ราหุล,เอตทัคคมหาสาวกผู้ใคร่ต่อการศึกษา(๒๕,๓๕)

       พระราหุลเป็นราชบุตรของเจ้าชายสิทธัตถะ(พระพุทธเจ้า)

และพระนางยโสธรา(พิมพา)  ประสูติเมื่อพระโพธิสัตว์

ได้เสด็จไปยังอุทยานภูมิ  และได้เห็นเทวทูต ๔ รวม ๔ วัน

คือ เห็นคนแก่ในวันที่หนึ่ง  เห็นคนเจ็บในวันที่สอง

เห็นคนตายในวันที่สาม  และเห็นบรรพชิตในวันที่สี่.

       สมัยนั้น  พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับว่า 

มารดาราหุลประสูติพระโอรส  จึงส่งสาสน์ไปว่า 

ท่านทั้งหลายจงบอกความดีใจของเราแก่ลูกของเราด้วย. 

พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับข่าวสาสน์นั้นแล้วตรัสว่า 

ราหุ (ห่วงเกิดแล้ว,เครื่องจองจำเกิดแล้ว,เครื่องผูกเกิดแล้ว)

พระราชาตรัสถามว่า  บุตรของเราได้พูดอะไรบ้าง  ครั้น

ได้สดับคำนั้นแล้วจึงตรัสว่า  ตั้งแต่นี้ไป  หลานของเรา

จงมีชื่อว่า ราหุลกุมาร.

                พระราหุลกุมารทรงผนวชเป็นสามเณร 

       หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว  ในพรรษาที่ ๑

ซึ่งขณะนั้นพระราหุลมีพระชนม์พรรษา ๗ ปี  ได้เสด็จมา

โปรดพระยูรญาติในกรุงกบิลพัสดุ์  ในวันที่ ๗  พระมารดา

(พิมพา)ของพระราหุล  ก็ทรงแต่งองค์พระกุมาร

ส่งพระราหุลไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า แล้วตรัสว่า 

       นี่แน่ะพ่อ  เจ้าจงดูพระสมณะนั่น  ซึ่งมีวรรณแห่ง

รูปดังรูปพรหม  มีวรรณดังทองคำ  ห้อมล้อมด้วยสมณะ

สองหมื่นรูป  พระสมณะนี้เป็นบิดาของเจ้า  พระสมณะ

นั่นมีขุมทรัพย์ใหญ่  จำเดิมแต่พระสมณะนั้นออกบวชแล้ว 

แม้ไม่เห็นขุมทรัพย์เหล่านั้น เจ้าจงไปขอมรดกกะพระสมณะ

นั้นว่า  ข้าแต่พระบิดา  ข้าพระองค์เป็นกุมาร  ได้รับอภิเษก

แล้วจักได้เป็นจักรพรรดิ  ข้าพระองค์ต้องการทรัพย์   ขอ

พระองค์จงประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์  เพราะบุตรย่อม

เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกของบิดา"  พระกุมารก็ได้ไปยัง

สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล  ได้ความรักใน

ฐานเป็นบิดา  มีจิตใจร่าเริง  กราบทูลว่า

       ข้าแต่พระสมณะ  ร่มเงาของพระองค์เป็นสุข  แล้ว

ได้ยืนตรัสถ้อยคำอื่น ๆ และถ้อยคำอันสมควรแก่ตนเป็น

อันมาก.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจแล้วตรัส

อนุโมทนาเสร็จแล้ว  ทรงลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไป.

       ฝ่ายพระกุมารกราบทูลว่า 

       ข้าแต่พระสมณะ  ขอพระองค์จงประทานทรัพย์มรดก

แก่ข้าพระองค์  แล้วติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป. 

       พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ให้พระกุมารกลับ  แม้ปริวารชน

ก็ไม่อาจยังพระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคเจ้าให้

กลับได้.  พระกุมารนั้นได้ไปยังพระอารามนั้นแล  พร้อม

กับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการดังนี้.

       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า 

       กุมารนี้ปรารถนาทรัพย์อันเป็นของบิดา  ซึ่งเป็นไป

ตามวัฏฏะ มีแต่ความคับแค้น เอาเถอะเราจะให้อริยทรัพย์

  ประการ  ซึ่งเราได้เฉพาะที่โพธิมัณฑ์แก่กุมารนี้  เราจะ

ทำกุมารนั้นให้เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกอันเป็นโลกุตระ 

จึงตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่า 

       สารีบุตร  ถ้าอย่างนั้น  ท่านจงให้ราหุลกุมารบวช.

       พระเถระให้ราหุลกุมารนั้นบวช  ส่วนพระโมคคัลลาน

เถระเป็นกรรมวาจาจารย์ของพระราหุลนั้น.

              พระเจ้าสุทโธทนศากยะทูลขอพระพร

       ก็แหละเมื่อพระกุมารบวชแล้ว  ความทุกข์มีประมาณ

ยิ่งเกิดขึ้นแก่พระราชา.  พระองค์เมื่อไม่อาจทรงอดกลั้น

ความทุกข์นั้นได้  จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า 

ตรัสขอพรว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ดังหม่อมฉันขอโอกาส

พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย  ไม่พึงบวชบุตรที่บิดามารดายัง

ไม่อนุญาต. 

       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พรแก่ท้าวเธอ  ในวันรุ่งขึ้น

ทรงกระทำภัตกิจในพระราชนิเวศน์  เมื่อพระราชาประทับ

นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง  ทูลว่า 

       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในคราวที่พระองค์ทรงทำ

ทุกรกิริยา  เทวดาตนหนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉัน  กล่าวว่า

พระโอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว  หม่อมฉันไม่เชื่อคำ

ของเทวดานั้น ได้ห้ามเทวดานั้นว่า  บุตรของเรา  ยังไม่

บรรลุพระสัมโพธิญาณจะยังไม่ตาย  ดังนี้  จึงตรัสว่า

บัดนี้  พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร  แม้ในกาลก่อน

คนเอากระดูกมาแสดงแล้วกล่าวว่า  บุตรของท่านตายแล้ว 

พระองค์ก็ยังไม่ทรงเชื่อ 

       ดังนี้แล้วตรัส มหาธรรมปาลชาดกเพราะเหตุเกิด

เรื่องนี้ขึ้น  ในเวลาจบพระกถา  พระราชาทรงดำรง

อยู่ในอนาคามิผล.

       หลังจากนั้นทรงทูลว่า

       สุท. หม่อมฉันทูลขอพรที่สมควรและไม่มีโทษ

       พระพุทธเจ้าข้า. 

       ภ. พระองค์โปรดตรัสบอกพรนั้นเถิด โคตมะ.

       สุท. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงผนวชแล้ว ความทุกข์

ล้นพ้นได้บังเกิดแก่หม่อมฉัน เมื่อ พ่อนันทะบวชก็เช่น

เดียวกัน เมื่อพ่อราหุลบรรพชา ทุกข์ยิ่งมากล้น พระพุทธเจ้าข้า

ความรักบุตรย่อมตัดผิว ครั้นแล้ว ตัดหนัง ตัดเนื้อ ตัดเอ็น

ตัดกระดูก แล้วตั้งอยู่จรดเยื่อในกระดูก  หม่อมฉันขอ

ประทานพระวโรกาส พระคุณเจ้าทั้งหลาย ไม่พึงบวชบุตร

ที่บิดามารดายังมิได้อนุญาตพระพุทธเจ้าข้า. 

       ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระเจ้า

สุทโธทนศากยะทรงเห็นแจ้ง ทรงสมาทานทรงอาจหาญ

ทรงร่าเริง ด้วยธรรมีกถา. เมื่อพระเจ้าสุทโธทนศากยะ

อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ

ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว เสด็จลุกจากพระที่ ถวายบังคม

พระผู้มีพระภาค ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ.

       ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่ง

กะภิกษุทั้งหลายว่า

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต

ภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฏ.

       สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน

กลันทกนิวาปสถาน  เขตพระนครราชคฤห์. 

       ก็สมัยนั้นแล  ท่านพระราหุลอยู่    ปราสาทชื่อว่า

อัมพลัฏฐิกา.  ครั้งนั้นเวลาเย็น  พระผู้มีพระภาคเสด็จ

ออกจากที่เร้นอยู่แล้ว  เสด็จเข้าไปยังอัมพลัฏฐิกาปราสาท

ที่ท่านพระราหุลอยู่.  ท่านพระราหุลได้เห็นพระผู้มีพระภาค

เสด็จมาแต่ไกล  จึงปูลาดอาสนะและตั้งน้ำสำหรับล้าง

พระบาทไว้.  พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้

แล้วทรงล้างพระบาท. ท่านพระราหุลถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง    ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเหลือน้ำไว้ในภาชนะน้ำ

หน่อยหนึ่ง  แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า 

       ดูกรราหุล  เธอเห็นน้ำเหลือหน่อยหนึ่งอยู่ในภาชนะน้ำนี้หรือ?

       ท่านพระราหุลกราบทูลว่า  เห็นพระเจ้าข้า.

       ดูกรราหุล  สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายใน

การกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่  ก็มีน้อยเหมือนกันฉะนั้น.

       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่ง

นั้นเสีย  แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า 

       ดูกรราหุล  เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเทเสียแล้วหรือ?

       รา.  เห็น  พระเจ้าข้า.

       พ.  ดูกรราหุล  สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายใน

การกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่  ก็เป็นของที่เขาทิ้งเสียแล้วเหมือนกัน. 

       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น 

แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า 

       ดูกรราหุลเธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้หรือ? 

       เห็น  พระเจ้าข้า. 

       ดูกรราหุล  สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอาย

ในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่  ก็เป็นของที่เขาคว่ำเสียแล้วเหมือน

กันฉะนั้น.

       ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้นขึ้น 

แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า 

       ดูกรราหุล  เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้หรือ? 

       เห็น  พระเจ้าข้า. 

       ดูกรราหุล  สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายใน

การกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่  ก็เป็นของว่างเปล่าเหมือนกันฉะนั้น.

       ดูกรราหุล  เรากล่าวว่าบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการ

กล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่  ที่จะไม่ทำบาปกรรมแม้น้อยหนึ่งไม่มี 

ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุลเธอพึงศึกษาว่า

เราจักไม่กล่าวมุสา  แม้เพราะหัวเราะกันเล่น  ดูกรราหุล 

เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.

       ดูกรราหุล แว่นมีประโยชน์อย่างไร? 

       มีประโยชน์สำหรับส่องดู  พระเจ้าข้า.

       ฉันนั้นเหมือนกันแล  ราหุล  บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน 

แล้วจึงทำกรรมด้วยกายด้วยวาจา  ด้วยใจ.

              กรรม    คือ การกระทำทางกาย วาจา ใจ

       ดูกรราหุล  เธอปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย วาจา

ใจ  เธอพึงพิจารณาเสียก่อนว่า  กาย วาจา ใจ ของเรานี้ 

พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง  เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง

เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นบ้าง  กาย วาจา ใจนี้เป็นอกุศล

มีทุกข์เป็นกำไร  มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. 

       ดูกรราหุล  ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่  พึงรู้อย่างนี้ว่า 

เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย วาจา ใจ  พึงเป็นไป

เพื่อเบียดเบียนตน  เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น  เพื่อเบียดเบียน

ทั้งตนทั้งผู้อื่น  กาย วาจา ใจนี้เป็นอกุศล  มีทุกข์เป็นกำไร

มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้   เธอไม่พึงทำด้วยกายโดยส่วนเดียว

เธอพึงเลิกกาย วาจา ใจ  นั้นเสีย  และเธอพึงแสดง  เปิดเผย

ทำให้ตื้นในพระศาสนา  หรือในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย

ผู้วิญญู  แล้วพึงสำรวมต่อไป.

       แต่ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า  เราปรารถนา

จะทำกรรมใดด้วยกาย วาจา ใจ  ไม่พึงเป็นไป  เพื่อ

เบียดเบียนตน  เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น  เพื่อเบียดเบียนทั้งตน

ทั้งผู้อื่น  กาย วาจา ใจ นี้เป็นกุศลมีสุขเป็นกำไร  มีสุขเป็น

วิบากดังนี้ไซร้  เธอพึงทำด้วยกาย วาจา ใจ  เธอพึงเพิ่ม

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั้น.   เธอพึงมีปีติและ

ปราโมทย์  ศึกษาในกุศลธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน

อยู่ด้วยกายกรรม  นั้นแหละ.

       ดูกรราหุล  สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งใน

อดีตกาล  ได้ชำระกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรมแล้ว 

สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้นพิจารณาๆ  อย่างนี้นั่นเอง

แล้วจึง  ชำระกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม. 

       แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง 

ในอนาคตกาลจักชำระกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม...

       ถึงสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด  เหล่าหนึ่งในปัจจุบัน

กำลังชำระกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรมอยู่  ก็พิจารณาๆ 

อย่างนี้นั่นเอง  แล้วจึงชำระกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม. 

       เพราะเหตุนั้นแหละ  ราหุล  เธอพึงศึกษาว่า  เราจัก

พิจารณาๆ  แล้วจึงชำระกายกรรม  วจีกรรมมโนกรรม 

       ดูกรราหุล  เธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.

       พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนจุฬราหุโลวาทสูตรดังนี้ 

       ในสมัยต่อมา  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนพระราหุล

มีความในมหาราหุโลวาทสูตร(อันเป็นพระสูตรที่สำคัญควร

ศึกษาอย่างยิ่ง  ให้ดูขยายความในคำว่า มหาราหุโลวาทสูตร

ในสารานุกรมนี้  หรืออ่านเพิ่มเติ่มในพระไตรปิฎก ตรัสเรื่อง

       ไตรลักษณ์ (อนิจจัง,ทุกขัง,อนันตา)

       ขันธ์ ๕ (รูป,เวทนา,สัญญา,สังขาร,วิญญาณ)

       ธาตุ ๕ ( ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ,อากาศธาตุ[ช่องว่าง] )

       ภาวนาธรรม ๖ คือ เจริญเมตตา,กรุณา,มุทิตา,อุเบกขา,

                                   อสุภภาวนา,อนิจจสัญญาภาวนา

       และทรงตรัสสอนอานาปานสติภาวนา เป็นที่สุด.

                     พระราหุลบรรลุพระอรหันต์

       ในพรรษาที่ ๑๒ ของพระผู้มีพระภาค  เวลานั้น

สามเณรราหุลมีอายุ ๑๘ พรรษา  ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน 

อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี  เขตพระนครสาวัตถี 

       ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นประทับ

อยู่ในที่รโหฐาน  ได้เกิดพระปริวิตกทางพระหฤทัยขึ้น

อย่างนี้ว่า ราหุลมีธรรมที่บ่มวิมุตติแก่กล้าแล้วแล  ถ้า

กระไร  เราพึงแนะนำราหุลในธรรมที่สิ้นอาสวะยิ่งขึ้นเถิด 

       ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาต  ภายหลังเวลาพระกระยาหาร

แล้ว  ได้ตรัสกะท่านพระราหุลว่า 

       ดูกรราหุล  เธอจงถือผ้ารองนั่ง  เราจักเข้าไปยังป่าอันธวัน

เพื่อพักผ่อนกลางวันกัน ท่านพระราหุลถือผ้ารองนั่งติดตาม

พระผู้มีพระภาคไป ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ 

       ก็สมัยนั้น เทวดาหลายพันตนได้ติดตามพระผู้มีพระภาค

ไปด้วยทราบว่า  วันนี้  พระผู้มีพระภาคจักทรงแนะนำท่าน 

พระราหุลในธรรมที่สิ้นอาสวะยิ่งขึ้น 

       ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าถึงป่าอันธวันแล้ว 

จึงประทับนั่ง ณ ควงไม้แห่งหนึ่งแม้ท่านพระราหุลก็ถวาย

อภิวาทพระผู้มีพระภาค  แล้วนั่ง    ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง 

       พอนั่งเรียบร้อยแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า 

       ดูกรราหุลเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

       จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง

       จักษุวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง   

       จักษุสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง   

       โสตะเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       มโนสัมผัส  เที่ยงหรือไม่เที่ยง   

       เวทนา  สัญญาสังขาร  วิญญาณ  ที่เกิดเพราะ

มโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้นั้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง 

       ร.  ไม่เที่ยง  พระพุทธเจ้าข้า 

       พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข 

       ร.  เป็นทุกข์  พระพุทธเจ้าข้า 

       พ.  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวน

เป็นธรรมดา  ควรหรือที่  จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า  นั่นของเรา

นั่นเรา  นั่นอัตตาของเรา 

       ร.  ไม่ควร  พระพุทธเจ้าข้า 

       พ.  ดูกรราหุล  อริยสาวกผู้สดับแล้ว  เห็นอยู่อย่างนี้ 

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป  ย่อม

เบื่อหน่ายแม้ในจักษุวิญญาณ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุสัมผัส

ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ

ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยนั้น 

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียง  ...

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่น  ...

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส  ...

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะ  ... 

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมารมณ์ 

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ 

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส 

       ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ

ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยนั้น 

       เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด  เพราะคลายกำหนัด 

จึงหลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นแล้ว  ย่อมมีญาณรู้ว่า  หลุดพ้นแล้ว

และทราบชัดว่า  ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่

ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี 

       พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว  ท่านพระ

ราหุลจึงชื่นชม  ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล 

       ก็แหละเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้อยู่ 

จิตของท่านพระราหุลหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย 

เพราะไม่ถือมั่น  และเทวดาหลายพันตนนั้นได้เกิดดวงตา

เห็นธรรมอันปราศจากธุลีหมดมลทินว่า 

       สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา