เรื่อง เมื่อจตุคามรามเทพได้เข้ามาถึงตัวข้าพเจ้า

 

    ชื่อจตุคามรามเทพถูกตั้ง             เพื่อช่วยรั้งชาวนครศรี (ธรรมราช)

              เทพ,ขุนพันธ์ทำด้วยจิตที่ดี              หวังเป็นที่รวมศรัทธาผู้คน 

           ให้ฝูงชนยึดเหนี่ยวในความดี            เหมือนดังมีโพธิสัตว์เข้ามาดล

            เป็นศรัทธากลุ่มเล็กไม่มีสิ่งปน          แต่มาสับสนเมื่อเศรษฐกิจถอย

  

     สร้างสิ่งศรัทธาพลิกเป็นกำไร    โฆษณาใส่กับผู้หวังและรอคอย

              ด้วยขาดธรรม  ปัญญาจึงล่องลอย      และถดถอย จากธรรมพุทธองค์

              แม้พระสงฆ์ก็โดดเข้ามาเล่น              สร้างเทพ แทบเด่น กว่าพุทธองค์

              น่าสังเวชจริงนะ เหล่าผู้หลง              สร้างองค์จตุคามหวังแต่รวย           

                 ทำลายความเป็นโพธิสัตว์                แล้วยังจับท่านให้ต้องช่วย

                เทียมกับพุทธองค์  คงจะไม่สวย       ด้วยท่านช่วยตัวเองยังยากเลย. (สร้างบารมีให้สมบูรณ์ยังยากเลย)

 

         บทความเกี่ยวกับจตุคาม ที่ผมเพิ่งเขียนเสร็จ (แต่มันก็ดูเวอร์น่าดูเลยครับ แต่ก็เขียนตามที่ปรากฏครับ   ผู้อ่านโปรดพิจารณาแยกแยะให้ดีนะครับ )


       ไม่มีฤทธิ์อำนาจใด          เหนือไปกว่าสิ่งที่กระทำได้ด้วยตัวเอง

       ไม่มีปัญญาใดประเสริฐ     เท่ากับปัญญาที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง

        จึงอย่าหลงฤทธิ์อำนาจหรือปัญญาที่มีเพียงชื่อในที่อื่นเลย เพราะตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน  

                                                                             วิชา 26/06/50

 

                เริ่มเรื่อง ผมได้ยินชื่อจตุคามรามเทพเมื่อปลายปี 2549  แต่ก็หาได้สนใจ แต่ก็มีเรื่องที่ให้ได้รับรู้และรับฟัง จากรายกายวิทยุที่เปิดฟังขณะที่ขับรถอยู่ ในรายการภัยรายวัน ของ อ ส ม ท. 100.5  เวลา 17.00-18.00  ประมาณวันที่ 16 ก.พ. 50  พอทราบต้นเรื่อง คือท่านขุนพันธ์ ที่นครศรีธรรมราช  กับรูปปั้นของ ขัตติคาม  กับ รามเทพ  ที่เผ้าเจดีย์พระธาตุที่นคร   ก็พอดีมีน้องคนหนึ่งมาถามผมดังนี้ 

จตุคามรามเทพ

 

   สวัสดีครับ คุณวิชาช่วงนี้เป็นช่วงตรุษจีน ผมก็ขอสวัสดีปีใหม่จีนนะครับ
และช่วงนี้อีกเหมือนกันที่ประชาชนชาวไทยนิยมบูชาท่านจตุคามรามเทพกันอย่างทั่วหน้าไม่เว้นแม้แต่เพื่อนผม ผมก็เลยสงสัยเรื่องจตุคามรามเทพครับ
1.จตุคามรามเทพคือใครครับ?
2.คุณวิชาเคยได้ยินหรือรู้จักจตุคามรามเทพไม๊ครับ?
3.จตุคามรามเทพเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือเปล่าครับ?
4.จตุคามรามเทพท่านมีหน้าที่อะไรครับ เป็นเทพเฝ้าประตูเมืองรึเปล่าครับ?
ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

โดย: ชลชัย(โอ๊ต) [19 ก.พ. 50 7:46] ( IP A:58.10.128.7 X: )


ความคิดเห็นที่ 1
   ตอบ คุณโอ๊ต
นับว่าโชคดีที่ผมได้ฟังเรื่องจตุคามรามเทพ จากรายการวิทยุ เมื่อวันพฤหัส หรือวันศุกร์ที่ผ่านมาพอจะตอบคำถามคุณโอ๊ตได้บ้าง ไม่เช่นนั้นผมก็มืดแปดด้าน คือไม่รู้เรื่องเลยครับ

1.จตุคามรามเทพคือใครครับ?
ตอบ. ก็คือเจ้าเมืองท่านหนึ่งในนครศรีธรรมราชที่บูรณะ เจดีย์พระมหาธาตุเมืองนคร ประมาณเกือบ 200 ปีมาแล้ว จึงมีการปั้นรูปของท่านไว้ที่บันได พระเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์

2.คุณวิชาเคยได้ยินหรือรู้จักจตุคามรามเทพไม๊ครับ?
ตอบ. ผมก็พึ่งเคยได้ยินเหมือนกันครับ

3.จตุคามรามเทพเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือเปล่าครับ?
ตอบ. ตามข้อ 1 ครับ

4.จตุคามรามเทพท่านมีหน้าที่อะไรครับ เป็นเทพเฝ้าประตูเมืองรึเปล่าครับ?
ตอบ. คงเป็นรูปปั้น ที่บันใดพระมหาธาตุเจดีย์นั้นและครับ แล้วคนเขาเอามาขยายปรุงแต่งกันต่อครับ

โดย: Vicha [19 ก.พ. 50 8:40] ( IP A:58.10.167.181 X: )

 

เมื่อผมตอบคำถามน้องได้ไม่กี่วัน  หัวหน้าของแฟน ก็ได้มอบเหรียญจตุคามที่เป็นเนื้อโลหะ รูปแบบที่เทพนั่งเอาฝ่ามือปิดหน้าตนเองรุ่นแบบที่ขุนพันธ์ เริ่มสร้างเมื่อปี 2530 แต่ทำการนำสร้างขึ้นมาใหม่ ปี 2549  โดยมีองค์โสม เป็นประธานในพิธี  เอามาได้ไปกี่วันก็ เกิดปัญหาขึ้น ดังที่ผมเล่าเรื่องในลานธรรม ดังนี้

ความคิดเห็นที่ 90 : (Vicha)

แจ้งลบ | อ้างอิง |

 

ผมเล่าเรื่องให้ฟัง  จริงเท็จพิจารณากันเอาเองนั้นครับ คนใกล้ตัว(แฟน) ได้จตุคามรามเทพ เป็นของขวัญจากหัวหน้า เห็นว่าเป็นรุ่นแรกๆ ประมาณปี 2530 กว่าๆ   ทำแจกจ่ายกันเป็นชุดๆ ละ 3 อัน และเจ้านายชั้นสูงเป็นผู้ร่วมสร้าง
      
และสิ่งที่อยู่กับจตุคามรามเทพ เข้ามาสัมผัส อยากให้เก็บเป็นที่เป็นทาง (เงื่อนไขแรกของเขา) และเขาก็บอกว่าเขาเกิดขึ้นมาพร้อมกับรูปจตุคามรามเทพ ด้วยมนตร์ด้วยคาถาที่ปลุกเสกขึ้น  เพื่อให้เขาช่วยเหลือผู้บูชาจตุคาม เขาอยากจะหลุดจากมนตร์และคาถาที่ปลุกเสกนั้น ผมก็ช่วยแต่ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนั้นไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม่ช่วยไม่ได้
       
กาลเวลาผ่านไป แต่แฟนนี้ชอบ เพราะอันเล็กไม่ใหญ่ เป็นเนื้อโลหะผสม  จึงเอาชุบทอง และทำกรอบเงินอย่างสวยที่เดียว เรียกว่า อินเทรน... ตามสังคม
      
แล้วก็เกิดปัญหาจนได้ มีเทพไม่พอใจในการกระทำของผู้ที่อยู่ในจตุคาม มาสื่อสัมผัสและบอกให้ทราบว่า  ผู้ที่อยู่ในจตุคามรามเทพ ทำไม่ถูกต้องทำผิดธรรม ช่วยเหลือทุกอย่างตามแฟนผมคิดอยากหรือต้องการ ไม่ว่าการกระทำนั้นไปเบียดเบียนผู้อื่นก็จะกระทำ แทนที่จะเตือนสติผู้ถือครอง(แฟน) ให้มีสติและมีความเป็นธรรม

      
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องสะสาง  จึงได้คุยกับผู้ที่อยู่กับจตุคาม ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น
       
ผู้ที่อยู่ในจตุคามว่า "เราเกิดมาก็ด้วยมนตร์คาถา ที่กำกับให้ช่วยผู้ที่บุญชา หรือเป็นเจ้าของจตุคาม ทุกวิถีทาง"
       
ผมก็บอกว่า  "อย่างนั้นการช่วยนั้น บางอย่างก็ไปเบียดเบียนผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมชิ"
       
ผู้ที่อยู่ในจตุคามบอกว่า "เราต้องช่วยไม่ช่วยไม่ได้แม้ว่าจะผิดธรรม เพราะจะเกิดความทุกข์ร้อนกับเรามากมาย เพราะมนตร์คาถานั้นได้กำกับไว้อย่างนั้น"
       
ผมจึงพูดว่า "อย่างนั้นท่านไม่ใช่เทพสิ ยังเบียดเบียนผู้อื่น"
       
ผู้ที่อยู่ในจตุคามบอกว่า "เราเป็นเวนิกเปรต  เกิดมาพอมีความสุขเป็นคล้ายเทพอยู่ได้ก็เพราะมนตร์คาถาที่ปลุกเสก  แต่ต้องช่วยผู้บูชาหรือถือครอง จตุคาม ถ้าไม่ช่วยเราก็จะทุกข์ทรมานมากเพราะมนตร์คาถาที่กำกับ    และมีผู้ที่เกิดเป็นเช่นเดียวกับเรา เพราะการปลุกเสกจตุคามเดียวนี้มากมายนัก"
       
ผมจึงข้อร้อง(มีเรื่องปลีกย่อไม่ขอกล่าวถึง)ว่า "อย่างนั้นถ้าช่วยแต่ไปเบียดเบียนผู้อื่นที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ท่านระงับได้ไหม?"
       
ผู้ที่อยู่ในจตุคามบอกว่า "เราจะพยายาม แต่เราต้องทุกข์เร้าร้อนมากเพราะมนตร์คาถาที่กำกับ"
        
ผมจึงบอกทำนองว่า "การอดทดอดกลั่นต่อทุกข์เพื่อละเว้นไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม ย่อมเป็นการอยู่อย่างประเสริฐ"
      .........
      .........
      
หลังจากนั้นทั้งเทพและเวมานิกเปรต ก็เข้าใจกัน
       
ผมจึงได้คิดกลอนหกขึ้นดังนี้

        เวมาณิกเปรตเกิดกันทั่ว            เพราะใจมัวติดผงดิน
      
อยู่ใกล้เกลือ(พุทธธรรม)กลับกลืนกิน        ผงด่างดิน น่าเศร้าเอย....
 
      
วิชา 07/06/50
จากคุณ : Vicha [ ตอบ: 07 มิ.ย. 50 11:37 ] แนะนำตัวล่าสุด | สมาชิกลานธรรมถาวร | ตอบ: 2067 | ฝากข้อความ |

 

                แต่ต่อมาในภายหลังก็ได้ทราบว่า ด้วยการช่วยและอุทิศส่วนบุญให้ครั้งนั้น  ท่านที่เป็นเวมาณิกเปรตนั้นก็ถึงเวลาสิ้นกรรมพอดี  เกิดเป็นรุกขเทวดา ยังอยู่บริเวณเหรียญนั้น และจะไปอยู่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ไม่ไปไหน  ก็เป็นอันสิ้นปัญหาเรื่องของท่าน  

                แต่ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อเรื่องจตุคามรามเทพมีกระแสทางสังคมแรงมาก มีการผลิตและการทำการตลาดอย่างมากมาย เพื่อหวังผมกำไร จึงมีกระทู้ สนทนากันมากมาย และในเว็บพันทิพ ก็มี  คุณเมื่อไหรจะหายเหงา  พยายามผูกเรื่องค้นหาตามประวัติศาสตร์ อย่างมากมาย  ผมจึงพยายามทำความเข้าใจและวิเคราะห์ ให้ทราบ ตามข้อมูลและสิ่งที่ผุดพอรู้ขึ้นมา บอกให้ทราบดังนี้

 

ความคิดเห็นที่ 63

ร่วมสนทนาด้วยนะครับ  แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ และรูปเคารพครับ
 
แต่รู้ว่า ท่าทางจะสนทนา ล่วงเลยไปจากหัวกระทู้มากเลยครับ เรื่องทำความเข้าใจ"จตุคาม-รามเทพ"ให้มากขึ้น

 
ถ้าให้ผมทำความเข้าใจและวิเคราะห์ เรื่องจตุคามรามเทพ  ที่กำลังโด่งดัง  นั้นไม่ได้มีความหมายที่สืบตกทอดมาทางประวัติศาสตร์ครับเพียงแต่ยืมชื่อมาใช้เท่านั้น  เกิดจากคนทรงบวกกับผู้ที่แก่กล้าทางคาถาอาคม(ขุนพัน)ครับ ก่อนปี 2530 เล็กน้อย(อาจจะเริ่มประมาณ 2528-29) รูปเคารพเฉพาะกลุ่มจึงยังไม่เป็นรูปลักษณ์ที่แน่นอน
 
รูปเคารพ ระยะแรกก็จะใช้ พระ(คน)หรือกษัตริย์ หรือเทพ นั่งเอาแขนสองชิดกันแนบลำตัวด้านหน้าแล้วเอาฝ่ามือบิดหน้า อาจจะเอารูปแบบพระบิดตามาใช้ก็ได้เพราะมีรูปแบบรูปเคารพอยู่แล้วแต่ไม่ทราบหน้าตาชัดเจน  ด้วยเหตุที่จตุคามรามเทพมาในรูปแบบสัมผัสกับคนทรง หรือสื่อสัมผัสทางจิตกับขุนพันธ์  แต่ไม่ได้เห็นหน้าตาของผู้มาติดต่อทางจิตจริงๆ ครับ
   
ด้วยความศรัทธาเทพของคนทรงและขุนพัน จึงได้ชื่อจตุคามรามเทพ ที่ออกมาตรงกันทางจิตของขุนพันกับคนทรงหรือจากคนใดคนหนึ่งครับ

   
ในระยะแรกรูปเคารพเป็นอย่างที่ผมกล่าวด้านบน และก็บางรูปเป็นรูปเหรียญคล้ายยันต์ด้านหลัง บางรูปมียันต์ทั้งด้านหน้าหรือหลัง แต่ด้านหน้ามีรูปเคารพเล็กๆ นั่งในท่าฝ่ามือปิดหน้าอยู่กลางยันต์ แต่ด้วยรูปที่เล็กจึงเหมือนเป็นเพียงเทพรูปเคารพนั่งอยู่  กล่าวนามท่านว่า จตุคามรามเทพ  และจากการสัมผัสกับคนทรงและสื่อสัมผัสทางจิตกับขุนพัน แสดงตนว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ที่รักษาหรือเฝ้าพระธาตุหรือติดตามพระพุทธเจ้า เป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มบุคคล แล้วจินตนาการไปผูกกับรูปเคารพในพระธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช แล้วกระจายความเชื่อศรัทธาแผ่กว้างออกไป

   
เมื่อขุนพันได้เสียชีวิต รูปเคารพของจตุคามรามเทพภายหลังก็เริ่มเปลี่ยน เป็นรูปลักษณ์ที่ อ่อนช้อยสวยงามให้สมกับเป็นพระโพธิสัตว์ จึงผสมผสานเอาจากศิลปะโบราณของผู้สร้าง ที่คุณเมื่อไหรจะหายเหงา กำลังยกมานั้นแหละ แต่มันคนละเรื่องกันนะครับ  

 
และตามที่ผมวิเคราะห์ จตุคามรามเทพ ไม่ได้สืบทอดมาทางศิลปะ หรือประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน  แต่เกิดจากการสื่อสัมผัสของคนทรง และสื่อสัมผัสกับผู้มีคาถาอาคม ที่มีความตรงกันเป็นเหตุให้เกิดความศรัทธาใหม่ขึ้นมา นำไปสู่ความโด่งดังขึ้นในปัจจุบันครับ  หรือกล่าวได้ว่าเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันประมาณ ปี 2528- 2530 นี้แหละครับ ไม่ต้องค้นหาทางประวัติศาสตร์หรอกครับ เพราะจะสับสนหาที่มาที่ไปไม่ได้ทางประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ของรูปเคารพ

   
ถ้ากล่าวตามประสาชาวบ้าน เทพองค์นี้ที่สมมุติชื่อว่าจตุคามรามเทพ หรือเป็นการกระทำของเหล่าบริวารของเทพองค์นี้(ท่านจตุคามอาจไม่รู้ก็ได้) คงมีมากมายและยิ่งใหญ่พอควร ที่กระจายแฝงอยู่บนโลกในพุทธศาสนาในประเทศไทย จึงเกิดกระแสแรงอย่างนี้ขึ้นมาได้ ที่ผมกล่าวนี้ย่อมมีเหตุพออ้างอิงได้ดังนี้

     ถ้าศึกษาพระอรรถกถาเกี่ยวพระไตรปิฎก  ก่อนที่พระมหาโพธิสัตว์ จะลงมาเกิดเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในเวลา 100 ปี จะมีเรื่องโกลาหนให้ทราบก่อน  เกี่ยวกับพระมหาบุรุทและพุทธลักษณ์ 32 ประการ ในโลกมนุษย์ ซึ่งก็สืบทอดมาจากพระพรหมและเหล่าเทพผู้ใหญ่ ผ่านมนุษย์ผู้ที่เป็นฤาษีและนักพรตต่างๆ  แล้วสืบทอดกันในมนุษย์โลก ว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลก

       
แต่นี้อาจเป็นบารมีของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนาที่แฝงรูปอยู่บนโลกก็ได้ แต่บารมีนี้อาจจะบิดเบือนปิดบังพระพุทธศาสนา หรือในอีกแง่หนึ่งอาจส่งเสริมพุทธศาสนาไปอีกทางหนึ่ง ก็ต้องดูทิศทางกระแสนิยมของจตุคามรามเทพต่อไป ว่าจะไปทิศทางไหน?  แต่ผมดูแล้วท่าทางจะหลงลงเหวเสียมากกว่า ถ้าเทพเหล่านั้นเพียงหวังความมีชื่อเสียงอย่างเดียวของกลุ่มตนโดยยกจตุคามรามเทพที่สมมุติขึ้น โดยไม่คำนึงถึงธรรมและพุทธพจน์

       
ผมแสดงความเห็น และวิเคราะห์ให้ดูนะครับ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดนะครับ  ถ้าจะให้แน่นอนต้องสอบถามจากบุตรที่ใกล้ชิดกับท่านขุนพัน ที่อยู่ในเหตุการณ์ของขุนพันที่สื่อสัมผัสทางจิตกับเทพหรือคนทรงคนนั้น ที่ผสมผสานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันกับคนทรงที่สนิทกันนะครับ จึงจะได้ข้อมูลที่ดีขึ้นครับ

จากคุณ : P_vicha - [ 22 มิ.ย. 50 16:22:31 ]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                โดยที่ผมไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่า น้องชายแฟน ซึ่งมีอาชีพขายของมือสอง ได้ขอร้องให้แฟนหาจตุคามรามเทพ ที่เป็นมวลสารที่เป็นของแท้ สัก 4-5 เหรียญ  เพราะเหรียญจตุคามราม ที่แฟนได้มาโดยมีผู้ยัดเยียดให้บวกกับแฟนเคยชอบเก็บสะสมพระเครื่องมาก่อน จึงรับไว้ แต่เมื่อแฟนรู้ว่าผมไม่สนใจเลยค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย   แฟนจึงได้ให้น้องชายและน้องสาวไปคนละองค์ เสียเงิน แล้วต้องให้คนอื่นฟรีๆ เหลือเฉพาะเหรียญโลหะที่หัวหน้าให้ไว้ 

น้องชายเอาไปปล่อยได้ราคาดีเป็นพันบาท  เมื่อน้องชายแฟนเห็นว่า รับจากวัดมาเพียง 3-400 บาท แต่ปล่อยได้เป็นพันกว่าบาท  จึงข้อร้องให้พี่สาว หาให้อีก 4-5 องค์ เพื่อเอาไปปล่อย ด้วยความเป็นพี่สาวก็สงสารน้อง จึงหามาให้น้อง ได้มาถึง 4 องค์ โดยเก็บเงียบไม่บอกให้ผมรู้ กลัวผมตำหนิเอา   

 

            หมายเหตุ   เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงหรือเท็จผมก็ไม่ทราบได้ แต่ได้เป็นปรากฏการจริง แต่เมื่อเกิดขึ้นผมก็ทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้เท่านั้น

 

                แต่พอค่ำวันที่ 22  มิ.ย. 50  แฟนก็บอกผมว่า มีผู้ประสงค์สื่อสัมผัสจิตอย่างแรง  ส่วนผมหลังจากแสดงความคิดเห็นในกระทู้พันทิพ  ก็อยากรู้ที่มาที่ไปแท้จริงจากเทพเหมือนกันของเรื่องจตุคามรามเทพนี้  จึงบอกแฟนว่า “เอาสิ พอดีอยากทราบเรื่องจตุคามรามเทพอยู่เหมือนกัน”หลังจากเมื่องานภายในบ้านลงตัวในวันนั้นแล้ว แฟนก็สื่อสัมผัสจิต  เป็นอันทราบว่า ผู้ที่ประสงค์สื่อสัมผัสจิตอย่างแรง ก็คือเทพต้นเรื่องของจตุคามนี้เอง  การสนทนาขณะสื่อสัมผัสในทำนองนี้(ไม่สามารถจำคำได้ทุกคำ และจัดเรียงประโยคได้ทุกประโยค)

           ผมได้ถามว่า  “ท่านเป็นใคร?”

            เทพนั้นตอบว่า “เราเป็นเทพ ที่เริ่มให้เกิดอุปโหลกสมมุติ องค์จตุคามรามเทพ”

           ผมจึงได้ถามว่า “ดังนั้นท่านคือ จตุคามรามเทพ หรือ?”

           เทพนั้นตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น  คือเราเห็นเจตนาดีของ ขุนพันธ์ ที่จะสร้างวัตถุมงคล ที่เป็นแรงยึดเหนี่ยวศรัทธาของประชาชนชาวนครศรีธรรมราช  เพื่อให้ลดอาชญากรรม การติดยาเสพติดของวัยรุ่น และการลักเล็กขโมยน้อย และเพื่อบำรุง พระธาตุเจดีย์ วัดศรีมหาธาตุ จึงอุปโหลกหรือสมมุติ องค์จตุคามรามเทพ ขึ้นมา ไม่ใช่ตัวของเราเองตรงๆ”

       ผมได้ฟังก็งง ๆ อยู่สักพักหนึ่ง จึงถามย่ำไปว่า “แล้วท่านเอา องค์จตุคามรามเทพ มาจากไหน?”

            เทพองค์นั้นก็บอกว่า “ก็สมมุติขึ้นมา อุปโหลกขึ้นมา”

            ผมจึงถามไปอีกว่า “แล้วทำไม? จึงสมมุติให้ท่านเป็นพระโพธิสัตว์”

       เทพตอบว่า “แม้แต่เราก็ อยากเป็นๆ (พูดช้ำ) อยากเป็นพระโพธิสัตว์  แต่ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่?  จึงสมมุติให้ องค์จตุคามรามเทพ ว่าเป็นพระโพธิสัตว์แท้จริงๆ ขึ้นมา”

        ผมจึงบอกว่า “ท่านรู้ไหมว่า  ตอนนี้กระแสจตุคาม นั้นรุกลามไปทั่วประเทศด้วยความละโมบ ปั่นราคา  แทบมาบดบังพระพุทธเจ้า พระธรรม แล้ว?”

              เทพองค์นั้นตอบว่า “ จุดเริ่มต้นของเราและเจตนาดีของขุนพันธ์  ไม่ได้ต้องการให้เกิดเป็นอย่างนี้ แต่มันเป็นกรรมที่ได้เกิดขึ้นมาเอง ก็เป็นกรรมของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่หลงด้วยอวิชชา ด้วยความโลภ”

            หลังจากนั้นผมก็ได้ถามเทพองค์นั้นว่า “ท่านเป็นใคร?  ชื่ออะไร?  เป็นเทพชั้นไหน?”

         เทพองค์นั้นก็กล่าวว่า “ท่านอย่าได้รู้เลย  แต่รู้เพียงว่า เราเป็นเทพต้นเรื่องของจตุคาม และเจตนาของเราเบื้องต้นไม่ได้เป็นอย่างนี้ กระแสที่กระจายเหล่านี้เกิดขึ้นมากด้วยความมีอวิชชาและความละโมบของคน จนเราเองก็ไม่สามารถกำหนดควบคุมได้เสียแล้ว”

                ความจริงแล้ววันศุกร์ที่ 22 เป็นคืนวันพระ  ตามธรรมดาเทพส่วนมากไม่ค่อยมาสื่อสัมผัสจิตกับมนุษย์ แต่เรื่องของเทพต้นเรื่องจตุคามรามเทพนั้นมาแปลก ยอมทิ้งภาระกิจการบุญกุศลเพื่อมาสื่อสัมผัสโดยเฉพาะ

             หลังจากนั้นผมและแฟนยุติการสื่อสัมผัสทางจิต ทำกิจกรรมตามปกติ  จนถึงวันต่อมา ซึ่งเป็นวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย. 50 ผมและแฟนต่างก็ทำงานบ้านตามปกติ  จนถึงบ่ายๆ วันเสาร์  ก็พอว่างจากงานบ้าน  แฟนก็บอกว่า มีผู้ประสงค์สื่อสัมผัสอย่างแรงอีกแล้ว ผมก็บอกว่าเอาสิ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไรกันแน่?  

                แต่คราวนี้แฟนได้นำจตุคามที่แฟนหาได้มาเพื่อเอาให้น้องชาย ถึง 4 องค์ แล้วบอกให้ผมรู้ ถึงสาเหตุ ที่น้องชายแฟนจะเอาไปปล่อยได้ราคาดีกว่าขายของมือสอง  เพราะสงสารน้อง   ผมก็ อือ....   ทำอย่างไรได้

                  เมื่อทำการสื่อสัมผัสจิต  ก็ยิ้มทักดูเป็นกันเองมากขึ้นกว่าเมื่อคืน แล้วการสนทนาก็เริ่มขึ้นตามทำนองนี้(เพราะผมไม่สามารถจำได้ทุกคำที่พูดและทุกประโยค)

                ผมจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร? ชื่ออะไร?”

                เทพที่มาสื่อสัมผัสก็ยิ้มพูดว่า “เราก็เป็นเทพต้นเรื่องของ องค์จตุคามรามเทพ ที่มาคุยกับท่านเมื่อคืน”

            ผมจึงถามย้ำไปว่า  “แล้วท่านชื่ออะไร คงบอกผมได้แล้วนะครับ”

                 เทพนั้นก็บอกว่า “เราคือ ขัตติคาม”

                ผมจึงชี้ไปที่ เหรียญ จตุคามรามเทพ ทั้ง 4 เหรียญที่กองอยู่ในกล่อง แล้วพูดว่า “ดูสิ ผลของกระแสจตุคามกระจายด้วยความละโมบ  ทำให้ทุกเหรียญ ที่ปลุกเสกขึ้นมา มีโอปาติกะ ที่เป็นเวมาณิกเปรตเกิดอยู่” 

                 ขัตติคามเทพ ตอบว่า “เราไม่ได้มีเจตนาให้เกิดเป็นกระแสอย่างนี้เลย  และก็หาใช่ว่าเหรียญจตุคามรามเทพทุกเหรียญ จะมีโอปาติกะที่เป็น เวมาณิกเปรต เกิดขึ้นทุกเหรียญ  มีโอปาติกะหลายประเภททั้งสูงกว่าและต่ำกว่านี้เกิดอยู่  ขึ้นอยู่กับมนตร์ คาถาและเจตนาที่สร้างนั้นกำกับ”

          ผมจึงพูดว่า “และมนตร์คาถาที่กำกับนั้นสะกดและผูกโอปาติกะที่มาเกิดในเหรียญจตุคาม ให้ต้องกระทำการช่วยเหลือผู้ที่บูชาเหรียญจตุคามรามเทพ ทุกอย่างแม้แต่ไปเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม”

                ขัตติคามเทพบอกว่า “เราไม่ได้มีเจตนาอย่างนี้เลยแต่ต้น  ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมด้วยเจตนาการปลุกเสกสร้างเหรียญ  และทุกเหรียญหาได้เป็นตามที่ท่านกล่าวว่า จะต้องช่วยผู้บูชาเหรียญทุกอย่างแม้จะเบียดเบียนผิดธรรม”

                ผมจึงถามว่า “แล้วเรื่องที่มนตร์คาถาอาคม การปลุกเสก ทำให้โอปาติกะเกิดขึ้น และมนตร์คาถานั้นกำกับบังคับผูกโอปาติกะเหล่านั้นโดยเจตนาไม่เป็นธรรมละท่านจะทำอย่างไร? เพราะท่านเป็นเทพต้นเรื่อง”

               ขัตติคามเทพบอกว่า “นี้แหละเป็นกรรมของสัตว์ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเจตนา ของผู้สร้างที่ไม่หวังให้เกิดธรรมแต่หวังตามกิเลสกันเกินไป”

               ผมจึงถามว่า “แล้วท่านจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้  ท่านแก้ไขไม่ได้หรือ?  เพราะท่านเป็นผู้ต้นเหตุของเรื่อง”       

                ขัตติคามเทพบอกว่า “เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้  เพราะเป็นไปตามกรรม แม้แต่เรากับท่านได้เจอกันพบกันก็เป็นไปตามกรรม”

                ผมจึงถามว่า “แล้วท่านกับผมมีกรรมอะไรร่วมกันมาหรือครับ?”

                ขัตติคามตอบว่า “ก็เพราะคู่บารมีของท่านนำเหรียญ จตุคามรามเทพ มาไว้ที่บ้าน และเราก็จำท่านได้เมื่อ สีบกว่าปีที่แล้ว ท่านเคยไปไหว้องค์เจดีย์มหาธาตุ ที่นครศรีธรรมราช  คงเป็นกรรมนี้แหละที่ให้เราติดต่อกับท่านอย่างรู้รายละเอียด”

                แล้วขัตติคามพูดต่อไปอีกว่า “และขอให้ท่านช่วยโอปาติกะ ปลดปล่อยโอปาติกะที่ถูกกำกับอยู่ในเหรียญใหม่ 4 เหรียญ นั้น เพื่อเป็นการสร้างบุญกุศลกับสัตว์อื่นด้วย”

                 ผมจึงถามย้อนไปว่า “แล้วท่านเอง เป็นเทพต้นเรื่อง ปลดปล่อยเองไม่ได้หรือ?”

          ขัตติคามตอบว่า “เราไม่สามารถทำได้ เราเป็นเทพไม่ได้สร้างบุญกุศลแบบมนุษย์และมีบารมีอย่างเช่นท่าน”

          ผมก็บอกว่า “เอาก็ได้ ผมจะอุทิศส่วนบุญ เผื่อปลดปล่อยโอปาติกะหลุดจากการผูกสะกดด้วยมนตร์คาถา”

         หลังจากนั้นผมก็ทำการอุทิศส่วนบุญ(อ้างบุญกุศล) ให้โอปาติกะเหล่านั้นได้ อนุโมทนาสาธุ  หลังจากนั้นโอปาติกะทั้ง 4 นั้นก็มาสื่อสัมผัส กล่าวคำ “ขอบคุณ ท่านมาก” ถึง 4 ท่าน 

              พอท่านที่ 5 เข้ามา สื่อสัมผัสจิต ผมคิดว่า เป็นขันติคามเทพ จึงพูดว่า “ท่านเป็นขัตติคามเทพใช่ไหม?” 

                เทพใหม่ตอบว่า “เราไม่ใช่ขัตติคามเทพ ที่เป็นเทพต้นเรื่อง เราเป็น รามเทพ ที่เป็นเทพคู่กับขัตติคามเทพ ที่เป็นรูปปั้นคู่กันที่องค์เจดีย์พระธาตุ  มาขอขอบคุณท่านที่ได้ช่วยโอปาติกะเหล่านี้ ที่เป็นผลพ่วงจากเราทั้งสอง”

                ผมตอบ “ครับ ....  อย่างนั้นผมก็ขอสนทนากับขัตติคามเทพต่อ เพราะเป็นต้นเรื่องเหล่านี้”

                ขัตติคามเทพมาสื่อสัมผัส แล้วพูดว่า “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยโอปาติกะทั้ง 4 นี้”

               ผมพูดว่า “แต่เหรียญจาตุคามรามเทพนั้นผลิตและปลุกเสกขึ้นมากมายเป็นแสนเป็นล้าน แล้วท่านจะทำอย่างไร?”

          ขัตติคามเทพก็บอกว่า “ก็เป็นไปตามกรรมของสัตว์ เราไม่สามารถทำอะไรได้”

                ผมก็นึกขึ้นมาตามประสาหาทางแก้ แล้วพูดว่า “อย่างนั้นขอให้พระอินทร์ ท่านช่วยปลดปล่อยสิ”

           ขัตติคามเทพก็บอกว่า “พระอินทร์คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่กิจของท่าน”

                 ผมก็บอกว่า “อย่างนั้นก็ให้เท้าจาตุโลกบาลทั้ง 4 ช่วยสิ”

                 ขัตติคามเทพก็บอกว่า “เท้าจาตุคามโลกบาลทั้ง 4 ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่กิจของท่าน”

          ผมจึงพูดว่า “ก็คงไม่มีใครช่วยได้ สิ ครับ?”

          ขัตติคามเทพก็พูดว่า “ก็ท่านนั้นแหละพอช่วยได้”

          ผมก็เอะ!  แล้วพูดว่า “ก็ไม่น่าจะใช่กิจของผมนี้ครับ”

          ขัตติคามเทพก็พูดว่า “กิจของพระโพธิสัตว์คือเมตตาช่วยเหลือสัตว์ที่พอช่วยได้ไม่ใช่หรือ?  จึงเป็นกิจของท่าน”

                 ผมก็คิด เอาก็เอาจริงไม่จริงไม่รู้  แล้วคิดว่าจะช่วยอย่างไร? ได้ข้อสรุปจะช่วย 2 ข้อ

                 แล้วผมพูดว่า “อย่างนั้นที่ต้องช่วยมี สองอย่างคือ 1.ช่วยให้หลุดพ้นจากการสะกดของการปลุกเสกที่ไม่เป็นธรรม  2.ถ้ายังไม่หลุดพ้นจากการสะกดมนตร์คาถาขอให้มนตร์คาถาที่บีบบังคับให้กระทำในสิ่งที่ผิด ธรรมจงไม่มีผล”

          หลังจากนั้นผมก็ได้กระทำสิ่งที่เห็นควร โดยผ่านทางท่าน ขัตติคามเทพ และรามเทพ ไปยังเหรียญจตุคามรามเทพต่างๆ ไปตามกำลัง ตามที่สามารถ ตามสองข้อที่เสนอ ก็มีผู้มากล่าวสาธุ และขอบคุณ เป็นระยะๆ ๆ ในตอนนั้น

แต่ก็หาช่วยได้ทั้งหมด ตามที่ ขัตติคามเทพ บอกให้ทราบ  แต่ช่วยได้แค่นี้ ขัตติคามเทพก็พอใจ กล่าวว่า “ก็เป็นบุญกับสัตว์เหล่านั้นมากแล้ว”

หลังจากนั้นก็สนทนากัน ขัตติคามเทพ และรามเทพ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ท่านทั้งสองเป็นเทพที่เกิดในพุทธศาสนา หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เป็นเทพชั้นจาตุมหาราชิกา  เป็นเทพบนอากาศไม่ได้สิงสถิตอยู่ที่รูปปั้นของท่านทั้งสองที่อยู่ที่พระธาตุเจดีย์ แต่ท่านมีหน้าที่ดูแล และปกป้องช่วยเหลือผู้ที่ศรัทธาบูชาพระธาตุตามกำลังตามฐานะกรรมของผู้ศรัทธานั้นๆ  ดังนั้นเจตนาเริ่มแลกของการก่อให้เกิดการสร้างองค์จตุคามรามเทพนั้น เป็นเจตนาที่บริสุทธิ์  เพื่อผูกศรัทธาต่อประชาชนชาวพุทธ ในนครศรีธรรมราช ต่อเมืองนครและวัดพระมหาธาตุเจดีย์ เพื่อให้อยู่ในศีลธรรม

หลังจากนั้นก็จบการสื่อสัมผัสจิตสนทนากัน

หมายเหตุ ในการสนทนากัน ผมเรียกชื่อ ขัตติคามเทพ ผิดหลายครั้ง  เป็น ขันตุคามบ้าง เป็นขันติคามบ้าง เป็นขัตตุคามบ้าง ท่านต้องท้วงย้ำทุกครั้งว่า ท่านชื่อ ขัตติคาม เพื่อไม่ให้เรียกชื่อผิด 

 

เหตุการณ์ข้างบนนั้นได้เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะได้ดู รายการ จับประเด็นข่าว(จำชื่อรายการไม่ได้) ของคุณสรยุทธ์ ทางช่อง 3 เวลา 23.00 น ของวันที่ 23 มิ.ย. 50 เมื่อได้ดู คู่กรณีในข่าว คือทนายความของขุนพันธ์  กับนายกการสร้างองค์จตุคามรามเทพ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ทางทรัพย์สินทางปัญญาที่ขุนพันธ์ จิตนาการขึ้นมาที่จดลิขสิทธิ์ไว้  และเจตนาของขุนพันธ์ในการสร้างองค์จตุคามรามเทพ

 ผมจึงถึงบางอ้อ.......   สิ่งที่ผมวิเคราะห์ในกระทู้พันทิพ นั้นถูกต้องเป็นส่วนมาก ทั้งที่ไม่ได้รู้รายละเอียดมาก่อน    ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะขุนพันธ์ กับคนทรง และ เทพ ในพุทธศาสนาของพระเทศไทย  คือไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาจากเทพ อินดู หรือมหายาน  ที่นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ไปไม่  

  และผมยังรู้สึกขำที่  ทนายกล่าวว่า คนทรง(เทพมาทรงแล้ว) เรียกขุนพันธ์ว่า “ไอ้หนวด”  และอนุญาตให้เริ่มสร้างองค์จตุคามรามเทพ ได้ ในสมัยของขุนพันธ์

 

  จบเพียงแค่นี้เรื่อง องค์จตุคามรามเทพที่เป็นกระแสอยู่ จนกระทบถึงผมอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้


               
เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม อาจจะเป็นผลจากการกระทำข้างบนก็ได้ มีดังนี้
      ถ้า 2 ข้อ ที่ได้ทำการช่วยเหลือมีผล เมื่อ วันที่  23 มิ.ย. 50 คือ
       1.
ช่วยให้หลุดพ้นจากการสะกดของการปลุกเสกที่ไม่เป็นธรรม  
       2.
ถ้ายังไม่หลุดพ้นจากการสะกดมนตร์คาถาขอให้มนตร์คาถาที่บีบบังคับให้กระทำในสิ่งที่ผิดธรรมจงไม่มีผล
    
ผมก็พอใจแล้ว  และเมื่อได้อ่านกระทู้นี้จากเว็บพันทิพผมก็รู้สึกดี

ดับไปอีกหนึ่ง กับผู้ปลุกเสกจตุคาม

วันนี้ลงข่าวหน้า1ไทยรัฐ พระชื่ออะไรจำไม่ได้ ที่ในอดีตเคยเป็นโจร
ครั้งก่อนเป็นที่ฮือฮา ปลุกเสกจตุคามจนลอยออกจากบาตร
ครั้งนี้ มีการบอกล่วงหน้าว่าจะปลุกเสกจนน้ำมนต์เดือดปุดๆ จนพุ่งทะยานจากบาตร
สาธุชนผู้นับถือ แห่กันไปดูเพียบ หวังเห็นอภินิหาร
แต่...วันนี้หลวงพ่อนั่งบริกรรมคาถากว่า10นาที น้ำมนต์ไม่เดือดสักที สุดท้ายก็ไม่เดือด ทำชาวบ้านเสียเที่ยว โดยลูกศิษย์ให้การว่า หลวงพ่อเหนื่อยอ่อนเพลีย คาถาจึงไม่ขลัง

เป็นอันว่าปิดฉากไปแล้วหนึ่งราย

...........

ปล.หวังว่ากระทู้นี้คงไม่โดนลบ

จากคุณ : หมวย เรเควี่ยม - [ 27 มิ.ย. 50 20:22:35 ]

 

 

          และความเห็นนี้

 

ความคิดเห็นที่ 5

ดูจากรายการเบื้องหลังช่อง 5 เมื่อคืน เห็นว่าพระรูปนั้นท่านคืออดีตเสือดำ ขุนโจรร่วมสมัยกับเสือใบและเสือมเหศวรนี่ครับ เมื่อคืนมาออกรายการทั้งสามท่าน อายุก็ 80 ขึ้นทั้งนั้น มีเสือมเหศวรนี่อายุมากกว่าเพื่อน 95 ปี

จากคุณ : [[Joachim]] - [ 28 มิ.ย. 50 17:57:24 ]

 

             เมื่อความดังที่ไม่เป็นธรรมด้วยมนตร์ดำ หรือทำให้เชื่ออย่างผิดๆ  ไม่มีผลไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ   กระแสความลุ่มหลงก็จะน้อยลงไป แล้วก็จะชาไปเอง
    
แต่ข่าวสารต้องมีการชี้แจงให้เห็นบ่อยๆ ทั้งการชี้ให้เห็นเรื่องการเกิดดวงๆ ในกล้องถ่ายรูปดิจิตอล อธิบายให้ทราบได้ทางวิทยาศาสตร์  ก็จะทำให้กระแส หลงเชื่อผิดๆ ดับไปเองอย่างรวดเร็วขึ้น

 

 แต่ท่าทางกระแส จตุคามรามเทพ จะมีกระแสเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงยั้งไว้ไม่อยู่แล้วครับ ดังความเห็นต่อไปนะครับ 

 

เก็บความคิดเห็นที่ 28 : (Vicha)

แจ้งลบ | อ้างอิง |

 

    เมื่อวานมาอีกแล้วครับ  พอดีเมื่อวานผมลางานอยู่บ้านทั้งวัน ตกเย็นแฟนกลับจากที่ทำงาน ก็บอกว่าได้ จตุคามฟรีมาอีก 1 เหรียญ รุ่นทรัพย์ยื่นยง จากงานศพ  ยื่นให้ผมดู ผมก็รับไว้

     
ท่าทางเหรียญจตุคาม คงมาหาผมอีกเยอะเน๊อะ  ความคิดผมก็แวบว่าเดี๋ยวว่างๆ  ลองเช็ดดูว่า เหรียญนี้เป็นอย่างไร
      
      
ตกดึก จึงสื่อสัมผัสโอปาติกะที่เหรียญดู  ก็ไม่มีอะไร  หลังจากนั้นโอปาติกะประจำบ้าน ก็บอกว่า เหรียญนั้นไม่มีโอปาติกะอยู่  เพราะเป็นการปลุกเสกที่เป็นพุทธคุณอย่างเดียว เหมือนการปลุกเสกพระเครื่องทั่วไป ไม่ได้เป็นการปลุกเสกที่บีบบังคับให้โอปาติกะไปอยู่ หรือให้เกิดอยู่
      
หลังจากนั้น จึงจบการสนทนา   เป็นอ้นว่าเหรียญจตุคามผ่านเข้ามาในบ้านผม ถึง เก้า เหรียญ แล้ว   และก็คงอาจจะมีมาอีก เพราะเริ่มจะเข้าสู่ยุคการแจกฟรีในงานบุญกุศล

      
เมื่อเริ่มเข้าสู่การสร้างเพื่อการแจกฟรีในงานบุญกุศลเหมือนกับวัตถุมงคลทั่วไปของผู้เชื่อหรือศรัทธา   ก็เป็นการเข้าสู่ยุคประสมประสานความเชื่อ กับการศรัทธาในพุทธศาสนารวมเข้ากันอย่างกลมกลืนยิ่งขึ้น

      &nbs