เรื่องพิเศษพิสดารเพิ่มเติม
เมื่อรู้ว่า ยังอีกสามสมัย
ยังอยู่ไกลถึงแสนมหากัป
จึงน้อมใจสันโดษและระงับ วางใจดับปรารถนาผู้ติดตาม
เพราะยังมีพุทธศาสตร์ดำรงอยู่
มีครูผู้สอนธรรมพ้นจากกาม
ให้เขาเหล่านั้นวิมุตหลุดพ้นตาม
พุทธญาณในกาลปัจจุบัน
จึงไม่ควรโน้มน้าวกล่าวชักชวน
ธรรมล้วนล้วนนั้นเหละจะจัดสรร
เมื่อยังไม่พ้นวาสนาต้องกัน
บารมีนั้นย่อมนำทาง
หาได้ล่วงเลยจากสมัยเรา
ด้วยบารมีเขาเข้าสู่ทาง
เมื่อให้ธรรมกิเลสย่อมเบาบาง
เขาย่อมถางกิเลสนั้นจนสิ้นไป
ปัจจุบันเพียงให้ธรรมเป็นทาน ให้สืบสานอยู่ในธรรมไม่ไถล
เกิดปัญญาในธรรมไม่ห่างไกล
ให้พ้นภัย สู่ทางสุขคติ
เทพเทวามากมายมีวาสนา
ร่วมชาติกันมาสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
รู้ตนด้วยอภิญญาความเป็นทิพย์
มาสถิตอธิษฐานร่วมสร้างบารมี
ทั้งที่ผมเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ไปร่วมกิจกรรมที่ใด จึงไม่มีคนรู้จักเพิ่ม
และไม่แสวงหาโอกาสที่จะทำทั้งที่สามารถทำได้
เรียกว่าแช่แข็งตัวเองมาสิบกว่าปีแล้ว ทางสังคมโลก...
แต่สิ่งที่ไม่ใช่คนกลับประสงค์มากล่าวมาสนทนา
บ้างมากล่าวในสิ่งที่ปรารถนาให้รับรู้ต่อหน้าด้วยความเชื่อความศรัทธา ทั้งเดี่ยวและร่วมกลุ่ม
จนมากมายเกินเรือนล้านไปเท่าใดแล้วก็ประมาณไม่ได้
เพราะบางกลุ่มรวมกันไม่รู้กี่พันกี่หมืนกี่แสนท่านโดยมีผู้ปกครองเป็นผู้นำ
ส่วนที่มาปรารถนาทั้งร่วมกลุ่มอธิษฐานตามกัน
และกล่าววาจาอธิษฐานโดยการสื่อสัมผัสโดยตรง ตามที่ท่านเหล่านั้นปรารถนา
นั้นก็มากมายเกินเรือนแสนไปแล้วในขณะนี้
แล้วเทพเทวดาก็ยังบอกให้ทราบล่วงหน้าว่า จะยังมีมาอีกมากมายหาได้หมดหรือหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ..
ส่วนผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่มีญาณที่ไปเห็นเขาเหล่านั้นได้
เพียงแต่สนทนากันได้เท่านั้น ก็ย่อมไม่ปักใจเชื่อไปยึดมั่นและถือมั่น ก็กลัวว่าตัวเองจะหลงตัวหลงตนไปเหมือนกัน
ก็เตือนสติตนเองบ่อยๆ และจะไม่โน้มน้าวชักนำหรือวางใจอยากปรารถนาไปในสิ่งที่ให้เขามาเชื่อและศรัทธาเรา
และพยามเพลาๆ สิ่งเหล่านั้น สนทนาธรรมถามตอบธรรมอย่างเดียว และทำตัวปกติให้เห็นว่า
เรามีกามราคะอยู่นะ ศีลเราก็หาได้ดีแค่ไหน ญาณก็หาได้มีได้รู้อะไรมาก
เป็นมนุษย์มีฐานะธรรมดาผู้หนึ่ง ใจก็ขวางๆ ให้เขาไปปฏิบัติธรรม ศรัทธาในพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์
แต่เหมือนกับว่าไม่มีผลต่อผู้ที่ประสงค์ปรารถนาเลย
กลับได้รับคำตอบจากท่านเหล่านั้นทำนองนี้ว่า "พวกเรารู้
รู้ว่าฐานะการเป็นมนุษย์ของท่านนั้นต่ำต้อยกว่าเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายต่างก็ปฏิบัติธรรมอยู่
ศรัทธาในพระรัตนตรัยมั่นคงอยู่ แต่ความปรารถนานั้นมีอยู่
อานิสงค์และมหากุศลที่ทำให้เกิดการปรารถนามีอยู่
จึงเกิดปีติและประสงค์ปรารถนา ต่อหน้าท่าน
ซึ่งโอกาสที่จะประจวบเหมาะอย่างนี้มีน้อยมากๆ ท่านจงอย่าได้ขัด จงอย่าได้ห้าม
จงอย่าได้ปรามพวกเรา รวมทั้งพวกเขาเหล่านั้นเลย"
ผมจึงปล่อยเลยตามเลย นั่งสาธุๆ และสาธุ กับสิ่งที่เขาเข้ามาปรารถนาไป
เป็นอันว่าไม่ใช่ผมแล้วแหละที่อยากแล้วไปโน้มน้าวทำให้เขาเหล่านั้นมาศรัทธาผม
จนผมหลงผิดเพี้ยน
แต่กลับกลายเป็นว่าผมกลัวตัวเองหลงที่ท่านเหล่านั้นถาโถมความศรัทธาเข้ามาอย่างมากมาย
แล้วสำคัญผิดกับสิ่งเหล่านี้จนดำรงอยู่ได้อย่างไม่เป็นปกติ
ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่า เอ.. แฟนเรามีส่วนผิดปกติอยู่หรือเปล่า? ผมคิดมานานแล้วแหละ
แต่ไม่เคยปริปากออกมากลัวแฟนคิดมาก แต่ผมก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
ก็อารมณ์ดีอารมณ์ร้ายเหมือนผู้หญิงปกติทั่วไป ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง ทางความคิดและความเป็นอยู่ จึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่ระยะหลังปีสองปีแล้ว แฟนก็บอกว่าเดียวนี้เขาชอบพูดกลับกัน หรือตกหายไป
เช่น จำนวน "สิบพันล้าน" ใจก็คิดว่าพูดสิบพันล้าน แต่พอพูดออกมา เป็น
"สิบล้าน" ซึ่งจะมีผลต่อแฟนในเรื่องการบรรยายทางวิชาการ
เมื่อหลายวันก่อนประมาณเดือน ธันวาคม 2550 แฟนได้ไปหาหมอตรวจร่างกายตามปกติ
แล้วบอกหมอว่าตนเองมีอาการดังข้างบน หมอจึงจับทำการ ทีทีสแกนสมอง
อย่างละเอียดทุกส่วนเลยได้ฟีมส์กลับบ้านมาหลายเชียวแหละ ว่ามีส่วนใดที่ผิดปกติบ้าง (ส่วนผมก็ลุ้นๆ
อยู่เหมือนกันต้องการพิสูจน์อยู่เหมือนกันว่า ที่สื่อสัมผัสกันอยู่นั้น
ที่ผ่านมาจะเกี่ยวกับการผิดปกติของเนื้อสมองหรือเส้นเลือดในสมองหรือเปล่า
เพราะถ้าผิดปกติเรื่องผ่านมาของการสื่อสัมผัสจำต้องยุติ)
สรุปผลออกมาว่า ทุกอย่างทางกายภาพของสมองไม่มีส่วนใดผิดปกติเลย
ผมก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่จะกล่าวว่าเป็นเหตุจากสภาวะทางจิตที่ผิดปกติ
ก็คงไม่ใช่เพราะเขาก็เป็นปกติอย่างนี้มาแต่ตัน ทำงานอยู่ในสังคมได้ปกติ
ที่เหลืออยู่คือสารเคมีในสมอง
หมอจึงให้ยาการปรับสารเคมีในสมอง แฟนก็ทานยาเป็นปกติ กินยาแล้วน่าจะสื่อสัมผัสไม่ได้
ถ้าเกี่ยวกับสารเคมีในสมอง แต่ยังมีผู้สะกิดแฟนเพื่อประสงค์สื่อสัมผัสก็ยังสื่อสัมผัสได้อย่างปกติเหมือนเดิม แถมแฟนบอกว่า
ไม่ได้คิดหรือนึกเลยก็พูดโปล่งออกมาเองไวขึ้น(ตอบโต้เองตามอัตโนมัติ)
ตามที่ได้ถามตอบกับผม โดยที่ใจเขาแยกอยู่ต่างหาก
เป็นอันว่า
การสื่อสัมผัสได้นั้น ไม่ได้เกิดจาก
1. การผิดปกติของเนื้อสมองหรือเส้นเลือดในสมอง
เพราะผ่านการทีทีสะแกนสมองอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ได้ฟีมส์มาบานเลย
2. การผิดปกติของสารเคมีในสมอง ก็ได้รับทานยาปรับสารเคมีในสมองแล้ว ก็ไม่มีผลต่อการสื่อสัมผัส
กลับไวขึ้นเสียอีก
3. ความผิดปกติทางจิต ก็อารมณ์ความคิด
การดำรงในสังคมทั้งการงานและการเข้าสังคมก็เป็นปกติ
แล้วการสื่อสัมผัสกับสิ่งที่ไม่ใช่คนกับเหตุการณ์ของผมนั้นจริงหรือเท็จกันแน่? ....
ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ....
ในครั้งหลัง ผมได้ถามเทพเหล่านั้น ว่าทำไม? จึงมีเทพหรือโอปาติกะ
มากล่าววาจาปรารถกับผมมาก ทั้งที่ผมเองก็ไม่เป็นที่รู้จักของมนุษย์ เป็นเพราะอะไร?
เทพเหล่านั้นตอบว่า เพราะเทพเทวดามี
1.ญาณรู้ที่ดีกว่ามนุษย์
2.รู้ที่มาที่ไปตั้งแต่ต้น 3.
มีญาณรู้ถึงความปรารถนาของตนเองถูกต้องและดีกว่า ความลังเลจึงมีน้อยกว่า 4.
รู้ถึงฐานะหรือโอกาสที่พอเหมาะอย่างนี้เกิดขึ้นได้ยาก
ดังนั้นผมก็คงมีเรื่องเล่าให้ฟัง สนุก ตื่นเต้น น่าติดตามกันต่อไป ......
ดังเรื่องข้างล่าง
เรื่องพิเศษ กระทู้มุ่งสู่พุทธภูมิ
ที่เก็บไว้ได้ (ที่ลานธรรมข้อมูลได้หายไปมากส่วน)
เรื่องพิเศษ เมื่อเกิดมีพระอินทร์ปกครองชั้นดาวดึงส์ถึงสามองค์ (เป็นข้อมูลใหม่ )
เรื่องพิเศษ จำนวนโอปาติกะ
ผู้ตั้งสัจจะอธิษฐาน
เรื่องพิเศษ เมื่อพญามารขัดขวางและทักท้วง (เป็นข้อมูลใหม่)