พระควรฉันหรือไม่ควรฉันเนื้อสัตว์                                                                                             กลับหน้าแรก 
 
 
 
 เนื้อความ : 
          ผมทั้งกระทู้ใหม่ เพราะกระทู้เก่ามันยาวมากแล้ว 
          ชาดกนี้อยู่ใน พระสุตตันตปิฎก  เล่ม ๑๙ 
                     ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ 
เพื่ออ้างอิงว่า พระภิกษุในสมัยพุทธกาล หรือหลังพุทธกาลเล็กน้อย(ในอินเดีย)ท่านฉันเนื้อหรือไม่ ? 
                     ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก 
                  ว่าด้วยการให้ทานในท่านใด มีผลมาก 
      [๒๐๒๔] ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นสุขุมาลชาติ เคยประทับใน 
             พระตำหนักอันประเสริฐ ทรงบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันใหญ่โต เสด็จจาก 
             แว่นแคว้นมาสู่ดง จึงได้ทูลถวายข้าวสุกอย่างดีแห่งข้าวสาลี เป็นภัต 
             อันวิจิตร มีแกงเนื้ออันสะอาดด้วยความรักต่อพระองค์ พระองค์ทรงรับ 
             ภัตนั้นแล้ว มิได้เสวยด้วยพระองค์เอง ได้พระราชทานแก่พราหมณ์ 
             ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้อนี้เป็นธรรมอะไรของพระองค์? 
      [๒๐๒๕] พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้ขวนขวายในกิจน้อยกิจใหญ่ ทั้งเป็น 
             ครู และเป็นผู้คอยตักเตือน ฉันควรให้โภชนะ. 
      [๒๐๒๖] บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้โคดมอันพระราชาทรงบูชา พระราชา 
             ทรงพระราชทานภัต อันมีแกงเนื้ออย่างสะอาดแก่ท่าน ท่านรับภัตนั้น 
             แล้วได้ถวายโภชนะแก่ฤาษี ชะรอยท่านจะรู้ว่า ตนมิได้เป็นเขตแห่งท่าน 
             ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ธรรมข้อนี้เป็นธรรมอะไรของท่าน? 
      [๒๐๒๗] ข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ในเรือนทั้งหลาย ต้องเลี้ยงบุตรและภรรยา ถวาย 
             อนุศาสน์แก่พระราชา เชิญให้เสวยกามอันเป็นของมนุษย์ ข้าพเจ้าควร 
             ถวายโภชนะแก่ฤาษี ผู้อยู่ในป่าสิ้นกาลนาน ผู้เรืองตบะ เป็นวุฒบุคคล 
             อบรมตนแล้ว. 
      [๒๐๒๘] บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านฤาษีผู้ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีเล็บ 
             และขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ท่านอยู่ในป่าผู้เดียว 
             ไม่ห่วงใยชีวิต ภิกษุที่ท่านถวายโภชนะนั้นดีกว่าท่านด้วยคุณข้อไหน? 
      [๒๐๒๙] อาตมภาพยังขุดเผือก มันมือเสือ มันนก ยังเก็บข้าวฟ่างและลูกเดือย 
             มาตากตำ เที่ยวหาฝักบัว เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อสัตว์ พุทราและมะขาม 
             ป้อมมาบริโภค ความยึดถือนั้นของอาตมายังมีอยู่ เมื่ออาตมายังหุงต้ม 
             ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุงต้ม ยังมีกังวลก็ควรถวายโภชนะแก่ 
             ผู้ไม่มีความห่วงใย ยังมีความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่มี 
             ความถือมั่น. 
      [๒๐๓๐] บัดนี้ กระผมขอถามท่าน ภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตรอันดี พระฤาษีถวาย 
             ภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่ท่านดังนั้น ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้ว 
             นั่งนิ่ง ฉันอยู่องค์เดียว ไม่เชื้อเชิญใครๆ อื่น กระผมขอนมัสการแด่ 
             พระคุณท่าน นี้เป็นธรรมอะไรของพระคุณท่าน? 
      [๒๐๓๑] อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ให้ใครหุงต้ม ไม่ได้ตัดเอง ไม่ได้ให้ใคร 
             ตัด ฤาษีรู้ว่าอาตมาไม่มีความกังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งปวง จึง 
             ถือภิกษาหารด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา ถวายภัตตาหารอันปรุง 
             ด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมา. บุคคลเหล่านี้ยังมีความห่วงใย ยังมีความยึด 
             ถือ จึงสมควรจะให้ทาน อาตมาเข้าใจเอาว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญผู้ให้ 
             นั้นเป็นการผิด 
      [๒๐๓๒] วันนี้ พระราชาผู้ประเสริฐเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระ- 
             พุทธเจ้าหนอ ข้าพระพุทธเจ้าเพิ่งทราบชัดวันนี้เองว่าทานที่ให้ในท่าน 
             ผู้ใดจะมีผลมาก. พระราชาทั้งหลายทรงกังวลอยู่ในแว่นแคว้น พราหมณ์ 
             ทั้งหลายกังวลอยู่ในกิจน้อยกิจใหญ่ ฤาษีกังวลอยู่ในเหง้ามันและผลไม้ 
             ส่วนพวกภิกษุหลุดพ้นได้แล้ว 
                    จบ ภิกขาปรัมปรชาดกที่ ๑๓. 
*** ถ้ามีคนแย้งขึ้นมาว่า เนื้ออันสะอาดนั้นอาจหมายถึงหน่อไม้ชนิดหนึ่งก็ได้ 
       ผมขอบอกความจริงให้ทราบว่า เนื้ออันสะอาดนั้นเป็นเพียงธาตุ ดิน นำ ลม ไพ ที่ประกอบกัน 
ที่ไม่มีชีพ และพระท่านไม่มีเจตณาให้ปลงชีวิตสัตว์เพื่อท่านฉัน 
*** และในชาดกเป็นการเคลียร์การบริสุทธิ์ของพระภิกษุได้อย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว เพราะในชาดก 
ไม่มีขึ้นเพื่อเจตนาว่าพระภิกษุควรฉันหรือไม่ควรฉันเนื้อสัตว์ แต่เป็นการเจตนาว่าการทำทานกับผู้ใดได้ผลสูงสุด 
ถ้ามีคนแย้งว่า ชาดกนี้เขียนเพื่อสนองผู้บริโภคเนื้อสัตว์ ผมขอให้ท่านกลับไปทบทวนไหม่ 
*** สุดท้ายผมนับถือคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์เพราะเมตตาสงสารสัตว์ 
แต่ผมจะไม่นับถือผู้ที่ไม่ทานเนื้อสัตว์และว่าขมผู้อื่นที่ยังบริโภคอยู่ว่าชั่วช้าเลวทราม 
หรือไม่บรรลุธรรม(นิพพาน)เพราะทานเนื้อสัตว์
 จากคุณ : Vicha [ 12 ต.ค. 2543 / 19:56:11 น. ]  
     [ IP Address : 203.151.36.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 1 : (sd9732@hotmail.com) 
เคยอ่านเจอจากเวบhttp://www.geocities.com/SouthBeach/Terrace/4587/eat.htm 
เกี่ยวกับการกินเจน่ะครับ ก็ค่อนข้างกระจ่างชัด
 จากคุณ : sd9732@hotmail.com [ 12 ต.ค. 2543 / 20:47:22 น. ]  
     [ IP Address : 203.155.205.199,203.155.205.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 2 : (ปิ่น) 
ลองเข้าดูแล้วแต่ error น่ะครับ..
 จากคุณ : ปิ่น [ 13 ต.ค. 2543 / 14:17:33 น. ]  
     [ IP Address : 204.160.183.12 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 3 : (kobe) 
ผมเข้าได้ครับ เวปที่ คุณsd9732@hotmail.com  (ชื่อยาวจัง ฮิฮิ) 
ให้มาน่ะครับ 

มีเนื้อหาดังนี้ครับ  

-----------คัดลอกจาก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ เป็นพระไตรปิฏกที่มหามกุฏราชวิทยาลัย พิมพ์เล่มที่ ๙จุลวรรค ทุติยภาค สังเภทขันธกะ หน้าที่ ๓0๑ ------------------------------ 

ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ  
ครั้งนั้น พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าเฝ้าพระผู้มี พระภาค เจ้าถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส คุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส ความไม่สั่งสม การ ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานพระวโรกาส ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่า เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอด ชีวิต รุปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดี คหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ 

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนา จงถือเที่ยวบิณบาตรเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีกิจ นิมนต์ รูปใดปรารถนา จงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้ เป็นเสนาสนะ ๘ เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ 

ครังนั้น พระเทวทัตคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาต วัตถุ ๕ ประการ จึงร่าเริงดีใจ พร้อมกับบริษัทลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณ แล้วกลับไป  

โฆษณาวัตถุ ๕ ประการ  
ต่อมา พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าสู่กรุงราชคฤห์แล้ว ประกาศให้ประชาชนเข้าใจวัตถุ ๕ ประการ ว่า ท่านทั้งหลาย พวกอาตมาเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมขอวัตถุ ๕ ประการว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย.... การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้า วัตถุ ๕ ประการ นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย.... การปรารภความเพียร โดยอเนกปรยาย ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานวโรกาส ภิกษุทั้งหลาย พึงถืออยู่ป่าตลอดชึวิต.... รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ วัตถุ ๕ ประการนี้ พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาต แต่พวกอาตมาสมาทานประพฤติตามวัตถุ ๕ ประการนี้ 

บรรดาประชาชนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา.... กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ เป็นผู้กำจัดมีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระสมณโคดมประพฤติมักมาก ย่อมคิดเพื่อความมักมาก ส่านพวกที่มีศรัทธา.... ย่อมเพ่งโทษ ติเตียน โพทนาว่า ไฉนพระเทวทัตจึงได้พยายามเพื่อทำลายสงฆ์........ พระผู้มีพระภาคเจ้า... ทรงสอบถามว่า ดูก่อนเทวทัต ข่าวว่า เธอพยายามทำลายสงฆ์ ทำลายจักร จริงหรือ พระเทวทัตทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าเลย เทวทัต อย่าชอบใจการทำลายสงฆ์ เพราะการทำลายสงฆ์ มีโทษหนักนัก ผู้ใดทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ย่อมประสบโทษตั้งกัป ย่อมไหม้ในนรกตลอดกัป ส่วนผู้ ใดสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกัน ย่อมประสบบุญอันประเสริฐ ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์ ตลอด กัป อย่าเลย เทวทัต เธออย่าชอบใจการทำลายสงฆ์เลย เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษหนักนัก 

 จากคุณ : kobe [ 13 ต.ค. 2543 / 16:35:18 น. ]  
     [ IP Address : 132.147.191.1 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 4 : (kobe) 
ขอบคุณ คุณ Vicha  และคุณsd9732@hotmail.com  
ที่แนะนำดัวยครับ 
 จากคุณ : kobe [ 13 ต.ค. 2543 / 16:36:42 น. ]  
     [ IP Address : 132.147.191.1 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 5 : (หนูหนุ่มหนวด) 
คุณภามว่า พระควรหรือไม่ควรฉันเนื้อสัตว์ 
ผมก็จะตอบแบบสั้นๆ ว่า "ไม่ควร" 
ทำไมน่ะหรือ? 
๑. เนื้อสัตว์เป็นอาหารเร่งกามราคะ เป็นผลร้ายต่อการปฏิบัติธรรม 
๒. เนื้อสัตว์มีกลิ่นคาวรุนแรง รบกวนการปฏิบัติธรรม 
๓. เนื้อสัตว์มีรสชาติเฉียบแหลม ทำให้ติดรสได้ง่าย 
๔. เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ไม่บริสุทธิ์นัก เพราะได้มาโดยความไม่เต็มใจ 
มีการทุบตี กักขัง เข่นฆ่าเพื่อให้ได้มา ทำให้สัตว์นั้นเกิดความกลัว เจ็บปวด  
อาฆาตเคียดแค้น และยังมีสารพิษ เชื้อโรคอยู่มาก ทำให้อาพาธบ่อย 
๕. อาหารเนื้อสัตว์สร้างมลภาวะให้กับโลกมากกว่าพืช เป็นบ่อเกิดสำคัญของสภาวะเรือนกระจก 
ใช้พื้นที่บนโลกอย่างไม่สมดุลเมื่อเทียบกับการเพาะปลูก ได้สารอาหารน้อยกว่าพืชเมื่อใช้พื้นที่เท่ากัน 
เพราะสารอาหารจากพืช เมื่อบริโภคโดยผ่านทางสัตว์ จะมีการ Loss สูงมาก 
หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ กินขี้ซากสัตว์ก็ได้ขี้ซากของสารอาหารนั่นเอง 
ทำให้เกิดการภาวะการขาดอาหารในหลายๆ ประเทศ 
พระ ในฐานะเนื้อนาบุญของโลก สมควรจะส่งเสริมให้มีการสร้างมลภาวะน้อยลง 
๖. การกินเนื้อสัตว์นั้น จะต้องฆ่าสัตว์ทั้งตัว เพื่อนำมากิน ไม่ว่าเราจะกินส่วนไหนของมันก็ตาม 
ผิดกับพืช ซึ่งเราสามารถเด็ดส่วนใดส่วนหนึ่งมากินได้ โดยมันไม่ตาย 
เราสามารถเด็ดใบกระถินริมรั้วมากินได้ โดยต้นกระถินไม่ตาย 
แต่เราไม่สามารถเด็ดขาหมูออกจากตัวหมูมากินได้ โดยไม่ต้องฆ่า อย่างไรก็ต้องมีการฆ่าหมู 
อีกทั้งสัตว์ยังขยายพันธุ์ได้ช้ากว่าพืช นี่เอง การกินเนื้อสัตว์มากๆ  
จึงเป็นการผลาญทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเกินความจำเป็น ยิ่งกินมากยิ่งผลาญมาก 
ทำให้สัตว์สูญพันธุ์ไปมากมาย รวมทั้งควายด้วย ซึ่งมีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า 
หากคนยังไม่เลิกล้มวัวควายเป็นงานอดิเรก 
พระได้รับการสั่งสอนมาให้เป็นผู้มักน้อย ผลาญทรัพยากรแต่น้อย 
จึงไม่ควรบริโภคสิ่งที่ผลาญธรรมชาติขนาดนี้ 

จริงๆ ยังมีอีกมากมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องยกมาในที่นี้ เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับพระ 
แค่ ๖ ข้อก็น่าจะเกินพอแล้ว ที่จะบ่งบอกได้ว่า พระควรหรือไม่ควรฉันเนื้อสัตว์ 
นี่เป็นเหตุผลที่ไม่เกี่ยวใดๆ กับธรรมทั้งสิ้น 
แต่ว่า 
** จากเหตุผลที่เนื้อสัตว์ไม่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงน่าจะเข้าข่าย 
"อาหารที่ยังอกุศลกรรมให้เจริญ และกุศลกรรมให้เสื่อม" ซึ่งพระพุทธเจ้าระบุว่า 
"ไม่ควรเสพ" 
** พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า พุทธศาสนิกชนไม่ควรค้าขายเนื้อสัตว์ และสัตว์เป็น 
เป็นมิจฉาวาณิช และของที่ไม่ควรขาย ก็ไม่ควรซื้อเช่นกัน 

ขอยกพุทธพจน์บทหนึ่งขึ้นมาให้อ่านกัน 
บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงละเว้นบาปทั้งหลายในสัตว์โลก เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ 
เมื่อทางอื่นที่จะก้าวไปมีอยู่ ย่อมหลีกที่อันไม่ราบเรียบเสียฉะนั้นฯ 

ถ้าสามารถเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ (ทางอันไม่ราบเรียบ) ได้ ก็สมควรเลี่ยงครับ 
แต่ถ้าจะไม่เลี่ยง ก็คงจะไปว่าอะไรไม่ได้

 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 14 ต.ค. 2543 / 18:57:13 น. ]  
     [ IP Address : 10.247.12.27 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 6 : (ช้าง) 
     เผอิญเมื่อคืนนี้ได้ฟังรายการวิทยุรายการหนึ่ง ผู้บรรยายได้กล่าวถึงคำสอนของท่านพุทธทาสโดยมีเนื้อหาประมาณว่า  
     ถ้ากินเนื้อสัตว์โดยที่ผู้กินมีความยึดมั่นว่าเป็นเนื้อสัตว์  ผู้นั้นก็เหมือนเป็นยักษ์  
     ถ้ากินพืชผักโดยที่ผู้กินมีความยึดมั่นว่าเป็นพืชผัก ผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากโค-กระบือ 
     ก็เลยมีข้อสงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นต้องกินอย่างไรถึงจะถูก  คำตอบก็คือ ควรจะกินโดยที่รู้สึกว่ามันเป็นธาตุ 4  
          เนื้อหาข้างบนนี้ เป็นการถ่ายทอดจากการฟังของผมเอง ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยครับ  หรือถ้าผู้ใดมีหนังสือเล่มนี้ของท่านพุทธทาส ก็ขอความกรุณา คัดลอกบทตอนในช่วงนี้มาลง ก็จะดีนะครับ
 จากคุณ : ช้าง [ 15 ต.ค. 2543 / 13:11:44 น. ]  
     [ IP Address : 203.144.193.25 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 7 : (พุทธศาสนิกชน) 
การที่ พระจะฉันหรือไม่ฉันเนื้อสัตว์นี้จริงๆแล้วข้อกำหนดไม่ได้อยู่ที่ตัวพระ เพราะพระวินัยห้ามพระบอกว่าอยากจะฉันอะไร  แต่สิ่งนี้ขึ้นกับฆราวาสที่จัดหาอาหารให้มากกว่า ถ้าอยากให้พระฉันพืชผักก็ใส่บาตรด้วยพืชผักมาเท่านี้ก็หมดเรื่องกัน 
     จริงๆแล้วการกินพืชผักก็ให้ผลดีกับผู้ที่ฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆเพราะอาหารทำให้เกิดความเบากาย แต่ผลเสียก็มีสำหรับผู้ที่ไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยง เนื่องจากอาหารเบาจึงหิวง่าย ถ้าไม่เคยชินคงต้องทนหิวจนไม่สามารถฝึกนั่งสมาธิได้ 
    ส่วนเรื่องที่ว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อหรือไม่นั้นปรากฏอยู่ใน อามคันธสูตร ขุททกนิกายสุตตนิบาต เนื้อหาคร่าวๆว่าฤาษีอามคันธะเกิดทิฎฐิมานะเนื่องจากตัวเองที่ไม่เคยบริโภคเนื้อเลยจึงมีความไม่ชอบใจที่พระพุทธเจ้ายังฉันเนื้อ และปลาอยู่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าการจะฉันหรือไม่ฉันเนื้อไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญกว่าคือการละกิเลสอันต่ำทรามได้มากกว่า  
       ส่วนเรื่องการกินมังสวิรัติของชาวอินเดียจริงๆแล้วเป็นฮินดูมากกว่านั้นเริ่มมีในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เนื่องจากในสมัยพระองค์มีการรบพุงฆ่าฟันมากรู้สึกสลดใจจึงต้องการลดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตโดยกำหนดให้ประชาชนบริโภคมังสวิรัติ 
        ส่วนการกลัวว่าอาหารเนื้อสัตว์ จะเป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสนั้นจริงแล้วถ้าพระฉันตามวินัยคือมีการพิจารณาอาหารทุกคำกลืนแล้วอกุศลจิตก็จะไม่เกิด(เพราะตัดอาหาร 3 ออกแล้ว)  ในขณะเดียวกันถ้าบริโภคพืชผักแต่ไม่พิจารณาอกุศลจิตก็สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อพอใจ(โลภะ)หรือไม่พอใจ(โทสะ)รสชาติอาหารนั้น 
        ส่วนการตำหนิว่าพระวินัยไม่เขียนห้ามฉันเนื้อนั้นเพราะเกิดจากพระผู้สังคยนายังมีตัณหานั้นไม่สมควรเนื่องด้วยในการสังคยนาแต่ละครั้งที่ผ่านมาต้องใช้พระภิกษุถึง 500 รูปที่สามารถสวดท่องจำพระไตรปิฏกได้สวดพร้อมกัน ถ้าเจอตอนใดผิดเพี้ยนก็จะตรวจสอบว่าหาว่าสิ่งที่ผิดเริ่มจากอะไร และประชุมลงมติพร้อมกันให้ยอมรับทั้ง 500 รูป ดังนั้นพระไตรปิฏกจึงเชื่อถือได้
 จากคุณ : พุทธศาสนิกชน [ 16 ต.ค. 2543 / 14:44:08 น. ]  
     [ IP Address : 203.151.96.10 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 8 : (Vicha) 
คุณ หนูหนุ่มหนวด การที่คุณปรารถนาให้ผู้อื่นเลิกทานเนื้อสัตว์ หรือทานน้อยที่สุดผมเห็นด้วย  
เพราะผมก็เคยไม่ทานเนื้อสัตว์ และเขี่ยเนื้อสัตว์ ทิ่งอย่างเด็ดขาด เป็นเวลา 2 ปี  
แต่ก่อนหน้านั้นเป็นแบบเขียทิ้งให้มีปริมาณน้อย และปัจจุบันผมก็พยายามทานเนื้อสัตวให้น้อย  
เพราะเกียวกับสุขภาพของผม แต่ผมไม่เห็นความสำคัญเลยที่จะต้องตำหนิ ผู้ที่ยังทานเนื้อสัตว์  
และการตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อต่อต้าน แต่ถ้าตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อรณรงค์ ให้เห็นแง่ดีของการไม่ทานเนื้อสัตว์  
หรือทานน้อยที่สุด เพราะมีความเมตตาสงสารสัตว์ และเพราะให้เกิดสุขภาพที่ดีสำหรับบางบุคคล  ผมเห็นด้วย  
แต่ธรรมอันเป็นสัจจะจริงๆ นั้นไม่ได้ขึ้นกับ การทานหรือไม่ทานเนื้อสัตว์ 
 จากคุณ : Vicha [ 16 ต.ค. 2543 / 22:42:11 น. ]  
     [ IP Address : 203.151.36.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 9 : (rising_sun) 
คำถามและคำตอบข้างล่างนี้เป็นความคิดเห็นของผมต่อประเด็นนี้ครับ 
________ 
สรุปแล้วคนควรกินเนื้อสัตว์หรือไม่ 
คำตอบคือ ควรกินให้น้อยที่สุด แล้วถ้าจะกินมังสวิรัติก็ต้องรู้หลักโภชนาการด้วยว่า ไม่มีพืชชนิดใดให้โปรตีนที่ร่างกายมนุษย์ต้องการครบทุกชนิด เพราะฉนั้นจึงควรบริโภคพืชหลายชนิด ถั่วหลายชนิด 

แล้วพระควรฉันหรือไม่ 
คำตอบคือพระฉันบิณฑบาตที่ชาวบ้านถวายด้วยความเคารพ โดยพิจารณาว่ามันเป็นอาหาร ฉันเพื่อยังชีพ 

ชาวบ้านควรทำอย่างไร 
คำตอบคือชาวบ้านควรให้บิณฑบาตที่ประณีต(เท่าที่จะให้ได้) ให้ด้วยความเคารพ หากชาวบ้านจะคำนึงถึงสุขภาพพระ ก็ควรถวายเนื้อสัตว์ให้น้อย 

คนที่กินมังสวิรัติได้บุญหรือเปล่า 
คำตอบคือหากเขากินด้วยความเมตตาต่อสรรพสัตว์ก็ได้บุญ แต่ได้บุญเพราะความเมตตา ไม่ใช่ได้บุญเพราะกินพืช 

คนที่กินเนื้อบาปหรือเปล่า 
คำตอบคือหากไม่ได้สั่งให้ใครฆ่าสัตว์นั้นมากิน หากกินเพราะความเป็นอาหาร พิจารณาว่าเป็นธาตุสี่มาประกอบกัน กินด้วยสติ ก็ไม่บาป โดยแท้จริงแล้วการกินย่อมไม่เป็นบาปหรือบุญ แต่ลักษณะจิตใจที่มีต่อการกินต่างหากที่เป็นบาปหรือบุญ เป็นกุศลหรืออกุศล 

ทำไมพระพุทธเจ้าถึงไม่ห้ามกินเนื้อสัตว์ 
คำตอบมีหลายกรณี กรณีแรกคือเพราะพระองค์เล็งเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นความเป็นเนื้อ หรือความเป็นพืช ย่อมเป็นอุปาทานที่มนุษย์เราอุปาทาน ที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นก้อนเนื้อ หรือกองผัก ก็ย่อมประกอบขึ้นจากธาตุสี่ เรากินก็เพื่อให้ได้รับสารอาหารเข้าไปในร่างกายเพื่อการยังชีพเท่านั้น กรณีที่สอง หากพระองค์จำกัดเรื่องการกิน ก็จะเป็นการขัดกับนโยบายหลักของพระองค์คือ พระภิกษุต้องเลี้ยงง่าย หรือแม้กระทั่งขัดขวางต่อนโยบายของการเผยแผ่ศาสนา เพราะพระศาสนาย่อมแผ่ไปได้ยากในดินแดนที่มีการกินเนื้อ 

หากต้องการให้คนหันมากินมังสวิรัติ หรือกินเนื้อน้อยลงควรทำอย่างไร 
คำตอบคือควรปรับท่าที หันมาบอกโทษของการกินเนื้อสัตว์ ซึ่งมีโทษหลายอย่าง รวมถึงการให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่ผู้คน เมื่อเรื่องเหล่านี้กระจายออกไปมากๆ ประชาชนมีความรู้ดี ย่อมส่งผลให้คนลดการกินเนื้อลงโดยปริยาย 
------

 จากคุณ : rising_sun [ 17 ต.ค. 2543 / 10:16:43 น. ]  
     [ IP Address : 203.134.7.106 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 10 : (ปิ่น) 
คุณ rising sun กล่าวได้ดีแล้ว สาธุด้วยครับ _/|\_
 จากคุณ : ปิ่น [ 17 ต.ค. 2543 / 14:14:59 น. ]  
     [ IP Address : 204.160.183.12 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 11 : (หนูหนุ่มหนวด) 
แล้วข้อความของผมมันตำหนิคุณตรงไหนล่ะ? ผมตอบแบบใช้เหตุผลเท่านั้น 
ถ้าผมจะตำหนิพวกคุณ ก็ตรงที่พวกคุณชอบเบี่ยงเบนประเด็นหรือความเห็นเท่านั้น 
เพราะถามความเห็นอะไรไม่เคยได้คำตอบเลย
 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 17 ต.ค. 2543 / 14:25:38 น. ]  
     [ IP Address : 203.146.85.91 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 12 : (หนูหนุ่มหนวด) 
ถึงตรงนี้ ขอสอนหนังสือสังฆราชหน่อยเถอะ พวกคุณก็มีวุฒิภาวะกันแล้ว 
อย่าหาว่าเด็กสอนเลยนะ 
คนอื่นเขาถามความเห็นอะไรไป ช่วยตอบให้ตรงประเด็นหน่อยเถอะ  
จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือจะไม่มีความเห็นเลยก็บอกมาตรงๆ 
ไม่มีใครเขาว่าอะไรอยู่แล้ว อย่าชักเรื่องให้เสีย อ้อมไปอ้อมมา 
นี่อะไร ผมถามความเห็นว่า เรามาทำแบบนี้ดีไหม ก็เงียบ 
เอาเรื่องอื่นมาพูดเฉยเลย 
ผมถามว่า คนนี้เขาพูดอย่างนี้ คุณคิดยังไง ก็เฉไฉไปโน่น  
แถมยังวกมาเล่นงานคนถามอีก 
คุณทำอย่างนี้ เรื่องมันจะยิ่งบานปลายด้วยความไม่เข้าใจกัน 
ไม่ได้ยุติความขัดแย้งลงเลย แถมยังทำให้คนถามเสียความรู้สึกอีก 
พิลึกจริงๆ เลย 
บอกอีกครั้งนะ ผมยังเห็นประโยชน์ของเว็บบอร์ดแห่งนี้อยู่หรอกนะ 
จึงเตือนมาด้วยความหวังดี แต่ถ้าคุณจะทำแบบเดิม 
ไม่สนใจแล้วตอกผมด้วยเรื่องเดิมๆ มันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ 
และผมก็มีสิทธิ์ของผมเช่นกัน ที่จะไม่เข้ามาเหยียบเว็บบอร์ดสไตล์พันธุ์ทิพย์แห่งนี้อีก
 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 17 ต.ค. 2543 / 14:55:55 น. ]  
     [ IP Address : 203.146.85.91 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 13 : (listener) 
ผมเสียดาย คุณหนูหนุ่มหนวด ซึ่งมีข้อคิดเห็นที่ดีในหลายเรื่อง 

ผมว่าเราพักเรื่องมังสวิรัติไว้ก่อนดีไหมครับ  ถือว่าเป็นเรื่องความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน 
อีก สัก  1 เดือน ค่อยคุยใหม่ ให้ต่างฝ่ายมีข้อมูลมีมุมมองใหม่เป็นวัตถุดิบในการคุยต่อไป  
ระหว่างนี้ก็ยังคงสนทนากันในเรื่องอื่นต่อไป 

มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า ใครสามารถนำเสนอข้อมูลเดิมได้ด้วยวิธีที่ดีกว่ากัน 

เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องหาข้อยุติทันที 
บางเรื่องรอไว้ก่อน พักไว้ก่อน อาจจะได้แนวคิดที่ดีกว่าภายหลัง

 จากคุณ : listener [ 17 ต.ค. 2543 / 15:07:12 น. ]  
     [ IP Address : 203.126.110.34 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 14 : (หลังเขา) 
เอางี้ดีกว่าครับรบกวนคุณหนูหนุ่มหนวดถามมาเป็นข้อๆอีกทีครับ 
เดี๋ยวผมตอบคุณเอง 

ตอนนี้ก็ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ก่อน 
ผมว่าทุกท่านก็แสดงความคิดเห็นได้ชัดเจนดีไปแล้วนะครับ 
ว่าไม่ได้เห็นดีกับการทานเนื้อสัตว์แต่ก็ไม่ได้เห็นว่าไม่ดีมากถึงกับห้ามทานเหมือนคุณหนูหนุ่มหนวด(รวมทั้งผมด้วย) 
คุณหนูหนุ่มหนวดเองก็ยกเหตุผลมาอ้างต่างๆนานาซึ่งก็ดีครับไม่ใช่ไม่ดี 
แต่...ยังติดดีอยู่นะครับ 
ผมยกตัวอย่างให้คุณหนูหนุ่มหนวดพิจารณาตัวอย่างนึง 
1.พระป่าบางวัดบางองค์รับบิณฑบาตรมาอย่างไรก็ฉันอย่างนั้น(ทั้งอาหารคาวแหละหวานใส่รวมกันในบาตรลูกเดียว) 
2.เทศกาลกินเจมีการขายอาหารที่ทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ให้คนซื้อหาไปกินกัน 

คุณหนูหนุ่มหนวดลองคิดดูครับว่าใครในสองพวกนี้มีกิเลสที่เบาบางกว่า? 

จุดมุ่งหมายของการรับบิณฑบาตรของพระสงฆ์ท่านชัดแจ้งอยู่แล้วครับ 
ที่คุณไม่ยอมรับเพราะมันไปถูกใจคุณเท่านั้นซึ่งคงทำอะไรไม่ได้ครับนอกจากคุณจะไปเลือกเชื่อเอาลัทธิที่ถูกใจคุณอาจจะเป็นมหายานพวกจีนนิกายที่ทานมังสวิรัติหรือสันติอโศกก็ตามใจครับ 

ลองพิจารณาดูดีๆครับว่าอาหารเป็นปัจจัยหลักให้เกิดอกุศล(กามคุณที่คุณอ้างถึง) 
หรือเป็นเพียงปัจจัยเสริม 
อาม่าผมเองทานเจมาตั้งแต่ยังสาวก็ยังเป็นคนขี้โมโหอยู่เลยครับ 
เท่าที่เห็นคุณหนูหนุ่มหนวดก็เช่นกัน:) 

แล้วลองคิดดูว่าที่พระพุทธองค์ทรงไม่เห็นเรื่องภายนอกแต่เน้นเรื่องจิตใจมันผิดหรือถูกอย่างไร 

อย่าลืมมาถามนะครับจะรอตอบ:)

 จากคุณ : หลังเขา [ 17 ต.ค. 2543 / 16:33:23 น. ]  
     [ IP Address : 203.148.205.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 15 : (หนูหนุ่มหนวด) 
ไปเปิดกระทู้เก่าสิครับ ว่าผมถามอะไรบ้าง! 
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/001689.htm?0 

พวกคนขายอาหารมังสวิรัติหรือเจน่ะ พอไม่ทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ ก็ขายไม่ออก 
คนบ่นว่าจืดชืด ไม่อร่อย พอทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ ก็หาว่าเขากิเลสหนา 
แล้วจะให้เขาทำอย่างไร? เฮ้อ.... เบื่อพวกลูกค้าประเภทนี้เหมือนกันนะ 
ไม่ถูกใจสักอย่าง 
ผมบอกตั้งแต่กระทู้ที่เก่าแล้วด้วย ว่าการกินเจไม่ใช่การลดกิเลส 
ไม่ได้ลดโทสะ ลดได้นิดเดียว ทำไมชอบสรุปแบบอคติจังเลยนะพวกคุณนี่ 
ผมบอกไว้ว่า เนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ "ไม่ควร" กิน ไม่ใช่ "ห้าม" กิน 
อ่านภาษาไทยออกไหมครับ? 
ผมอ่านตำราหมดครับ ไม่ว่าหินยาน มหายาน เซ็น สันติอโศก 
เหลี่ยวฝาน มหาชาติประยุกต์ของตุ๊จก พระพยอมฯลฯ ตามแต่จะหาอ่านได้ 
แล้วยกเอาส่วนที่ดีของทุกๆ สายมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง ส่วนไหนไม่เข้าท่าก็ไม่เอา 
ดังนั้น ผมจึงพอจะรู้พระไตรปิฎกหินยานบ้าง เข้าใจเรื่องทาน ศีล สมาธิ 
บ้างตามแต่กำลังปัญญาตนเอง เข้าวัดในวันเกิดทุกปี 
ศรัทธาพระสงฆ์หลายๆ รูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมทั้งพระป่าที่คุณว่าด้วย 
แต่ก็กินมังสวิรัติแบบมหายานหรือสันติอโศก 
เล็งเห็นว่ามหายานมีจุดเด่นมาก ตรงเน้นความเมตตากรุณาต่อสัตว์เป็นพิเศษ 
แม้ตำราส่วนใหญ่จะถูกกล่าวหาว่าแต่งเติมมาก แถมเน้นอิทธิปาฏิหารย์มากเกินไป 
แต่ผมอ่านลังกาวตารสูตรแล้ว ชอบมาก เพราะสำนวน 
จะแต่งเติมน้อยกว่าพระสูตรอื่นๆ มาก จึงชอบอ่าน และจะหาอ่านต่อไป 
ในส่วนอื่นๆ ที่ท่านพุทธทาสฯ ยังแปลไม่ถึง ซึ่งก็ยังไม่รู้จะหาได้หรือไม่ 
ตอนนี้ก็ค้นหาต่อไป 
ผมก็ศึกษาของผมแบบนี้แหละครับ ถือหลักไม่ประมาทไว้ก่อน 
จนบางคนเขาค่อนแคะ แต่ผมก็ไม่อยากจะสนใจแล้ว เปลืองสมองครับ

 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 17 ต.ค. 2543 / 17:06:15 น. ]  
     [ IP Address : 203.146.85.91 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 16 : (หลังเขา) 
อ่า..คือไปอ่านมาแล้วน่ะครับแต่มันเยอะน่ะครับ 
ถ้าไม่รังเกียจรบกวนช่วยสรุปให้หน่อยได้ไหมครับว่าคุณต้องการถามอะไร 

แต่จากข้างบนนะครับคือที่ผมต้องการจะชี้แจงก็ตรงกับความเข้าใจของคุณหนูหนุ่มหนวดแล้วล่ะครับ 
คือเราสรุปตรงกันน่ะครับว่าการกินเจไม่ได้ลดกิเลส 
ดังนั้นแล้วเรื่องที่ไม่ได้เป็นทางตรงเพื่อลดกิเลสจึงไม่เป็นที่สนใจของผมนัก 
ผมไม่ได้สรุปว่าคุณหนูหนุ่มหนวดพูดว่ากินเจแล้วกิเลสลดเลยครับ:) 

ส่วนเรื่องที่ว่าเนื้อสัตว์ไม่ควรกินก็ไม่เห็นด้วยอีกแหละครับ 
ผมค่อนไปทางเห็นด้วยกับคุณ rising sun มากกว่าว่าการกินเป็นกิริยากลางๆ 
ไม่ว่าอะไรก็เป็นเช่นเดียวกัน 

ถ้าอ้างอิงกระทู้เก่าที่คุณพยายามจะชี้แจงว่าการกินเนื้อสัตว์ทำให้มีการฆ่ามากขึ้น 
อันนี้เท่าที่อ่านรู้สึกเหมือนคุณจะพยายามเอาชนะคนอื่นมากกว่าให้เค้ามาเห็นตามเหตุผลว่าดีจริงน่ะครับ 

อ่านข้อความของคุณแล้วไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าคุณกำลังชี้ทางสว่างเพื่อเมตตาโปรดสัตว์ให้ตายน้อยลง 
แต่กลับเห็นเป็นความอวดดีต้องการแสดงทิฏฐิเพื่อแสดงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่นครับ 
ซึ่งผมว่ามันผิดนโยบายของตัวคุณเองนะครับ 

หากต้องการจะรักษาศีลข้อปาณาติบาตให้บริสุทธิ์จริงๆผมแนะนำให้ควบคุมโทสะดีกว่าครับ 
ผมเคยฟังหลวงปู่เหรีญ วรลาโภท่านเทศน์ทำนองว่าเวลาโมโหนี่ก็ผิดศีลปาณาติบาตนะครับ 
เพราะเป็นการทรมานสัตว์(ตัวเอง) 
การถือศีลโดยการควบคุมตนเองอย่างนี้ผมยังเห็นประโยชน์มากกว่าการกินหรือไม่กืนเนื้อสัตว์อีกครับ

 จากคุณ : หลังเขา [ 17 ต.ค. 2543 / 17:44:11 น. ]  
     [ IP Address : 203.148.205.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 17 : (หนูหนุ่มหนวด) 
การกินเป็นอาการกลางๆ 
แต่ว่า ความวินาศ ภัยพิบัติหลายอย่างก็เกิดจากการ "กิน" ทั้งนั้น 
ไม่เดือดร้อนตัวเอง ก็เดือดร้อนคนอื่น เคยเห็นคนที่มีสายระโยงระยางเต็มตัวในห้อง ICU 
ไหมครับ นั่นล่ะ หลายคนก็มาจาก "การกิน" 
สายมหายาน บางคนเขากล่าวไว้เหมือนกันว่า การกินเจไม่ใช่การลดกิเลส 
แต่เป็นการลดหนี้กรรม เพราะคนที่หนี้กรรมเยอะจะบรรลุธรรมได้ช้า 
แต่ไม่ได้หมายความว่าบรรลุไม่ได้เลย 
และมันเป็นการแสดงความจริงใจของเรา ให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้เห็น 
ว่าสำนึกผิดและตั้งใจปฏิบัติธรรมจริงๆ 
แถมยังมีคำพูดอีกว่า "ลิ้นคนแลบถึงฟ้า กวาดลงลึกถึงก้นมหาสมุทร" 
ซึ่งจะถูกหรือผิดก็เชิญคิดกันเอาเองเถิด เพราะผมไม่ได้เป็นคนพูด 
เฮ่อๆ OK ครับ ผมจะควบคุมโทสะ อาจจะโดยการไม่เข้ามา 
ตอบกระทู้ในลานธรรมสักสองอาทิตย์คงจะดีกระมัง เพราะอธิบายยังไง  
พวกคุณก็พยายามว่าผมข่มคุณอยู่แล้ว มิใยจะอธิบายยังไง 
ผลก็เหมือนเดิม แล้วจะอธิบายไปทำไมให้ป่วยการ 
แถมยังตามไปไล่จิกผมไม่เลิก กับข้อกล่าวหาเดิมๆ 
เอาไปเอามา ใครข่มใครก็ยังไม่รู้ อาจจะเป็นพวกคุณซะอีก ที่ข่มผม 
แล้วก็คนที่ตอบกระทู้แรงกว่าผมก็มี คุณกลับมาลงที่ผมคนเดียว 
ยุติธรรมไหม? ใครเจอใครก็เบื่อครับ ขอโทษ 
พวกคุณเป็นคนบอกเองนะ ว่าอย่าเอาข้อเท็จจริงในสังคมสมัยหนึ่ง 
มาตัดสินในอีกสมัยหนึ่ง ผมก็จะเอาย้อนกลับมาใช้มั่งล่ะ 
อย่าเอาสภาวะสังคมในสมัยพุทธกาล มาตัดสินสภาวะสังคมในสมัยนี้ 
เพราะสมัยพุทธกาล ไม่มีโรงฆ่าสัตว์เป็นล่ำเป็นสันอย่างตอนนี้ 
แล้วอย่าพยายามสรุปว่า พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์  
เพราะข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีแต่พระพุทธเจ้ากับคนร่วมสมัยที่รู้ 
ผมเห็นแบบนี้ เชื่อทันทีครับว่า ไม่ว่าผมจะยกข้อเขียนใครมาลงก็ตาม 
เป็นโดนกล่าวหาแบบเดียวกันแน่นอน ดีไม่ดีจะลามปามไปถึงคิดว่า 
ผมเป็นพวกสันติอโศก ธรรมกาย เป็นแน่แท้ 
ทั้งๆ ที่ความจริงผมเคารพพระไตรปิฎกมากพอๆ กับพระพุทธเจ้า 
และเคารพตำราที่ผมเคยอ่านมาแล้วทุกสำนัก ไม่ว่าจะเป็นของหินยาน 
มหายาน สันติอโศก ก็ตาม 
อยากรู้หรือว่าผมถามอะไรบ้าง 
* เราควรสั่งสอนเด็กให้รู้จักบาปบุญคุณโทษมากกว่านี้ดีไหม? ชี้ให้เห็นโทษภัยจากเนื้อสัตว์ 
ชี้ให้เห็นว่าเนื้อสัตว์ได้มาจากการ "ฆ่า" สัตว์โดยเจตนา 
* เราควรนำข้อดีของมหายาน หรือสายอื่นๆ มาประยุกต์ใช้กับเราดีไหม เช่น 
มหายานเน้นเรื่องเมตตากรุณา โดยการไม่เสพเนื้อสัตว์ เน้นเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน 
เน้นเรื่องเคารพหนังสือ เน้นเรื่องความเคารพข้าวทุกเมล็ด ไม่ให้กินทิ้งกินขว้าง 
ของดีๆ ทั้งนั้น ทำไมไม่รับมาใช้บ้าง หรือกลัวจะโดนหาว่านอกรีต 
โดยมหายานกลืน? แบบนี้ก็เข้าข่ายยึดติดเหมือนกันแหละ สุดท้ายก็ศาสดาองค์เดียวกันอยู่ดี 
สันติอโศกก็มีข้อดีที่ อยู่ง่ายกินง่าย กินอยู่บนความไม่เดือดร้อนของตนเอง  
และผู้อื่น ไม่ว่าสัตว์หรือคน เรียบง่าย พออยู่พอกิน ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม 
และประเทศชาติ นี่ก็ของดีๆ ทั้งนั้น ไม่รับมาใช้บ้างหรือ? หรือมีอคติกับเขา? 
หรือแขกอินเดียที่เป็นฮินดูปัจจุบัน เขาก็เป็นพวกมังสวิรัติ ไม่สูบบุหรี่ 
นี่ก็ข้อดีอีก ทำไมไม่เอามาประยุกต์ใช้ บ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น? ส่วนเรื่องแบ่งชั้นวรรณะ 
เป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็ไม่ต้องเอามาใช้สิครับ 
* ผมถามตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่า การถวายลาบดิบกับพระ เข้าข่ายผิดวินัยหรือไม่ 
เพราะดูเหมือนว่าพระจะไม่รับเนื้อดิบ นี่ยังไม่ได้คำตอบจนบัดนี้..... 
* ผมเสนอว่า ใครที่มีโอกาสไปอินเดียหรือลังกา ช่วยไปดูหลักฐานที่เขาแสดงไว้หน่อย 
ว่าตกลงพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์สมัยพุทธกาลเสพเนื้อสัตว์หรือไม่  
จะได้เอามาบอกคนอื่นๆ บ้าง ก็เงียบ Not responding.... 
* ผมเสนอว่า ควรจะช่วยกันแก้ความเข้าใจผิดของชาวบ้าน ที่มักเข้าใจว่า 
พระไม่มีสิทธิ์เลือกเสพบิณฑบาตให้ถูกต้อง โดยจริงๆ แล้ว 
"สิ่งที่ยังอกุศลกรรมให้เจริญ กุศลกรรมให้เสื่อม" ไม่ควรเสพ 
ไม่ใช่เพราะติดรส แต่ก็เงียบ Not responding นอกจาก 
คำสวดจากคุณๆ ทั้งหลาย 
 
แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไรครับ ใครข่มใครกันแน่? 
สภาพการณ์มันจะเป็นว่า พวกคุณพยายามข่มผม 
ผมแค่พยายามแก้ข้อกล่าวหาเท่านั้น 
แล้วพวกคุณทำไมต้องหาว่า ผมพยายามข่มพวกคุณด้วย 
ตอนนี้ วิธีลดโทสะที่ดีที่สุดของผมก็คือ 
เลิกเสวนากับพวกคุณครับ ไม่เห็นทางอื่นแล้ว
 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 17 ต.ค. 2543 / 18:26:33 น. ]  
     [ IP Address : 203.146.85.91 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 18 : (ช้าง) 
     เห็นด้วยอย่างมากกกกก กับคุณ listener ครับ  พักไว้ก่อนก็น่าจะดีนะครับ
 จากคุณ : ช้าง [ 18 ต.ค. 2543 / 00:29:53 น. ]  
     [ IP Address : 203.144.198.36 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 19 : (rising_sun) 
คิดเอาเองนะครับว่าคนที่ไม่ยอมตอบกระทู้ที่คุณหนูหนุ่มหนวดพูดถึงก็คือผมเอง ก็ขอตอบดังนี้ครับ 

* เราควรสั่งสอนเด็กให้รู้จักบาปบุญคุณโทษมากกว่านี้ดีไหม? ชี้ให้เห็นโทษภัยจากเนื้อสัตว์ ชี้ให้เห็นว่าเนื้อสัตว์ได้มาจากการ "ฆ่า" สัตว์โดยเจตนา 
- เราควรสอนให้เด็กรู้จักบาปบุญครับ ควรชี้ให้เห็นโทษภัยที่มีต่อสุขภาพของเนื้อสัตว์(แต่เด็กเป็นวัยที่ต้องการโปรตีนมาก โปรตีนจากพืชอย่างเดียวอาจจะไม่พอครับ) ส่วนสัตว์นั้นมีทั้งถูกฆ่าและตายเอง ไม่ได้มีแต่ถูกฆ่าอย่างเดียว และแม้เนื้อสัตว์นั้นถูกฆ่ามาจริง เราก็ไม่ได้เป็นผู้สั่งให้ฆ่า เราไม่รู้ว่าเขาฆ่าเจาะจงเรา พูดง่ายๆคือเราไม่ได้มีเจตนาฆ่าให้สัตว์นั้นตาย เพราะฉนั้นเราไม่ต้องปาณาติปาตาครับ อ้างอิงพุทธพจน์ "เจตนาเป็นตัวกรรม" การกระทำใดๆต้องมีเจตนา 

* เราควรนำข้อดีของมหายาน หรือสายอื่นๆ มาประยุกต์ใช้กับเราดีไหม 
-เรื่องนี้ผมเห็นตรงข้ามครับ ผมเห็นว่าเถรวาทเรามีข้อดีพออยู่แล้ว เท่าที่คุณหนูหนุ่มหนวดพูดมา ยกเว้นข้อไม่กินเนื้อสัตว์ไว้ข้อเดียว นอกนั้นเถรวาทเรามีดีพออยู่แล้วครับ ส่วนข้อไม่กินเนื้อสัตว์ก็ถือว่าเป็นการแยกกันระหว่างเถรวาทกับมหายาน(สายนึงเพราะมหายานมีตั้งหลายสาย)ก็แล้วกันครับ แม้แต่เรื่องข้อดีของสันติอโศกที่คุณยกมา ทางเถรวาทเราก็สอนกันครับ เรามีดีอยู่แล้วแน่นอน เพียงแต่เราจะเห็นดีของตัวเราหรือเปล่าเท่านั้นเอง 

* ผมถามตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่า การถวายลาบดิบกับพระ เข้าข่ายผิดวินัยหรือไม่ 
เพราะดูเหมือนว่าพระจะไม่รับเนื้อดิบ นี่ยังไม่ได้คำตอบจนบัดนี้..... 
-ข้อนี้ต้องขออภัยคุณหนูหนุ่มหนวดด้วยครับ ที่ผมไม่ได้เปิดพระวินัยปิฏกมาตอบ คำตอบที่ต้องการอยู่ในพระวินัยครับ ผมไม่แน่ใจว่ามีบัญญัติหรือเปล่า เลยไม่กล้าตอบครับ 

* ผมเสนอว่า ใครที่มีโอกาสไปอินเดียหรือลังกา ช่วยไปดูหลักฐานที่เขาแสดงไว้หน่อยว่าตกลงพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์สมัยพุทธกาลเสพเนื้อสัตว์หรือไม่ 
-ข้อนี้คุณพุทธศาสนิกชน และคุณวิชาช่วยหาพระสูตรมายืนยันแล้วนะครับ ว่าแม้แต่ตัวพระผู้มีพระภาคเองยังรับบิณฑบาตที่เป็นเนื้อสัตว์ครับ หากคุณหนูหนุ่มหนวดอยากทราบเนื้อความในพระสูตร ก็ลองหาเอาได้ครับ ทางลานธรรมฯเตรียมพระไตรปิฏกไว้ให้ค้นแล้วครับ 

* ผมเสนอว่า ควรจะช่วยกันแก้ความเข้าใจผิดของชาวบ้าน ที่มักเข้าใจว่าพระไม่มีสิทธิ์เลือกเสพบิณฑบาตให้ถูกต้อง 
-ผมเข้าใจว่าหากชาวบ้านไม่ได้ให้บิณฑบาตด้วยความเคารพ พระมีสิทธิปฏิเสธไม่รับบาตรครับ แต่หากชาวบ้านให้ด้วยความเคารพ พระในฐานะที่เป็นนาบุญก็ไม่ควรปฏิเสธครับ ตรงนี้เป็นความเข้าใจของผมครับ ไม่ทราบเหมือนกันว่าที่ถูกต้องตรงพระวินัยเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องหลักการเสพที่คุณหนูหนุ่มหนวดอ้างมา การเสพเนื้อสัตว์อาจทำให้กุศลธรรมเสื่อมนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องเฉพาะคนครับ บางคนเสพเนื้อสัตว์กุศลธรรมอาจจะไม่เสื่อมก็ได เรื่องของปัจเจกบุคคลก็คงต้องประยุกต์ใช้หลักการที่พระศาสดาประทานไว้ให้ดีครับ 

ผมเห็นด้วยนะครับที่คุณหนูหนุ่มหนวดกล่าวว่าจะงดการสนทนาที่ประกอบด้วยโทสะ นี่ล่ะครับที่คุณหนูหนุ่มหนวดใช้หลักการเรื่อง สิ่งที่เสพแล้วกุศลธรรมเสื่อมไม่ควรเสพ ผมเองก็ยังเว้นวรรคกระทู้ที่แล้วไป แต่ที่กลับมาตอบกระทู้นี้เพราะพอจะควบคุมไหวแล้วครับ ส่วนกระทู้อื่นที่เสพแล้วกุศลธรรมเจริญก็คงไม่มีใครกล้าห้ามคุณหนูหนุ่มหนวดหรอกครับ คิดว่าในลานธรรมฯมีกระทู้มาก คงไม่ใช่ทุกกระทู้ที่จะทำให้กุศลธรรมเสื่อมครับ 

ผมกราบขออภัยคุณหนูหนุ่มหนวดด้วยนะครับ หากการตอบกระทู้ของผมจะกระทบกระทั่งจนทำให้คุณหนูหนุ่มหนวดไม่พอใจไปบ้าง แต่ก็ขอให้ไม่พอใจผมคนเดียวเถอะครับ อย่าให้ถึงกับเป็นลานธรรมฯโดยรวมเลย เพราะผมไม่ใช่ลานธรรมครับ แล้วผมก็ขออโหสิกรรมไว้ในที่นี้ด้วยครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 18 ต.ค. 2543 / 00:50:58 น. ]  
     [ IP Address : 203.134.7.71 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 20 : (sarthit_santad@hotmail.com) 
ความคิดเห็นของคุณอรุณเบิกฟ้า (rising_sun) ความเห็นที่ 9 ผมให้คะแนน 80 %  ของคุณหนูหนุ่มหนวด ผมขอหักคะแนนความประพฤติ 3 คะแนน (คะแนนเต็มสิบ) 
ผมอ่านดูแล้ว คุณหนูฯ ไม่มีข้อความหรือเจตนาจะอวดดีเลย น่าเห็นใจที่มีคนรุม  ความจริงแล้วหลายๆ คน ชอบคิดเอาเองว่า คนที่กินมังสวิรัติข่มคนอื่น  คิดดูสิครับ แม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยพวกเขายังให้ความเมตตาเลย นับประสาอะไรกับมนุษย์ด้วยกัน ผมกินมังสวิรัติมา 9 ปี ภรรยาผมยังไม่หันมาถือมังสวิรัติเลย(กินด้วยเป็นบางมื้อ) แต่เราก็อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข 
  คุณหนูหนุ่มหนวดอย่าเพิ่งหนีหายไปไหนนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณ  ช่วยกันนะครับ  ช่วยให้ลานธรรมเป็นสมบัติอันมีค่าของชาวพุทธต่อไปเถิดครับ สังคมทุกวันนี้แทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว  ขอให้ลานธรรมเป็นน้ำอีกสักหยดที่ช่วยดับไฟประลัยกัณฑ์(ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกไหม?)ให้บรรเทาเบาบางลงนะครับ ขอบคุณ
 จากคุณ : sarthit_santad@hotmail.com [ 18 ต.ค. 2543 / 08:45:00 น. ]  
     [ IP Address : 202.183.184.105 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 21 : (หลังเขา) 
คุณสาธิตครับ 
ไม่ได้รุมคุณหนูหนุ่มหนวดนะครับแต่ผมรู้สึกอย่างงั้นจริงๆ 
ข้อความที่เค้าเขียนผมอ่านไปอ่านมาเห็นอยู่อย่างเดียวว่าข้ากินมังสวิรัติเป็นคนดี 
คนอื่นกินเนื้อสัตว์เลวเป็นต้นเหตุให้เกิดการฆ่าสัตว์ตายมากมายเพราะไอ้พวกนี้ 
ทำนองนี้น่ะครับ 

ที่ผมจะพยายามชี้แจงก็ประมาณเดียวกับที่คุณ rising sun เขียนไปแล้วน่ะครับ 
คือกรรมน่ะขึ้นกับเจตนาเป็นหลัก 
ในกรณีของคนทั่วไปที่ยังไปเลือกว่าอยากกินนั่นกินนี่ก็คงพอเข้าข่ายที่คุณหนูหนุ่มหนวดพูดบ้างว่าเป็นต้นเหตุให้การมีการฆ่าสัตว์ชนิดที่เขาชอบกินนั้นๆ 
แต่ก็ไม่ใช่โดยตรงเพราะเอาจริงๆอย่างคนที่หาเช้ากินค่ำกินข้าวแกงเดินถนนธรรมดา 
เวลาไปซื้อข้าวแกงเลือกกับข้าวชนิดนั้นชนิดนี้มาทาน 
ก็เลือกที่เค้าเป็นกับข้าวแล้วไม่ได้ไปชี้ไก่ตัวนั้นหรือหมูตัวนี้ให้เค้าฆ่ามาให้กิน 

สรุปว่าผมก็เห็นว่าการทานมังสวิรัติเป็นสิ่งดีครับแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาบอกให้ทุกคนทำตามควรจะเป็นความสมัครใจซะมากกว่า 

ตอบคำถามคุณหนุ่มหนวดนะครับ 
*อันแรกนี่ก็ชี้แจงไปแล้วนะครับว่าคนซื้อเป็นเพียงส่วนปลายครับไม่ได้ผิดโดยตรง 
จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปสอนหรือบังคับให้เด็กไม่กินเนื้อสัตว์แต่อย่างใด 
*ข้อดีของใครก็ควรนำมาประยุกต์เข้ากับเราทั้งนั้นครับถ้า'ดีจริง'อย่างกรณีของการทานหรือไม่ทานเนื้อสัตว์นี่ผมไม่เห็นจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่จนต้องเอามาทำตามเลยครับ 
ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเหตุผลในพระสูตรเรื่องพระเทวทัตทูลขอให้พระสงฆ์ห้ามทานเนื้อสัตว์มากกว่า 
*กรณีลาบดิบนี่ถ้ามันเป็นเนื้อดิบจริงๆนี่ก็คงผิดแหละครับ 
แต่ผมก็ไม่เคยทานซักทีเลยไม่รู้ว่าลาบดิบนี่มันดิบแต่ชื่อหรือเป็นเนื้อดิบจริงๆ:P 
*ข้อนี้คุณ rising sun ตอบไปแล้วและก็เหมือนเดิมคือคุณเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่ออยู่นั่นเอง 
*อันนี้นี่ผมตอบไปข้างบนแล้วนะครับว่าอาหารเป็นเพียงปัจจัยภายนอกไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง 
ลองถามตัวคุณหนูหนุ่มหนวดเองก็ได้ครับว่าทานมังสวิรัติแล้วกามยังมีอยู่หรือเปล่า 
การฝึกตนผมว่าควรจะฝึกที่ใจมากกว่าครับ 
เรื่องอาหารมีส่วนบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักแล้วก็ไม่ได้ให้ผลเท่ากันกับทุกคน 
สรุปว่าผมเห็นว่าการปฏิบัติของสายครูบาอาจารย์ที่ท่านไม่เลือกฉันนั่นดีพอแล้วครับ 
ไม่มีความจำเป็นต้องไปให้ท่านทำโน่นทำนี่ตามใจคุณอีกไม่มีความจำเป็นเลย 

สรุปสุดท้ายจริงๆคืออยากบอกว่าการสนทนาในเวปบอร์ดนั่นผมไม่เห็นว่าจะเป็นการเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองของใครได้ 
เท่าที่เห็นมาส่วนใหญ่ที่เข้ามาคุยในเวปบอร์ดจะมีความคิดและข้อสรุปเป็นของตนเองอยู่แล้ว 
เวลาเข้ามาหากเจอข้อความหรือเรื่องราวที่เป็นไปในทำนองเดียวกับความเชื่อของตนก็จะเห็นด้วยเท่านั้นในทางกลับกันก็เช่นกัน 
ดังนั้นท่านที่เข้ามาในที่แห่งนี้หากความคิดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ที่เค้าเป็นอยู่จะว่าเค้ารุมก็ไม่ถูกครับ 
เพราะเค้าแค่เห็นไปในทางเดียวกันที่ไม่ตรงกับความเห็นคุณเท่านั้นไม่ได้มีการรวมหัวมารุมแต่อย่างใด 

ใครที่มีความเชื่อทางไหนก็ปฏิบัติไปทางนั้นเถอะครับ 
คุณหนูหนุ่มหนวดทานมังสวิรัติได้ผมก็อนุโมทนาครับ 
แต่ถ้าถึงขั้นจะบังคับให้คนอื่นเปลี่ยนมาเชื่อตามคุณก็คงจะต้องบอกว่าคุณหวังมากไปและเป็นไปไม่ได้ครับ 
อยากรู้ว่ายากแค่ไหนก็ลองไปเปลี่ยนคนใกล้ตัวของคุณก่อนสิครับเพื่อนหรือครอบครัวในชีวิตจริงของคุณ 
ที่คุณมีโอกาสอธิบายให้เค้าฟังได้ยาวๆกว่าเขียนไปเขียนมาในเวปบอร์ดแบบนี้น่ะ 

ต้องหัดวางอุเบกขามั่งครับถ้าคิดว่าบอกทางดีแล้วก็แล้วกันให้มันจบตรงนั้นส่วนเค้าจะทำตามหรือไม่ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของเค้าเองดีกว่าครับ

 จากคุณ : หลังเขา [ 18 ต.ค. 2543 / 09:50:15 น. ]  
     [ IP Address : 203.148.205.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 22 : (หนู) 
คุณหนูหนุ่มหนวดคะ อะไรคือจุดประสงค์และเป้าหมายของคุณในเรื่องนี้คะ 
คุณต้องการให้ทุกคนเลิกกินเนื้อสัตว์ และหันมาเป็นมังสวิรัติกันให้หมดหรือว่ายังไงคะ 
ขอทราบจุดมุ่งหมายสั้นๆและชัดเจนอีกทีซิคะ อ่านที่ถกเถียงกันไปมาแล้วชักงงๆ
 จากคุณ : หนู [ 18 ต.ค. 2543 / 10:44:00 น. ]  
     [ IP Address : 203.147.53.237 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 23 : (หนูหนุ่มหนวด) 
คุณสาธิตครับ ผมไม่หนีหายไปไหนหรอก 
แต่ผมจะเปลี่ยนสถานภาพตัวเอง จากผู้อ่านและร่วมเสนอความเห็น 
เป็นผู้อ่านเฉยๆ อยู่ข้างเวทีสบายกว่าเยอะ 
อย่างน้อยก็ไม่ต้องหัวเสียกับใคร 
คุณหนูครับ ผมเองอยากจะเสนอความเห็นในแนวทางอหิงสาเท่านั้น 
แต่เรื่องมันบานปลาย เพราะมีการตีความเจตนารมณ์ผมไปในทิศทางตรงกันข้าม 
และมีการบ่ายเบี่ยงประเด็นที่ผมพยายามขอความเห็น จึงทำให้ "ไฟบรรลัยกัลป์"  
เกือบจะลุกขึ้นในลานธรรม 
เรื่องธรรมะนั้น บางครั้งต้อง คิดลึกๆ แต่บางครั้งต้องคิดแบบตื้นๆ 
ถ้าแบ่งแยกไม่ถูกจะเกิดกรณีเช่นนี้แหละครับ 
เรื่องที่ควรตีความให้ดีๆ กลับไม่พยายามตีความ 
แต่เรื่องที่ไม่ควรตีความกลับพยายามตีความ 
เลยลุกลามไปใหญ่โต 
หลังจากความเห็นนี้แล้ว ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าจะมาคุยต่อหรือจะถอนตัว 
ไปเป็นผู้ชมข้างเวทีดี เพราะความเห็นในแนวตรงกันข้าม 
ส่วนใหญ่ จะลงเอยแบบนี้เสมอ ค้นกระทู้เก่าๆ มาหลายกระทู้แล้ว 
ลงเอยคล้ายๆ กัน อย่าว่าแต่ในนี้เลย 
เมื่อวาน ผมเพิ่งโดนหาว่าเป็นเทวทัตกลับชาติมาเกิดในพันธุ์ทิพย์ 
เอาละครับ มาตอบความเห็นต่างๆ แล้วก็แล้วไป 
แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะเรื่องมันบานไปแล้ว 
ผมก็จะคอยดูพวกคุณต่อไป แต่จะหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้เท่านั้น
 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 18 ต.ค. 2543 / 14:27:13 น. ]  
     [ IP Address : 10.247.12.27 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 24 : (หนูหนุ่มหนวด) 
นั่นปะไร เพิ่งต่อว่าไปแหม็บๆ คุณก็เบี่ยงประเด็นอีกแล้ว 
ผมขอร้องให้ไปช่วยไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ 
ที่ทางอินเดียกับลังกาเขาแสดงไว้ครับ ไม่ใช่หลักฐานทางพระสูตร 
นั่นผมรู้ครับว่ามี แต่อยากจะได้หลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 
มาประกอบด้วย เข้าใจไหมครับ 
คุณไม่ได้ไปอินเดียหรือศรีลังกามาเลย แต่คุณชิงตอบเสียแล้วหรือครับ 
คำถามนี้ผมย้ำมากครับ "ต้องการหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงไว้ 
ที่สถานที่จริงเท่านั้น" เพราะพระสูตรต่างๆ พวกนี้ เคยอ่านมาหมดแล้วครับ
 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 18 ต.ค. 2543 / 14:51:23 น. ]  
     [ IP Address : 202.28.38.129 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 25 : (หนู) 
สรุปว่าคุณหนูหนุ่มหนวดต้องการแค่จะบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ เราควรหันมากินมังสวิรัติกันเถอะ จะได้ไม่เป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น และเป็นการเจริญเมตตาด้วย การไม่กินเนื้อย่อมดีกว่าการกินเนื้อแน่นอน อะไรแนวๆนี้หรือเปล่าคะ ต้องการจะสื่อแค่นี้เองใช่ใหมคะ ถ้าแค่นี้จริงๆ หนูเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ (แม้หนูจะยังอดเนื้อไม่ได้ก็ตาม แหะๆ) แต่ถ้าจะมีประเด็นย่อยอื่นอีกที่ลึกไปกว่านี้ มันก็ต้องว่าๆกันไปทีละเรื่องน่ะค่ะ
 จากคุณ : หนู [ 18 ต.ค. 2543 / 15:01:51 น. ]  
     [ IP Address : 203.147.52.66 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 26 : (หนูหนุ่มหนวด) 
แค่นั้นแหละครับ คุณหนู คุณตีความเจตนารมณ์ผมถูกต้องสมบูรณ์แล้วครับ
 จากคุณ : หนูหนุ่มหนวด [ 18 ต.ค. 2543 / 15:26:14 น. ]  
     [ IP Address : 202.28.37.131 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 27 : (หลังเขา) 
โอเคครับถ้าคุณหนูหนุ่มหนวดยืนยันว่าเจตนาแค่นั้นก็คงเห็นพ้องกันแหละครับ 
ไม่มีใครเถียงว่ากินมังสวิรัติไม่ดีครับ 
อนุโมทนาครับ
 จากคุณ : หลังเขา [ 18 ต.ค. 2543 / 16:38:36 น. ]  
     [ IP Address : 203.148.205.3 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 28 : (rising_sun) 
อยากจะย้อนถามคุณหนูหนุ่มหนวดสักนิดครับ ทำไมคุณหนูหนุ่มหนวดถึงไม่เห็นว่าพระสูตรเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ครับ หรือคุณหนูหนุ่มหนวดเห็นว่ามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลได้ดียิ่งกว่าพระสูตรครับ 

ส่วนเรื่องการงดกินเนื้อ หรือการกินเนื้อให้น้อยลง ผมจำได้ว่าผมเห็นด้วยกับคุณหนูหนุ่มหนวดมาตั้งแต่แรกเริ่มการสนทนาแล้วนี่ครับ เพียงแต่ประเด็นย่อยที่ผมท้วงติงคุณหนูหนุ่มหนวดขึ้นมาก็คือคุณหนูหนุ่มหนวดบอกว่าพระสูตรขัดแย้งกันเองบ้าง ผู้ทำสังคยนาเชื่อไม่ได้บ้าง เรื่องตีความตามชอบใจบ้าง เรื่องนี้ต่างหากครับที่ผมข้องใจ และผมก็ได้ขอร้องให้คุณหนูหนุ่มหนวดยกพระสูตรที่คุณบอกว่าแย้งกัน แต่คุณหนูหนุ่มหนวดก็ไม่ได้ยกมาอ้างเลย รวมไปถึงการท้วงติงคุณหนูหนุ่มหนวดเกี่ยวกับเรื่องการตีความพระสูตร ผมเห็นว่าเป็นประเด็นย่อยของการสนทนาครับ คุณหนูหนุ่มหนวดไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรครับ แต่ที่จริงคุณหนูหนุ่มหนวดเองก็ถามผมมามากเหมือนกันในเรื่องประเด็นย่อยๆ 

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของเวบบอร์ดก็คือความคิดเห็นของบุคคลคนหนึ่ง สามารถที่จะถูกท้าทายได้ตลอดจากคนที่ไม่เห็นด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเหตุผลอ้างอิงที่หนักแน่นพอที่จะหักล้างข้อโต้แย้งของอีกฝ่ายได้ เมื่อการสนทนาถึงจุดรวบยอด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิทธิในการเลือกที่จะเชื่อก็ยังเป็นของบุคคลนั้นโดยสมบูรณ์ครับ ผมหมายความว่าผมไม่สามารถ(และไม่เคยคิด)ที่จะบังคับให้คุณหนูหนุ่มหนวดเชื่อตามผมเลยครับ เพียงแต่ผมคิดเห็นอย่างไร ผมก็แสดงออกไปอย่างนั้นเท่านั้นเอง 

หากการกระทำข้างต้นจะก่อความระคายเคืองใจให้คุณหนูหนุ่มหนวด ก็ขออภัยอีกครั้งครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 18 ต.ค. 2543 / 23:44:26 น. ]  
     [ IP Address : 203.134.155.11 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 29 : (sarthit_santad@hotmail.com) 
ผมให้คะแนนคุณ rising_sun ๙๙ % และให้คะแนนความมีน้ำใจคุณหนูหนุ่มหนวดเต็ม ๑๐ เลยครับ  ขออนุโมทนากับทั้งสองท่านที่มีเจตนาดีต่อพุทธศาสนา 
  -ความขัดแย้งที่พอเหมาะจะนำมาสู่การสร้างสรรครับ 
  -อะไรก็ตามที่ไม่ขัดแย้งเลย เปรียบเสมือนน้ำนิ่ง ที่มีแต่จะเน่าเท่านั้น 
  -ลานธรรมควรเป็นเสมือนกระแสน้ำที่ใสไหลเย็นเห็นตัวปลาเช่นนี้แหละจึงจะงดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางและงามในบั้นปลายครับ 
  -คุณหนูหนุ่มหนวดอย่าเป็นเพียงผู้ดูเลยครับ ผมว่ามีคนคิดแต่จะเป็นผู้ดูอีกมากในลานธรรม แล้ววันหนึ่งถ้าไม่มีใครออกมาตั้งกระทู้และร่วมแสดงความคิดเห็นเลย อะไรจะเกิดขึ้น! 
  -และคงเป็นเรื่องตลกมากอีกเช่นกัน ถ้ามีคนตั้งกระทู้ขึ้นมาแล้ว ทุกคนมีความเห็นตรงกันหมด ไม่มีมองต่างมุมเลย
 จากคุณ : sarthit_santad@hotmail.com [ 19 ต.ค. 2543 / 06:43:49 น. ]  
     [ IP Address : 202.183.184.76 ] 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 30 : (BlueJeans) 
พระไม่ควรฉันเนื้อ  และไม่ควรฉันผักด้วย 
แต่ควรฉันอาหารบิณฑบาตร ตามแนว ปฎิสังขาโย 
 จากคุณ : BlueJeans [ 23 ต.ค. 2543 / 07:16:12 น. ]  
     [ IP Address : 209.30.228.135 ] 
 

จบกระทู้บริบูรณ์

 กลับหน้าแรก