รวมเรื่องสนทนากับโอปาติกะ

           เรื่องที่ 1     มูลเหตุที่ทำให้สามารถติดต่อกับโอปาติกะ และสามารถพูดคุยกันได้
          
      เรื่องพิเศษ    กระทู้สนทนา เรื่องสมาธิเฉพาะส่วน ที่เก็บไว้ได้
           
เรื่องที่ 2     โอปาติกะมาบอกให้ทราบถึงความปารถนาเป็นครั้งแรก
           
เรื่องที่ 3     พระอินทร์ทดลองใจ
           
เรื่องที่ 4     สนทนาเกี่ยวกับโลกและจักรวาล
           
เรื่องที่ 5     โรคมะเร็ง
           
เรื่องที่ 6     ผู้ที่กำลังสิ้นใจตายด้วยโรคมเร็ง แล้วเป็นโอปาติกะ
           
เรื่องที่ 7     ลูกสุนัขโพธิสัตว์ 
           
เรื่องที่ 8    เหล่าเทพขอไปเที่ยวด้วย จึงได้แก้ปัญหาเรื่องผู้ปกครอง
          
เรื่องที่ 9    เรื่องจตุคามรามเทพที่เข้ามาถึงบ้านข้าพเจ้า


                                         
มูลเหตุที่ทำให้สามารถติดต่อกับโอปาติกะ และสามารถพูดคุยกันได้

           เมื่อปี 2526 ผมและเพื่อนสองคนได้ทำกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ ประสบกับฌาน 1 ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือน เกิดภาวะญาณของผู้มีฌานอย่างพิสดารปรากฏการทั้ง 4 อย่าง แต่ได้บังเกิดขึ้นอย่างสับสน จนต้องหลงไปกับมันว่า อาจเป็นพระอริยะบ้าง เป็นผู้มีบุญบารมีบ้าง เป็นเวลา ประมาณ 2 เดือน แต่ด้วยความที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน รู้จักแยกแยะว่าอย่างไรเป็นกิเลสหยาบ อย่างไรเป็นกิเลสอย่างกลางที่ปรากฏกับใจตนเอง ความหลงที่ตนเองคิดว่า อาจเป็นพระอริยะ เป็นผู้มีบารมีมาก ก็ค่อยๆ คลายไปในชั่วเวลา 2 เดือน ประกอบกับการได้อยู่ใกล้พระอาจารย์ถึงสองท่านคือ พระเทพสิทธิมุนี เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน กับพระปลัดพนมเป็นรองอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ที่เป็นฉายาของท่านในขณะนั้น  หลังจากนั้นก็วนเวียนฝึกกรรมฐาน(วิปัสสนากรรมฐาน)ต่อไปเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนชำนาญในวิปัสสนาญาณ และ ฌานโดยไม่มีความหลงแบบเก่าก่อนอีกเลย หลังจากนั้นก็มีเพื่อนเข้ามาร่วมทำกรรมฐาน หลายคน แต่ที่ทำกรรมฐานอย่างติดต่อกันมี 5 คน (ชาย 4 หญิง 1) และที่ทำกันอย่างจริงจังมี 3 คน คือ ผม เพื่อนผู้ชาย เพื่อนผู้หญิง(ที่เป็นภรรยาผมในปัจจุบัน) ก็วนเวียนทำกรรมฐาน ติดต่อกันมาเป็นเวลาอีก 2 ปี
            
ดังนั้นเรื่องสมาธิที่มีกำลังระดับฌาน(ลักขณูฌาน)ใน 3 คนนี้ไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะไม่ได้ แต่ก็ไม่ไปลุ่มหลง เหมือนดังที่เคยเป็นมาเมื่อตอนต้น หลังจากนั้นผมกับแฟนก็ชอบพอกันและรักกัน ช่วงนี้เละอนุสัยที่ไม่เคยคาดคิดและไม่เคยปรารถนามาก่อนหรือมุ่งหวังมาก่อน เพราะว่าในชีวิตตั้งแต่เกิดมาจำความได้ก็คิดว่าตนเองนี้มีฐานะต่ำต้อยมาก ทั้งโดนล้อทั้งโดนมองจากสังคมรอบข้างว่าเป็นคนไม่มีสิทธิ อนุสัยนั้นได้ปรากฏขึ้นจากเบื้องลึกของจิตในภาวะที่อยู่ในภวังค์ว่า ข้าอยากเป็นพระพุทธเจ้า แล้วเกิดเป็นนิมิตของฌานที่เคยได้ พร้อมทั้งบอกสัญลักษณ์ ของระยะเวลาที่ได้สร้างสมบารมีมาทั้งหมด เมื่อผมออกจากภวังค์นั้นผมก็ไม่เชื่อสิ่งที่ปรากฏนั้น และไม่ได้พูดหรือสนใจเรื่องนิมิตนี้เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน
            
วันหนึ่งเพื่อนประมาณ 3 หรือ 4 คนก็คุยกันในเรื่องเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ผมก็เลยยกเรื่องนิมิตที่เกิดกับผมมาพูด ขณะที่เล่าอยู่ก็เหมือนกับไฟที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างมากมาย เหมือนกับนกจำนวนมากที่โดนกักขังแล้วปลดปล่อยออกมากรู่กันบินออกไปอย่างทันทีทันไดเพื่ออิสระ ควบคุมใจไม่ได้ แต่กายนั้นยังควบคุมได้ ก็อาศัยกำลังสติที่ฝึกมาทั้งหมดควบคุมเอาไว้ เสมือนการต่อสู้กันระว่างความปรารถนาเพื่อละกิเลสให้หมดในชีวิตนี้โดยอาศัยกำลังสติสัมปัญญะ กับการปรารถนาเพื่อสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปที่อาศัยกำลังปีติที่กำลังเกิดและหล่อเลี้ยงอยู่ ต่อสู่อยู่เป็นเวลา 2 เดือน การปรารถนาเพื่อสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปชนะต้องไปอธิฐานเพื่อสร้างบารมีให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าต่อพระเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุ หลังจากนั้นจิตก็ผ่อนลงมาเป็นปกติ ทั่วไปๆ หลังจากนั้นผมได้ไปขอร้องให้พระอาจารย์ปลัดพนมช่วยดูให้ว่าผมได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้ามาแล้วหรือยัง แต่พระอาจารย์(ต่อใช้คำว่าพระอาจารย์ แทนคำว่าพระอาจารย์ปลัดพนม) บอกผมว่าให้กลับไปดูเองก็ได้ แต่พระอาจารย์ยังไม่ได้บอกวิธีดูเลยว่าดูอย่างไร
          
กลับมาถึงที่พัก ก็คิดว่าเราจะดูอย่างไร ก็คิดว่าอธิฐานแล้วเข้าสมาธิภาวนาหลังจากนั้นก็ภาวนาตามคำอธิฐานไปเรื่อยๆ จึงเริ่มกำหนดตามที่คิดไว้ ก็บังเกิดนิมิตโดยไม่ได้คาดคิดขึ้นมา เป็นมือกางอยู่เบื้องหน้าแล้วก็กำ พร้อมทั้งญาณที่พอรู้ว่า กรรมได้กำหนดไว้แล้ว
         
วันต่อมาก็ไม่เชื่อว่าเป็นจริง อาจเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่คนหลอกเอาก็ได้ เพราะเป็นรูปมืออย่างชัดเจนแต่ไม่มีสีสัน จึงลองอธิฐานใหม่อีกครั้ง คราวนี้ในความมืดที่หลับตาภาวนาอยู่นั้นปรากฏนิมิตเป็นเหมือนประตูเปิดออกแล้วมีแสงสว่างส่องเข้ามาในความมืด แล้วญาณที่พอรู้ก็ปรากฏว่า ทางนั้นได้เปิดให้กับเราแล้ว คราวนี้จะว่ามีสิ่งอื่นมานิมิตให้ก็คงไม่ได้ เพราะความมืดที่เกิดจากการหลับตาไม่มีแสงนั้นเป็นธรรมชาติอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่เปิดออกเป็นสิ่งที่เป็นเหมือนแสงสว่างส่องเข้ามา คงไม่มีใครมาเนรมิตให้เกิด นอกจากญาณหรือใจเราเองที่ทำให้เกิด
             ****
ถึงช่วงนี้คงคลายความสงสัย ในเรื่องนิมิตและญาณรู้ที่เกิดขึ้นกับผมบางแล้วนะครับ***
          
หลังจากนั้นผมก็ยังไม่ปักใจเชื่ออยู่ดี ว่าข้อมูลเพียงแค่นี้จะให้ปักใจเชื่อว่าได้รับพุทธพยากรณ์แล้วยังไม่ได้ ตามวิสัยของผู้เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการพิสูจน์ ประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา นั่งคุยกับแฟนอยู่ เขาก็บอกว่าในสมัยเด็กๆ เขาเล่นสนุกกับน้องๆ และพี่ๆ โดยทำท่านั่งสมาธิ แล้วพูดว่า ใครอยากรู้อะไร จงถามมาข้าจะบอกให้ทราบ ก็เล่นสนุกกันไปตามประสาเด็ก แล้วแฟนก็พูดทำนองว่า น่าจะลองดูนะ เพราะผ่านการฝึกกรรมฐานมามากพอ ผมก็บอกว่าก็น่าจะลองดูเพราะ แฟนฝึกกรรมฐานมา 2 ปี กว่าแล้ว สมาธิระดับอัปปะนาสมาธิก็มีแล้ว น่าจะติดต่อกับเหล่าเทพเทวดาได้
          
จึงให้แฟนนั่งสมาธิ เมื่อแฟนนั่งสมาธิ แต่ไม่รู้วิธีที่จะติดต่อกันอย่างไร ผมก็บอกว่าอย่างนั้นก็อธิฐานเชิญเทพเทวดา แล้วภาวนาเข้าสมาธิให้ลึกที่สุดตามกำลังที่มี แล้ววางใจให้ว่างๆ แฟนจึงนั่งสมาธิไปพักหนึ่ง แล้วก็ลืมตาขึ้นมา บอกกับผมว่า เขาเข้ามาติดต่อแล้ว ใจรู้แล้วว่าจิตเขามาติดต่อมาสัมผัสกับใจเราแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ หลังจากนั้นจึงเลิกนั่งสมาธิ ผมก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า อย่างนั้นให้แฟนผมนอนราบ เข้าสมาธิแล้วทำใจให้สงบเมื่อติดต่อได้ ผมเพียงแต่ถามคำถาม ถ้าเป็นจริงก็ให้ผงกศีรษะ ถ้าไม่จริงก็ให้สายหน้า โดยที่แฟนต้องมีจิตที่สงบนิ่งไม่สนใจที่จะส่ายหน้าหรือผงกศีรษะไม่สนใจในสิ่งที่ผมถาม ก็เกิดปฏิกิริยาเกิดคาดหมาย แต่ในขณะที่ทำอยู่ แฟนก็เห็นนิมิต เป็นทางยาวสองทางคล้ายขา จากบนฟ้าไกลสุดๆ มาสัมผัสตรงหน้าผากของเขา แล้วล็อกป้องกันไม่ให้สิ่งอื่นมาแทรกได้เลย และศีรษะของแฟนก็ส่ายหน้าหรือผงกเองตามคำถามของผม สรุปเทวดาต่างๆ ก็ยืนยันว่าผมได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว (การเห็นรูปทิพย์อย่างเรือนลาง ได้ปรากฏกับเขา และการรู้ใจหรือสัมผัสใจผู้อื่นได้ปรากฏกับเขา)
         
หลังจากนั้นผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมดอยู่ดี ตามวิสัยของผู้เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ จึงลองกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบข้อมูลเรื่องที่ผมปรารถนาพุทธภูมิ ทำแบบเดียวกับแฟนผม ก็ได้คำตอบเหมือนกัน ทั้งที่เพื่อนคนนี้ในตอนหลังลองพยายามฝืนคอและศีรษะตัวเองไม่ให้ส่ายหน้าหรือผงกศีรษะ แต่ก็ฝืนไม่ได้ คำตอบที่ได้มานั้นก็คือผมได้รับพุทธพยากรณ์แล้วเช่นเดิม แต่สำหรับผมเหมือนยังไม่เต็มสมบูรณ์ที่จะได้รู้
        
หลายวันต่อมาผมจึงได้ขอร้องให้พระอาจารย์ดูให้ผมอีกครั้ง ว่าผมได้รับพยากรณ์มาแล้วหรือยัง พระอาจารย์ก็ยังไม่ประสงค์ดูให้ จนแฟน(ศรัทธาพระอาจารย์อย่างมากเมื่อเริ่มเข้ามาทำกรรมฐานครั้งแรกแล้ว) พูดขึ้นว่า
      “
อาจารย์ดูให้เขาเถิด ได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกคะ”

      พระอาจารย์ก็พูดว่า “เอา อาจารย์จะดูให้ แต่ถ้าพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์จึงจะแน่นอน ร้อยเปอร์เชนตร์ ดังนั้นเชียมจะได้หรือไม่ได้เธออย่าเสียใจนะ”

     ผมพูด “ครับ ไม่เป็นไรครับ”
     
ถึงตอนนี้ผมนึกถึงคำอธิฐานเมื่อ 5 ปี ที่ แล้วขึ้นมาได้ทั้งที่ได้ลืมไปแล้ว เพราะมัวแต่สนใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อละกิเลสอย่างเดียว ตลอดเวลา 4 ปีหลัง

      ผมจึงบอกอาจารย์ต่อไปว่า “อ้อ ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้ครับอาจารย์ว่า เมื่อ 5 ปีกว่ามาแล้ว ตอนเรียนในมหาวิทยาลัยปี 3 ผมได้พยายามถือศีลแปดอยู่หนึ่งปี และด้วยความทุกข์ความกดดันที่ปะดังมามากมาย จึงอยากละกิเลส ดับความทุกข์เหล่านั้นเสีย จึงได้อธิฐานว่า ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าสร้างบารมีอะไรมา แต่ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้ามีความทุกข์มาก ถ้าข้าพเจ้าสร้างบารมีมาน้อยกว่า 2 ใน 3 ข้าพเจ้าขอยกเลิกการสร้างบารมีนั้น แต่ถ้ามากกว่า 2 ใน 3 ข้าพเจ้าจะสร้างบารมีต่อ และขอให้ได้พบพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ที่มีอภิญญา 5 ช่วยบอกให้ข้าพเจ้าทราบด้วย ผมอธิฐานทุกคืนเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นก็มาทำกรรมฐานที่นี้จนลืมไปแล้ว”

      พระอาจารย์พูดแบบเปรยๆ ว่า “ต้องมีอภิญญา 5 ด้วยหรือ”

     ผมตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องมีถึงอภิญญา 5 ก็ได้ แต่สามารถระลึกชาติของผู้อื่นได้ก็พอ”

    พระอาจารย์ก็กล่าว่า “อย่างนั้น ให้เธอนั่งสมาธิ”

     แล้วผมก็นั่งสมาธิหลับตา แต่ใจก็คิดว่า อาจารย์นั่งดูด้วยกำลังสมาธิของอาจารย์เองไม่เกี่ยวกับเรา ผมจึงนึกเรื่องการเตรียมติวให้กับนักศึกษา และนึกเรื่องทั่วไป สักผักหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงอาจารย์ว่า “เซียม เธอทำใจให้สงบหน่อย อาจารย์ต้องดูผ่านเธอ”

      ผมลืมตาขึ้น อาจารย์ก็แนะนำว่า “อาจารย์ต้องดูผ่านเธอนะ ถ้าใจเธอไม่สงบ อาจารย์มองไม่เห็นเพราะจะมัว เธอต้องทำใจให้สงบ แต่อย่าภาวนาอย่างใด เพราะถ้ากำหนดภาวนา จะปรากฏแสงสว่างอย่างเดียว จะดูเข้าไปไม่ได้ เอา เริ่มใหม่”

      ผมจึงนั่งสมาธิใหม่คราวนี้ก็วางใจให้สงบอย่างเดียวได้สักพักหนึ่ง นิมิตได้ปรากฏกับใจอย่างเรือนลาง เหมือนมีผู้วิเศษที่เป็นอมตะ อยู่เบื้องสูงหรือลอยอยู่เบื้องหน้าห่างออกไป ชี้มือมาที่หน้าผากของผม และเหมือนจะกล่าวกับผมทำนองว่า ผมจะเป็นอมตะเหมือนกับเขา      หลังจากนั้นสักพักหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดว่า
“
น่าปีติ น่าปีติ”
     
แล้วผมก็ลืมตาขึ้น ก็เห็นพระอาจารย์กำลังลูบแขนและชี้ไปที่ต้นแขนของท่าน พร้อมกับท่านพูดว่า
“
ดูชิ ขนของอาจารย์ลุกเลย เซียม คนเมื่อสมัยก่อนตัวโตมากเลย”

    ผมจึงถาม “อาจารย์ไปเห็นอะไร ในสมัยพระพุทธเจ้าปัจจุบันหรือเปล่า

     พระอาจารย์พูดว่า “ไม่ใช่ในสมัยพระพุทธเจ้าปัจจุบัน อาจารย์จึงดูย้อนเธอไปจนถึงสมัยพระพุทธเจ้าก่อนหน้านี้ ในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า”

     ผมถามว่า “แล้วพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ผมแล้วหรือยังครับ”

    พระอาจารย์ตอบ “พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เธอแล้ว”

    ผมถาม “พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์อย่างไรครับ ผมทำอะไรอยู่ เป็นพระหรือ ฆราวาส ”

    พระอาจารย์ตอบ “ตอนนั้นเธอเป็น ฆราวาส และกำลังทำบุญกับพระพุทธเจ้าพร้อมกับแฟนของเธอ หลังจากพระพุทธเจ้าเทศนาเสร็จ พระองค์ทรงยืนขึ้นกำลังจะเสด็จกลับ แล้วชี้ไปที่เธอที่นั่งอยู่กับแฟน ตรัสทำนองว่า เธอจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเบื้องหน้า”

    ผมถาม “ผมไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันหรือครับ

    พระอาจารย์ตอบ “ในสมัยปัจจุบันเธอไม่ได้ รับพุทธพยากรณ์”

    ผมถาม “แล้วอาจารย์เห็นชัดเจนไหม เห็นอย่างไร”

   พระอาจารย์ตอบ “อาจารย์เห็นเหมือนตาเห็น ชัดเจนเหมือนดูทีวีสี”

          เป็นอันว่าผมได้รับคำยืนยัน จากหลายแหล่งจริงๆ และได้รับทราบอย่างสมบูรณ์ตามที่อธิฐานไว้
หลังจากนั้นผมก็แต่งงานกับแฟน และเราก็ได้บอกกับพระอาจารย์เรื่องการสื่อสัมผัสกับเทวดา โดยการผงกหรือส่ายศีรษะให้พระอาจารย์ทราบ ท่านนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วกล่าว่า “เป็นของจริง ถ้าฝึกไปเรื่อยก็จะเก่งขึ้น สามารถพูดคุยกันได้ปกติ”
         
หนึ่งเดือนต่อมาด้วยความอยากรู้ ผมจึงข้อร้องให้พระอาจารย์ดูให้ผมว่า อีกนามแค่ไหนที่ผมจะสำเร็จ พระอาจารย์ก็บอกว่าตอนนี้อาจารย์ยังไม่พร้อม หลังจากนั้นมีอยู่ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ปลีกตัว จากการสอนวิปัสสนากรรมฐานที่คณะ 5 ธุดงค์ ไปเพียงรูปเดียวเป็นเวลา 7 วันไปทางเชียงใหม่ในฤดูหนาว อยู่ในถ้ำ เมื่อกลับมาหน้าของท่านบวมเพราะต้องอยู่ในถ้ำขณะที่อากาศหนาว หลังจากร่างกายของพระอาจารย์ปกติแล้ว พระอาจารย์ก็บอกกับผมว่า
“
อาจารย์พร้อมที่จะดูให้ เธอแล้ว ขณะนี้สมาธิของอาจารย์ใสกว่าตาตักแตน หรือน้ำที่ใสที่ใส่ในขวดใสเสียอีก”
      
ผมจึงถามว่า “ครั้งนี้ จะให้ผมนั่งสมาธิอีกไหมครับ”
      
พระอาจารย์บอกว่า “ไม่ต้อง”
           
แล้วพระอาจารย์เข้าสมาธิหลับตา นิ่งไปพักใหญ่ๆ เมื่อลืมตาขึ้นมาอาจารย์ก็พูดขึ้นมาว่า “เซียม เธออีกนานมากนะ”
     
ผมจึงถามว่า “แล้วอาจารย์ดู ไปถึงสมัยที่ผมสำเร็จไหม
     
พระอาจารย์ตอบ “อาจารย์ดูไปไม่ถึง เพราะมันนานมาก”
     
แล้วพระอาจารย์ก็กล่าวต่อ “แต่เธอแน่นอนแล้ว ไม่ต้องสงสัย”
     
ด้วยใจที่ผมอยากเทียบเคียงจึงถามว่า “แล้วผู้ที่อยู่ในสมัยนี้ ที่ผมพอรู้จัก ที่ท่านแน่นอนแล้วที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า อาจารย์พอทราบไหมว่ามีใคร”
     
พระอาจารย์พูดทันทีเลยว่า “ .6 ท่านแน่นอนแล้ว”
     
ผมจึงถามว่าแล้ว “ท่านสำเร็จก่อนหรือหลังผม”
     
พระอาจารย์ตอบว่า “ท่านสำเร็จก่อนเธอ”

              
เวลาต่อมาอีกไม่นาน พระอาจารย์ได้กล่าวกับ ผม แฟน และเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า “อาจารย์เห็นพวกเธอทำวิปัสสนากรรมฐานกับอาจารย์มานานแล้ว( 5 ปี) และวนเวียนจะผ่านหรือไม่ผ่าน(ละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด)อย่างนี้มาหลายปี ซึ่งมันแห้งแล้ง และเธอก็คงไม่หลงทางแล้ว อาจารย์จะสอนให้เธอใช้ ทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง เพื่อดูนิมิตและญาณรู้ที่ปรากฏ”

         *** หมายเหตุ ให้เข้าใจด้วยว่าพระอาจารย์ไม่เคยสอนหรือแสดงให้ใครทราบอย่างนี้เลย ท่านสอนวิปัสสนาล้วนๆ กับบุคคลทั่วไป ตามปกติ ท่านเป็นถึงรองอาจารย์ใหญ่ และภายหลังเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ชื่อเสียงทางด้านนี้ท่านคงไม่ประสงค์หรอก ที่เขียนหมายเหตุนี้ไว้ก็เพื่อกันไม่ให้ใครไปมีอคติกับท่าน และกล่าวโทษท่านโดยผิดๆ ***

      พวกผมจึงถามว่า “ทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง ต่างกับทิพย์จักษุ อย่างไร”

     พระอาจารย์ตอบ “ทิพย์จักษุ นั้นเป็นกำลังของอภิญญา แต่ทิพย์จักขุงอุปาทายะนังนั้นใช้กับผู้ที่มีสมาธิที่น้อยกว่า ยังไม่ถึงขั้นอภิญญา แต่ต้องฉลาดในนิมิตที่ปรากฏ และฉลาดในญาณรู้ที่ปรากฏกับนิมิตนั้น จึงจะแม่นยำและถูกต้องแน่นอน”

     พวกผมจึงถามว่า “แล้วจะทำอย่างไรครับ”

     พระอาจารย์สอนว่า “พวกเธอมีกำลังสมาธิก็พอสมควรแล้ว ก็ให้เธอกำหนดกรรมฐานเพื่อให้เกิดสมาธิ หลังจากนั้นก็อธิฐานสิ่งที่จะดู แล้วกำหนดสมาธิโดยภาวนา “ทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง” ไปเรื่อย นิมิตและญาณรู้ก็จะปรากฏ ให้ทราบและเมื่อชำนาญและฉลาดในนิมิตและญาณ ก็จะแม่นยำขึ้น”

          หลังจากนั้นพวกเราทั้ง 3 ก็ไปฝึกกัน และพระอาจารย์ได้ให้พวกเราทดสอบดู ประมาณ 3 ครั้ง สรุป ที่ได้คือ รูปนิมิตที่ปรากฏขึ้นของทั้งสามคนไม่เหมือนกัน แต่ชี้ในสิ่งเดียวกัน และญาณรู้ก็บ่งบอกในสิ่งเดียวกันคล้ายกัน สิ่งที่แปลกใจคือบอกสิ่งเดียวกันคล้ายกันเป็นตัววัดในตอนนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเท็จในขณะนั้น
         
ในการทดลองครั้งหนึ่ง พระอาจารย์ให้ ทุกคนดูว่าในกายผมมีอะไรอยู่บ้าง ผมก็นั่งสมาธิดูไปในตัวผม ส่วนแฟน และเพื่อน ก็เพ่งเข้ามาดูในตัวผม แต่ผมไม่สามารถเห็นอะไรเลยในตัวผม หลังจากเสร็จการดู
     
พระอาจารย์ถามแฟนผมว่า “ เห็นอะไรบ้าง”

    แฟนผมตอบว่า “เห็นเป็นเงาผู้หญิง อยู่ในกายเขา”

    พระอาจารย์จึงถามเพื่อนอีกคนว่า “เธอเห็นอะไรบ้าง”

    เพื่อนก็ตอบว่า “เห็นเป็นผู้หญิงอยู่ในกายเขา”

    แล้วอาจารย์ถามผมว่า “เซียม เธอ เห็นอะไร”

    ผมตอบว่า “ผมไม่เห็นอะไรครับ ก็เหมือนกับกำหนดภาวนาธรรมดา”

    
แล้วพระอาจารย์ถามแฟนผมว่า “แล้วเธอรู้ว่าอย่างไร”

    แฟนตอบว่า “รู้ว่า เป็นเจตภูตที่เป็นผู้หญิงอยู่ในกายเขา”

    พระอาจารย์ จึงถามเพื่อนผมทำนองเดียวกัน เพื่อนตอบว่า “รู้ว่ามีวิญญาณผู้หญิงอยู่ในกายเขา”

    พวกเราจึงถามพระอาจารย์ว่า “แล้วอาจารย์เห็นอะไรในกายผม”

         พระอาจารย์ก็ยิ้ม แล้วผะยักหน้า จึงเป็นการเรียนจบเรื่องทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง แต่ยังวัดไม่ได้ว่าเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร เพราะยังไม่ใช้ไปดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า แต่ปัจจุบันนี้มีหลายเรื่องที่ดูไว้ตอนนั้น ที่ทยอยปรากฏเป็นจริง แต่ผมและแฟนไม่คอยใช้นิมิตและญาณรู้ไปดูอะไร อาจเป็นเพราะว่าใจยังไม่ย่อมรับเนื่องจากพิสูจน์อะไรไม่ได้ในตอนนั้น
ส่วนเพื่อนของผมคนนั้นเขาฝึกทิพย์จักขุง จนเห็นเปรต เทวดา พรหม และสัมผัสกันทางใจได้บ้าง หลังจากนั้นเราทั้ง 3 ก็ได้ทราบว่า ตอนที่พระอาจารย์ยังเป็นหนุ่ม ว่าท่านเคยเรียนคาถาและฝึกกะสินมาก่อน เราทั้งสามคนก็สนใจที่จะเรียนคาถาจากพระอาจารย์ จึงได้เข้าไปขอพระอาจารย์เรียนคาถา อาจารย์พอทราบก็แปลกใจ และบอกว่า
    “
อาจารย์ไม่ใช้คาถามาเป็นเวลา 10 กว่าปี แล้ว อาจารย์ลืมหมดแล้ว”
    
พวกเราจึงกล่าวว่า “ อาจารย์น่าจะยังจำได้บ้าง”
    
อาจารย์นิ่งไป แล้วกล่าวว่า “เอาอาจารย์จะทวนความจำสอนพวกเธอ เพราะเห็นว่าพวกเธอไม่เอาไปใช้ในสิ่งที่ไม่ดี”
แล้วอาจารย์ก็พูดต่อ “อาจารย์จะสอนคาถาพุทธคุณให้ คาถาบทแรกคือคาถาบังตาหรือหายตัว ให้พวกเธอไปฝึก”
          
หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็นึกคาถาแล้ว ก็เขียนคาถาให้พวกผมไปท่อง และภาวนาให้ขึ้นใจ อีกเจ็ดวันต่อมา เมื่อเข้าไปหาพระอาจารย์ ท่านก็ถามว่า “พวกเธอท่องจำคาถาได้หรือยัง”
       
พวกผมตอบว่า “ท่องได้แล้ว”
       
พระอาจารย์ก็พูดว่า “เอาทดลองกันเลย” แล้วพระอาจารย์ให้ผมและเพื่อนหยิบกล่องไม้ขีด ที่อยู่หน้าโต๊ะหมู่ ที่มีอยู่ 2 กล่อง ถือคนละกล่อง แล้วบอกว่าให้ผมและเพื่อนท่องคาถาทำให้ไม้ขีดที่อยู่ในกล่องนั้นหายไป ผมและเพื่อนเปิดฝากล่องออกมาทั้งหมดเห็นไม้ขีดอยู่เต็มแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ก็ทำเป็นท่องคาถาในใจใส่ ตามแบบที่เคยเห็นเคยดูมาจากทีวี ตั้งหลายรอบก็ไม่เห็นหายไปเลย
       
พระอาจารย์ก็พูดว่า “เอากล่องไม้ขีดมา อาจารย์จะทำให้ดู”
     
เพื่อนจึงเอาไม้ขีดให้พระอาจารย์ แล้วท่านก็เปิดฝาไม้ขีดออกครึ่งหนึ่ง วางบนมือซ้ายที่หงายมือขึ้น มือขวาก็วนอยู่เหนือกล่องไม้ขีดที่เปิดครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งปากขมุบขมิบไล่คาถา หลังจากนั้นท่านก็นิ่ง แล้วยกมือซ้ายขึ้นมาเพื่อให้กล่องไม้ขีดตั้งตรง เพื่อให้พวกเราเห็นได้ชัดเจน      แต่ในช่วงนั้นเห็นหน้าตาท่านนิ่งมากเลย ไม่ยอมพูดจา
เราทั้งสามเห็น เพียงกล่องไม้ขีดเปล่าๆ ไม่เห็นก้านไม้ขีดแม้แต่ก้านเดียว เมื่อพวกผมเห็นชัดเจนหมดแล้ว พระอาจารย์ก็เอามือลง แล้วเอามือขวาลูบเหนือกล่องไม้ขีดครั้งเดียว แล้วก็ยกให้ดูอีกครั้ง แต่หน้าตาท่านไม่ได้นิ่งเฉยเหมือนดังที่ผ่านมา พวกผมก็เห็นมีไม้ขีดเต็มกล่องเหมือนเดิม แล้วพระอาจารย์ก็แนะเคล็ดในการใช้คาถาว่า
“
ในการไล่คาถานั้นต้องกลั้นลมหายใจ และในขณะที่ไล่คาถานั้นต้องไล่คาถาที่ปาก ไม่ใช่นึกในใจ ต้องไล่คาถาจนถึงอุปาจาระสมาธิจึงจะสำแดงผล การบังตานั้นจะบังได้ก็อยู่ในช่วงที่กลั้นลมหายใจได้เท่านั้น”
    
พวกผมจึงถามว่า “ถ้าเอากล้องมาถ่าย มันจะบังกล้องหรือเปล่าครับ”
    
พระอาจารย์ตอบ “บังตาคนได้ คงบังกล้องถ่ายรูปไม่ได้”
    
พวกผมถามว่า “กว่าจะฝึกได้สักอย่างใช้เวลานานไหมครับ”
    
พระอาจารย์บอกว่า “โอ้ นาน ตอนอาจารย์เป็นเณรอยู่ ก็ชอบหาที่เรียนคาถา อาจารย์ของอาจารย์ก็ให้ท่องคาถาอย่างนี้ กว่าจะทำได้สำเร็จสักอย่าง ก็ต้องใช้เวลาเป็นพรรษา แต่เมื่อทำได้สักอย่างหนึ่งแล้ว คาถาอื่นๆ ที่เหลือก็ทำได้โดยไม่ยากแล้ว”
        
หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็ให้คาถาอีกบทหนึ่ง ท่านเรียกว่า คาถาปลุกธาตุในตัวคือ “นะมะพะถะ จะพะกะสะ” จำไม่ค่อยได้เพราะไม่ท่องมานาน 10 ปีกว่า ส่วนคาถาบังตานั้นเรา 3 คนลืมไปหมดแล้ว เพราะโลกปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คาถา ผ่านยุคที่ต้องใช้คาถาในการดำรงชีวิตไปแล้ว เพราะต้องใช้ความรู้และความสามารถในเชิงวิชาการทางโลกในการดำรงชีวิตเสียมากกว่า
       
ตอนนั้นผมและเพื่อนก็ถอดใจแล้วว่าไม่มีเวลาทำอย่างนั้นได้แน่ แต่แฟนผมท่าทางเขาจะชอบ และชอบคาถาปลุกธาตุ เป็นอย่างมาก สามารถท่องเข้าสู่อุปจารสมาธิ และจนได้ฌานหนึ่งแบบคาถา ในคาถาปลุกธาตุนี้ละ สามารถปลุกพระเครื่องได้ และสามารถรู้ว่า พระเครื่ององค์ไหนที่ปลุกเสกมาแล้วหรือยังไม่ปลุกเสก และรู้ว่าพระเครื่ององค์ไหนที่ปลุกเสกด้วยแรงสมาธิมากหรือน้อย(ขลังมากหรือน้อย) ส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งทำได้เหมือนกัน เมื่อทดสอบกันระหว่างแฟนกับเพื่อนก็ตรงกัน แต่เพื่อนเขาสนใจเรื่องทิพย์จักขุงมากกว่า จึงเน้นไปทางนั้น
      
วันต่อมาแฟนผมก็เอาพระเครื่องที่เขาสะสมไว้ทั้งหมด(เรื่องพระเครื่องนั้นผมไม่สนใจและไม่เคยเก็บสะสม) ชวนผมไปหาพระอาจารย์ แล้วเล่าเรื่องอาการต่างๆ ที่เขาท่องคาถาปลุกธาตุ แล้วเอาพระต่างๆ ที่เขาเก็บไว้มาทดสอบให้ดู พระอาจารย์มองแล้วยิ้มๆ แล้วพูดว่า “ของจริงๆ” หลังจากนั้นแฟนก็ขอให้อาจารย์ปลุกพระ อาจารย์ก็ปลุกให้ อาการของพระอาจารย์ก็เหมือนกับแฟนแต่นิ่มกว่ามากๆ แล้วแฟนก็เอาพระทีละรูป ส่งให้พระอาจารย์ แล้วถามว่า “ว่าองค์นี้แรงไหมอาจารย์ก็เอากำไว้ในมือแล้วไล่คาถาเบาๆ กล่าวว่า “องค์นี้แรง” .. “องค์นี้แรงน้อยกว่า” .. “องค์นี้แรงมาก” ซึ่งบอกได้ใกล้เคียงกับแฟนทุกอย่าง
          
เป็นอันว่าพวกเรา 3 คนได้เรียนสิ่งที่พิเศษจากวิปัสสนากรรมฐาน ก็ทำให้ไม่แห้งแล้งดี แต่ก็ได้ไปไม่เท่ากันคือ
     1.
นิมิตและญาณรู้เบื้องต้น ได้ไปพอๆ กันทั้ง 3 คน
     2.
ทิพย์จักขุง ที่ละเอียดลงไป จนเห็นและสัมผัสกับ เปรต เทวดา พรหม เพื่อนผมก็ชำนาญไป
     3.
แฟนผม ก็ได้คาถาปลุกธาตุไป ปลุกพระเครื่อง และตรวจความแรงของพระเครื่องได้ กับการสื่อ
สัมผัสกับเทวดาแบบผงกหรือส่ายศีรษะตอนนอนราบ
     4.
ผมในตอนนั้นเสกอะไรก็ ขลังไปหมด แต่ปลุกพระแบบตรวจสอบพระไม่เป็น
           
การเสกอะไรก็ขลังไปหมดของผมนี้ ก็เกิดจากการอยากทดลองตามประสาคนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ เพราะเห็นว่า แฟนและเพื่อนปลุกพระและตรวจสอบพระได้ แต่ผมทำไม่ได้ ซึ่งคาถาผมก็ได้เรียนมาจากพระอาจารย์เหมือนกัน วันหนึ่งผมได้แอบเอาเข็มที่กลัดเสื้อ ไปเสกด้วยคาถาอยู่พักหนึ่งโดยที่แฟนไม่รู้ หลังจากนั้นผมก็เอาเหรียญบาทมาหนึ่งอัน แล้วไปหาแฟนแล้วบอกว่า
“
ไหน ลองปลุก เข็มกลัดนี้กับเหรียญบาทดูชิ ว่าต่างกันอย่างไร
แฟนก็งง แต่ก็รับไปปลุก เขาก็เอาเข็มกลัดไปปลุกก่อน โอ้สั่นแรงมาก เหมือนกับพระที่ขลังๆ เลย หลังจากนั้น เขาเอาเหรียญบาท มาปลุกดู กลับเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยต้องพิสูจน์ซ้ำ โดยให้แฟนรอก่อนแล้วผมก็ไปอีกห้องหนึ่ง แล้วเอาเหรียญบาท กับเหรียญห้า หรือเหรียญบาทกับเหรียญห้าสิบตัง จำไม่ได้แล้ว เอาสมมุติเป็นเหรียญบาทกับเหรียญ 5 บาทก็แล้วกัน แล้วผมก็เสกคาถาเข้าไปในเหรียญ 1 บาท แล้วผมเอาเหรียญทั้ง 2 มาให้แฟนปลุกอีกครั้ง พอแฟนปลุกเหรียญบาทที่ผมเสกคาถาเข้าไป โอ้สั่นแรงมาก แต่เมื่อปลุกเหรียญห้าบาท กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
        
การพิสูจน์แค่นี้ยังไม่พอสำหรับผม ผมและแฟนจึงไปหาเพื่อน แล้วเอาเข็มกลัดอันเก่าที่ผมเสกแล้ว กับเหรียญบาทใหม่ ที่อยู่ในกระเป๋าให้เขาปลุกและตรวจสอบดู พอเพื่อนเอาเข็มกลัดปลุกดู โอ้สั่นแรงมากจนเพื่อนแปลกใจ แต่เมื่อเอาเหรียญบาทไปปลุกกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจึงบอกให้เพื่อนรอก่อน แล้วเอาเศษไม้กับกับเศษอะไรอีกอย่างจำไม่ได้ แล้วแอบเข้าไปในห้อง แล้วผมก็เสกคาถาใส่เศษไม้อยู่พักหนึ่ง แล้วลองให้เพื่อนกับแฟนปลุกดู ทั้งสองปลุกเศษไม้ขึ้นสั่นเหมือนกันเลย แต่ปลุกเศษอะไรอีกอย่างหนึ่งไม่ขึ้น ก็เป็นเรื่องแปลกที่ทดสอบกันในขณะนั้น (แต่ปัจจุบันนี้ผ่านมาเกือบ 20 ปี แล้ว และไม่ได้ไปสนใจสิ่งเหล่านี้ เราทั้งสามคงอาจจะเสกและปลุกพระกันไม่เป็นแล้วมั่ง)

        ถึงช่วงนี้พระอาจารย์เห็นว่าเราทั้ง 3 คน ได้เรียนรู้มาพอสมควรแล้ว ท่านจึงชวนให้ไปอยู่ป่าช้าสัก คืน ในคืนเดือนมืด พระอาจารย์ชวนอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนั้นแฟนผมเริ่มท้องจึงไม่ได้ไป จึงถามพระอาจารย์ว่า
“
ไปทำไม่ครับ”
     
พระอาจารย์ตอบ “ไปเพื่อจะได้เรียกผีให้มาเห็นด้วยตากันจะๆ จริงๆ”
     **
พระอาจารย์เป็นอาจารย์ที่ดีจริงๆ เมื่อสอนแล้วก็แสดงให้ดู เพื่อให้ทราบว่ามีจริงๆ ทำได้จริงๆ **
     
พวกผมถาม “จะเห็นด้วยตาเนื้อได้อย่างไรในเมื่อผีอยู่คนละภพกับเรา”
     
พระอาจารย์ตอบ “เห็นได้ชี เมื่อเรียกด้ายคาถาในคืนเดือนมืด ก็จะเห็นเป็นเงารางๆ ได้อย่างชัดเจนด้วยตาเนื้อนี้ละ”
แล้วพระอาจารย์พูดต่อ “แถมยังสามารถเรียกผีนั้นมานวดแขนนวดขาได้เลย เวลาที่ผีนวดให้ เนื้อที่แขนหรือขา ก็จะเป็นรอยบุม และจักกะจี่ ตามที่ผีนวดจริงๆ”

     แต่เราทั้งสามกับพระอาจารย์ก็ไม่ได้ไปป่าช้ากัน เพราะแฟนผมท้องและผมเริ่มมีปัญหาเรื่องงาน จนผมต้องตกงาน แฟนผมท้อง 5 เดือน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ปักใต้ ผมและแฟนได้ไปดูผลสอบของแฟนซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายของเขาที่ขอจบไว้ แต่เมื่อไปดูผลสอบเขาก็สอบผ่านเรียนจบพอดี อย่างเฉียวเฉียด ตรงตามนิมิตที่เคยดูไว้เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้วอย่างน่าอัศจรรย์
        
แล้วเราทั้ง 2 ก็ต้องไปอยู่กับพ่อแม่ผมที่ปักใต้ ด้วยความลำบาก แฟนก็ท้องโตไม่สามารถหางานทำได้ ผมก็ทำเห็ดขาย แต่เราทั้งสองก็ไม่เคยห่างจากการกำหนดภาวนาเลย แล้วภรรยาก็บอกกับผมว่า เขาเริ่มแยกได้แล้วในตอนสื่อสัมผัสว่า นี้คือจิตเขา ส่วนนอกนั้นที่ปรุงแต่งกายหรือศีรษะ ไม่ใช่จิตเขาไปปรุงแต่ง เมื่อเป็นอย่างนี้ไม่กี่วัน เมื่อสื่อสัมผัสกับโอปาติกะในขณะนอนราบอยู่ ก็พูดโปรงออกมาเอง โดยที่จิตของเขาแยกออกต่างหาก อย่างชัดเจน แล้วบอกว่าต่อไปไม่ต้องนอนราบอย่างนี้แล้ว นั่งคุยกันตามธรรมดาก็ได้ และในการสื่อสัมผัสนั้นจิตของแฟนที่นิ่งอยู่ สามารถจะยกเลิกการสื่อเมื่อใดก็ได้ในทันที ไม่มีโอปติกะท่านใดครอบครองหรือบังคับได้ เมื่อจิตสามารถแยกอย่างชัดเจนอย่างนี้แล้ว ผู้ที่มาสื่อสัมผัสก็สามารถพูดเป็นภาษาของเทพได้ ผมและภรรยาในปี 2530 ได้เรียนรู้ภาษาเทพและพรหมเกือบทุกชั้น แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้สนใจให้เขาคุยภาษาเทพให้ฟังมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ลืมสำเนียงหมดแล้ว และเทพก็บอกว่าภาษาของเขานั้นใช้เคลื่อนของจิตเปล่งออกมาเป็นเสียง แถมเขียนภาษาเทพให้ดูเป็นเล่มเลย
แฟนผม พัฒนาการสื่อสัมผัสกับโอปาติกะได้อย่างดี แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระดับดังนี้
      1.
สัมผัสเฉพาะทางจิต คือรู้กันทางจิต ผุดขึ้นทางจิต (ไม่มั่นใจคิดว่าเป็นอุปทานเพราะวัดเปรียบเทียบไม่ได้)
      2.
แยกกายกับจิต แล้วให้โอปาติกะนั้นใช้กายในส่วนของศีรษะเพื่อส่ายหน้าหรือผะยักหน้า (มั่นใจขึ้นเพราะ จิตแยกมาต่างหาก และไม่ได้มีเจตนาเพื่อส่ายหน้าหรือผะยักหน้า)
      3.
แยกกายกับจิต แล้วให้โอปาติกะใช้ปากในการพูดคุยเปล่งวาจาทางปากได้ โดยจิตของตนเองแยกไปต่างหาก การพูดการกล่าวนั้นไม่ใช่ความคิดของตนเองไม่ใช่เจตนาของตนเอง แต่โอปาติกะนั้นไม่สามารถยึดครองร่างกายได้เลย ก็เคยมีโอปาติกะที่สื่อสัมผัสมาหลายๆ ตนในหลายครั้งพยายามยึดครองหรือบังคับให้อยู่ในอำอาจ ก็ไม่เคยมีตนใดทำได้ (ระดับสมาธิเขาสูงกว่าเทวดา)

          ผมก็เคยทดลองสัมผัสทางจิตครั้งแรก แต่วัตถุประสงค์ต่างกันกับของแฟน เพราะผมประสงค์สัมผัสกับโอปาติกะหมู่มากเพื่อกล่าวธรรม อาการที่เกิดกับผมเป็นอย่างนี้ เมื่อนั่งสมาธิ แล้วอธิฐานจิตเพื่อกล่าวธรรมกับโอปาติกะหมู่มาก แล้วเข้าสมาธิ สมาธิก็รวมตัวที่กลางลำตัวถึงจุดหนึ่ง แล้วจิตเริ่มขยายออก กายของความรู้สึกก็เริ่มขยาย เป็นไปเองโดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ ใหญ่จริงๆ จนเต็มที่แล้ว ก็รู้สึกที่ใจตนเองว่า มีเทวดาที่ประสงค์มาฟังการกล่าวธรรมมากันเป็นกลุ่มๆ (เหมือนอุปทานไปเอง) แต่ตัวเขาเล็กกว่ามากๆ แล้วใจก็ไปสัมผัสกับโอปาติกะกลุ่มหนึ่งประมาณ 5– 6 ตน ที่อยู่ด้านหน้าเฉียงทางขวามือริมสุดของผู้ที่มาฟังการกล่าวธรรม มีใจคึกคะนอง ไม่ย่ำเกรง จึงหันไปพูดกับโอปาติกะกลุ่มนั้น จนความคึกคะนองในใจเขาที่สัมผัสกับใจเราลดลง จึงกล่าวธรรมตามที่รู้มาไปเรื่อยๆ จนจบ แล้วยุติการสัมผัส ผมทำอย่างนี้อีกหลายครั้ง แต่ไม่นาน ผมก็ยุติไปเพราะวัดไม่ได้ ไม่มีที่เปรียบเทียบ และบ่งชัดว่าจริงหรือเท็จอย่างแท้จริงไม่ได้ เหมือนกับรู้อยู่เพียงคนเดียวอุปทานไปเองก็ได้

        ซึ่งจะต่างกันกับการสื่อสัมผัสกับแฟนที่เขาสัมผัสและพัฒนามา จนสามารถแยกได้ชัดเจนว่า นี้คือจิตของเขา ที่ไม่ได้มีจิตคิดหรือเจตนาที่จะพูด แต่พูดไปเอง และในสิ่งที่พูดมานั้นบางสิ่งเขาไม่เข้าใจและไม่รู้มาก่อนเลย และการพูดนั้นมีรูปแบบการพูดต่างจากเขาอย่างชัดเจน แม้กระทั้งความต่างกันของระดับสติปัญญา ของระดับสมาธิ ของผู้ที่มาสื่อสัมผัสแต่ละตนแต่ละท่านที่สัมผัสกับเขาก็แตกต่างกัน อย่างชัดเจน และผู้ที่มาพูดนั้นบางท่านทรงคุณธรรมและปัญญาสูงมากกล่าวธรรมได้อย่างแตกฉาน จนเป็นที่อัศจรรย์ใจของแฟน เขาจึงอุทิศร่างเป็นทานเพื่อการสนทนาธรรมเพื่อการฟังธรรมเท่านั้น โดยที่ ไม่มีใครไปชี้นำหรือชักนำแฟน แม้แต่ผมเองก็ไม่ไปชี้นำเขา เมื่อเขาบอกให้ผมทราบตอนแรกผมก็ยังกังวลกลัวว่า เขาจะกลายเป็นร่างทรงแบบคนทั่วไปหรือเปล่านี้ แต่เมื่อพิจารณาสมาธิเขาแล้วไม่มีโอกาสที่เทพจะไปบังคับเขาได้ดังประสงค์ทุกอย่าง เพราะสมาธิเขาสูงระดับฌาน และการสนทนาธรรมด้วยการสื่อสัมผัส ก็อยู่ในวงแคบคือผมกับภรรยาเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ ส่วนการสื่อสัมผัสที่มีมนุษย์ผู้อื่นมีเพี่ยงไม่กี่คนที่ร่วมวงด้วยและก็เพียงไม่กี่ครั้งเท่นนั้นแล้วก็หยุดไป เพราะพิจารณาเห็นแล้วว่าเทพที่มาสื่อสัมผัส ก็หาได้มีความสามารถทายอนาคตเบื้องหน้า ได้ถูกต้องเสมอไปไม่ แถมมีเจ้าที่บางที่เห็นไม่จริงแต่เข้าใจว่าเป็นจริงมายืนยันว่าเป็นจริงก็มีหลายครั้งหลายคลา จนทำให้เกิดการผิดพลาดขึ้นถึงหนึ่งหรือสองครั้งกับเพื่อน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่แสดงสื่อสัมผัส ให้กับคนข้างนอกอีกเลย และแฟนเองเขาก็ไม่ประสงค์จะสื่อสัมผัสกับเทวดาให้คนนอกดูหรือเห็น หรือกิจกรรมที่เกินจากการสนทนาธรรมและฟังธรรม

          สำหรับผมนั้นผู้มาสนทนาด้วย ผมสามารถวัด เปรียบเทียบ ได้ว่า ผู้ที่มาสนทนานั้นแตกต่างกันอย่างไร เช่นการแสดงความเห็น ความเข้าใจ ความรู้ สติปัญญา การแสดงเหตุและผลในการสนทนา ของผู้สนทนานั้นแตกต่างกันอย่างไร เหมือนกับเราไปสนทนากันกับคนสัก 10 คนเราย่อมสามารถแยกได้ว่า แต่ละคนนั้นมีความเห็น ความเข้าใจ และความรู้ หรือแม้สติปัญญา ที่ปรากฏให้เราทราบในการสนทนานั้นต่างๆ กัน ซึ่งสามารถวัดได้เปรียบเทียบได้
ดังนั้นในการสื่อสัมผัสที่สามารถสนทนากันได้ ผมกับแฟนจึงนิยมใช้เป็นประจำ เพราะสามารถวัดและเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนในขณะนั้น ส่วนการรู้ใจด้วยใจนั้นได้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่สามารถเปรียบเทียบหรือวัดได้ในขณะนั้นว่า จะจริงหรือเท็จหรืออุปทานไปเองก็ยังแยกแยะหรือพิสูจน์ไม่ได้ในขณะที่ปรากฏนั้น จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ไปสนใจและไม่ไปพัฒนาขึ้น

         ส่วนเรื่องนิมิตและญาณรู้ที่ปรากฏให้ทราบเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งพอเปรียบเทียบได้กับเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงในภายหลังได้ เป็นสิ่งที่เทียบและวัดได้ จึงยังคงใช้นิมิตและญาณรู้อยู่ ในบางครั้งบางคราวในเรื่องที่สุดวิสัยเท่านั้น โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยใช้นิมิตและญาณรู้ แต่จะอาศัยข้อมูลที่มีอยู่และที่รวบรวมได้บวกกับความน่าจะเป็นไปได้เสียมากกว่า จึงเป็นวิทยาศาสตร์เสียมากกว่า จึงไม่ไปถือเอานิมิตหรือญาณรู้ว่าต้องถูกต้องหรือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตในโลกของความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
และตัวผมเองมีความแตกต่างกับแฟนตรงที่ เมื่อมีสิ่งอื่นใดมีอำนาจเหนือกายหรือใจผมเกินจากสามัญสำนึกของผมนั้น ใจผมจะไม่ย่อมรับโดยอัตโนมัติเพราะจิตจะเพ่งไปเพื่อควบคุมกายหรือใจตนเองทันที จึงกลายเป็นอุปนิสัยของตนเองในชีวิตนี้ แต่ผมไม่ได้มองผู้ที่ต่างจากผมไปว่า เขาผิด ผมถูก หรืออย่างผมดีกว่า อย่างเขาไม่ดี

          หลังจากนั้นประมาณปีกว่า พระอาจารย์ก็มรณภาพ ด้วยโรคหัวใจ แต่เมื่อ 3 หรือ 4 ปีก่อน พี่ชายของพระอาจารย์ได้ตาย แล้วพระอาจารย์ก็บอกกับพวกเราว่า “พี่น้อง ของอาจารย์ที่เป็นผู้ชายนั้นจะอายุสั้น มันเป็นกรรมของครอบครัว และอาจารย์เองก็จะอายุสั้นเหมือนกัน” พระอาจารย์มรณภาพเมื่ออายุท่าน ประมาณ 50 กว่าปี เป็นอันว่าคาถาเรียกผี และการเรียกผีขึ้นมาให้ดู เราทั้ง 3 คนไม่ได้เรียนและไม่ได้ดู

          การพัฒนาสติสมาธิและปัญญา และการพิสูจน์ความเป็นนิยตโพธิสัตว์ ไม่ใช่ว่าหยุดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะหลังจากนี้ไปก็ได้พัฒนาและพิสูจน์ต่อไปอีก 10 กว่าปี แล้วจึงได้มีโอกาสมาสนทนาแรกเปลี่ยนประสบการณ์กันทางอินเตอร์เน็ต เมื่อปี 2543 ซึ่งการพิสูจน์นั้นสมบูรณ์แล้วในปี 2541 / 2 จนถึงขณะนี้ ปี 2547 เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ที่ได้สนทนากันทางอินเตอร์เน็ต

          
เป็นอันว่าผมได้อธิบายขั้นตอนในการพัฒนาการสนทนากับผู้ที่อยู่ต่างภพหรือเทพเทวดาพรหม พร้อมทั้งนิมิตและญาณรู้ ที่ยังไม่ถึงขั้นมีอภิญญาให้ทราบแล้ว คงจะคลายความคลุมครือไปได้บ้าง ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา และโยนิโสมนสิการของท่านผู้อ่านเอง

        (เรื่องนี้สามารถอ่านอย่างละเอียดได้ในเว็บลานธรรม กระทู้  สมาธิเฉพาะส่วน เพื่อสัมผัสกับความเป็นทิพย์ )
  

                                            โอปาติกะบอกให้ทราบถึงความปรารถนาเป็นครั้งแรก

        เอาผมจะเล่าเรื่องบันเทิงทางธรรมในเรื่องแรกก่อน
        
คำว่าบันเทิง ก็เป็นเรื่องบันเทิง ไม่ควรปรุงแต่งจนฟุ้งซ้านทำให้เป็นทุกข์ในภายหลัง

        นานมาแล้ว 20 กว่าปี เทพผู้ซึ่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ สามารถทรงสังขารอยู่ได้เป็นเวลาพักใหญ่ (อาจเป็นเวลาหลายวันหรือหลายเดือนบนมนุษย์โลกมาแล้ว) ได้ปรากฏในการสัมผัส ในขณะที่ได้สัมผัสกับโอปาติกะอื่นหลายท่าน แล้วท่านก็สอนธรรม หลังจากสอนธรรมท่านก็กล่าวว่าอยากหนอ ที่มนุษย์จะสื่อสัมผัสได้ชัดเจนอย่างนี้ จนทำให้เหล่าโอปาติกะได้ฟังธรรมกันได้ทั่วถึง
      
จึงถามท่านว่า แล้วพระคุณท่านไม่สามารถเทศนาธรรมกับเหล่าโอปติกะเหล่านั้นได้โดยตรงหรือ?
       
ได้รับคำตอบว่า อาตมาไม่ได้มีวาสนาบารมีทำได้อย่างนั้น แม้แต่ในภพภูมิเดียวกัน ก็มีแต่เพียงบางส่วนบางกลุ่มเท่านั้นที่แนะนำเทศนาธรรมได้ก็กับผู้ทีมีวาสนาต้องกันเท่านั้น ภพที่สูงกว่าเทศนาธรรมได้ยาก เพราะความต่างกันของภพภูมิ ส่วนภพที่ต่ำกว่าจะรวมกลุ่มกันเพื่อฟังธรรมก็มีน้อย ซึ่งก็บางส่วนก็ได้มาสนทนากับท่านอยู่แล้ว ส่วนภพที่สูงกว่าต่างก็สนใจติดตามดูติดตามฟังท่านอยู่แล้ว
       
จึงถามท่านว่า ที่ท่านมานี้ประสงค์ที่จะเทศนาธรรมอย่างเดียวหรือ?
ได้รับคำตอบว่า อาตมาไม่ได้มาเพื่อเทศนาธรรมอย่างเดียว อาตมามาเพื่ออนุเคราะห์โยม เพื่อให้โยมได้สมบูรณ์ในสิ่งที่ยังพล่องอยู่ เพราะแต่ก่อนอาตมาก็ปรารถนาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาความทุกข์ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ และความยาวนานของภพภูมิ ก็เกิดความเบื่อหน่าย มองไปในอดีตก็ไม่เห็นว่าตนเองได้รับพุทธพยากรณ์เลย มองไปในอนาคตก็ไม่เห็นว่าจะได้รับพุทธพยากรณ์เมื่อไหล่? เมื่อชั่งใจดูแล้วก็ไม่เห็นจะสำเร็จเมื่อไหล่? จึงคลายความปรารถนาปฏิบัติธรรม ละกิเลสเพื่อนิพพานในภพปัจจุบัน เมื่อเห็นโยมยังพร่องอยู่ในผู้ที่ปรารถนาเป็นเอกในเรืองฤทธิ์ เพราะอัครสาวกเบื้องซ้ายและผู้ชำนาญเอกทัคคะทางฤทธิ์ ยังไม่ปรากฏมีได้รับพุทธพยากรณ์มาก่อนเลย
        
จึงถามแบบสงสัยว่า อย่างนั้นอัครสาวกเบื้องขาว ก็ได้รับพยากรณ์แล้วนะสิ ครับ
        
ท่านตอบว่า อัครสาวกเบื้องขวาของท่านมีแล้ว เอาละเดี๋ยว ผู้ที่ปรารถนาเพื่อตั้งมั่นในสมัยของท่านในอนาคตกาล จะปรากฏมาบอกกล่าวให้ท่านได้ทราบ อาตมาก็ไปทำกิจต่อ
       
แล้วท่านก็ถอดออกไปจากการสัมผัส
      
สักผักหนึ่งก็มีผู้มาสัมผัสแล้วกว่าว่า เราเป็นพรหมอยู่พรหมโลก ได้ติดตามฟังและสนใจท่านอยู่ ขอตั้งความปรารถนาตั้งมั่นเป็นเอกใน...... ในสมัยของท่าน เมื่อกล่าวเสร็จก็ถอนออกไป
      
สักผักหนึ่งก็มีผู้มาสัมผัสแล้วกว่าว่า เราเป็นเทพชั้น... ได้เห็นและได้ติดตามดูท่านโดยตลอด ขอตั้งความปรารถนาตั้งมั่นเป็นเองใน.... ในสมัยของท่าน เมื่อกล่าวเสร็จก็ถอนออกไป
     
สักผักหนึ่งก็มีผู้มาสัมผัสแล้วกว่าว่า เราเป็นพรหมฌาน 4 มีความปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องขวามีปัญญาเป็นเลิศในสมัยของท่าน
     
จึงเกิดความเอ่ะใจจึงถามไปว่า อย่างนั้นท่านก็ได้รับพุทธพยากรณ์แล้วใช่ไหม?
      
พรหมตอบว่า ได้รับพุทธพยากรณ์มาแล้ว
     
จึงถามต่อไปว่า ท่านได้รับพุทธพยากรณ์มานานแล้วหรือยัง?
      
พรหมตอบว่า ได้รับพุทธพยากรณ์มานานมากแล้ว
      
จึงถามต่อไปว่า ท่านรู้ได้อย่างไร
      
พรหมตอบว่า รู้ด้วยจิตของความเป็นพรหม แล้วท่านก็ถอนออกไป
      
หลังจากนั้น ก็มีเทพเทวดาเหลายท่านทีมีตั้งความปรารถนา
     
แต่ได้ถามท่านเหล่านั้นก่อนว่า ยังอีกยาวนานนะ ต้องทุกข์ไปอีกยาวนานนะ ท่านไม่หวั่นไหวหรือ?
ส่วนมากจะตอบว่า ด้วยความเป็นเทพย่อมรู้ฐานะตนเอง ว่ายังไม่สามารถบรรลุได้ในภพนี้ เมื่อใจปรารถนา ก็ตั้งความปรารถนาเพื่อตั่งมั่นไว้ก่อนย่อมเป็นการดีกว่า
      
หลังจากนั้นก็ยุติการสัมผัสเข้านอนตามปกติ

      เช้าวันใหม่เป็นวันพระ แล้วตกคืนนั้นก็ลองสัมผัสใหม่ อรหันต์ที่เป็นเทพก็สัมผัสทันที ก็กล่าวคำทักทายกันเพื่อทำความรู้จัก เพื่อความไม่ผิดคน  แล้วท่านก็บอกว่า อาตมาได้เทศนามาตั้งแต่เมื่อคืนที่แล้วของโลกมนุษย์จนถึงคืนนี้ของโลกมนุษย์ และพึ่งจบการเทศนานี้เอง       โยมก็มีผู้ที่ตั้งความปรารถนาในสมัยของโยนก็หลายท่าน แต่เอ้ ไม่มีผู้ที่ตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นอัครสาวกเบื้องช้ายที่มีฤทธิ์เป็นเลิศเลยหรือ?  แล้วท่านก็มองไปทั่ว กล่าวว่า มีผู้ใดปรารถนาบ้างหรือไม่?
       
แต่ก็เงียบ สักพักหนึ่งท่านก็ถอนออกไป แล้วก็มีเทวดาองค์หนึ่งเข้ามาสัมผัสแบบสั่นๆ เล็กน้อย แล้วกว่าว่า โอ้เรามีปีติมากๆ ได้ฟั่งเทศนาธรรมของพระอรหันต์ ได้เห็นท่านแสดงฤทธิ์ ที่พิสดาร เราชอบในฤทธิ์นั้นมาก อยากมีฤทธิ์เยี่ยงท่าน อยากเป็นเลิศในทางฤทธิ์ แต่เราไม่มั่นใจถึงบารมีของเราที่ได้ปรารถนามายาวนานเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตนั้นจะเพียงพอต่อการจะปรารถนาเปลี่ยนเป็นอัครสาวกเบื้องช้ายได้หรือไม? เช่นเดียวกันเราไม่เห็นว่าเราได้รับพุทธพยากรณ์มาก่อนเลย และไม่รู้ว่าจะได้รับพุทธพยากรณ์เมื่อไร? เหมือนดังท่านพระอรหันต์
      
ดังนั้นเราจึงตัดสินใจ ละความปรารถนาเหมือนดังท่านพระอรหันต์นั้น แต่จิตใจเรายังปรารถนาเป็นเลิศในทางฤทธิ์ให้ได้อยู่ และเห็นว่าสามารถตั่งมั่นเพื่อเป็นเลิศในทางฤทธิ์ในสมัยของท่านได้อยู่ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่า ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าที่ไม่รู้ว่าจะได้เป็นหรือเปล่า? แต่ก็ไม่รู้ว่าบารมีจะมากพอที่จะเป็นอัครสาวกเบื้องช้ายได้หรือเปล่า?
จึงขอกล่าวสัจจะ ตั้งมั่นปรารถนาเพื่อเป็นเลิศในฤทธิ์ในสมัยของท่าน แล้วเทพนั้นก็ถอนออกไป

       
หลังจากนั้นก็ได้สนทนากับพระอรหันต์ที่เป็นเทพนั้น สักพักหนึ่งก็ยุติ เข้านอนตามปกติ

      เรื่องบันเทิงธรรมนี้ ให้แง่คิด ให้เกิดความเห็นได้ต่างๆ นาๆ แล้วแต่หยิบยกไปปรุงแต่งต่อ ตีเป็นนิทาน หรือนิยายก็ได้ ตีเป็นเรื่องอุปทาน ปรุงแต่งของจิต ก็ว่าได้ ตีเป็นเรื่องไม่มีสาระก็ว่าได้ เหนอะ! ต่างๆ นาๆ
      
แต่ก็ขออย่างเดียวอย่าให้ก่อเกิดเป็นทุกข์ กับกับจิตใจและอารมณ์ จนฟุ้งช้านไม่เป็นปกติ ในฐานะของความเป็นมนุษย์
      
ถ้าเกิดความฟุ้งช้าน ก็ขอให้เลือกสรรจิตที่เป็นปัญญา ระงับความฟุ้งช้านนั้นเสียอย่างพอเหมาะพอควรตามฐานะ
                  ( 
เรื่องนี้สามารถอ่านอย่างละเอียดได้ในเว็บลานธรรม กระทู้    มุ่งสู่พุทธภูม )

 

                            พระอินทร์ทดลองใจ    (อยู่ในกระทู้  มุ่งสู่พุทธภูม )

         หายไปหลายวัน วันนี้ได้เข้าเน็ตอย่างเป็นปกติ จึงจะเล่าเรื่องบันเทิงธรรมให้ฟัง แต่ก่อนเล่าผมขอแยกความเห็นให้พิจารณาก่อน ในการวางใจ เพื่อความเข้าใจ ในธรรมชาติของการศึกษาที่จะไม่เป็นโทษในภายหลัง จึงควรทำความเข้าใจ สภาวะการรับรู้ดังนี้
         1.
การมีสติรู้สภาวะความเป็นจริงของรูปและนาม (ปฏิบัติธรรมอยู่)
         2.
ภาวะความเป็นจริงทางวิชาการตามหลักฐานะ ทางสังคม ทางฐานะ การเป็นอยู่และความเป็นมนุษย์ ทำให้ไม่หลงภาวะทางสังคม ฐานะ และไม่หลงภพภูมิ
        3.
ภาวะความคิด ต้องรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สนใจคิดเรื่องอะไรอยู่ กำลังจมอยู่ในความคิดเรื่องอะไรอยู่ ก็จะไม่ทำให้หลงไปในความคิด จนลืมภาวะทางฐานะของความเป็นมนุษย์
       4.
ภาวะจินตนาการ คือบางครั้งก็ต้องปล่อยให้ไหลไปตามจินตนาการ เหมือนดังปล่อยสายว่าว ในขณะที่เล่นว่าวอยู่ แต่ไม่หลงลืมขาดสติ จากภาวะความเป็นจริงทางสังคมทางฐานะและความเป็นมนุษย์

        เมื่อเราเข้าใจและแยกแยะได้ทั้ง 4 ข้อ ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมีเรื่องอัศจรรย์ พิลึกลั่น กับตัวเอง หรือได้ยินได้ฟังเรื่องจากผู้อื่น ก็จะไม่ทำให้เรามีอารมณ์ความคิดความเห็นผิดเพียนไปจากความเป็นจริง ตามข้อ 2.ได้ สามารถย่อให้สันลงเพียง 3 ข้อสำหรับคนทั่วไปดังนี้
       1.
ความจริงทางโลก
       2.
ความคิด
       3.
จินตนาการ
       
ถ้ามีสติปัญญาแยกแยะได้ และดำรงความเป็นจริงทางโลกได้ ไม่ว่าจะมีเรื่องพิศดาล หรือพิลึกพิลั่นเกิดขึ้นกับตนเอง หรือได้ยินได้ฟังมา โอกาสวิปลาสไปหรือผิดเพี้ยนไหลตามหรือจมอยู่ จนกู่ไม่กลับนั้นมีน้อยมากๆ
       
สำหรับผมความจริงทางโลก คือ ผมเป็นมนุษย์ ชื่อนี้ นามสกุลนี้ มีอาชีพนี้ มีตำแหน่งนี้ จบการศึกษาแค่นี้ มีฐานะทางสังคมอย่างนี้ มีครอบครัวอย่างนี้ เรียนจบมาทางวิทยาศาสตร์มาอย่างนี้ ซึ่งไม่ควรหลงฐานะนี้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะคิด จะจินตนาการ หรือประสบเหตุการณ์ที่อัศจรรย์หรือพิลึกพิลั่นอย่างไรก็ตามแต่ ดังนั้นสามารถรับรู้สิ่งที่แปลกและพิศดารได้มากมายเกินโลกของความเป็นจริงของคนทั้วไป โดยที่ไม่ผิดเพียนไปจากคนทั่วๆ ทั้งอารมณ์และพฤติกรรม ดำรงตนอยู่ได้อย่างเป็นปกติ

       เอาเหละครับกล่าวนำเสียมากมาย เรื่องบันเทิงธรรมเป็นเรื่องที่ประสบมาจริง แต่จะเป็นจริงหรือไม่นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้

       จากความเห็นเก่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว และเข้าใจว่า เทพผู้ปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายมีพร้อมแล้วจากที่ขาดอยู่ แต่หลังจากนั้นผมได้รับความทุกข์ยากบีบเค้นทั้งทางสังคมทางชีวิต ทางฐานะ อย่างมาก และเนื่องจากวิปัสสนาญาณยังล่อเลี่ยงอยู่ ยังกำหนดสติอยู่เป็นส่วนมาก จึงอยากหนี อยากหลุดอยากพ้นเต็มกำลัง และพระอาจารย์ก็ได้มรณภาพไปแล้ว จึงตั้งใจอย่างหนักแน่นว่า จะพิสูตรตนเองอีกครั้ง โดยเอาการปฏิบัติธรรมนี้เป็นสิ่งวัด จะพยายามคลายความคิดการจินตนาการเรื่องพุทธภูมิลงเรื่อยๆ โดยการปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นหลัก ปฏิบัติอยู่เรื่อยๆ ตามแบบของคนมีครอบครัว เกิดสมาธิเห็นความว่าง แล้วเกิดปัญญาเห็นว่า
ถ้าครอบครัวไม่ตั่งมั่น แล้วเราจะหนีไปสร้างบารมีอะไรได้ จะมีแต่ความห่วงและความทุกข์ติดตามเราเหมือนกับเงาตามตัว เพราะความตัดช่องน้อยไม่รับผิดชอบ จึงให้ใจและเวลากับครอบครัวมากขึ้น

        เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลา 5 ปี เกิดวิปัสสนาญาณ ตัดขาดความนึกคิดและจินตนการเรื่องพุทธภูมิจากจิตสำนึกอย่างสิ้นเชิ่ง ปัญญาเห็นความไม่ยึดมันถือมั่นในทั้งหมดทั้งสิ้น(ก็พูดยากเหมือนกันสำหรับผู้ไม่เห็น) สรุปเป็นอันว่า เรื่องพุทธภูมิหมดจากความคิดและจินตนการที่เป็นจิตสำนึกที่รู้สึกได้ คือไม่มีผลต่อจิตใจอีกเลย
ส่วนเรื่องการสื่อสนทนากับโอปาติกะนั้นยังสนทนากันอยู่แต่เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ไม่บ่อยนัก นานครัง แต่เมื่อผมออกปากกล่าวเรื่อง ความปรารถนาพุทธภูมิหมดไปจากใจและความคิดของผมเสียแล้ว โอ่โอ้มีเรื่องเลย โอปาติกะผู้ที่มาสื่อสัมผัสได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือ

      โอปาติกะส่วนที่ 1.
      
เข้ามาเตือน บอกว่า "ท่านไม่สามารถที่จะล้มเลิกการสร้างบารมีได้อย่างแน่นอนแล้ว"
ผมกล่าวว่า "ความคิดความรู้สึกปรารถนาพุทธภูมิไม่มีในใจผมแล้วนี้ครับ และผมก็ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นด้วยเสียแล้ว"
โอปาติกะกล่าวว่า "ถึงอย่างไร ท่านก็ไม่สามารถล้มเลิกได้อย่างแน่นอน เป็นสัจจะเทียงแท้แน่นอนแล้ว" แล้วจากไป

       โอปาติกะส่วนที่ 2.
       
ในวันต่อๆ มา โอปาติกะส่วนที่ 2. เข้ามาตัดท้อต่อว่า "ท่านล้มเลิกปรารถนาได้อย่างไร? เราได้ติดตามท่านมานาน อย่างน้อยสุดก็จะได้บรรลุสมัยท่าน ท่านทำอย่างนี้ทำให้เราต้องทุกข์และเศร้าหมองไปด้วย"
ผมกล่าวว่า "ในเมื่อใจผมไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเรื่องพุทธภูมิแล้วนี้ครับ และท่านก็สามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผลนิพพานได้นี้"
โอปาติกะกล่าว "เราก็ได้ปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในปัจจุบันนี้ เราจึงปรารถนาติดตามท่าน ท่านไม่น่าทำอย่างนี้เลย" แล้วจากไป

      
โอปาติกะส่วนที่ 3.
      
เข้ามาด้วยความโกรธ และขุ่นเคืองผมอย่างมาก เมื่อมาสื่อสัมผัสว่าผมทันที "ท่านทำไม่ถูก ท่านทำอย่างนี้ได้อย่างไร เราอุดสายึดท่านเป็นที่พึ่ง สุดท้าย แต่เมื่อท่านทำอย่างนี้เราหมดศรัทธาและโกรธเขืองท่านอย่างมาก"
     
ผมก็ตอบว่า "เอ้า ในเมื่อใจผมไม่ความยึดมั่นถือมั่นเรื่องพุทธภูมิแล้ว จะทำอย่างไรได้?"
     
โอปาติกะตอบกลับมาด้วยความขุ่นเคือง ว่า "อย่างนั้นเราท้าให้ท่านไป อธิฐานยกเลิกการปรารถนาพุทธภูมิต่อเจดีย์พระธาตุ หรือพระพุทธรูปศักษสิทธิ์ ท่านกล้าไหมละ?"
     
ผมเฉยไม่เห็นจะสาระสำคัญอะไร จึงตอบไปว่า "ในเมื่อใจไม่ความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะอธิฐานหรือไม่อธิฐาน ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สาระสำคัญอะไรเลย"
     
โอปาติกะโกรธมาเลยกล่าวว่า "อย่างนั้นเราจะไม่คุยกับท่านแล้ว ไม่มาสัมผัสสนทนากับท่านอีกต่อไปแล้ว ไม่ใส่ใจและติดตามท่านแล้ว" แล้วจากไปอย่างโกรธเคือง

         หลังจากนั้นผมก็ยังสนทนากับเทพที่กลางๆ ที่มาสื่อสัมผัสอยู่ แต่น้อยลงเรื่อยๆ และจิตใจผมก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในพุทธภูมิจริงๆ เสียด้วยชิ พัฒนาญาณและสมาธิได้ดีขึ้นมาก เบาละเอียดกว่าเดิมมากนัก
จนเวลาล่วงเลยผ่านมาถึง 5 ปี (จาก 2537 ถึง 2541) เมื่อพ่อเสีย ก็ได้กระทำให้พ่อที่เสียไประลึกถึงบุญกุศลในวันที่ท่านมีปิติในการบวชผม(พ่อปีติออกหน้าออกตาจริงๆ ในวันบวชผม ที่ผมเรียนจบเร็วได้มาบวชพระให้พ่อแม่ ปกติพ่อไม่เคยสนใจเรื่องบุญกุศลเลยแถมขัดขวางและด่าว่าบุคคลในครอบครัวเสียอีกที่ไปทำบุญ) และพ่อก็ไปเกิดในภพที่ดีเมื่อระลึกถึงบุญนั้นได้ ก็เห็นว่าไม่น่าจะห่วงอะไรแล้ว
          
เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลาเกือบสองเดือน พ่อในภพใหม่นั้นได้มาสื่อสัมผัสโดยไม่ได้รับเชิญ มาอย่างเศร้าๆ และหงอๆ แล้วบอกว่า "พ่อมาลาเพื่อจะไปเกิดในภพใหม่"
      
ผมถามว่า "แล้วพ่อไปเกิดในภพที่ดีขึ้นหรือไม่?"
     
พ่อภพใหม่บอกว่า "ไม่รู้ แต่รู้สึกทุกข์เศร้า แห้งแล้ง และหวาดกลัวเสียเหลือเกิน"
     
ผมก็บอกพ่อว่า "ให้ระลึกถึงบุญ ที่พ่อเคยทำมา"
     
พ่อภพใหม่ สายหน้า แล้วพูดว่า "ระลึกไม่ได้เลย"
     
ผมก็บอกว่าผมจะอุทิศส่วนบุญ ที่ผมได้ตักบาตร์และปฏิบัติกรรมฐานให้ พ่อก็พยักหน้า แล้วผมก็กล่าวคำอุทิศส่วนบุญให้ จนเสร็จ พ่อก็เฉย ผมจึงถามว่า "พ่อได้รับส่วนบุญหรือเปล่า"
    
พ่อภพใหม่ก็สายหน้า
    
ผมก็อุทิศอีก ก็ไม่มีผลที่ดีขึ้น ผมทำถึง 3 ครั้งก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องสาระสำคัญ จริงหรือไม่จริงเราก็ไม่รู้ ยึดมั่นถือมั่นทำไม่? ผมก็วางเฉยเสีย
     
แต่ดันมีเทพเข้าสื่อสัมผัสแทรกระหว่างกลางกล่าวว่า "เราเป็นเทพ มาบอกให้ท่านทราบว่า พ่อของท่าน กำลังจะจุติ แล้วเกิดเป็นอสูรกาย อยู่แล้ว"
     
ผมก็พูดว่า "แล้วจะให้ผมทำอย่างไรละ?"
    
เทพก็บอกว่า "ท่านก็ลองอ้างสัจจะบารมี ที่ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิชิ เผื่อช่วยพ่อท่านได้บ้าง"
    
ผมก็ตอบว่า "ใจผมไม่ได้มีความยึดมั่นถือมั่นในพุทธภูมิแล้วนี้ครับ"
    
เทพก็บอกส่วนขึ้นมาว่า "เวลาของพ่อของท่านมีน้อยแล้ว ถ้าไม่รีบช่วยตอนนี้ก็ไม่ทันการเสียแล้ว"
    
ผมก็หยุดคิดแล้วกล่าวว่า "เอาก็เอา ลองดูไม่ได้เสียหายอะไร?"
    
ผมจึงยกมือขึ้นพนม แล้วกล่าวว่า "ด้วยสัจจะบารมี ที่ข้าพเจ้าปรารถนาพุทธภูมิ(ถึงตอนนี้ใจลึกที่อยู่ข้างในสะกิดให้คิดไปว่า ถ้าช่วยให้พ่อพ้นทุกข์ไปได้ แม้เราต้องทุกข์เพราะปรารถนาพุทธภูมิเราก็ต้องยอม)" คิดจบแต่กล่าวยังไม่ทันจบเลย ทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าความรู้สึก สติ สมาธิ ก็จะมาจุกรวมกันที่กลางลำตัว เป็นจุดความรู้สึกและสมาธิอยู่ แล้วความปรารถนาพุทธภูมิจากจิตใต้สำนึก ก็กระจายเต็มไปทั่วทั้งจิตสำนึก มีปีติมากมายจนนำตาไหล จึงอุทิศส่วนบุญให้กับพ่อที่เสียไปแล้วได้
      
จนพ่อที่มาสื่อสัมผัสสั่นสะท้านไปด้วยปีติ เช่นกัน แล้วคงไปเกิดในภูมิที่ดี หลังจากนั้นก็ไม่ได้สื่อสัมผัสกับพ่ออีกเลย จนถึงปัจจุบันนี้
จากเหตุการณ์เรื่องของพ่อวันนั้น ทำให้ผมสับสนว่านี้คืออะไรกัน หลังจากนั้นผมต้องมานั่งพิจารณาตนเอง ว่าเราควรปฏิบัติตนอย่างไร ก็ได้คิดขึ้นว่า ก็ผลสรุปที่ผมเคยตั้งจิตอย่างแน่วแน่ปฏิบัติกรรมฐานเมื่อ 10 มาแล้วเป็นตัววัดเรื่องความปรารถนาว่าจริงหรือไม่จริง และผลก็ได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว จะปฏิเสธด้วยจิตสำนึกอย่างไรก็คงไม่ได้ เพราะไม่ฝังอยู่แค่เพียงจิตสำนึกเท่านั้น มาอยู่ลึกไปกว่านั้นเสียอีก

        ในเมื่อเห็นแล้วว่ามีอยู่ก็ต้องรับภาระนั้นต่อไป ต้องแบกความทุกข์ไปอีกนานแสนนาน และพิจารณาว่าเมื่อสร้างสมก็ต้องสร้างสมเพื่อสัตว์ทั้งหลายให้มากที่สุดให้ดีที่สุด แต่ไม่ควรยึดมั่นและถือมั่น เพราะได้เห็นได้เข้าใจแล้วถึงความไม่ยึดและถือมั่น

       เมื่อความปรารถนาพุทธภูมิได้มาปรากฏในจิตสำนึกแล้ว ก็ย่อมผลักดันให้เกิดการใฝ่หา การเรียนรู้ การให้ทาน ทั้งวัตถุทาน และธรรมทาน ตามฐานะ ด้วยความไม่ยึดติดในความปรารถนาจนทำให้จิตใจผันผวนหรือผิดไปจากปกติชน เพราะใจนั้นไม่ได้เปรียบเทียบว่าเป็นเราหรือเป็นใคร เพราะเห็นสภาพแห่งความเป็นจริงว่า เป็นไปตามเหตุและปัจจัย (เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี)
[
จึงไม่ใช่เรานี้เหละในปัจจุบันจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพียงแต่เหตุปัจจัยในปัจจุบันก่อให้บังเกิดพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งพระพุทธเจ้าในอนาคตนั้นก็ไม่ใช่รูปและนามนี้ในปัจจุบันนี้ที่เป็นเรา
ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงควรดำรงตนอยู่ในศีลในธรรม ทำประโยชน์ปัจจุบันให้ดีอย่างปกติสุข ประโยชน์ในอนาคตก็ย่อมเจริญขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ]

      ผมจึงไม่ไปหลงว่า เป็นชุบเปอร์แมน หรือวิเศษวิโส อะไรเลย กลับไปเห็นว่าต้องแบกต้องฝ่าฟันกับความทุกข์อีกมากมายและยาวนาน เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดกับสัตว์ทั้งหลายและตนเองเพื่อไม่สร้างทุกข์หรือสร้างเหตุให้เกิดทุกข์ที่เป็นปัจจุบันและอนาคตให้มากขึ้น โดยดำรงตนอยู่อย่างสงบและเป็นปกติชนอย่างชนทั่วๆ ไป

      
บรรยายมาพอแล้วเริ่มเรื่องบันเทิงธรรมต่อ เมื่อความปรารถนาได้ปรากฏชัดเจนในจิตสำนึกแล้ว การใฝ่หาการเรียนรู้ ก็ย่อมดำเนินไปตามวัฐจักรเอง แล้วข้อมูลต่างๆ ก็ไหลเข้ามาให้รับรู้อีกมากมาย ทั้งจากโอปาติกะ จากความคิด และจินตนาการ แต่ก็พยายามดำรงสติอยู่

       มีหลายเรื่องหลายราวที่ปรากฏมาให้ทราบ ข้อมูลบางข้อมูลก็ปรากฏขัดแย้งกับความเห็นของผมก็มี บางข้อมูลขัดแย้งกับญาณที่ปรากฏกับตัวผมก็มี ทั้งเรื่องอดีตชาติเมื่อค้นลึกเข้าไปกลายเป็นเรื่องที่เข้าสู่เทพนิยายมากขึ้น แต่ข้อเป็นเพียงข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงใน ณ.ชีวิตปัจจุบัน (ตรง อดีตชาติ ชีวิตปัจจุบัน และอนาคตชาติ ถ้าไม่ดำรงสติสัมปัญญะและปัญญาแยกแยะให้ดี ย่อมหลงไปได้ทุกเวลา ดังนั้นความคิดหรือจินตนาการ เรื่องภพเรืองชาติ ที่ข้ามภพหรือข้ามชาติ หรือเรื่องภพอื่น เช่น เปรต เทพเทวดาหรือพรหม จึงต้องควรตระหนักให้ดี เพราะจิตเข้าไปติดอย่างยึดมั่นถือมั่นจนหลงฐานะความเป็นจริงได้ง่าย)

      เอาละครับเรื่องต่างๆ ผมจะตัดทิ้งไป จะเหลือเรื่องที่ผมนำเสนอ ดังต่อไปนี้
     
เมื่อปลายปี 2547 ปกติธรรมดาการสื่อสัมผัสนั้นนานทีจะสื่อสัมผัส และการสื่อสัมผัสนั้นเกิดขึ้นหลักๆ เพียง 3 กรณี
     1.
ต้องการฟังธรรม หรือสนทนาธรรมกับเทพอริยะ
     2.
ถามเรื่องปัญหาสำคัญในครอบครัว
     3.
มีผู้ประสงค์มาสื่อสัมผัส ขอส่วนบุญโดยเฉพาะ หรือสนทนาธรรม
    
ในช่วงนั้นได้สื่อสัมผัส ฟังธรรมและสนทนาธรรมกับเทพอริยะติดต่อ ผมก็ไม่รู้ว่ามีโอปาติกะใดสนใจบ้าง เพราะผมไม่มีตาทิพย์และหูทิพย์(ไม่มีอภิญญานั้นเอง)

     ในคืนหนึ่งหลังจากนั้น มีเทพที่เคยอยู่ร่วมกันในชาติที่แล้วมาสัมผัสตามที่เขาบอก แล้วผมก็ถามว่า "แล้วชาติที่แล้วนั้นผมอยู่บนสวรรค์ชั้นอะไร"

     เทพนั้นก็บอกว่า "ท่านอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต เราเป็นเทพบริวารของท่าน"

      ผมก็ชวนคุยเรื่องต่างๆ ที่ผมสงสัย เรื่องชาติก่อนผมเป็นอย่างไร? อยู่อย่างไร? แล้วค่อยสื่อสัมผัสกับเทพบริวารอื่นตามลำดับอีกหลายท่าน แล้วอยู่ๆ เกิดมีเทพนารีเข้ามาสื่อสัมผัส แบบไม่ได้รับเชิญ พูดจาดีและอ่อนหวานในเชิงตัดพ้อว่า "เราเป็นเทพนารีซึ่งเคยเป็นภรรยาท่านผู้หนึ่งซึ่งมีทั้งรูปร่างหน้าตาสวยงามมีชาติกุลเป็นถึงราชธิดา แต่ท่านกลับไม่รักเรากลับไปรักหญิงชาวป่า ซึ่งเทียบกับเราไม่ได้เลย ทั้งความสวยงามและชาติตระกุล"

      ผมเป็นงงไปเลยและคิดว่า ภรรยาที่เป็นมนุษย์ที่เขาสื่อให้อยู่นี้เขาคิดอย่างไร ความคิดผมก็วิ่งปรูดทันทีว่าจะตอบโต้อย่างไร? จึงพูดไปว่า "ในชาติก่อนนั้นหญิงชาวป่าคนนั้นอาจเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรม และรักเรามากก็ได้ เราจึงไปอยู่ไปรักกับเขา"

      เทพนารี ก็สวนขึ้นมาว่า "เรานี้รักท่านมากเป็นที่สุด ย่อมสละให้ท่านได้ทุกอย่าง ให้ท่านมากกว่าหญิงชาวป่าผู้นั้นให้ท่านเสียอีก เป็นไหนๆ แต่ท่านสละทิ้งทุกอย่างไปรักไปอยู่กับหญิงชาวป่าผู้นั้น"

      ผมก็แอ่ะใจว่ามาแปลกจึงกล่าวไปว่า "หญิงชาวป่าผู้นั้นอาจดี มีคุณธรรมและอาจย่อมสละชีวิตเพื่อผมในชาตินั้นก็ได้"

      เทพนารีก็สวนกลับมาอีกว่า "เรานี้ก็รักท่านยอมสละชีวิตเพื่อท่านได้เช่นกัน ท่านก็ยังสละเราไปได้ไปรักกับหญิงชาวป่าไม่มีสกุล เรานี้แค้นท่านมากแต่ก็ยังรักท่านอยู่"

      โอ้ยผมตั้งรับไม่ทันจึงตอบไปว่า "หญิงชาวป่าผู้นั้นอาจมีคุณธรรมที่พิเศษที่ตรึงใจต่อผมในชาตินั้นก็ได้"

      เทพนารีก็สวนกลับมาอีกว่า "แล้วผู้หญิงที่เป็นมนุษย์คนนี้ละ ไม่ได้สะสวยไม่ได้มีฐานะดีกว่าเราเลย ท่านรักเขาด้วยเหตุใด"

      อุ่ยเล่นถามข้ามชอดเลยจะตอบอย่างไรดี จึงพูดออกไปว่า "ก็เขาไม่ได้รังเกียจฐานะผมเมื่อพบกันและรักผม เขาย่อมสละหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อผมได้ ผมจึงรักเขา"

       เทพนารีก็สวนกลับถามแบบเอาจริงเอาจังมาว่า "ระหว่างเราที่เป็นเทพนารี กับมนุษย์ผู้หญิงนี้ท่านรักใครมากกว่ากัน?

       ถามอะไรไม่รู้แปลกๆ ผมจึงตอบไปว่า "ผมก็รักภรรยาที่เป็นมนุษย์นี้มากกว่าชิ"

       เทพนารีถามว่า "ท่านรักอะไรในตัวผู้หญิงนี้"

       ผมตอบ "ผมรักเพราะเขาติดตามผม ยอมสละประโยชน์ตนเพื่อประโยชน์ให้ผมสร้างคุณความดีได้"

      เทพนารีกล่าวอย่างตัดพ้อและขุ่นเขื่องว่า "แม้แต่หญิงมนุษย์นี้ท่านก็ยังรักมากกว่าเรา"

       แล้วเทพนารีกล่าวต่อว่า "เราขอถามท่านว่า ระหว่างหญิงผู้นี้กับพุทธภูมิท่านรักอะไรมากกว่ากัน"
      
อุ่ยถามปัญหาอะไรก็ไม่รู้ ผมจึงตอบว่า "ผมต้องรักพุทธภูมิหรือสัพพรรญูตาญาณมากกว่าอยู่แล้ว"
      
เทพนารีสวนกลับมาแบบผมงงเลยว่า "ระหว่างภรรยาท่านต้องตาย กับพุทธภูมิ ให้เลือกว่าท่านจะเลือกช่วยชีวิตภรรยาท่าน หรือพุทธภูมิ"

      โอยถามอะไรอย่างนั้น ผมจึงตอบว่า "เป็นเรื่องสมมุติ ไม่ใช่เรื่องจริงแล้วผมจะเลือกทำไม่?"

       เทพนารีถามย้ำ และกล่าวอย่างหนักแน่นและดุ "ท่านต้องเลือก"

       ผมจึงตอบแบบเชิงวิชาการว่า "ถ้ากล่าวตามสัจจะ ตามเป็นจริงแล้ว ผมก็ต้องเลือกพุทธภูมิ"

      เมื่อเทพนารีได้ฟังดังนั้น ก็กล่าวเยอะทันที่ว่า "เราไม่เสียใจแล้ว ท่าน(ภรรยาผม)ดูชิ เขารักพุทธภูมิมากกว่าท่านเสียอีก ท่านไม่น้อยใจเสียหรือ?"

      ภรรยาที่กำหนดจิตอย่างสงบนิ่งเพื่อสื่อสัมผัส ก็ถอนออกมาพูดว่า "แม้ร่างที่เราอุทิศเพื่อการสื่อสัมผัสนี้ เราก็อุทิศเพื่อประโยชน์เขา แล้วเราจะไปเสียใจน้อยใจที่เขารักพุทธภูมิมากกว่าเราได้อย่างไร?"

      เมือภรรยากล่าวจบก็กำหนดจิตสงบนิ่งอีก แล้วภรรยาจากที่นั่งขัดสมาธิก็ลุกขึ้นนั่งคุกเข่าต่อหน้าผม พนมมือขึ้นแล้วกล่าวว่า "เราเป็นองค์อมรินทร์ แปลงมาเพื่อลองใจท่าน เราเห็นความมั่นคงของท่านแล้วเราศรัทธายิ่ง และเราขอขมาต่อท่านที่เราได้มาลองใจท่าน" แล้วก้มลงไหว้ผมเพื่อขอขมา แล้วก็จากไป

       ภรรยาก็แปลกใจ ผมก็แปลกใจ ว่ามีอย่างนี้ด้วยหรือ?

     (อ้อ กว่าจะพิมพ์ถึงตรงนี้ได้ ก็ต้องลุกไปทำงานอย่างอื่นทั้งหลายครั้ง)

      ขอจบภาคที่ 3 เพียงแค่นี้ เอาไว้ภาคที่ 4 ค่อยต่อในวันต่อไป

     อย่าลืมว่าเป็นเพียงแค่เรื่องบันเทิงธรรมนะครับ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือเท็จอย่างแน่นอน แต่ก็เพื่อความบันเทิงทางธรรมเท่านั้น

 

                                         สนทนาเกี่ยวกับโลกและจักรวาล    (จากกระทู้ในลานธรรม     จักรวาล กาแลคชี...... )

             สรุปตอนท้ายของข้อที่ 1
       
ในโลกวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน มอง ว่าดาวเคราะห์ หมุนรอบดวงอาทิตย์ โดยมีโลกหมุนรอบอยู่ด้วยว่า เป็นสุริยะจักรวาล
ระบบสุริยะจักรวาลก็เป็นส่วนเล็กๆ หนึ่งของกาแลกชี่ ทางช้างเผือก
       
กาแลกชี่ต่างๆ ก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ภายในกลุ่ม กาแลกชีเหล่านั้นกำลังรวมตัวกันเพื่อเป็นกาแลกชี่ที่ใหญ่ขึ้น ส่วนกลุ่มๆ ของกาแลกชี่กำลังเคลื่อนที่ห่างออกจากกัน
       
กลุ่มๆ ของกาแลกชีทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ปัจจุบันนี้ทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าขอบเขตของเอกภพนั้นสิ้นสุดตรงไหน ถึงแม้จะมีกล้องสองทางไกลที่มีคุณภาพสูง ที่สองภาพต่างๆ ได้จากนอกโลก
วิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ สามารถคำนวณได้ว่าดวงอาทิตย์ที่เราเห็นอยู่นี้ อายุประมาณ 4500 ล้านปี และจะแตกดับไปในอีก 5000 ล้านปีข้างหน้า และสามารถถ่ายภาพของสุริยะจักรวาลอื่นๆ ที่กำลังแตกดับหรือที่ดับไป และที่กำลังก่อเกิดเป็นระบบสุริยะจักรวาลได้
แต่ในเมื่อสมัยก่อนพันกว่าปีมาแล้ว มนุษย์มองว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ หมุนรอบโลก ดังนั้นคำว่าจักรวาลก็หมายถึง โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ ที่มองเห็นจากโลกใบนี้ได้

        2. ในฐานะเทวดาและพรหมที่ผมได้ข้อมูลมาจากการสนทนา และจากหนังสือที่อ่านมาที่พอจำได้
จากการที่ผมได้สนทนากับเทวดาพรหม ที่สื่อสัมผัสมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ถึงปัจจุบันนี้(2547) ก็มีบางครั้งที่ผมถามเกี่ยวกับภพภูมิของท่านว่าเป็นอย่างไร เทียบกับโลกมนุษย์ และดวงดาวต่าง ว่าเป็นอย่างไร และโลก และจักรวาล ของท่านเป็นอย่างไร เมื่อบวกกับในพระไตรปิฎก และที่อ่านมาพอจำได้แยกได้เป็นดังนี้
        2.1
โลกมนุษย์ในฐานะของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา
      
ที่จำได้จากพระไตรปิฎกดังนี้
      
สุริยะเทวดา เป็นเทวดาที่มีวิมานอยู่ที่บริเวณดวงอาทิตย์
       
จันทร์เทวดาเป็นเทวดาที่มีวิมานอยู่ที่บริเวณพระจันทร์
       
อสุรินราหู เป็นเทวดาร่างยักษ์ ที่มีรูปร่างใหญ่โตมาก ในชั้นจาตุ ถ้าอสุรินราหูยืนบนโลกกลางมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรลึกเพียงตาตุ่มเท่านั้น ดังนั้นขนาดรูปร่างของอสุรินราหูก็โตพอๆ กับโลกนี้ละครับ

      ข้อสังเกต ให้ทำความเข้าใจด้วยว่า รูปของเทวดาและพรหมนั้น เป็นรูปที่ละเอียดคนละภพคนละภูมิกัน แต่โลกมนุษย์และดวงอาทิตย์เป็นธาตุที่หยาบมากๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ในแง่ของการสัมผัส เหมือนมนุษย์ที่สัมผัสโลกอยู่

      มีอยู่ครั้งหนึ่งในพระไตรปิฎก ที่อสุรินราหูต้องการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ไม่กล้าเข้าเฝ้า เพราะคิดว่าตนเองรูปร่างใหญ่โตมาก เกรงว่าพระพุทธเจ้าต้องแหนหน้าขึ้นมาสนทนากับท่าน แต่เมื่อเข้าเผ้าอสุรินราหูกลับต้องแหนหน้าตนเองจนสุดๆ ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงอยู่ในท่านอน ด้วยฤทธิ์ของพระพุทธองค์ ที่มีผลต่อภพจาตุมหาราชิกาและต่ออสุรินราหู ไม่ไปเกี่ยวกับโลกมนุษย์
       2.2
จากการที่ได้สนทนากับเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาที่ไม่ใช่รุกขเทวดา/หรือดาวดึงส์ (ไม่แน่ใจเพราะนานแล้ว) สรุปได้ว่า โลกมนุษย์กับโลกของเขาคนละโลกกัน แต่เขาสามารถเห็นเราโลกได้
และผมเคยถามเทวดา อาจเป็น 10 กว่าปีมาแล้วว่า “แล้วขนาดของโลกมนุษย์มีขนาดเท่าไร? เมื่อเทียบกับโลกของท่าน”

    เทวดาตอบว่า “โลกมนุษย์เป็นเพียงก้อนดิน มีขนาดเพียงเท่ากำปั้นของเราเท่านั้น”

     ผมจึงถามต่ออีกว่า “แล้วดวงอาทิตย์ท่านเห็นเป็นอย่างไร”

     เทวดาตอบว่า “ก็เป็นเพียงลูกไฟลูกหนึ่งเอง”

     ผมจึงถามต่ออีกว่า “แล้วขนาดโลกของท่านเท่าไหนได้”

     เทวดาตอบว่า “ก็ขนาดพอๆ กับบริเวณทั่วทั้งดวงดาวที่ท่านเห็นได้”

     ผมจึงถามต่อไปอีกว่า “ดังนั้นท่านก็ไปได้ทั่วทุกดวงดาวใช่ไหม

     เทวดาตอบว่า “ไปได้ทุกดวงถ้าอยากไป แต่ไปทำไม เป็นภพที่หยาบ ไม่มีอะไรที่ต้องไปดูชม”

         2.3 จากการได้สนทนากับเทวดาชั้นดาวดึงส์(ท่านยืนยันเอง) เมื่อหลายปีมาแล้ว
     
ผมได้ถามท่านว่า “ ขนาดของโลกมนุษย์มีขนาดเท่าไร? เมื่อเทียบกับโลกของท่าน”

     เทวดาตอบว่า “โลกของท่านเป็นก่อนดินเท่ากับหัวนิ้วโป้งของเราเอง”

     ผมจึงถามต่อว่า “โลกของท่านมีขนาดเท่าไหน”

     เทวดาตอบว่า “ขนาดมากว่าบริเวณทั่วทั่งดวงดาวที่ท่านเห็น”

     คราวนี้ผมจึงยกเรื่องที่ผมได้ทราบจากตำรามาถามว่า “ภูเขาสิเนรุ อยู่ในโลกของท่านใช่ไหม

     เทวดาตอบว่า “ใช่”

     ผมจึงถามต่อ “ภูเข้าสิเนรุอยู่กลางโลกของท่านใช่หรือไม่”

     เทวดาตอบว่า “ใช่ และเป็นภูเขาที่ใหญ่มากๆ แม้จะอยู่ไกลสุดๆ ก็ยังมองเห็น”

     ผมจึงถามว่า “มนุษย์สามารถมองเห็นภูเขาสิเนรุหรือไม่”

    เทวดาหยุดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “มนุษย์บางคนมองเห็น แต่ส่วนมากจะไม่เห็น”

    ผมจึงถาม “แล้วทำไม? ผมจึงมองไม่เห็น”

    เทวดาจึงพูดว่า “ก็ท่านไม่มีตาทิพย์นี้ มนุษย์ที่ได้ตาทิพย์จึงเห็น”

    ผมจึงถามว่า “โลกมนุษย์อยู่ตรงส่วนไหนของภูเขาสิเนรุ”

    เทวดาตอบว่า “ โลกมนุษย์อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุเยื่องไปทางขวาตรงขอบตีนเขาสิเนรุ”

           ตรงที่ว่า โลกมนุษย์อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุเยื่องไปทางขวาตรงขอบตีนเขาสิเนรุ เทวดาหลายท่านที่ผมได้สนทนาต่างเวลากันก็ยังตอบเหมือนกัน ทำให้ผมไปนึกภาพของกาแลกชีทางช้างเผือกที่เคยเห็น และระบบสุริยะจักรวาลของเราก็อยู่ตรงปีกขวาของกาแลกชี่จริงๆ จึงคิดไปว่า กาแลกชี่ที่เราอยู่ก็คือโลกของเทวดาทางพุทธศาสนา ซึ่งก็คงเท่ากับอาณาบริเวณของกาแลกชี่ทางช้างเผือก และในกระทู้ก่อนหน้านี้ผมก็เข้าใจเป็นอย่างนั้น แต่ก็ยังมีข้อกังขาอยู่ในเรื่องของการเกิดดับของสุริยะจักรวาล ไม่กี่วันมานี้เองผมได้มีโอกาสสนทนากับพระพรหมชั้นสูง ไม่ใช่พรหมฌาน 1, 2 ,3,4 (เป็นสุทธาวาสพรหม)ด้วยกิจอื่น แต่เมื่อมีโอกาสผมจึงยิงคำถามกับท่านอย่างตรงๆ กับข้อกังขาที่ผมมีอยู่ว่า
“
โลกของท่านหรือภพของท่านมีขนาดเท่ากับหนึ่งกาแลกชี่ทางช้างเผือกนี้ใช่หรือไม่

      พระพรหมตอบ “โลกเราโตกว่ากาแลกชี่มากมายนัก คลุ่มกาแลกชี่ที่ท่านหมายถึงหลายกาแลกชี่จนมากมายนัก”

      ผมจึงถามว่า “โลกที่ผมอยู่มีขนาดเท่าใด เมื่อเทียบกับโลกของท่าน”

      พระพรหมตอบ “มีขนานเพียงเศษดินเท่านั้นเอง”

     ผมจึงถามต่อไปอีกว่า “แล้วโลกธาตุที่ท่านเห็นมีกี่โลกธาตุ”

     พระพรหมตอบ “เราเห็นเป็นโลกธาตุเดียว”

      ผมสงสัยจึงถามว่า “แต่ในพระไตรปิฎก บอกว่ามีหลายโลกธาตุ”

      พระพรหมตอบว่า “เราไม่ได้มีกิจไปสังเกตนั่งนับจำนวนโลกธาตุ หรือจำนวนกาแลกชี่”
     
เมื่อผมเห็นว่าความเห็นเรื่องโลกธาตุไม่ตรงกัน ผมจึงหยุดที่จะถามเรื่องโลกธาตุ เพราะไม่เป็นการดียิ่งถามจะกลายเป็นวิวาทะไปเสีย ผมจึงไปถามเรื่องเขาสิเนรุแทน พระพรหมท่านก็ตอบเหมือนกับที่เทวดาตอบ
     
แต่ในตอนนี้ที่ผมพิมพ์ไปพิจารณาไป ก็น่าเป็นจริงในแง่ของพระสุทธาวาสพรหม เพราะในคราที่จักรวาลในโลกธาตุถูกทำลาย โลกมนุษย์ ภพเทวดา ภพพรหม(ฌาน 1 ถึง 3) ถูกทำลายไปหมดสิ้น แต่ภพของท่านและอาภัสสรพรหม(พรหมฌาน 4) รวมทั้งอรูปพรหม ก็หาได้โดนทำลายไปไม่ ท่านจึงเห็นภพที่ท่านอยู่เป็นโลกเดียวโดยตลอดเท่านั้น

       สรุปตอนท้ายข้อที่ 2
ขนาดโลกมนุษย์ ของเทดา เป็นก้อนดิน เท่ากับ กำปั้น หรือขนาด เท่ากับ หัวแม่มือ ของท่าน
ขนาดโลกมนุษย์ ของพระพรหม เป็นเพียงแค่เศษดินเท่านั้น
โลกของเทวดาชั้นต่ำ(จาตุมาหาราชิกา) มีอาณาบริเวณขนาดประมาณเท่ากับดวงดาวที่มนุษย์มองด้วยตาเปล่าเห็น
โลกของเทวดาชั้นสูงขึ้น(ดาวดึงส์ขึ้นไป) มีอาณาบริเวณขนาดประมาณมากกว่าดวงดาวที่มนุษย์เห็นได้ด้วยตาเปล่า
โลกของพระสุทธาวาสพรหมนั้นมีขนาดไม่สามารถประมาณได้

       ผมจึงเข้าใจจากที่สนทนาดังนี้
จักรวาลของมนุษย์ในทางพุทธ ก็คือ รวมโลกของเทวาดาและพรหมโลก เดียวๆ ไว้ด้วยนั้นเอง
โลกธาตุของมนุษย์ ก็คือโลกของเทวดา/พรหมชั้นต่ำหลายๆ โลกรวมกัน
โลกธาตุของเทวดา/พรหมชั้นต่ำ ก็คือโลกของเทวดา/พรหมชั้นต่ำหลายๆ โลกรวมกัน
ส่วนสุทธาวาสพรหม มองเห็นโลกของท่านเพียงหนึ่งเดียว ไม่ได้แบ่งเป็นโลกธาตุ

      เมื่อผู้ถามผมว่า
    1.
คำว่า กัปป์ๆ ดังนี้ เป็นอายุขัยของแกแล็กซี่ทางช้างเผือกนี้ ใช่หรือไม่? หรือว่า เป็นอายุขัยของกลุ่มแกแล็กซี่ที่มีทางช้างเผือกเป็นสมาชิกอยู่?
      
ผมได้ตอบ
      
สมมุติฐานที่ 1. เมื่อผมยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่และได้อ่านหนังสือธรรม ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้ทราบเรื่องกาแลกชีแล้ว(กำลังเรียนวิทยาศาสตร์อยู่) แต่ก็ผมเข้าใจว่า เวลา 1 กัป ก็หมายถึงโลกที่เราอยู่นี้แตกดับไปหนึ่งครั้ง แล้วเกิดใหม่
       
สมมุติฐานที่ 2. เมื่อผมผ่านการเรียนวิทยาศาสตร์แล้วปฏิบัติกรรมฐานมาหลายปี ผมจึงไปคำนวณระยะเวลา 1 กัป ที่มีการเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย ซึ่งได้ค่าออกมามหาศาลมาก (ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจเรื่องอายุของดวงอาทิตย์ตามวิทยาศาสตร์เลย) และในจินตนาการ ก็เห็นเหมือนกาแลกชี กำลังขยายออกเหมือนน้ำที่ไหลวนออกจากแกนกลางจนสุดแล้ว เคลื่อนที่วกกลับเหมือนน้ำไหลวนกลับเข้าสู่แกนกลางอีกครั้ง แล้วคิดต่อไปว่า เมื่ออัดกันแน่นก็ย่อมระเบิด(บิกแบง)เป็นปุ๋ยผงละเอียดจนมองไม่เห็น แล้วค่อยๆ ร่วมกันเป็นของเหลว เต็มไปหมด ของเหลวเหล่านั้นก็ค่อยรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน กลายเป็นดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์ต่างๆ เป็นกาแลกชีขึ้นมาใหม่ ที่กำลังขยายตัวออก วนเวียนกันอยู่อย่างนั้น
       
สมมุติฐานที่ 3. เมื่อผมเอาพระสูตร ตอนสิ้นกัปมาวิเคราะห์ ผมไปวิเคราะห์ ตรงที่ไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงดาว ที่เห็นได้อีกเลย จึงเข้าว่าทุกๆ กาแลกชี่ ทั้งหมดทั้งมวลในเอกภพ ขยายตัวออกแล้วยุบเข้ามาใหม่แล้วระเบิดเป็นจุลอีกครั้ง(Big bang) แล้วค่อยเป็นกาแลกชี่กันใหม่ เป็นดวงดาวกันใหม่ ที่กำลังขยายตัวออก เป็นหนึ่งกัป สมมุติฐานที่ 3. นี้ เพิ่งเกิดขึ้นในกระทู้นี้เละ แต่ก็มีความเห็นขัดแย้งกันในตัวเองที่ในบางพระสูตรที่พอจำได้กล่าวว่า จะหาขอบที่สุดของจักรวาล หรือขอบที่สุดของโลกธาตุ ไม่ได้ แม้พระพรหมอนาคามีสุทธาวาส ที่สามารถเหาะผ่านจักรวาลหรือโลกธาตุหนึ่งใช้เวลาเพียงแค่เท่ากับ คนที่วิ่งผ่านต้นตาลต้นหนึ่ง เหาะไปเพื่อหาที่สุดขอบของจักรวาลหรือโลกธาตุต่างๆ เหาะไปจนท่านหมดอายุขัย(16,000 กัป) เข้าสู่นิพพานก็ยังไม่ถึงที่สุดของจักรวาลเลย ตรงนี้ละที่เป็นการขัดแย้งกันเองในเหตุและผล
         
สมมติฐานที่ 4. เพราะมีความคลุ่มเครืออยู่ และได้มีโอกาสถามพระอรหันต์ ที่เคยปรารถนาพุทธภูมิมาเป็น อสงไขย กัป (ยกมาให้อ่านอีกที)
     
ผมถาม “พระคุณท่านครับ 1 กัป นานมากไหมครับ

     ท่านตอบ “ 1 กัปนั้นนานมากๆ จะนับเป็นปีนั้นคงไม่ได้”

    ผมถาม “ 1 กัป นั้นนานเป็นจำนวนปีที่แน่นอนไหม

    ท่านตอบ “ ไม่แน่นอน”

    ผมจึงถามว่า “ 1 กัปคือระยะเวลาเฉาะดวงอาทิตย์นี้ เกิดดับหนึ่งครั้งใช่ไม่

    ท่านตอบว่า “ไม่ใช่”

    ผมถาม “แล้วจะประมาณได้อย่างไร”

    ท่านเข้าสมาธิไปพักใหญ่ แล้วกล่าวว่า “1 กัป ก็คือ เทพเทวดา พรหม ในจักรวาลนี้ พังทลายสลายไปหนึ่งครั้ง จึงนับว่า 1 กัป”

   ผมจึงถามว่า “เฉพาะ จักรวาลนี้เท่านั้นหรือครับ”

    ท่านตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น”

    ผมจึงถามว่า “ถ้าอย่างนั้น 1 กัป ก็คือ ทั้งหมดทั้งมวลทุกๆ จักรวาล ทุกๆ โลกธาตุ ดับสลายพร้อมกันในหนึ่งครั้งใช่ไหมครับ”

     ท่านจึงเข้าสมาธินิ่งไปอีกพักใหญ่ แล้วกล่าวว่า “ โลกธาตุแต่ละโลกธาตุ เกิดดับไม่พร้อมกัน บางโลกธาตุก็กำลังดับ บางโลกธาตุก็กำลังเกิดขึ้นมาใหม่ แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสนั้นพระองค์ทรงถือเอาจักรวาลหรือโลกธาตุที่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นได้เป็นหลัก ดังที่พระองค์บังเกิดขึ้นนี้ ว่าเมื่อใดที่ โลก เทวดา พรหม ในจักรวาลที่พระพุทธเจ้าพึงปรากฏได้ ดับสลายไปหนึ่งครั้งคือ 1 กัป”
ตอนนี้ผมย่อมรับว่าผมพลิกความเข้าใจแทบไม่ทัน อึ่งกับข้อมูลเก่าที่มีอยู่ในสมองนิ่งไปพักหนึ่งเพื่อปรับความเข้าใจ ไม่รู้จะถามอย่างไรต่อดี แต่ก็ด้นถามไป

    ผมจึงถามต่อไปว่า “ดังนั้นการทำลายล้างตอนสิ้นกัปนั้น ก็ปรากฏขึ้นกับหลายจักรวาลชิ ครับ”

    ท่านตอบว่า “ใช่ บางคราวก็มาก บางคราวก็น้อย”

    ผมจึงถาม “ก็หมายความว่าอาจจะพังสลายไปทั้งโลกธาตุ”

    ท่านตอบว่า “ ก็คงใช่เหมือนกัน”

    ผมจึงถาม “ ก็หมายถึงกาแลกชีทั้งกาแลกชีนี้ นี้สิครับ”

    ท่านตอบว่า “ก็คงใช่เหมือนกัน”

    และท่านก็เสริมว่า “แต่คงไม่ใช่ ทุกๆ โลกธาตุ หรือทุกๆ กาแลกชี ทั้งหมดพังสลายไปพร้อมๆ กันและเกิดขึ้นมาใหม่”
    
ตอนนี้ข้อมูลเก่าและข้อมูลใหม่ในสมองผมตีกันยุ่งเลย เพราะสมมุติฐานที่ผมคิดว่า เอกภพทั้งหมดทั้งมวลเกิดทำลายล้างพร้อมกันในคราวเดียวกัน แล้วเกิด เบิกแบ็ง มาใหม่อีกครั้งหนึ่งย่อมผิดพลาด และผมวิเคราะห์พระสูตรเรื่องการทำลายล้างผิดพลาดไปด้วย

         สรุป ผมจึงได้สมมุติฐานใหม่ขึ้นมาว่า
     1.
เอกภพ มีกาแลกชี หรือโลกธาตุ หรือจักรวาล หาที่สิ้นสุดไม่ได้ จึงหาที่สุดของเอกภพไม่ได้
      2.
การดับสลาย ของกาแลกชี หรือโลกธาตุ หรือจักวาล เป็นการเกิดดับเป็นกลุ่มๆ เป็นส่วนๆ เท่านั้น
      3.
เอกภพ เป็นอยู่อย่างนั้นหาที่สุดไม่ได้ หาที่มาในอดีตและหาที่สิ้นสุดในอนาคตไปไม่ได้ แต่จะเปลี่ยนแปลงภายในอยู่อย่างไม่สิ้นสุด
      4.
หนึ่งกัปหมายถึง จักรวาล(ภพเทวดา พรหม) หรือโลกธาตุ ที่พระพุทธเจ้าพึงบังเกิดขึ้นได้ ดับสลายแล้วเกิดใหม่ขึ้นมาหนึ่งครั้ง และในการทำลายล้างนั้นอาจครอบคลุมหลายหลายจักรวาล หรือหลายโลกธาตุ หรือหลายกาแลกชีที่เคลื่อนที่มารวมกันเป็นกาแลกชี่ที่ใหญ่ขึ้นก็ได้

      สมมุติฐานที่ 4. นี้เละ เป็นสมมุติฐานที่ถูกใจผมมากที่สุด ไม่ขัดแย้งกับพระสูตร ในเรื่องที่หาที่สุดของจักรวาลไม่ได้ และก็ไปตรงกับทฤษฎีใหม่ของทางดาราศาสตร์ คือทฤษฎีการเกิดบิกแบงแบบเส้นเชือก คืออธิบายว่า ไม่ใช่ทั้งเอกภพเกิดบิกแบงมาพร้อมกันในคราเดียว แต่จะเกิดบิกแบงเฉพาะส่วนในกลุ่มกาแลกชี่เท่านั้น

 

                                           โรคมะเร็ง

           ผมไม่ได้ใช้อินเตอรเนต มาเป็นอาทิตย์ เพราะต้องเอาเวลาไปเยี่ยมภรรยาที่โรงพยาบาล และ ณ.วันนี้ภรรยาผมก็ยังคงนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เอาละผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดนะครับ
          
เมื่อประมาณ 2 เดือนมาแล้ว เนื่องจากภรรยามีประจำเดือนมากกว่าผิดปกติ ติดต่อมาเป็นเวลา 2-3 เดือนมาแล้ว ซึ่งเหตุการณ์มีประจำเดือนมากกว่าปกติ ก็ได้เกิดขึ้นกับภรรยามาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อสองปีที่แล้ว และได้ไปทำการรักษาที่โรงพยาบาล หมอแนะนำให้ทำการขูดมดลูก แต่ไม่มีการเอาเนื้อเยื่อไปทำการตรวจสอบ หลังจากทำการขูดมดลูกแล้วประจำเดือนของภรรยาก็มาตามปกติ แต่ครั้งหลังนี้มีอาการหนักกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว จึงทำการขูดมดลูกและเอาเนื้อเยื่อไปตรวจ ผลจากการตรวจเนื้อเยื่อ ปรากฏว่าเป็นมะเร็งในมดลูก และในช่วงนั้นสุขภาพร่างกายของภรรยาก็ไม่ค่อยดี จึงสรุปว่า อาจเป็นมะเร็งในระยะที่ 1 แต่ขั้นรุนแรง และต้องรีบผ่าตัดมดลูกทิ้งโดยเร็ว ภรรยาเมื่อทราบว่า เป็นมะเร็งในมดลูกก็ไม่ได้ตกใจมากมาย เพราะพี่สาวของภรรยาก็ได้เป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาวและได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่พี่สาวของภรรยาไม่เคยฝึกและศึกษากรรมฐานเลย
          
เมื่อภรรยาทราบว่าเป็นมะเร็ง ภรรยาก็เริ่มตั้งสติ และปฏิบัติกรรมฐานมากขึ้น แต่ความกลัวตายนั้นย่อมมีอยู่ จึงใช้ทั้งสมถะและวิปัสสนา เพื่อ รักษาใจหนึ่ง และรักษากายหนึ่ง คนที่เคยฝึกกรรมฐานอย่างมากมายมาแล้ว เมื่อกลับมาปฏิบัติอย่างมากภายหลังก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย และภรรยาก็ได้ทำการติดต่อกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็คือเหล่าเทพเทวดาต่างๆ หลายๆ ท่าน (ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี สัมภเวสี เปรต เทพ เทวดา พรหม ที่ติดต่อนั้นมีมากมายเสียเหลือเกิน ทั้งที่แสดงตนมาสัมผัส กับที่ไม่แสดงตนมาสัมผัสรับส่วนบุญส่วนกุศล หรือมาฟังการสนทนาธรรม มากกว่า แสนๆ ท่าน แต่ก็ไม่สนใจนาม ความเป็นมาเป็นไปของท่านเหล่านั้นเลย) ที่ติดต่อก็ยืนยันว่า ถึงไม่ผ่าตัดมดลูกออกก็ไม่เป็นอะไร เพราะเนื้อร้ายนั้นจะหายไปด้วยกำลังสติสมาธิและการวางใจ ที่ปฏิบัติมากขึ้น และสามารถควบคุมได้ เมื่อเวลาผ่านมาใกล้การผ่าตัด          ภรรยาก็เกิดการกลัวตายขึ้นมาอีก ก็ทำการติดต่อกับเทพเทวดาที่สนิทอีก ท่านเหล่านั้นยืนยันว่า ถึงจะผ่าตัดมดลูกหรือไม่ผ่ามดลูก ก็ไม่เป็นอะไร เพราะควบคุมได้ด้วยสติและสมาธิ เพราะความกลัวตายนั้นภรรยาก็ทำการติดต่อกับหลายท่านทุกๆ ก็ยืนยันคล้ายกัน และท่านสุดท้ายเป็นท่านที่ยิ่งใหญ่ เพราะท่านมาเพื่อการสนทนาธรรม เมื่อสนทนาธรรมเสร็จท่านก็ยื่นยันว่า ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่ตายด้วยการผ่าตัดและโรคมะเร็งในครั้งนี้ ยังมีอายุยืนยาวไปอีกหลายปี ยังทำประโยชน์ให้กับเหล่าเปรตและเทพเบื้องล่างได้อีกนาน
         
สิ่งที่เล่า เรื่องการสื่อสัมผัสกับ เปรต เทพเทวดา มันก็เหมือนนิยาย และเรื่องที่เกินความจริงของมนุษย์มากๆ นะครับ แต่ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วกับผมและภรรยาเกือบ 20 ปีแล้วครับ จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดา และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมและครอบครัวได้สมบัติหรือผลประโยชน์ในโลกมนุษย์นี้เลย ทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์มีได้ เพราะการแสวงหาความรู้ศึกษาทางโลก การขยันมั่นเพียร การเก็บออม และอดทน แทบทั้งสิ้น ดังนั้นท่านทั้งหลายที่เชื่อว่าเทพเทวดามีจริง และมีกล่าวในพระไตรปิฎกก็หาได้เห็นผิดไปไม่(ตามที่ผมเข้าใจ) และการเคารพต่อเทพเทวดาหรือพรหมนั้นก็เป็นการดี แต่จะเห็นผิดเมื่อเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกดลบันดาลจาก เทพหรือพรหม หรืออ้อมวอนต่อเทพหรือพรหมเพื่อให้ได้ดังสิ่งที่ปรารถนา โดยไม่สร้างจากกำลังกายและใจตนเอง อย่างถูกต้องตามขั้นตอน ผมก็เคยถามเทพผู้ใหญ่(พระอริยะ) หลายท่าน ว่าทำไม่เทพต่างๆ จึงมาฝังการสนทนาธรรมของผมกับผู้รู้ทั้งหลายที่เป็นเทพหรือพรหมละครับ แล้วทำไม่ท่านจึงไม่ไปสอนธรรมมะโดยตรงกับเทพเหล่านั้นเลยละครับ ท่านตอบทำนองว่า กรรม ฐานะ บารมี ของสัตว์ทั้งหลายไม่เหมือนกัน อาตมาก็จะแนะนำได้เฉพาะในกลุ่มที่มีกรรมร่วมมากับอาตมาเท่านั้น แต่โยมและภรรยา ทำให้เหล่าเทพเทวดาต่างภพต่างภูมิทุกชั้นสนใจและฟังการสนทนาธรรม กันได้ ทั้งหมดโดยสะดวก มาถึงช่วงนี้ผมก็คิดว่า ผมเป็นพิธีกร หรือดีเจ นี้เอง ที่เสนอแนวคิดของตนเอง และของผู้รับเชิญมา ในการสนทนากระจ่ายออกไปทั่ว ทางวิทยุและทีวี เออ! ไม่ใช่สิ ได้หลายภพภูมิ โดยที่ไม่ต้องเห็นตัวผู้ฟังทั้งหลาย ผมเล่านอกเรื่องมามากแล้วก็เข้าเรื่องต่อนะครับ
        
เมื่อภรรยาเข้าโรงพยาบาลทำการผ่าตัดมดลูกทิ้ง ก็ดูเหมือนเรื่องปกติเหมือนกับผู้อื่นที่ทำการผ่าตัดมดลูก ซึ่งปกติแล้วหลังการผ่าตัด อาการก็จะดีขี้น 4 หรือ 5 วันก็สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่อาการภรรยาไม่ได้เป็นไปตามปกติ วันแรกก็ยังคงมีกำลังใจดีอยู่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว แต่ยังทานอาหารไม่ค่อยได้ วันที่ 2 ก็ยังทานอาหารไม่ค่อยได้ วันที่ 3 อาการทรุดลง วันที่ 4 มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ต้องฉีดยาแก้ปวด กินอะไรไม่ได้ เพราะไม่รู้สึกอยากกิน และเมื่อฝืนกินก็จุกเสียดท้องและอ๊วกออกมา กำลังใจของภรรยาที่มีอยู่ เริ่มหมดลง เทพที่อยู่ใกล้และสนิทก็บอกว่าช่วยอะไรไม่ได้ ส่วนตัวผมเองก็คิดว่าต้องมีอะไรผิดพลาดตอนผ่าตัดแน่นอน ทั้งตั้งแต่วันที่ 4 แล้ว วันที่ 6 อาการทรุด หนักขึ้น ใจผมเริ่มขุ่นเคือง คิดถึงการเปลี่ยนโรงพยาบาล คืนวันที่ 6 อาการภรรยาทรุดอย่างมากปวดท้องอย่างมาก จนต้องรีบเข้าห้องตรวจอย่างด่วน ภรรยาได้เล่าให้ผมฟังว่า กลางคืนวันที่ 6 ที่เขาปวดท้องทรมานมาก กำลังสมาธิก็เอาไม่อยู่ จนภรรยาต้องวางสังขารจะตายก็ปล่อยวาง วางใจให้สงบเมื่อใจสงบก็ไม่ไปยึดที่ความเจ็บปวด ในจิตในใจก็จะเกิดมโนภาพอกุศลกรรมที่ผู้อื่นทำกับภรรยาและที่ภรรยาทำกับสัตว์ต่างๆ ภรรยาก็ให้อโหสิกรรมกับผู้ที่ทำกรรมกับภรรยา และขออโหสิกรรมที่ภรรยาได้ทำกับสัตว์ต่างๆ จนใจภรรยาสงบนิ่งและโล่งยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อหมอทำการอุนตราชาว ในช่วงท้องที่ทำการผ่าตัดก็พบม้ำในช่วงมาก ไม่ทราบสาเหตุเกิดจากอะไร 6 โมงเช้า ของวันที่ 8 ธันวาคม 46 หมอก็ให้ภรรยาโทรมาหาผมที่บ้าน รีบไปโรงพยาบาลด่วน ขับรถจากบ้านไปโรงพยาบาล ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง ในขณะนั้นภรรยาเขาวางใจตายแล้ว ไม่มีอะไรติดพันในใจแล้ว สงบนิ่งอยู่ ก็บังเกิดมโนภาพเหมือนจริง เห็นผู้หญิงนอนนิ่งอยู่แต่ผิวสีดำคร่ำ และหลังจากนั้นผิวของผู้หญิงคนนั้นก็ร้าวแล้วค่อยแตกเป็นปุยผงจนหมดสิ้น แล้วเกิดเป็นความรู้ขึ้นว่าเสมือนตนเองนั้นได้ตายแล้วเกิดใหม่
          
เมื่อผมไปถึง ภรรยาก็บอกผมว่า หมอตรวจพบน้ำในช่วงท้องมาก แล้วจับมือผมแล้วพูดกับผมว่า ฝากดูแลแม่(แม่ภรรยา)ด้วย ผมก็ยิ้มและหัวเราะ แล้วผมก็พูดว่า ยังไม่ตายหลอก ยังมีชีวิตอยู่หลายปี และอยู่ในโรงพยาบาล มีหมอถึงอย่างนี้โอกาสตายอยาก ภรรยาก็หน้าตาชื้นขึ้น
          
แล้วหมอก็เรียกผมไปเล่าอาการของภรรยา ว่ามีน้ำในช่วงท้องมาก ไม่รู้ว่ามาจากไหน จำเป็นต้องทำการผ่าตัดใหม่อีกครั้ง ผมจึงถามว่าลำไส้ทะลุหรือเปล่า หมอบอกว่าคงไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าลำไส้ทะลุผู้ป่วยต้องมีไข้สูงมากกว่านี้ หมอต้องสอบสวนหาสาเหตุก่อน หลังจากนั้นผมก็กลับที่เตียงภรรยา และผมคิดว่าหมอหลายๆ ฝ่ายหลายท่าน ต้องมานั่งปรึกษากัน จึงตัดสิ้นใจทำการตรวจ ระบบทางเดินปัสสาวะ ตั้งแต่ไต โดยฉีดสารเคมีและถ่ายเอ็กซเรย์ แล้วพบว่าทอระหว่างไตไปยังกระเพาะปัสสาวะฉีกขาด น้ำจึงไหลไปยังช่วงท้อง แล้วทำการเอ็กชเรย์ใหญ่อีกครั้งเพื่อหาตำแหน่งที่นอน จึงจะทำการผ่าตัด กว่าจะได้ผ่าตัดก็เป็นเวลา 15.00-16.00. แล้วผมก็ได้ทราบหมอว่า น้ำที่อยู่ในช่วงท้องเริ่มเป็นหนองขุ่นๆ แล้ว
         
วันรุ่งวันต่อมา เมื่อรู้ว่าภรรยาฟื้นแล้วก็ใจผมชื่นไปเปราะหนึ่ง และมีสายต่อจากร่างกายภรรยาเพิ่มขึ้น คือ สายน้ำเกลือ สายยาเข้าทางน้ำเกลือ สายท่อปัสสาวะ สายดูดน้ำและเลือดออกทางช่วงท้องที่เว้นช่องไว้นิดหนึ่งตรงแผลผ่าตัด และการผ่าตัดครั้งหลังเป็นการเปิดแผลใหม่ ไม่ได้ฝ่าตัดช้ำตรงแผลเดิม
           
มันก็น่าเครียดอยู่เหมือนกัน แต่ใจของผมและภรรยาก็ต้องการรู้ผลของชิ้นเนื้อมดลูกว่า ยังมีมะเร็งอยู่ไหม? ต้องทำการฉายแสงต่อ หรือทำให้ยา ทำคลีโมหรือเปล่า ? แล้วหมอบอกว่ามดลูกที่ผ่าออกมาแล้วนั้น ไม่สามารถมองเห็นมะเร็งได้ด้วยตาเปล่า จึงต้องทำการตรวจส่องกล้องอย่างระเอียดอีกครั้ง
         
ผลออกมาแล้ว ณ. วันนี้ 12/12/46 ไม่มีเนื้อมะเร็งอยู่เลยในมดลูก เป็นอันว่าเทพเทวดาท่านก็บอกได้ถูกของท่าน  แต่เป็นเพราะกรรมตัดรอนของภรรยาจึงทำให้เฉียดตายอาจเนื่องมากจากการไม่สร้างสติและความรอบคอบให้สมบูรณ์ของผู้อื่น
. ขณะนี้ภรรยาผมก็ยังอยู่โรงพยาบาล และที่น่ากลัวในช่วงนี้ คือ โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื่อเพราะมีหนองในช่วงท้อง ที่มีผลต่อ ปอด ตับ หัวใจ ม้าม ฯลฯ เดียว 15.00 น ผมก็จะต้องไปเยี่ยมภรรยาอีกแล้วครับ และอาจจะไม่ใช้เนตไปอีก วันหรือสามวัน
        
สิ่งทั้งหลายไม่แน่นอน กรรมต่างๆ ที่ทำไว้ทั้งหลายก็ย่อมส่งผลแต่จะกำหนดกดเกณฑ์ว่า กรรมอันใดส่งก่อนกรรมอันใดส่งหลังนั้นหาได้เสมอไปไม่ เพราะมีกรรมตัดรอนได้ตลอดทุกเวลา เนื่องด้วยการขาดสติของตนเอง หรือของผู้อื่น ดังนั้นท่านทั้งหลายจงหมั่นสร้างสติ และบุญกุศลเทอด

 

                             ผู้ที่กำลังสิ้นใจตายด้วยโรคมเร็ง แล้วเป็นโอปาติกะ

         เล่าสู่กันฟัง เรื่องเหตุบังเอิญฤากรรมบันดาล
         
ในพระพุทธศาสนานั้น เหตุบังเอิญนั้นไม่มี ทุกอย่างเกิดจากเหตุคือผลของกรรม จะเรียกว่ากรรมบันดาลก็ว่าได้ คำว่ากรรมบันดาลก็ต้องพิจารณาให้แยบคาย ต้องทำความเข้าใจคำว่ากรรมให้ดี เพราะคำว่ากรรมนั้นเกิดจากการกระทำใน 2 สถานะ คือ กรรมในอดีต กับกรรมในปัจจุบัน
       
คนส่วนมากพอได้ยินคำว่า กรรมบันดาล ก็นึกไปถึงกรรมที่เป็นอดีตเสียมากกว่า ไม่นึกถึงกรรมที่กำลังกระทำอยู่ ขณะปัจจุบัน ด้วยกาย วาจา ใจ
ทำให้คนส่วนหนึ่งที่มีความเห็นความเข้าใจไม่รอบคอบ สร้างบุญกุศลที่เป็นวัตถุ เพื่อรอรับผลบุญที่จะส่งผลในอนาคตเท่านั้น ลืมเรื่อง การรักษาศีล ทำสมาธิ สร้างปัญญา ขณะปัจจุบันไปเสีย ซึ่งก็ไม่ได้ผิด แต่หาได้พ้นทุกข์ไม่
      
เรื่องนี้ตอนแรกก็ไม่ประสงค์จะเล่าให้ฟัง เพราะกลัวว่าจะเข้าใจผิด แต่เรื่องปรากฏขึ้นจริงและไม่ได้หลุดออกไปจากขอบเขตของพุทธศาสนา และอาจทำให้บางท่านเพียรในการปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้นได้ จึงตัดสินใจเล่าให้ฟัง เรื่องก็เป็นเรื่องที่ภรรยาที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ด้วยเหตุที่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน จึงทำให้ได้เรื่องนี้เกิดขึ้นดังนี้
      
เมื่อภรรยาเข้าโรงพยาบาลทำการผ่าตัดมดลูกเริ่มแรก ที่เตียงคนไข้ข้างเตียงของภรรยามีผู้ที่มารักษาตัวอยู่ก่อน ชื่อว่าป้าอนัน ซึ่งป้าอนันก็เป็นมะเร็งเหมือนกัน และได้ทำการผ่าตัดตับไปข้างหนึ่งเมื่อครั้งก่อน แต่ป้าอนันเป็นคนที่มนุษย์สัมพันธ์ดี และมีจิตใจที่เข็มแข็ง ด้วยความที่เทียวไปเทียวมาที่โรงพยาบาลหลายรอบ จึงเป็นที่รู้จักของหมอและพยาบาลเป็นอย่างดี เมื่อภรรยาได้รับการผ่าตัดครั้งแรก อาการเจ็บปวดก็ย่อมมีมากกว่าป้าอนันเพราะป้าอนันหายเจ็บแล้ว ป้าอนันจึงพูดให้กำลังใจภรรยา จึงได้รู้จักกัน แต่เมื่ออาการเจ็บปวดของภรรยาไม่ดีขึ้น คือทรุดลงต้องทำการผ่าตัดอีกรอบ ป้าอนันก็เกิดความสงสารภรรยาผม ให้กำลังใจและคอยดูแล  
        
เมื่อป้าอนันได้รับรักษาทางเคมีเพื่อฆ่าเชื่อมะเร็งคือการทำคลีโม ในวันสองวันแรกก็ดีอยู่ จนกลับบ้านได้แต่ผมเห็นว่ากลับทรุดลงเพราะป้าอนันเริ่มเดินคอเอียง แล้วป้าอนันก็กลับบ้านไป(อยู่นครสวรรค์)
         
หลังจากนั้นวันหรือสองวันภรรยาผมก็เกิดอาการเกร็งที่คอ และลิ้น(ตอนนี้ได้เล่าไว้แล้วในกระทู้ก่อน แต่ก็ยกขึ้นมาเพื่อให้เรื่องเชื่อมต่อกัน) จนต้องนั่งเข้าสมาธิ แล้วปล่อยให้พยาบาลมาตรวจชีพจร พยาบาลแปลกใจเพราะชีพจรเต้นเบามาก จนเอ่ยปากว่า “ชีพจรเต้นเบามากๆ แต่ความดันปกติ” แล้วพยาบาลก็จากไปคงจะตามหมอ แต่ภรรยาผมนั้นไม่สนใจอะไรแล้วรีบเข้าสมาธิลึกๆ ทันที จนไม่ปรากฏลมหายใจ เป็นเวลาเกือบหนึ่งช่วงโมง (ที่รู้เวลาเพราะมี นาฬิกาของโรงพยาบาลแขวนอยู่ที่ผนัง ตรงส่วนปลายเท้า เมื่อนั่งสมาธิบนเตียงก็อยู่ด้านหน้าพอดี)
         
เมื่อออกจากสมาธิแต่ยังไม่ลืมตาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินข้างเตียง เมื่อลืมตาก็เห็นหมอและพยาบาลยืนอยู่เพื่อทำการตรวจร่างกาย (พยาบาลคงไปตามหมอเพราะเหตุหัวใจเต้นช้าในตอนแรก และตามเหตุการณ์คิดว่าหมอคงมาได้สักพักหนึ่งแล้วแต่เกรงใจไม่สะกิดเรียกผู้ป่วย เพราะเห็นผู้ป่วยนั่งสมาธินิ่งอยู่จึงรอให้ผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาเอง) คราวนี้หมอเอาหูฟังมาด้วย ทั้งจับชีพจรที่มือทั้งใช้หูฟังการเต้นของหัวใจ อย่างละเอียด ก็เอ่ยมาว่า หัวใจเต้นช้าและเบามากๆ แล้วก็ถามดังกระทู้เก่าที่เล่าไว้แล้ว
       
กล่าวถึงป้าอนันกลับไปบ้านได้ สาม หรือสี่ วันก็กลับมาโรงพยาบาลอีก และก็มาอยู่ที่เตียงใกล้กับภรรยผมอีก เมื่อแกเห็นภรรยาผมยังนอนอยู่อีกป้าอนันก็เข้ามาจับที่แขน แล้วแกก็พูดว่า “ป้าสงสารลูกนะ เจ็บตัวอยู่หลายวัน ขอให้ลูกหายวันหายคืน” ทั้งที่อาการของป้าอนันดูแล้วคอเอียงๆ หนักกว่าเก่า จากการพูดคุยตามประสาคนรู้จักกันในครั้งก่อน ภรรยาจึงทราบว่า ป้าอนันชอบสวนดอกไม้ชอบไม้ดอก และในครั้งนี้แก่พูดว่าอยากกินผัดชีอิ้ว ตอนเที่ยงภรรยาจึงฝากพนักงานชื้อผัดชีอิ้วมาให้ แต่ป้าอนันก็ไม่ได้กิน เพราะต้องย้ายไปตึกอื่น ระยะนั้นภรรยาทำกรรมฐาน ถึงแม้ว่าคนอื่นจะรู้ก็ไม่สนใจแล้ว
       
เที่ยงวันต่อมา หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วสักพัก ก็นอนกำหนดกรรมฐานเงียบหลับไปตามประสาของผู้ป่วย ขณะหลับในภวังค์นั้นก็ฝัน ป้าอนันเข้ามาที่เตียงที่นอนอยู่ แล้วเอามือมาลูบที่แขนของภรรยาแล้วกล่าวว่า “ป้ามาลา ป้าไปแล้วลูก” ภรรยาก็ตื่นจากหลับ จึงสื่อสัมผัสกับป้าอนันทันที การสนทนาในใจจึงเกิดขึ้น
       
ป้าอนันพูดว่า “ป้าเป็นห่วง สงสาร อยากมาดูแลลูก จนกว่าจะหาย”
       
ภรรยาพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก หนูไม่เป็นไร ป้าไปเกิดเถอะ”
       
ป้าอนันพูดว่า “อยากอยู่กับลูก”
       
ภรรยาพูดว่า “อย่าเลย ป้าชอบสวนดอกไม้ และต้นไม้ดอกใช้ไหม
       
ป้าอนันพูดว่า “ชอบ”
       
ภรรยาพูดว่า “อย่างนั้นควรไปอยู่ที่เป็นสวนดอกไม้ดีกว่า ป้าเคยทำบุญ สวดมนตร์ไหว้พระบ้างหรือไม่
       
ป้าอนันตอบว่า “เคย”
       
ภรรยาพูดว่า “ดังนั้นป้านึกถึงบุญที่ทำ เดียวหนูจะอุทิศส่วนบุญให้ป้าด้วย”
       
หลังจากนั้นป้าก็ไปเกิด พอตกบ่ายหมอสองท่าน หมอท่านหนึ่งก็คือผู้ที่เคยตรวจชีพจรของภรรยาผม ก็มาตรวจไข้ภรรยา เมื่อเข้ามาถึงภรรยาก็ถามหมอว่า “ป้าอนันไปแล้วใช้ไม่
       
หมอท่านนั้นมีอาการแปลกใจนิดหนึ่งแล้วบอกว่า “ไปแล้ว ผมเพิ่งเอาเครื่องให้ออกชิเจนออกสักพักใหญ่นี้เอง”
       
ภรรยาก็พูดว่า “ป้าอนันเขาไปดีแล้ว ไม่น่าเป็นห่วง และแกก็มีอายุขัยตามสมควรแล้ว”
       
หมอก็มีอาการแปลกใจอีกนิดหนึ่ง แล้วก็ทำการตรวจไข้ภรรยาผมตามปกติ
       
สรุปสุดท้าย    สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ     สัตว์ทั้งหลาย มีความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา
       
วิทยาศาสตร์การแพทย์รักษาทางรูปวัตถุธรรม ก็ดำเนินไปตามเหตุและผลของวิทยาศาสตร์ทางรูปวัตถุธรรมต่อไป
ส่วนนามธรรมนั้น ก็ดำเนินไปตามเหตุและผลของรูปนามต่อไป

 

                                ลูกสุนัขโพธิสัตว์ 

          ถือโอกาส เล่าเรื่องหมา ก่อนกลับบ้านก็แล้วกัน
แต่ก่อนเล่าผมขอนำความคิดเห็นส่วนตัวแสดงให้ทราบก่อนดังนี้

         การเลี้ยงสัตว์ เพื่อความเป็นเจ้าของ(ไม่ใช่เพื่อฆ่า หรือเพื่อขายนะครับ) แต่เป็นเพราะความชอบความรักสัตว์ ความเพลิดเพลิน ควรเลี้ยงพอประมาณ

         การให้ทานแก่สัตว์ ให้ทานได้โดยไม่จำกัด แต่ต้องดูภาวะและฐานะตนเอง ทำอย่างที่คุณมโนเกษมแสดงความเห็นไว้นั้นมากดีครับ
"
ต่อไปสงสารก็ให้อาหารนอกบ้าน อาจจะวันละมื้อ ดูดีและเขาก็อิสระ เวลาเลี้ยงก็ควรประจำที่เขาทราบ และจัดคิวไม่ให้ทะเลาะกัน"

       เอาละครับผมมาเข้าเรื่อง การจะเลี้ยงสุนัก ของครอบครัวผมนะครับ

        ลูกสาวเกิดชอบสุนักอยากเอามาเลี้ยง เพื่อนที่ทำแม่เขาก็ให้สุนักพันธ์พุดเดิลสีดำวัย 2 เดือน มา 1 ตัว เมื่อเอามาแล้ว ทั้งฉีดวัคชีน และอุปกรณ์ต่างๆ ของสุนัก จ่ายไปประมาณ 2000 บาท เลี้ยงไม่เกิน 7 วัน น้องชายเขาที่เป็นโรคภูมิแพ้เริ่มมีอาการป่วยเพิ่มขึ้น จึงต้องนำสุนักนั้นไปให้คนอื่น ที่รักสุนัก
         
ปีต่อมาความชอบสุนักอยากเอามาเลี้ยง ของลูกสาวก็ยังมีอยู่ เมื่อได้ไปจตุจักรมีนบุรี จึงต้องซื้อสุนักพันธ์ มินิเองเจิล อายุ 2 เดือนให้เขา 1 ตัว ราคา 1500 บาท รวมทั้งค่าวัคชีน ค่ากรง ทั้งค่าจิปาทะ ร่วมแล้วประมาณ สามพันกว่าบาท เลียงได้ 1 เดือน น้องชายเขาก็อาการไม่ดีอีก ก็ต้องเอาไปให้พนักงานที่บริษัทที่รักหมา และมินิเองเจิล ของเขาเพิงโดนรดชนตายไป
ทิ้งมาเกือบปี เมื่ออาทิตย์ที่ 15 เดือนนี้เอง ซึ่งเป็นวันพระ หลังจากทำบุญที่วัดเสร็จแล้วกลับมาบ้าน และลูกสาวช่วงนี้ก็ไม่ได้นึกยากเลี้ยงสุนัขแล้ว เกิดอะไรก็ไม่รู้ภรรยาเกิดอยากไปจตุจักรลาดพร้าวเพื่อไปดูหมา จึงชวนลูกสาวไป กลับมาพร้อมกับสุนักพัน ชิสุ อายุเกือบ สองเดือน ราคา 1500 บาท พร้อมอุปกรอีก(ตะเกล้า ฯลฯ) ก็เกือบ สองพัน ภรรยาบอกว่า เมื่อกลับจากทำบุญที่วัด เหมือนมีอะไรดลใจให้เอามาตัวนี้มาให้ได้
        
ได้เลี้ยงสุนักตัวนี้ แค่ 3 วัน วันที่พุทธที่ 18 ก็เริ่มป่วยซึมลง เอาไปหาหมอ หมอก็อาธิบายว่าอาจจะติดเชื่อมาจากฟามร์ จากค่ายาและอาหาเสริมแบบหลอดไป 380 บาท แต่กลับมาอาการสุนักไม่ค่อยดีคือไม่กินอาหารเลย ต้องป้ายอาหารเสริมที่เป็นหลอด ภรรยาจึงไม่ค่อยสบายใจ และเสมือนจะมีผู้ที่เป็นโอปาติกะจะรอคุย
       
จึงทำการสื่อสัมผัสดู เมื่อสื่อแล้วเขากล่าวว่าเขาเป็นเทพนารีชั้นยามา และเป็นผู้ดลจิตให้ภรรยาไปรับหมาตัวนั้นมา เพราะหมาตัวนั้นเป็นคู่บารมีของเขา ที่อยู่บันชั้นยามาเหมือนกันแต่เมื่อหมดบุญ และมีกรรมส่งผลจึงได้มาเกิดเป็นลูกสุนัก และสุนักคู่บารมีของเขาก็ปรารถนาพุทธภูมิเหมือนกัน และเมื่อเห็นว่าลูกสนักตัวนี้ต้องรับกรรมอันเป็นทุกข์ที่เป็นวิบากกรรม เขาจึงดลจิตให้ภรรยาเอาเลี้ยง เผื่อจะช่วยบรรเทาวิบากกรรมลูกสนัขนี้ไปได้ และลูกสุนักก็ได้ติดเชื่อมาแล้วจากฟาร์ม เผื่อพวกท่านจะได้ช่วยเขาได้บ้าง
          
ทั้งแต่เอาสุนัขตัวนี้มา ภรรยาเป็นหว่งสุนัขตัวนี้มากจริงๆ ทั้งๆ ที่จะสอบ mini MBA ครั้งสุดท้ายในเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ เมื่อสือสัมผัสเสร็จก็ ก็บอกว่าถ้า ทอยทอย(ชื่อ ลูกสนัข)หายป่วย ก็จะเอาให้คนอื่นที่รักหมาต่อไป และลูกสาวก็คุยกับเพื่อนที่ห้องเรียนว่าใคร รักหมาจะให้หมา ชิสุ ไปเลี้ยง ก็มีเพื่อนของเขาจองไว้แล้ว
         
เช้าวันที่ 19 ก็จัดอาหารให้เสร็จโดยป้ายอาหารหลอดให้เขา และให้กินยาเสร็จ ก็ขังสุนัขไว้ในห้องครัว ผมและภรรยาก็ไปทำงาน ลูกก็ไปเรียนตามปกติ
ที่ทำงานของผม ผมได้เล่าเรื่องสุนัขที่ชื้อมาแล้วป่วยให้พนักงานฟัง พนักงานคนหนึ่งก็บอกผมว่า หมาที่ชื้อมาก็เป็นอย่างพี่เหมือนกัน ได้ไปชื้อที่สวนจตุจักรมาได้ 2 วันก็ป่วย ซึม ทั้งอ้วก ทั้งถ่าย จึงนำหมาตัวนั้นไปที่ร้านที่ชื้อมา บอกให้เขาทราบ เจ้าของร้านรับผิดชอบ โดยการเปลี่ยนหมาตัวใหม่ให้ ปัจจุบันหมาตัวนั้นใหญ่มากแล้วอยู่ที่บ้าน
        
ผมจึงโทรไปหาภรรยาตามที่พนักงานคนนั้นบอก แล้วถามภรรยาว่าจะเอาไปเปลี่ยนตัวใหม่มาเลี้ยงหรือเปล่า? ภรรยาบอกว่าตอนแรกที่เอามาก็กะว่าจะเลี้ยงสักพักอาจจะ 1 เดือนแล้วเอาให้คนอื่นไป จึงไม่อยากเอาตัวใหม่ และจะรักษาเขาให้ถึงที่สุด
เย็นนั้นกลับไปบ้าน ลูกสุนัขมีอาการหนัก ซึม อ้วก ถ่าย อาการเหมือนกับที่พนักงานบอกทุกอย่าง ยาที่หมอให้มาเอาไม่อยู่ ผมและภรรยต้องเอาสุนัขนั้นไปหาหมออีกที่หนึ่ง และบอกหมอว่าถ้าต้องให้น้ำเกลือ ก็ให้ได้เลย หมอก็รับสุนัขนั้นไว้ที่คลีนิก ให้น้ำเกลือ
       
เย็นวันที่ 20 ไปเยี่ยมสุนัขที่คลีนิก อาการก็ซึม ไม่กินอาหาร รับน้ำเกลืออย่างเดียว แต่ยังแข็งแรงอยู่
      
วันเสาร์ที่ 21 ตอนกลางวันหลังส่งลูกเรียนพิเศษผมไปเยี่ยมสุนัก แต่ภรรยาไปสอบ เห็นอาการสุนัขนอนฟุบอยู่ในกรง ตามองต่ำอย่างเดียว ผมเข้าไปหยอกล้อเพื่อให้เขามองตาผม ไม่มีอาการที่จะเหลือบตาขึ้นมาเลย ผมรู้ทันทีเลยว่าไม่น่าจะรอด แต่หมอก็บอกว่ามีโอกาศ 50 % และได้ให้ยาและยาบำรุงทางผิวหนังอยู่
      
วันอาทิตย์ที่ 22 ตอนกลางวันผมไปเยี่ยมอีก แต่ภรรยาไปสัมมนาหลังสอบเสร็จ ผลสอบของภรรยาก็ไม่ใช่น้อยได้ ถึง 82 % ของคะแนนเฉลี่ยทั้งหมดของการเรียน คิดว่าคงเป็นหนึ่งใน 20 ของคนทีเรียนประมาณ พันคน
      
เมื่อผมไปเห็นสุนัข ผมเห็นอาการของสุนัขซึมสูบมากขึ้นไปอีก จะหยอกล้ออย่างไรเขาก็ไม่สนใจที่จะเหลือบตามามอง ผมจึงบอกหมอว่า น่ากลัวต้องปล่อยให้เขาตายโดยธรรมชาติแล้วครับหมอ แล้วหมอก็บอกผมว่า แต่ใจเขายังสู้นะ หมอไม่อยากตัดโอกาสของเขา เป็นอันว่าค่า แอดมิด หมอจะไม่คิด จะคิดเฉพาะค่ายาอย่างเดียว ผมก็ตอบว่า ครับ แล้วผมกลับบ้าน
       
ตอนเย็นภรรยากลับมา ก็อยากไปดูสุนัก ผมก็พาไปแต่ผมบอกว่าผมไม่เข้าไปในคีลนิกแล้วนะ เมื่อแฟนไปดูอาการกลับมา ก็บอกว่าลูกสุนักถูกจับให้นอนอยู่ในตะกล้าบิดฝาอยู่ พอได้ยินเสียงภรรยาคุยอยู่กับหมอพักหนึง ก็ส่งเสียงร้องคราง อิงๆ ๆ ขึ้นมา (แปลกจริงทั้งที่ก่อนหน้านี้สองครั้งผมไปเยี่ยม ไม่ยอมเหลือบตามองขึ้นมา ไม่ส่งเสียงแม้แต่นิดเดียว) หมอจึงเปิดตะกล้าให้ดู ลูกสุนัขตัวนั้นก็แหนคอดูหน้าภรรยา ตาเปิดกว้างไสแป๋ว
       
หลังจากนั้นก็กลับบ้าน คืนนั้นได้โอกาสเหมาะเพราะเป็นวันวิสาขะ ก็ให้ทุกคนไหว้พระสวดมนตร์ แล้วนั่งสมาธิพอประมาณ แต่ภรรยานั่งสมาธินานหน่อย แล้วแผ่เมตตาให้กับลูกสนัขตัวนั้น
       
เช้าขึ้นมาประมาณตี 4 กว่า (ผมก็พึงนอนตอนเที่ยงคืน) แฟนปลุกขึ้นมาว่ามีคนที่จะสนทนาด้วย ผมก็ง่วงนอนเต็มทน ก็ต้องฝืนตื่นขึ้นมา แล้วเทพนารีชั้นมายา ก็มาก็โทษขอโพย ที่รบกวนทำให้เสียทรัพย์และเสียเวลา แต่เขาไม่เห็นใครแล้วที่จะช่วยได้ เขากลัวว่าคู่บารมีของเขาจะไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่านี้ ด้วยวิบากกรรมที่ส่งผลบวกกับจิตที่อ่อนแอที่มีโมหะมาก เทพนารีนั้นก็ขอบคุณพักใหญ่
      
เช้าวันที่ 23 ก็ทำภารกิจตามปกติ ประมาณ เก้าโมงกว่า หมอก็โทรมาบอกผมว่าลูกสุนัขได้เสียไปแล้ว ตั้งแต่เช้ามืด ผมกับภรรยาก็ไป จ่ายค่ารักษา รับซากลูกสุนัข เอามาฝัง
           
ภารกิจทางโลกที่เห็นๆ ก็จบเพียงแค่นี้

           แต่ภารกิจที่โลกมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ ยังไม่จบเพียงแค่นี้

         ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์หรือโอปาติกะ เมื่อไม่มีที่พึ่ง และเห็นที่พึ่งเพียงที่เดียว เขาก็จะเกาะที่พึ่งนั้นจนถึงที่สุดที่สามารถช่วยเขาได้

                                                                        กลับที่เดิม