( กด  <-  back มุมบนซ้าย กลับที่เดิม )

      เชิญอ่านเลยครับ ให้ถือว่าเป็นเรื่องสนุกๆ อ่านแล้วเพลิดเพลินเท่านั้นนะครับ อย่าไปคิดอะไรให้มากนะครับ กลัวอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่ออ่านแล้วเกิดปัญญาแตกพล่าน สงสัยไม่จบสิ้น ความผิดกลายเป็นของผมไปอีก เรื่องมีดังนี้

      วันนี้ได้โอกาส ว่างๆ อยู่จึงนั่งนึกทบทวนวันที่ได้ไปเที่ยวเมื่อวันที่ 3 - 4 ธันวาคม พ.2548 กับเรื่องสิ่งที่ไม่ใช่คน แล้วบันทึกไว้
เริ่มเรื่อง ผู้ที่เริ่มต้องการไปเที่ยวคือภรรยาของผม และมีผู้สนับสนุนคือลูกชาย สำหรับผมหรือ? ไปหรือไม่ไปก็ได้ สำหรับลูกสาวนั้นไม่อยากไปเท่าไหร เพราะพึ่งกลับจากการเข้าค่ายเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็เกิดการงอนกันอยู่พักหนึ่ง ผมก็เลยบอกให้ฟังว่า ถ้าจะไปไหน ก็บอกมาผมจะขับรถพาไป ก็เป็นการตกลงกันว่าจะไปเที่ยวทางจังหวัดอยุธยา ถ้าค่ำในตัวเมืองก็นอนโรงแรม ถ้าไม่ค่ำก็ขับรถไปนอนบ้านน้องชายภรรยาที่ท่าหลวง ก็เป็นที่ตกลงกันประมาณ 2 วันก่อนที่จะไปเทียว
       
ก็มีเรื่องจนได้ ไม่รู้ว่า เช้าหรือค่ำ ก่อนวันไปหนึ่งวัน ภรรยาก็รู้สึกสะกิดๆ ใจเหมือนมีผู้ต้องการมาสื่อสัมผัส ปกติการสื่อไม่ได้สื่อสัมผัสแบบพร่ำพลือ เพราะบางครั้งห่างเป็นอาทิตย์ บางครั้งห่างเป็นเดือน จึงจะไดสื่อสัมผัสเพราะมีเหตุ ซึ่งเหตุนั้นมีอยู่ 2 เหตุคือ
       1.
ผมและภรรยาประสงค์จะสื่อสัมผัส และเหตุที่ 1 นี้น้อยและไม่ค่อยมีแล้ว
       2.
โอปาติกะเองประสงค์มาสื่อสัมผัส แต่ไม่ใช่ว่าโอปาติกะทุกท่านจะเข้ามาสื่อสัมผัสได้ เพราะโดนกันโดนตรองออกไปส่วนหนึ่ง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเป็นระบบของโอปาติกะในกลุ่มนั้นจัดกันเอง
       
ส่วนลูกทั้งสองและคนอื่นในครอบครัว ผมและภรรยากันไว้ไม่ให้มารู้เรื่องกิจกรรมนี้และผมก็ไม่เคยเล่าให้ลูกหรือคนในครอบครัวฟัง ก็มีแต่ในอินเตอร์เน็ตนี้แหละที่ผมเล่าให้ฟัง และผมก็รู้หรือเข้าใจไปเองว่า เมื่อลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยหรือจบระดับปริญญาตรีแล้ว ลูกก็ต้องมาเริ่มอ่านและศึกษางานของผมเป็นเวลา 1 หรือ 2 ปี เองโดยที่ผมไม่ต้องไปยัดเหยีอดอะไร
      
บรรยายเรื่องอื่นเสียยาว มาเริ่มเรื่องต่อดีกว่า เมื่อมีผู้มาสะกิดใจแรงพอที่จะสื่อสัมผัส จึงปิดห้องแล้วสื่อสัมผัส (นิ่มๆ นะครับ ไม่ได้ชักดิ้นชักงอ หรือสั่นๆๆ หรือมีอาการกระตุกหรือเกร็งแบบที่เห็นกันทั่วไป) ปกติเมื่อเริ่มสื่อสัมผัสแล้วมีโอปาติกะบางส่วน(เน้นบางส่วน) ก็พนมมือแล้วไหว้ แบบถวายบังคม 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ก้มลงกับพื้น ผมก็มีความสงสัยมานานว่าแอ่ะ เขาไหว้อะไร? หรือเขาไหว้เราเพราะเขาหันหน้ามาทางเรา ส่วนตัวเราก็ไม่เห็นมีดีอะไร? ไปกว่ามนุษย์ธรรมดา เก็บความสงสัยอยู่นานเหมือนกัน(หลายปี) มีอยู่ครั้งหนึ่งจึงตัดสินใจถาม เมื่อผู้มาสื่อสัมผัสไหว้เสร็จว่า
    "
ท่านไหว้อะไร? หรือใคร? หรือผม?"
    
โอปาติกะ(เทพ) ตอบ "เรา ไหว้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์"
    
ผมก็กล่าวว่า "อย่างนั้นเองหรือ" โล้งใจนึกว่าต้องหลงตัวเองอีกแล้ว
       
แต่การที่โอปาติกะ(รวมเปรตไปด้วย) ไหว้ผมโดยตรงก็มีอยู่เหมือนกัน ก็ตอนอุทิศส่วนบุญมีบางส่วนเปลี่ยนภพ ก็เข้ามากราบมาไหว้เลยก็มี ก็มีบางส่วนที่เข้ามาสื่อสัมผัสไม่ได้ไหว้อะไรเลยเพียงแต่ยิ้ม หรือหน้าบึ้ง หรืออารมณ์ฉุนเฉียว หรือเศร้าสร้อย หรือแบบเออไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือสีหน้าทักทายแบบปกติก็มี แล้วค่อยๆ พูดกันสนทนากันตามแต่ละกรณี
      
เอาอีกแล้วผมรายยาวอีกแล้ว มาเข้าเรื่องจริงๆ เสียที เมื่อโอปาติกะมาสื่อสัมผัส ก็พนมแล้วไหว้ไม่ได้ถวายบังคม ผมจึงถามไปว่า
    "
ท่านมีเรื่องอะไรหรือครับ? "
    
โอปาติกะตอบว่า "เราได้ยินว่าท่านจะไปเที่ยวหรือ?"
     
ผมตอบว่า "ใช่ครับ"
     
โอปาติกะกล่าวต่อไปว่า "เรารู้ว่าท่านต้องได้ไปทำบุญใหญ่แน่เลย"
     
ผมพูดต่อไปว่า "ผมเองก็ไม่รู้เลยว่าจะไปทำบุญหรือเปล่า กะว่าจะขับรถเทียวไปเรื่อยๆ"
    
โอปาติกะกล่าว "เราแน่ใจว่าท่านไปเที่ยวท่านต้องได้ทำบุญใหญ่แน่เลย เราจึงประสงค์จะติดตามท่านไปด้วย"
     
ผมเลยถามว่า "แล้วท่านเป็นเทพอยู่ที่ไหนครับ"
     
โอปาติกะตอบว่า "เราอยู่ที่รูปพระบนโต๊ะหมู่ของท่าน"
     
ผมจึงตอบว่า "อย่างนั้นถ้าท่านต้องการไปด้วยผมก็อนุญาต"
     
เทพโอปาติกะกล่าวต่อไปว่า " แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปเพียงผู้เดียวนะ เขาต้องการไปทั้งหมด เอ ทั้งหมดทั้งบ้านเลยนะ"
     
ผมกล่าวว่า "โอ้ อย่างนั้นเชียวหรือ... ก็ได้ผมอนุญาตให้ไปทั้งหมดเลยครับ ขอให้ท่านติดตามไปได้เลยในวันพรุ่งนี้ผมไม่ต้องเชิญอีกที่นะครับ แต่ผมไม่รับรองนะครับว่าจะได้ทำบุญหรือเปล่า เพราะมีเจตนาเพียงไปเทียวเรื่อยๆ"
        
หลังจากนั้นก็จะยุติการสื่อสัมผัส แต่ผมยังมีเยื้อใยหรือเป็นห่วง เรื่องเทพลูกสุนัข กับเหล่าเทพบริวารที่ไม่ยินยอมและมีอคติอย่างมากต่อเทพลูกสุนัก ซึ่งทำให้เทพบางท่านซึ่งกำลังจะหมดบุญและเกิดความขัดเคืองต่อเทพลูกสุนัข ว่าไม่มีปัญญาสอนธรรมและปกครองได้อย่างละเอียดเหมือนผู้ปกครองเก่า และซึ่งตัวเขาเองก็มีปัญญาเสมอหรืออาจมากกว่า และเคยปกครองกันเองมาอย่างสงบสุขได้ จึงเกิดอคติและไม่ย่อมรับฟังเทพลูกสุนัข แต่ไม่ใช่เป็นการตกเถียงกันเหมือนมนุษย์โลก แต่ด้วยการเพ่งโทษกันและกล่าวไม่ดีบ้างใจจึงขุ่นมัวเมื่อยามหมดบุญจุติ จึงไปเกิดเป็นเปรตเลยก็มีเมื่อหลายเดือนมาแล้ว จนมีเทพที่เป็นพระอริยะ(กระดากจังไม่อยากพิมพ์ลงไป แต่ก็จะพิมพ์ตามข้อมูลที่ได้ทราบ) กล่าวตำหนิเทพทั้งหลายแบบดุๆ ว่า
      "
พวกท่านทั้งหลายชั่งโง่กันจริงเป็นถึงเทพเทวดาอยู่บนสวรรค์ ปัญหาแค่นี้ก็แก้กันไม่ได้ ต้องให้เดือนร้อนถึงมนุษย์ ซึ่งว่าตามฐานะนั้นต่ำกว่าเยอะ เป็นเทพเทวดาประสาอะไร?"
      
ผมคิดว่าคงทำให้เทพบางส่วนที่ขุ่นเคืองอยู่คงได้คิดและวางใจลงไปได้บ้าง แล้วเทพอริยะท่านก็สอนต่ออีกว่า "เป็นเทวดานั้นใจต้องสูงอยู่แล้ว มานะทิฏฐิควรลดลงบ้าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเมื่อหมดบุญจุติพาลตกนรกลงอบายได้ง่าย"        ท่านสอนและตำหนิไปเยอะแต่ผมจำไม่คอยได้แล้ว หลังจากนั้นท่านก็ยุติการสอนเทพ แล้วท่านก็หันมาสนทนากับผมด้วยสำเนียงดีปกติว่า "ว่าไง โยม พอดีอาตมาผ่านมาทางนี้ เห็นว่าเทวดาเหล่านั้นมีทิฏฐิมานะต่อกันพาลให้ตกลงอบายได้ง่าย เลยเข้ามาตักเตือน"
      
ผมก็แปลกใจว่าท่านเป็นใคร(ตอนแรกยังไม่รู้) จึงถามว่า "ท่านเป็นใครครับ? บอกให้ผมทราบด้วยจะได้คุยกันถูกฐานะ"
      
ท่านตอบว่า "อาตมาเป็นพระ จะกล่าวว่าเป็นพระอริยะก็ได้ก็แล้วแต่นะ"
      
ผมจึงถามท่านว่า "แล้วปัญหาของเทพเหล่านี้จะแก้กันอย่างไรต่อ?"
      
ท่านตอบว่า "โยมอย่าได้ขุ่นข้องหมองใจเลย มันเป็นกรรมของพวกเขาเหล่านั้นเอง ที่มีเหตุการณ์ให้ต้องเกิดมานะทิฏฐิต่อกัน จนบางท่านต้องไปลงอบาย และที่อาตมา มาตำหนิเพื่อให้เห็นและคลายมานะทิฏฐิก็ได้เพียงบางส่วนเอง แต่ก็มีบางส่วนที่ยังเดื่อรันอยู่ มันเป็นกรรมของพวกเขาเอง อาตมาคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้"
     
หลังจากผมก็สนทนาเรื่องทั่วไปกับท่าน แต่ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว และตอนสุดท้ายผมก็บอกกับท่านว่า "ผมจะลองติดต่อกับเทพที่ไม่คลายมานะทิฏฐินั้น เผื่อผมช่วยเขาได้บ้าง"
     
ท่านก็กล่าวว่า "เอาก็ลองดู แต่ถ้าไม่ได้ผลท่านอย่างเศร้าหมองก็แล้วกันนะ" (ท่านตอบเหมือนรู้ แต่ผมคิดว่าถ้าผมเคยเป็นเจ้านายเก่าของพวกเขา ผมพูดเขาต้องรับฟัง เพราะปัญหาหนักๆ กว่านี้ผมก็เคยแก้ปัญหาไปได้มาแล้วหลายครั้ง)
     
หลังจากนั้นท่านก็จากไป จึงทำการสื่อติดต่อกับกลุ่มเทพที่ยังไม่มีความยินยอมอ่อนต่อเทพลูกสนัขนั้น เข้ามาสื่อสัมผัสแบบคนมีความขุ่นโกรธ หน้านี้บึ้งเชียว ผมจึงถามว่า " ท่านมาแล้วหรือ?" เทพผู้มาสื่อก็แต่เพียงพยักหน้าแบบยังไม่พอใจ
     
ผมจึงถามต่อไปว่า "ท่านยังไม่ยอมรับเทพผู้ปกครองใหม่หรือ?"
    
เทพนั้นตอบว่า "ใช่พวกเราไม่ยอมรับ มีอะไร? มาชุบมือเปิบ วิมานก็ไม่เกิดขึ้นด้วยบุญของตนเอง บริวารก็ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยบุญของตนเอง บัลลังก์ต่างๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยบุญของตนเอง เพียงแต่มาเกิดบนบัลลังก์ของท่านในอดีตเท่านั้น แล้วจะปกครองทั้งหมดได้อย่างไร? ตอนท่านไม่อยู่เราก็ปกครองกันเองได้ โดยที่ไม่มีเขา"
     
อุ่ยตอบมาแรงจนผมอึ้งไปเลยครับ ผมจึงถามว่า "ก็เทพนั้นเกิดบนบัลลังก์ผู้ปกครองไม่ใช่หรือ?"
     
เทพนั้นตอบว่า "แต่สิ่งต่างๆ ไม่เกิดขึ้นจากบุญของเขา จึงไม่ย่อมรับ"
     
ผมจึงพูดต่อไปว่า "เทพนั้นไปเกิดเพราะผมอธิษฐานชักนำให้เขาไปเกิดไม่ใช่หรือ?"
     
เทพเหล่านั้นตอบว่า "ใช่ แต่ไม่ใช่มาเป็นผู้ปกครองพวกเราแทนท่านไม่ใช่หรือ? เราตั้งหลายเกิดอยู่ได้ก็ไม่ใช่ด้วยบุญของเขา แต่ด้วยบุญของท่านกับเราต่างหาก"
     
ผมหมดหนทางที่จะโน้มน้าวแล้วจึงยื่นไม้ตายถามไปว่า " ท่านเชื่อฟังเราใช่ไหม?" (สิ่งที่ผมกังวล ไม่ใช่ว่าใครเป็นผู้ปกครองใคร แต่กังวลอยู่ที่ว่า ถ้าต่างฝ่ายก็มีมานะทิฏฐิต่อกัน เพ่งโทษกันขุ่นเขื่องต่อกันมากๆ ยามเทพองค์ไหนที่เป็นเช่นนี้หมดบุญ จะลงอบายทันที มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว 1 ท่าน
    
เทพเหลานั้นตอบมาทันทีว่า "แต่ก่อนท่านเป็นเทพอยู่บนนี้เราเชื่อฟังท่าน และเดียวนี้ท่านไม่อยู่แล้วนี้ แม้ในช่วงที่ท่านไม่อยู่พวกเราทั้งหลายก็อยู่กันได้ปกครองกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเทพองค์ใหม่มาปกครองที่ไม่ใช่ท่าน ดังนั้นตอนนี้พวกเราไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังท่าน"
     
ผมหมดหนทางที่จะพูดต่อ แต่ก็กล่าวว่า "ท่านชั่งเดื่อมีทิฏฐิกันจังเลย"
     
เทพนั้นก็พูดว่า "เราไม่ฟังท่านแล้วไม่พูดกับท่านแล้ว ไม่สนใจท่านแล้ว"
     
หลังจากนั้นก็ยุติการสื่อสัมผัส แล้วผมก็คิดว่ากาลเวลาเท่านั้นก็จะคลายปัญหานี้ไปได้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นานเกือบสองเดือนมาแล้ว ซึ่งผมและภรรยาไม่ได้สื่อสัมผัสกับสิ่งใดเลย

     มาวันนี้ผมคิดว่า กาลเวลาผ่านมานานแล้วเหตุการณ์น่าจะคลี่คลาย และเป็นนิมิตหมายที่ดี เทพทั้งหลายเบื้องล่างก็จะไปเที่ยวกับผมเพื่อบุญเบื้องหน้า แต่ผมไม่รู้ว่าจะได้ทำหรือเปล่า จึงขอสื่อกับเทพบนชั้นดุสิตเหล่าบริวารเก่าไม่เจาะจงว่าเป็นกลุ่มใหน?
      
เทพที่มาสื่อจึงเป็นเทพวางตัวกลางๆ มาสื่อสัมผัส ยิ้มมาก่อนเลย ผมจึงถามว่า "เป็นอย่างไรพวกท่านสบายดีหรือเปล่า ?"
      
เทพนั้นตอบว่า "เราทั้งหลายสบายดี"
      
ผมก็ถามว่า "อ้าวท่านไม่ได้มีปัญหาเรื่องผู้ปกครองหรือ ?"
      
เทพนั้นตอบว่า "พวกเรา ไม่ได้มีปัญหาตั้งแต่พระอริยะท่านได้เตือนสติครั้งนั้นแล้ว ถึงแม้บางครั้งใจไม่ย่อมรับในการสอนธรรมของเทพผู้ปกครองใหม่ ที่เห็นว่ามีปัญญาน้อยกว่าบ้าง แต่ก็วางเฉยเสีย จึงไม่ขุ่นเขืองอะไร อยู่กันไปตามปกติตามฐานะ แต่ก็มีเทพบางกลุ่มยังวางใจไม่ได้มีอยู่"
      
ผมก็พูดว่า "ยังมีอีกหรือ?"
      
เทพนั้นตอบว่า "ยังมีอยู่ แต่เอ เราได้ข่าวว่าท่านจะไปเที่ยว และเหล่าเทพเบื้องล่างนั้นจะติดตามท่านไปด้วย เพราะมีนิมิตว่าท่านจะได้ทำบุญใหญ่จากปกติ เทพเหล่านั้นมีนิมิตแม่นนะ อย่างนั้นพวกเราทั้งหลายขอติดตามท่านไปด้วยได้ไหม?"
      
ผมก็กล่าวว่า "ได้สิ ท่าน ท่านทั้งหลายประสงค์จะติดตามผมไปเชิญได้เลยครับ ผมอนุญาตทั้งหมด"
      
แล้วผมก็กล่าวต่อไปอีกว่า "ดังนั้นผมขอสื่อสัมผัสกับหัวหน้าของเทพที่ยังวางใจไม่ได้เรื่องเทพผู้ปรกครองใหม่"
      
ต่อจากนั้นก็มีเทพองค์ใหม่มาติดต่อ แล้วกล่าวว่า "ท่านต้องการจะสนทนากับเราหรือ? "
      
ผมตอบว่า "ใช่ ผมจะสนทนากับท่านเรื่องเทพผู้ปกครององค์ใหม่"
     
เทพตอบว่า "เราไม่ฟังท่านหรอก เพราะเทพองค์นั้นมีศักดิ์แต่เกิดบนบัลลังก์เก่าของท่าน สิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดด้วยบุญของเขา เราสิ! ยังมีอะไรมากกว่าด้วยบุญของเราเอง ทั้งวิมาณ ทั้งบริวาร และบัลลังก์เกิดขึ้นด้วยบุญของเรา เพียงแต่ไปเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับท่านขึ้นอยู่กับท่านในอดีต ดังนั้นจะให้เราทั้งหลายย่อมรับคงไม่ได้ เมื่อไม่มีท่านเราทั้งหลายก็ปกคลองกันอยู่อย่างปกติสุข และปัญญาในการกล่าวธรรมของเทพองค์นั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าเรา และด้อยไปกว่าท่านมาก"
     
ผมจึงพูดขึ้นว่า "เทพองค์นั้นเกิดบนบรรลังค์เก่าที่เป็นจ้าววิมานเก่าของผมใช่ไหม"
     
เทพนั้นตอบว่า "ใช่"
     
ผมก็พูดต่อไปอีกว่า "ดังนั้นโดยศักย์แล้วเขามีสิทธิ์ในการปกครองตามฐานตามกรรมใช่ไหม?"
     
เทพนั้นก็อึ้งไปหน่อยหนึ่ง ผมก็ได้ที (นึกถึงสิ่งที่เทพเหล่านั้นได้เล่าให้ผมฟัง ว่าผมได้เกิดเป็นจ้าววิมาน และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพาน ผมจึงถือศีลไม่ยอมรับอาหารเข้าไปนั่งสมาธิในห้องส่วนตัวโดยไม่ให้มีใครเข้ามายุ้งเป็นเวลา เกือบ 7 ราตรี และเมื่อออกมาให้พวกเขาเห็นหน้าผมก็จุติมาเกิดทันที) ผมจึงพูดไปว่า "แม้แต่วิมาณ และสิ่งต่างๆ ผมสละทิ้งมาไม่ใช่หรือ? แล้วท่านทั้งหลายก็คงประสงค์สร้างบุญบารมีร่วมกับผมไม่ใช่หรือ? แล้วท่านทั้งหลายจะยังยึดสิ่งเหล่านั้นให้เกิดมานะทิฏฐิต่อกัน ก่ออกุศลจิตต่อกันไปทำไม? น่าจะสมานสามัคคีกันสร้างกุศลกรรมต่อกันนะครับ"
     
เทพนั้นก็นิ่ง ผมจึงพูดต่อ "ตอนผมเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็อยู่ในฐานะลำบาก ได้รับการกดดันจากการปกครองให้เป็นคนชั้นล่างขาดสิทธิ์ต่างๆ อยู่เป็นเวลาถึง 35 ปีกว่าของโลกมนุษย์ แต่ผมก็พยายามรักษาจิตใจให้อยู่ในกุศลไม่ให้จิตใจตกต่ำลงจนผ่านพ้นไปได้ ท่านทั้งหลายก็คงสร้างกรรมมาใกล้เคียงกับผม จึงได้รับผลกรรม ความกดดันโดยมีผู้ปกครองไม่ถูกใจ ทำให้จิตเศร้าหมอง ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีใครสร้างขึ้นมามันเป็นไปเองตามกรรม แต่ท่านทั้งหลายต้องรักษาจิตใจให้อยู่ในกุศล ไม่ให้จิตใจตกต่ำไปกว่านี้ ก็จะผ่านพ้นไปได้ เป็นการสร้างบารมีอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ? ตามที่มีคำกล่าวว่า อุปสรรค์ไม่มีบารมีไม่เต็มไม่ใช่หรือ?"
      
ผมพูดเสียยาวเลยเมื่อพูดจบ เทพนั้นนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วยิ้มขึ้นพูดว่า "เรารู้ตัวแล้วแหละว่า ที่เราเป็นเช่นนี้ มีมานะทิฏฐิต้องขุ่นเขืองและโกรธเขื่องอยู่ ก็เพราะเราไป ริษยา(อิดสา) ในฐานะนั้นเอง ต่อไปเราพยายามระงับไม่ให้ใจริษยา ที่ทำให้เกิดอกุศลอีกจิตแล้วและพยายามกล่าวเตือนบอกเหล่าบริวารทั้งหลาย ไม่ให้เกิดอกุศลจิตเหล่านั้น ต่างก็อยู่อย่างสงบไม่ไปเพ่งโทษต่อกันถึงแม้จะไม่ย่อมรับ"
      
แล้วเทพองค์นั้น ก็หันไปมองรอบๆ โดยทั่ว แล้วกล่าวว่า "ดูสิ! เทพเบื้องล่างทั้งหลายเหล่านี้ อยู่กันอย่างสงบอิ่มไปด้วยใจที่ดี น่ารักดีจัง ก็เพราะได้อยู่ใกล้ท่าน(ไม่เขียนสรรพนามเต็มกระดากใจ) นี้เอง"
ผมก็ได้ทีจึงพูดทีเล่นทีจริงไปว่า "ต่อไปคราวหน้า ถ้าผมจะลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ผมจะให้พวกท่านอธิษฐานติดตามมาด้วย ไม่ปล่อยไว้อย่างนี้ ท่านจะยอมอธิฐานตามหรือเปล่า?"
      
เทพองค์นั้นแม้มปากลงปิดปากอึ้งไม่กล่าวอะไรเลย (ผมก็คิดว่า อือท่าทางเขาจะกลัวความยากลำบาก ถือมติว่าขอเสวยสุขให้เต็มที่ตามบุญกุศลที่ให้ผล หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที และการที่จะละความสุขก่อนที่จะหมดบุญแล้วไปลำบากคงยังทำใจไม่ได้)
      
ผมจึงพูดใหม่ว่า "อย่างนั้นเทพทั้งหลายในที่นี้จะติดตามผมไปเทียวด้วยพรุ่งนี้ ท่านจะตามผมไปด้วยหรือเปล่า?"
      
เทพองค์นั้นก็พูดว่า "เอาสิ พวกเราทั้งหลายจะตามท่านไปด้วย" แล้วหันไปพยักคอเหมือนกับมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังจำนวนมาก

      
ก็เป็นอันว่ายุติการสื่อสัมผัสเพียงแค่นั้น และผมก็โล่งใจไปเสียที่กับปัญหาที่คารังคาชังมาทั้งหลายเดือน
วันรุ่งขึ้นผมและครอบครัวก็เดินทางออกจากบ้านเตรียมอาหารต่างๆ ไว้พร้อม โดยขึ้นทางด่วนกรุงเทพฯ บางประอิน มุ่งตรงไปอยุธยา แต่ไม่รู้ว่าไปไหน ขับไปเรื่อยๆ เข้าไปในเมือง แต่ผมไม่รู้จักทางเลย เพราะไม่เคยไปและแผนที่ถนนก็ไม่ได้เอาขึ้นมาบนรถ ขับไปตามยถากรรม ไปเจอป้ายบอกทางไปวัดพนังเชิง ได้ไปทำบุญและไหว้พระไหว้เจดีย์ใหญ่ ซื้อขนมปังให้ปลาหรือเต่า และไปดูอนุสรสถานของพระเจ้านเรศวร ก็ติดอยู่ที่นี้อยู่นานพอใช้ได้ หลังจากนั้นเมื่อออกจากวัดพนังเชิง ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน ก็เห็นป้ายบอกทางไปวัดใหญ่ชัยมงคล จึงไปวัดใหญ่ชัยมงคล อู้อู่ ได้ไหว้เจดีย์ใหญ่มาแล้วคราวนี้ได้ไหว้พระนั่งองค์ใหญ่ ติดอยู่ที่วัดนี้สักพักเกือบเที่ยง จึงเดินทางต่อไม่รู้ไปไหนเห็นป้ายไปวัดมเหยงค์ ก็ได้ยินชื่อเสียงก็จากลานธรรมนี้
     
จึงมุ่งตรงไปวัดมเหยงค์ เมื่อขับรถเข้าไป โอ้เป็นวัดปฏิบัติธรรม สงบร่มรื่นดี ผมได้เข้าไปคุยกับพระรูปหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไปที่ศาลาใหญ่โล่งดี เราทั้งสีคนได้กราบพระพุทธรูปในศาลา และถือโอกาสเดินจงกรมอยู่พักหนึ่ง ก็บ่ายแล้วจึงออกจากวัดมเหยงค์
ออกจากวัดมเหยงค์แล้วไม่รู้จะไปไหน ขับรถมาเรื่อย จึงคิดกันว่าขับรถไปบ้านน้องชายภรรยา ทางท่าหลวง ก็ห่างจากตัวเมืองอยุธยาหลายสิบกิโล      กว่าจะถึงบ้านน้องชายก็เกือบบ่าย 3 โมง แล้วพักกินข้าวนิดหน่อย จึงตกลงกันไปวัดบึงข้างบ้านซึ่งเป็นวัดป่าและเป็นวัดกรรมฐาน และเตรียมขนมปังไปให้ปลาด้วย เพราะวัดนี้เลี้ยงปลาไว้เยอะ เป็นอันว่าได้ไปไหว้พระนั่งสมาธิกันเล็กน้อย และได้เอาอาหารให้ปลา กลับออกมาจึงถามพระว่า ตอนค่ำพระมีกิจกรรมใดบ้าง ท่านก็บอกว่า ประมาณทุ่มหนึ่ง พระและโยมมานั่งสมาธิที่ศาลา แล้วทำวัตรเย็นถึงสองทุ่ม ผมและครอบครัวจึงกลับบ้านน้องชายเตรียมตัวเพื่อจะกลับมาอีกที่
      
ประมาณทุ่มกว่าผมและครอบครัวกลับมาที่วัดอีกที่หนึ่งวัดมืดน่าดู ก็เห็นที่ศาลาพระและโยนกำลังสอดมนตร์อะไรกันอยู่ จึงเข้าไป ก็รู้ว่ากำลังทำวัตรเย็นกันอยู่ ผมจะได้ฟังและท่องได้บ้างไม่ได้บ้างนั่งสมาธิไปบ้างทำวัตรเย็นไปด้วย แต่ต้องใช้เวลานานเจ้าลูกชายก็เริ่มมีปัญหา แต่ก็ผ่านไปได้โดยดี กลับบ้านน้องชายจัดที่พักนอนหลับพักผ่อน
      
ผมนึกว่าคงไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่ตอนรุ่งสางฝันขึ้นเองว่า ผมยื่นมองอยู่ ก็เห็นจุดสีทองระยิบระยับปลิวว่อนไปทั่วมากมายเป็นสายเหมือนสายลมทำให้บริเวณสายนั้นเป็นสีทองไปด้วย และก็มีอีกสายหนึ่งเป็นจุดสีทองริบระยับเหมือนกันแต่แสงสว่างนั้นด้อยกว่าจึงไม่เป็นสีทองทั้งสาย ทั้งสองสายนี้ลอยเข้าหน้าเข้าตา เข้าปาก และจมูกผมไปทั่ว แล้วผมเจอคนกลุ่มหนึ่ง ผมยื่นบัตรให้เขาดูเขาก็ทำเป็นไม่รู้จักทำเป็นไม่สนใจผม จนผมตื่น
      
หลังจากอาบน้ำเสร็จภรรยาก็มาสะกิด ว่ามีคนเขาประสงค์จะสื่อสัมผัส ซึ่งตอนนั้นอยู่กันสองคนด้านบนบ้านเด็กๆ เขาลงไปเล่นข้างล่างกันหมด ก็เลยพูดว่าอย่างนั้นก็รองสื่อสัมผัสดู มีโอกาสปลอดโปร่งพอดี เมื่อมาสื่อสัมผัสก็ยิ้มและพูดว่า "เราไม่ได้เจอกันนานแล้วเหนอะ" (จริงด้วยผมไม่ได้มาบ้านนี้นานแล้ว เป็นเวลาปีกว่า)
      
ผมจึงถามว่าแล้ว "ท่านเป็นใคร? มีธุระสิ่งใด?"
     
ผู้นั้นตอบว่า " เราเป็นเจ้าทีอยู่ที่นี้ " แล้วพูดต่อแบบยิ้มๆ ว่า " เราขอตำหนิท่านได้ไหม?"
      
ผมก็งง แต่ก็พยักหน้าแล้วพูดว่า "ได้สิ "
      
ผู้นั้นพูดว่า "ท่านมาเที่ยวและเหล่าเทพทั้งหลายติดตามท่านมาอย่างมากมาย ได้มาทำบุญกันอย่างเต็มที่ แต่ท่านไม่ได้นึกถึงพวกเราและเทพ ทั้งหลายที่อยู่ที่นี้เลย เราทั้งหลายจะร่วมทำบุญด้วยก็ไม่ได้ถนัดใจ และขอให้ท่านได้เชิญพวกเราทั้งหลายร่วมทำบุญกับท่านด้วย และอุทิศบุญที่ทำมาแล้วให้แก่พวกเราทั้งหลายที่นี้ด้วย"
ผมก็กล่าวว่า "ออ อย่างนั้นหรอ อย่างนั้นผมก็เชิญท่านทั้งหลายไปร่วมบุญกับผมด้วยทุกๆ ท่านนะครับ เพราะวันนี้ผมจะไปวัดสะตือที่มีพระนอนใหญ่ แล้วกลับมาที่วัดบึงอีกครั้งหนึ่ง เอาแหละผมจะอุทิศส่วนบุญ ที่ทำมาแล้วให้ท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายจงมารับส่วนบุญ"
หลังจากนั้นผมก็อุทิศส่วนบุญ ต่อจากนั้นหลังจากทานข้าวทานปลาเสร็จ เราทั้ง 6 (เพิ่มหลานเข้ามา) ก็ไปวัดสะตือทำบุญและไหว้พระติดทองพระนอนที่ใหญ่ กลับจากวัดสะตือก็เข้าวัดบึงอีกครั้ง ซื้ออาหารไปเลี้ยงปลาก็หลายถุง แล้วกลับบ้านน้องชาย จัดข้าวปลาเสร็จก็ขับรถมุ่งสู่กรุงเทพฯ

      เป็นอันผมไปเทียว ได้ไปวัดถึง 5 วัด เป็นวัดเน้นทางวัตถุ 3 วัดป่ากรรมฐาน 2 ได้ไหว้เจดีย์ใหญ่ วัดพนังเชิง ไหว้พระนั่งใหญ่วัดใหญ่ชัยมงคล ไหว้พระนอนใหญ่วัดสะตือ ได้ทำใจสงบเล็กน้อยๆ ในวัดปฏิบัติ 2 วัด คือวัดมเหยงค์ และวัดบึง ข้างบ้านน้องชาย

                                     จบเรื่องเล่าบริบูรณ์