูลว่า
สหาย การบวชของหม่อมฉัน เนื่องด้วยพระองค์ดังนี้
แล้วได้ยังพระภัททิยะนั้นให้ทรงยินยอมด้วยประการต่าง
ๆ.
ในวันที่
๗ ทรงรับปฏิญญา เพื่อประโยชน์จะผนวชกับ
ด้วยพระองค์.
อุบาลีออกบวชพร้อมด้วยศากยะทั้งหก
แต่นั้น กษัตริย์ทั้งหกองค์นี้ คือ ภัททิยศากยราช อนุรุทธะ
อานนท์ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต เป็น ๗ ทั้งอุบาลีนายภูษามาลา
ทรงเสวยมหาสมบัติตลอด ๗
วัน
ประดุจเทวดาเสวยทิพยสมบัติ,
แล้วเสด็จออกด้วยจตุรงคินีเสนา ประหนึ่งว่าเสด็จไปพระอุทยาน
ถึงแดนกษัตริย์พระองค์อื่นแล้ว ทรงส่งกองทัพทั้งสิ้นให้กลับด้วย
พระราชอาชญาเสด็จย่างเข้าสู่แดนกษัตริย์พระองค์อื่น.
ใน ๗
คนนั้น กษัตริย์ ๖ พระองค์ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตน ๆ
ทำเป็นห่อแล้ว รับสั่งว่า
แน่ะนายอุบาลี เชิญเธอกลับไปเถอะ,
ทรัพย์เท่านี้พอเลี้ยงชีวิตของเธอ
ดังนี้แล้ว ประทานแก่เขา.
เขากลิ้งเกลือกรำพัน แทบพระบาทของกษัตริย์ ๖
พระองค์นั้น
เมื่อไม่อาจล่วงอาชญาของกษัตริย์เหล่านั้น
จึงลุกขึ้น ถือห่อของ
นั้นกลับไป. ในกาลแห่งชนเหล่านั้นเกิดเป็น ๒
พวกป่าได้เป็น
ประหนึ่งว่าถึงซึ่งการร้องไห้,
แผ่นดินได้เป็นประหนึ่งว่าถึงซึ่ง
อาการหวั่นไหว.
ฝ่ายอุบาลีภูษามาลาไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับ
คิดอย่างนี้ว่า
พวกศากยะดุร้ายนัก
จะพึงฆ่าเราเสียด้วยเข้าพระทัยว่า
พระกุมารทั้งหลายถูกเจ้าคนนี้ปลงพระชนม์เสียแล้ว ดังนี้ก็ได้,
ก็ธรรมดาว่าศากยกุมารเหล่านี้ทรงสละสมบัติเห็นปานนี้ ทิ้งอาภรณ์
อันหาค่ามิได้เหล่านี้เสียดังก้อนเขฬะแล้ว จักผนวช,
ก็จะป่วย
กล่าวไปไยถึงเราเล่า ?
ครั้นคิด ( ดังนี้ ) แล้ว
จึงแก่ห่อของออก
เอาอาภรณ์เหล่านั้น
แขวนไว้บนต้นไม้แล้ว กล่าวว่า
ผู้มีความต้องการทั้งหลายจงถือเอาเถิด
ดังนี้แล้ว ไปสู่
สำนักของศากยกุมารเหล่านั้น อันศากยกุมารเหล่านั้นตรัสถามว่า
เพราะเหตุอะไร ?
เธอจึงกลับมา
ก็กราบทูลความนั้นแล้ว.
ศากยะทั้งหกบรรพชาแล้วบรรลุคุณพิเศษ
ลำดับนั้น
ศากยกุมารเหล่านั้น
ทรงพาเขาไปสู่สำนักพระศาสดา
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทุลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ชื่อว่าเป็นพวก
ศากยะ มีความถือตัวประจำ ( สันดาน ),
ผู้นี้เป็นคนบำเรอของ
พวกข้าพระองค์
ตลอดราตรีนาน, ขอพระองค์โปรดให้ผู้นี้บวชก่อน,
ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักทำสามีจิกรรมมีการอภิวาทเป็นต้นแก่เขา,
ความถือตัวของข้าพระองค์ จักสร่างสิ้นไปด้วยอาการอย่างนี้,
ดังนี้แล้ว ให้อุบาลีนั้นบวชก่อน,
ภายหลังตัวจึงได้ทรงผนวช.
บรรดาศากยภิกษุ
๖ รูปนั้นท่านพระภัททิยะได้เป็นพระอรหันต์
เตวิชโช(วิชชา
๓ คือ บุปเพนิวาสนานุสสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑
อาสวักขยญาณ
๑) โดยระหว่างพรรษานั้นนั่นเอง ท่านพระอนุรุทธะ
เป็นผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ภายหลังทรงสดับมหาปุริสวิตักกสูตรได้บรลุ
พระอรหัตแล้ว. ท่านพระอานนท์ ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
พระภคุเถระและพระกิมพิลเถระ ภายหลังเจริญวิปัสสนาได้บรรลุ
พระอรหัต.
พระเทวทัตได้บรรลุฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน(โลกียฌาน).
พระเทวทัตแสดงฤทธิ์แก่อชาตสัตรูราชกุมาร
ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี,
ลาภและ
สักการะเป็นอันมาก
เกิดขึ้นแด่พระตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก.
มนุษย์ทั้งหลายในกรุงโกสัมพีนั้น มีมือถือผ้าและเภสัชเป็นต้น
เข้าไปสู่วิหารแล้ว ถามกันว่า พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน ?
พระสารีบุตรเถระอยู่ที่ไหน ?