ชาติก่อนจากคำบอกเล่าของโอปาติกะ

                       นอบน้อมปฏิบัติตามพุทธองค์           จวบจนทรงดับขันธ์ปรินิพพาน
               
ด้วยศรัทธาแน่นในกมลสันดาน              จึงอธิษฐานงดทิพย์กะยาหาร
                      
ถวายชีพเป็นพุทธบูชา                      น้อมบารมีมาเพื่อโพธิญาณ
               
นั่งสมาธิสงบนิ่งในทิพย์วิมาน                 จนเนินนานจวนชีพจะดับขันธ์

                      
จึงเคลื่อนกายหาเทพบริวาร              ด้วยประมาณเห็นพักตร์ก่อนจากกัน
               
แล้วทำการอธิมุติดับขันธ์                          ก็เป็นอันสำเร็จสมดังบารมี   

               นิมิตรู้ว่าเมื่อชาติที่ฝ่านมานั้นเป็นเทวดาได้บังเกิดให้ทราบแล้วดังนี้

         เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อเริ่มทำกรรมฐานในปี 2526ได้สักพักหนึ่งแล้ว หลังจากเอนกายผิงหมอนกึ่งนั่งกึ่งนอน สัญญาเก่าในท่าที่สบายนั้นปรากฏขึ้นอย่างรุนแรง ว่าอาการท่านี้ในอดีตตนเองเป็นเทวดา และมีเหล่าเทพ 4 หรือ 5 ท่านเป็นบริวารอยู่นั่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กำลังสนทธนากันอยู่ และสัญญาการเป็นเทวดาเมื่อชาติที่แล้วปรากฏให้ทราบหลายครั้ง เช่น 1 การฝันเหมือนจริงว่าตนได้ไปชมและสนทนากับเทวดาบนสวรรค์ 2. ขณะนอนเล่นอยู่ เสมือนสายตามองทะลุหลังคาขึ้นไปบนอากาศเห็นท้องฟ้าและเมฆ พร้อมทั้งวิมานและเจดีย์สีทองล้อมรอบด้วยกำแพงสีทอง อย่างชัดเจนเหมือนตาเห็น แต่หาได้สนใจเพราะประสงค์ในการทำกรรมฐานละกิเลสเท่านั้น

          เหตุการณ์ที่ 2 ประมาณ ปี 2542 เทวดาท่านหนึ่งได้มาสื่อสัมผัสทางจิต(มาพร้อมทั้งกายเลย) แล้วกล่าวว่า "พอดีผ่านมาเห็นท่านก็เกิดจำได้เลยแวะมาสนทนา"
          
ข้าพเจ้าจึงถามว่า "ท่านได้พบกับข้าพเจ้าเมื่อไหล่?"
           
เทวดาบอกว่า "เมื่อชาติที่แล้วของท่าน"
           
ข้าพเจ้าจึงถามไปอีกว่า "ชาติที่แล้วข้าพเจ้าเจอท่านอย่างไร?"
           
เทวดาท่านเหล่าให้ฟังว่า "ท่านพร้อมบริวารได้ลงจากสวรรค์ชั้นดุสิต มายังชั้นดาวดึงส์เพื่อจะบูชาพระเขี้ยวแก้วพระธาตุของพระพุทธเจ้า ณ จุฬามณีเจดีย์ ในวันเพ็ญ 15 ค่ำ และเราพร้อมเหล่าบริวารก็ได้ขึ้นไปจากชั้นจาตุไปยังชั้นดาวดึงส์เพื่อจะไปบูชาพระเขียวแก้วเหมือนกัน แล้วท่านก็แวะเข้ามาหาเราสนทนากับเรา และกล่าวธรรมให้เราฟัง หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับวิมานตนเอง"
          
ข้าพเจ้าจึงถามเทวดาว่า "ท่านเกิดเป็นเทวดามานานแล้วหรือยัง?"
           
เทวดาตอบว่า "ไม่นานแต่ก็เป็นแสนปีของโลกมนุษย์แล้ว"
           
ข้าพเจ้าจึงถามเทวดาต่อไปอีกว่า "ท่านมีบริวารมากไหม?"
         
เทวดาตอบว่า "มีมากมายมากจึงไม่ได้นับว่ามีเท่าไร"
           
แล้วเทวดาก็พูดย้อนถามข้าพเจ้าว่า "ท่านไม่น่าลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เลย โลกมนุษย์หาได้มีความสบายเหมือนในวิมานของเราเลย แถมกลิ่นยังเหม็นเป็นที่สุด เราก็ต้องทนกลิ่นเหม็นนี้เพื่อมาสนทนากับท่าน"
           
ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า "เกิดเป็นมนุษย์นั้นสามารถสร้างบุญกุศลได้ดีกว่าเป็นเทวดา ส่วนความลำบากหรือกลิ่นเหม็นนั้นเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ปรับสภาพแบบมนุษย์ก็หาได้ลำบากหรือเหม็นมาก กลายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลก"
            
ข้าพเจ้าจึงถามย้อนกลับไปว่า "วิมานของท่านมีกลิ่นหอมเป็นอย่างไร?"
            
เทวดากล่าวให้ฟังว่า "มีกลิ่นหอมระรื่นอยู่ตลอดเวลา เอาแล้วละเราต้องไปแล้วนะเพราะทนกลิ่นไม่ค่อยไหวแล้ว"
    
หลังจากนั้นก็ยุติการสนทนา

        เหตุการณ์ที่ 3 ปลายปี พ.2547    หลังจากโอปาติกะ หรือเหล่าเทวดาที่ใกล้ชิด ไม่ย่อมบอกเรื่องราวของชาติที่แล้วของข้าพเจ้า มาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี เพื่อให้ข้าพเจ้ารู้ด้วยสมาธิตัวเอง แต่ข้าพเจ้ากลับโมเมไปโมเมมา ตามจินตนาการที่ประสงค์ฝึกหัดแต่งเรื่องสั้น เป็นนักเขียนสมัครเล่น ประมาณปี พ.2541-42 กลายเป็นเรื่องจินตนาการมากกว่า เทพเหล่านั้นก็เคยกล่าวว่า เป็นจินตนาการของข้าพเจ้าเอง แล้วบอกว่า จินตนาการนั้นจินตนาการได้ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่การเผยแพร่ออกไป จะเป็นกุศลหรืออกุศลอยู่ที่เจตนา ข้าพเจ้าจึงถามว่า อย่างนั้นข้าพเจ้าเผยแพร่ออกไป แล้วบอกให้ทราบว่า นี้เป็นเรื่องจินตนาการ เป็นเรื่องแต่ง ก็คงไม่ผิดอะไรใช่ไหมครับ? เทพเหล่านั้นก็บอกข้าพเจ้าว่า แล้วแต่ท่าน พิจารณาเอาเองก็แล้วกันนะ!
        
เมื่อเวลาผ่านมา ประมาณ 7 ปี ก็คือปลายปี 2547 เทพที่ใกล้ชิดเหล่านั้นก็คงเห็นว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถระลึกชาติก่อนได้โดยตลอดอย่างถูกต้องแล้ว จึงได้ทยอยบอกประวัติชาติที่แล้วให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรเอานิทานเรื่องแต่งจากจินตนาการออกไปเสีย แต่จะเล่าจากการได้ยินได้ฟังจากโอปาติกะที่เป็นเทพชั้นดุสิตดังนี้
       
เมื่อมีโอปาติกะที่เป็นเทพได้สื่อสัมผัส และท่านบอกว่า ท่านเป็นเทพบริวารของข้าพเจ้าเมื่อชาติที่แล้ว ประกอบกับด้วยความสงสัยของข้าพเจ้า ว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้ามีประชนชีพอยู่ข้าพเจ้าเกิดเป็นอะไรกันแน่ จึงถามตรงๆ ไปว่า
               "
ในสมัยที่พระพุทธเจ้ามีประชนชีพอยู่ ผมเกิดเป็นอะไร?"
   
เทพตอบว่า "ท่านเป็นเทวดาบนชั้นดุสิต"
   
ข้าพเจ้า งง เพราะขัดกับที่ผมเห็นในสมาธิระดับตื้นๆ ว่าเป็น ปากเป็นนก ตัวเหมือนคน ข้าพเจ้าจึงพูดว่า
              "
แต่ในสมาธิ ที่ผมเห็นเป็นครุฑ นี้ครับ"
   
เทพตอบว่า "เราไม่ทราบว่า ท่านไปเห็นได้อย่างไร แต่เราทราบว่าท่านเป็นเทพชั้นดุสิต และเราก็เป็นบริวารของท่านในชั้นดุสิต
   
ข้าพเจ้าสงสัยเพิ่มไปอีก จึงถามไปว่า "ตามที่รู้มาว่า เมื่อเทพเจ้าของวิมานจุติ(ตาย) วิมานต่างๆ ก็ดับหมดสิ้นไปด้วยไม่ใช่หรือ? แล้วท่านยังอยู่ได้อย่างไร"
   
เทพตอบว่า "เราไม่ทราบ ทราบแต่ว่า เหล่าวิมานและเทพต่างๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม มีแต่ตัวท่านเท่านั้นที่จุติ โดยไม่บอกกล่าวบอกลาผู้ใด"
   
ข้าพเจ้า งง จึงถามไปว่า " ตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นเทพชั้นดุสิต จนถึงเดียวนี้ ระหว่างนั้นผมได้ไปเกิดเป็นอะไรบ้างครับ?"
   
เทพก็ตอบว่า "ท่านไม่ได้ไปเกิดเป็นอะไรเลยในระหว่างนั้น"
   
ข้าพเจ้าก็กล่าวว่า " ผมสับสนไปหมดแล้ว เป็นอะไรกันแน่ครับ"
   
เทพพูดว่า "อย่างนั้นท่านต้องสื่อคุยกับเทพท่านที่ใกล้ชิด อยู่ในเหตุการณ์กับท่านตอนนั้นดีกว่า"
         
หลังจากนั้นก็ทำการสื่อกับเทพท่านใหม่ เมื่อมาสื่อสัมผัส แล้วท่านก็บอกว่าท่านเป็นเทพที่ดูแลวิมานและเหล่าเทพแทนไปก่อน
     
ข้าพเจ้าจึงถามย่ำว่า "ในสมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนชีพอยู่ ผมเป็นเทพชั้นดุสิตจริง และแน่นอนหรือ?"

    
หมายเหตุ เรื่องต่อไปนี้ได้รับทราบจากหลายท่าน ที่มาบอกให้ทราบ แต่ข้าพเจ้าขอสรุปลงว่าเป็นเพียงท่านเดียวเพื่อไม่ให้เยินเย่อ 

    
เทพก็บอกว่า "จริง เราขอยื่นยัน เมื่อพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลก และเมื่อท่านและบริวารรวมเราอยู่ด้วย ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ขณะที่ไปถึง พระพุทธองค์ทรงตรัสแนะนำว่าท่านเป็นโพธิสัตว์บนชั้นดุสิตนำบริวารมาเพื่อประสงค์ฟังธรรม และเมื่อได้ฟังเทศนาจากพระพุทธองค์ ท่านบังเกิดความศรัทธามาก เมื่อกลับมายังวิมานของท่าน ท่านก็ไม่สนใจในทิพย์สมบัติอันใด ไม่สนใจแม้แต่คู่ครองของท่าน ปฏิบัติธรรมตั้งมั่นอยู่ในศีล ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ปฏิบัติตนเสมือนเป็นผู้ที่บวชถือเนกขัมอยู่ จนคู่ครองของท่านต้องปฏิบัติตามท่านไปด้วย
             
เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านมีความอาลัยและโศกเศร้าอย่างมาก เมื่อเสร็จกิจจากขันธ์พระพุทธองค์ ท่านกลับวิมานและไปอยู่ในที่เฉพาะตน ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปหาและเยี่ยมเป็นอันขาด แม้กระทั้งคู่ครองของท่านก็ห้ามเข้าไปหา แล้วท่านไม่รับอาหารทิพย์ นั่งเข้าสมาธิตั้งแต่นั้น คู่ครองของท่านเข้าไปหาท่านก็ไม่เปิดรับ ต้องอยู่ในบริเวณด้านนอกอย่างเดียว นางเศร้าโศกเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นนางก็ไม่รับอาหารทิพย์ และเพียรเฝ้าท่านอยู่อย่างนั้น ท่านนั่งสมาธิ และไม่รับอาหารทิพย์เป็นเวลาประมาณ 7 ราตรี แล้วท่านก็ออกจากการนั่งสมาธิ ออกมาพบกับเหล่าเทพบริวาร แต่ท่านก็ไม่ได้กล่าวอะไรเลย แล้วท่านก็หายจุติจากชั้นดุสิตมายังโลกมนุษย์ทันที ไม่มีใครทั้งตัวได้ทันเลย โดยที่วิมานและบริวารของท่านยังอยู่ครบบริบูรณ์ หลังจากนั้นคู่ครองของท่าน ก็จัดสรรให้เหล่าเทพดูแลกันตามฐานะ แล้วก็จุติหายไปจากชั้นดุสิต ไปเกิดยังโลกมนุษย์ ตามท่านไปในเวลาใกล้ๆ โดยไม่บอกกล่าวกับผู้ใดเหมือนท่าน"
           
เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องแล้ว ก็ยุติการสื่อสัมผัสในวันนั้น   แต่ใจของข้าพเจ้าก็ยังสับสนอยู่ระหว่างที่เห็นว่าเป็นนก กับเทพชั้นดุสิตอยู่ และการเกิดตายระหว่างนั้นตามเรื่องที่จินตนาการที่แต่งเป็นนิยายไว้ ว่าอย่างไรน่าเป็นเรื่องใกล้เคียงกว่ากันแน่ มีจุดไหนที่จะพิสูจน์คำของเทพเหล่านั้นได้ ก็เกิดความคิดขึ้นมาในเรื่อง ประมาณ 7 ราตรี ของสวรรค์ชั้นดุสิต หลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน จะเท่ากับกี่ปีโลกมนุษย์ พอที่จะเป็นตัวพิสูจน์คำของเทพเหล่านั้นได้
        
จากที่ทราบว่า 1 วันของสวรรค์ชั้นดุสิต เท่ากับ 400 ปี ของโลกมนุษย์ ดังนั้น 7 วันของสวรรค์ชั้นดุสิต ก็เท่ากับ 2,800 ปีโลกมนุษย์
        
แต่จากคำว่า ประมาณ 7 ราตรี ก็อาจหมายความว่าไม่ถึง 7 วันเต็ม คือ 6 วันกว่า ถ้าเป็น 6 วันเต็มก็เท่ากับ 2,400 ปีโลกมนุษย์
        
แต่ข้าพเจ้าเกิดใน ปี พ.2502 ซึ่งก็คือเป็นระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 6 วันกว่าหรือประมาณ 7 ราตรี ของสวรรค์ชั้นดุสิต หลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน ตามที่เทพชั้นดุสิตเหล่านั้นบอกก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามข้อมูลที่มีอยู่  ที่เปรียบเทียบเวลามนุษย์โลกกับเทวดาชั้นต่างๆ ตามตำรา
        เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบดังนี้ ความสงสัยอยากทราบถึงความเป็นอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ก็บังเกิดขึ้นดั้งนั้นเมื่อมีโอกาสสื่อสัมผัส ก็จะถามชอกแซกไปเรื่อย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีโอกาสได้สื่อกับเทพที่ใกล้ชิดอีก จึงได้ถามเทพนั้นว่า "ในชาติที่แล้วขณะที่ผมเป็นเทพชั้นดุสิต ผมมีบริวารเท่าไหรครับ?"
       
เทพนั้นตอบว่า "มีอยู่ สองพันท่านที่ติดตามใกล้ชิด"
       ข้าพเจ้าจึงถามว่า "แล้ววิมานและบริเวณนั้นกว้างใหญ่ไหมครับ"
       เทพนั้นตอบว่า "กว้างใหญ่พอประมาณ"
       ข้าพเจ้าจึงถามว่า "แล้วคู่ครองของผมอยู่วิมานเดียวกับผมหรือ?"

       
เทพนั้นตอบว่า " อยู่คนละวิมาน คู่ครองของท่านมีวิมานของตนเองบังเกิดขึ้น ไม่ไกลจากอาณาบริเวณของท่าน และมีเหล่าเทพใกล้ชิด 500 ท่าน และท่านทั้งสองก็ไปๆ มา ระหว่างวิมานทั้งสองเป็นประจำ"
      
ข้าพเจ้าอยากทราบความเป็นอยู่ของเหล่าเทพและวิมานจัดเรียงกันอย่างไร? จึงถามไปว่า "ท่านอาศัยอยู่ในวิมานที่ผมอยู่ใช่ไหม?"
      
เทพนั้นตอบว่า "เราไม่ได้อยู่ในกลุ่มเทพ สองพันท่านนั้น แต่อยู่ในวิมาน ในอนาบริเวณของท่าน"
      ข้าพเจ้าจึงถามเทพนั้นว่า "อย่างนั้นในอานาบริเวณวิมานของผม ก็มีวิมานอยู่อีกหรือ?"

       
เทพนั้นตอบว่า "ก็เหมือนหมู่บ้าน สมมุติว่านี้เป็นบ้านท่าน ก็มีบ้านอื่นอยู่ถัดกันไปรายล้อม เป็นหมู่บ้าน"
      
ข้าพเจ้าจึงถามว่า "อย่างนั้น ก็มีเทพจำนวนมากที่อยู่รายล้อม"
      
เทพนั้นตอบว่า "ก็มีมากพอประมาณ"
      
ข้าพเจ้าถามว่า "แล้วสวรรค์ชั้นดุสิตกว้างไหม"
      
เทพนั้นตอบว่า "เราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากว้างใหญ่เพียงไหน"
      
ข้าพเจ้าจึงถามว่า "แล้วท่านได้ไปเที่ยวชม ที่วิมานอื่นๆ ในพิภพดุสิตบ้างไหม?"
      
เทพนั้นตอบว่า "เราไม่ได้ไปไหน ในที่อื่นเลย"
      ข้าพเจ้าจึงถามว่า "เอาอย่างนั้นท่านไม่เบื่อหรือ?"

      
เทพนั้นตอบว่า "ไม่หรอกท่าน เพราะในเหล่าวิมานที่อยู่อาศัย ก็มีทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่ได้ลำบากตรงไหนเลย เทพทั้งหลายบนชั้นดุสิตก็เป็นเทพที่มีศีลมีธรรม โดยธรรมชาติแล้วกิเลสหยาบนั้นเบาบางมาก ไม่เหมือนมนุษย์ที่ต้องแสวงหา จึงไม่มีกิจอันใดที่จะต้องไปเทียวขมอย่างนั้น ยกเว้นจะมีแต่ภารกิจที่ท่านจะให้ไปทำเมื่อท่านเป็นเทพชั้นดุสิต แต่ไม่เคยมีกิจใดที่ท่านเรียกใช้เลย ทั้งแต่เราเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้"
      
ข้าพเจ้าก็คิดว่าก็จริงนะแล้วกล่าวว่า "ก็จริงเหนอะ ขนาดผมอยู่ในเมืองใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้ไปเทียวไหน วันๆ หนึ่งก็อยู่กับบ้านและที่ทำงาน"
     
ข้าพเจ้าจึงพูดถามต่อ "อย่างนั้นในตอนนั้นผมก็สามารถใช่ให้เทพในเหล่าวิมานนั้น ได้ทุกท่านสิ! โอ ผมเป็นใหญ่ในที่นั้นหรือ?"

     
เทพนั้นตอบว่า "ใช่ ท่านเป็นใหญ่ เปรียบดังราชาของเทพเหล่านั้น มีภารกิจอันใดจะใช้เทพองค์ไหนก็ได้ในอาณาบริเวณของท่าน แต่ในปัจจุบันนี้ท่านเป็นมนุษย์ ที่มีฐานะตามเป็นจริงของภพภูมิต่ำกว่าเรามาก"
    
ข้าพเจ้าย้อนดูตัวเองแล้วพูดว่า " อือๆ จริงๆ เหนอะ"

       
หลังจากนั้นก็จบสิ้นการสนทนา เพียงเท่านี้

       วิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้  จากที่เทพใกล้ชิดบอกให้ข้าพเจ้าทราบว่า “จริง เราขอยืนยัน เมื่อพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลก และเมื่อท่านและบริวารรวมเราอยู่ด้วย ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ขณะที่ไปถึง พระพุทธองค์ทรงตรัสแนะนำว่าท่านเป็นโพธิสัตว์บนชั้นดุสิตนำบริวารมาเพื่อประสงค์ฟังธรรม“    ตามความจริงแล้วก่อนที่จะทราบเรื่องนี้จากเทพใกล้ชิดเมื่อปลายปี 2547   แต่ก่อนเมื่อปีประมาณ 2542-43  เมื่อได้ทราบผลการทดสอบตัวข้าพเจ้าเองแล้ว  หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็เปิดหาอ่านพระไตรปิฎกตามวัดต่างๆ  เพื่ออยากทราบว่า ในพระไตรปิฎกยังมีบุคคลใดหรือผู้ใดที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสบอกหรือพุทธพยากรณ์ ที่นอกจากพระศรีอริยเมตตรัยโพธิสัตว์ ว่าเป็นพระนิยตะโพธิสัตว์ 
           ข้าพเจ้าก็ได้เปิดอ่านเจอในพระไตรปิฎกฉบับทางมหามกุฎ  จำจุดประสงค์ได้ดีแต่ชื่อบุคคลนั้นลืมไปบางส่วน  พระพุทธเจ้าได้ตรัสบอกภิกษุให้ทราบถึงเทวดาที่มาเผ้าพระองค์ ประมาณว่าเป็นพระโพธิสัตว์บนชั้นดุสิต พร้อมบริวารได้เข้ามาเฝ้าพระองค์
           ดังนั้นพอเทพใกล้ชิดบอกให้ข้าพเจ้าทราบดังข้างบนข้าพเจ้าจึงหาสนใจสอบสวนเพราะคิดว่าเป็นไปได้เพราะเคยอ่านพระไตรปิฎกผ่านตามาแล้วจึงไม่มีใจที่จะไปค้นคว้าอะไร  แต่ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้ามีพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา เมื่อข้าพเจ้าได้ทบทวนเขียนเรื่องเหล่านี้จึงประสงค์หาข้อมูลเพิ่มให้เป็นที่แน่นอนเพราะเหตุต่างๆ  เกิดขึ้นและเหล่าเทพเทวดาต่างมาตั้งสัจจะอธิษฐานกับข้าพเจ้ากันมากมายจนผิดวิสัยธรรมดา แต่เมื่อค้นในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬา กลับไม่มีเรื่องที่กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ที่เป็นเทวดาชั้นดุสิตอย่างชัดเจนลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เหมือนดังพระไตรปิฎกฉบับมหามกุฎเลยแม้แต่ข้อความเดียว   ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสับสนมาตลอด  ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2550  จนถึงปัจจุบัน(10 พฤศจิกายน 50)  ข้าพเจ้าจึงได้เก็บรวบรวมข้อมูลตามที่พิมพ์ไปแล้ว แต่ใจก็คิดว่าหาได้ถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงต้องจำหาข้อมูลที่ใกล้เคียงกว่านี้  ไปเรื่อยๆ  

          จึงได้ทราบชื่อเมื่อเป็นเทวดาบนชั้นดุสิต ชื่อว่า  “โช....(ออกเสียงยาวแล้วตามด้วย) มัตตะ” หรือ “โชออ.. มัตตะ”  ถ้าออกเสียงเป็น “โชมัตตะ”  ก็พอใช้ได้ แต่เสียง “โช” จะสั้นไปหน่อยหนึ่งเพราะต้องลากเสียงให้ยาวขึ้น เป็น “โชออ”  แต่ถ้าตัดเอาเฉพาะเสียงเด่นที่ใช้เรียกชื่อ น่าจะเป็นชื่อ “โชออ”  ได้อีกชื่อหนึ่ง และลากเสียงยาวนิดหนึ่งเวลาออกเสียง   เช่นเดียวกับคำว่า “โชติช่วง”  อ่านว่า “โชตช่วง” ซึ่ง คำว่า  “โชติ” อ่านว่า “โชต” ไม่ใช่  “โช-ติ” สามารถลากเสียงยาวได้ตามใจ เช่น “โชติ>> ช่วง” 

          ดังนั้นการออกเสียงชื่อในตอนนี้ เทียบเคียงได้กับภาษาไทย หรือบาลี ได้คือ “โชตมัตตะ” หรือ “โชต” ก็ได้   ข้าพเจ้าจึงเอาสองคำนี้มาหาในพระไตรปิฎก ซึ่งจะมีชื่อใกล้เคียงอยู่ใน มหาสมัยสูตร  (เทวดามากมายมาประชุมเฝ้าพระพุทธเจ้า) ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 หรือสุตตันตปิฎกเล่มที่ 2

              ตอนที่หนึ่งความว่า

             “เทวดา  ชื่อสุกกะ ชื่อกรุมหะ ชื่อ อรุณะ ชื่อเวฆนสะก็มาด้วยกันเทวดาชื่อโอทาตคัยหะ ผู้เป็นหัวหน้า เทวดาชื่อวิจักขณะ ก็มา  เทวดาชื่อ สทามัตตะ ชื่อหารคชะ และชื่อมิสสกะ ผู้มียศ ก็มา  ปชุนนเทวบุตร ซึ่งคำรามให้ฝนตกทั่วทิศก็มา หมู่เทวดา ๑๐   เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์   มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ”

         อธิบายส่วนที่หนึ่ง  ชื่อเทวดา  “สทามัตตะ”   นั้นมีความคล้ายกันตรงที่ คำว่า “มัตตะ”  แต่ การออกเสียง “สทา” กับ “โชออ” นั้นย่อมแตกต่างกันมาก และเทวดากลุ่มนี้เป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ ทั้งหมด ทั้ง 10 เหล่าหรือ 10 พวก ตามชื่อที่กล่าวไว้ทั้งหมด  และในพระอรรถกถา นั้นกล่าวว่า ชื่อเทวดา ที่กล่าวในพระสูตรนี้ กล่าวถึงพวกหรือทั้งกลุ่มตามคุณสมบัติ หรือชื่อผู้นำกลุ่ม หาใช่เพียงเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง  และข้าพเจ้าก็คิดว่าเป็นการกล่าว ชื่อตามของผู้นำกลุ่มด้วยเช่นกัน เช่นมีการกล่าวถึง พระสักกะ  (พระอินทร์) ก็หมายถึงกลุ่มพระอินทร์และเหล่าบริวาร  หรือกลุ่มของทาวมหาราชทั้ง 4  พร้อมทั้งบริวาร  สุดท้ายเป็นอันว่าส่วนที่หนึ่งนี้ยังไกลจากข้อมูลที่มีอยู่เกินไป

              ตอนที่สองความว่า

        “เทวดาชื่อเขมิยะ เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นยามะ  และเทวดาชื่อกัฏฐกะ มียศ เทวดาชื่อลัมพิตกะ ชื่อลามเสฏฐะ   ชื่อโชตินามะ ชื่ออาสา และ เทวดาชั้นนิมมานรดีก็มา อนึ่ง  เทวดาชั้นปรนิมมิตะก็มา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก  ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ”

              อธิบายส่วนที่สอง ชื่อเทวดาทั้ง 10 เป็น 10 พวก ซื่อกลุ่มที่ใกล้เคียงคือ โชตินามะ    และในพระอรรถกถาเรียกว่า โชตนาม ตามพระอรรถกถา  ดังนั้น คำว่า โชต สามารถออกเสียงยาวได้ตามที่ข้าพเจ้าอธิบายไว้ข้างบน   และคำว่า โชตนาม  ก็มีความหมายว่ามีนามหรือชื่อว่า โชต หรือ โชติ(อ่านว่าโชต ไม่ใช่ โช-ติ) นั้นเอง  จึงมีความใกล้เคียงอยู่มากกับข้อมูลที่ได้รับทราบจากเหล่าเทวดาชั้นดุสิตที่เคยใกล้ชัด  ทั้งในพระสูตรนั้น พระพุทธเจ้าทรงกำลังตรัสถึง ช่วงเทวดาชั้นดุสิต ยามา และได้ตรัสชื่อกลุ่มเทวดาออกมาให้ทราบเป็นพิเศษ  ส่วนในพระอรรถกถากล่าวว่า โชตนาม  หมายถึงกลุ่มเทวดาที่มี รัศมี โชตช่วง ดังไฟที่กำลังไหม้ต้นอ้อ

               บวกกับเหล่าเทวดาชั้นดุสิตที่ใกล้ชิดได้บอกกับข้าพเจ้าว่า ในสมัยนั้น ข้าพเจ้าจะไปไหนก็จะมีเหล่าเทวดาติดตามอยู่เป็นประจำถึงประมาณสองพันท่านเป็นปกติ  

        หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็สงสัยต่อ ที่เทวดาที่เคยใกล้ชิดกล่าวว่า ข้าพเจ้าในสมัยนั้นเคยเข้าเผ้าพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งเหล่าบริวารประมาณ พันท่าน อาจจะต้องมีการกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก  ซึ่งในพระไตรปิฎกได้รวบรวมไว้แล้วในเล่มที่ 15 หรือในสุตตันตปิฎกเล่มที่ 7  ที่กล่าวถึงเหล่าเทวดาที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้า หลังจากเที่ยงคืนแล้ว มีอยู่มากมาย บางพระสูตรก็ไม่บอกชื่อของเทวดาที่เข้าเฝ้า บางพระสูตรก็บอกชื่อ  แต่เทวดาที่มาเข้าเฝ้าเป็นกลุ่มจะบอกชื่อเป็นกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้เจาะบอกชื่อเทวดาเป็นรายท่าน 

             เช่น “เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวก เทวดา สตุลลปกายิกา (ผู้เทิดทูนธรรมของสัตบุรุษ) มากด้วยกัน มีวรรณงาม  ยังพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วกัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว   จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วจึงยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

           หลังจากนั้นก็จะมีเทวดาแต่ละท่านถามปัญหาธรรมกับพระพุทธองค์    ดังนั้นเทวดาที่มาเป็นกลุ่ม ที่เทิดทูนธรรมของสัตบุรุษ จะถูกเรียกว่า พวกเทวดา สตุลลปกายิกา  ทุกกลุ่มที่เข้าเผ้าพระพุทธเจ้า           

 

 

       ต่อไปมาดู เรื่องจินตนาการในชาติก่อนๆ ที่เขียนเมื่อประมาณปี พ.2541-42  เป็นการที่ข้าพเจ้าหัดเป็นนักเขียนสมัครเล่น เพราะแรงผลักดันจากที่ข้าพเจ้า เขียนหนังสือผิดๆถูกๆ มากเสียเหลือเกิน และแต่งเรียงความได้ไม่เคยเกินถึงหน้ากระดาษ สอบตกทุกครั้งในวิชาเขียนตามคำบอก และเรียงความ

                                                     คำนำ
         
นิยายเรื่องนี้ แต่งขึ้นเพื่อให้อ่านเล่นสนุกสนาน ให้มีความเพลิดเพลิน แต่อิงธรรม อิงพระพุทธศาสนา จะได้รู้เรื่องของพุทธศาสนาบ้าง ท่านผู้อ่านจะเอาไปคิดเอาไปจิตนาการต่อก็ได้ เพื่อให้เกิดสติปัญญาทางความคิด แต่อย่าจิตนาการจนฟุ้งซ่าน และอย่าไปเชื่อถือให้เป็นตุเป็นตะ ผู้เขียนขอเสนอแนะว่าอย่าไปหลงในเรื่องเหล่านี้ เพราะที่เขียนขึ้นมาก็เพื่อจะพัฒนาตนเอง ไปสู่การเป็นนักเขียนสมัครเล่น ให้บังเกิดความเพลิดเพลินเป็นหลัก แต่หนักไปหน่อย จึงหยิบเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาปะติปะต่อกัน อาจจะใส่เกร็ดชีวิตจริงบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าถือสา เพราะเป็นนิยายที่แต่งขึ้นให้อ่านเล่น และฝีมือการแต่งและเขียนนั้นยังแย่อยู่มากๆ

         เริ่มเรื่องชาติที่ 1. วายุเป็นเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่งในหมู่บ้าน เกิดในตระกุลพราหมณ์ฐานะของครอบครัวอยู่ในขั้นเศรษฐี จึงมีข้าทาสบริวารจำนวนมาก  ได้เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์  ฝ่ายบิดามารดาต้องการจะหาคู่ครองให้  วายุจึงกล่าวกับ  บิดามารดาว่า "ขอให้ลูกเป็นคนเลือกเอง ลูกขอรับรองว่าคู่ครองของลูกจะมีวรรณะไม่ต่ำกว่าลูก แล้วลูกจะบอกให้ คุณพ่อคุณแม่ ได้ทราบถึงผู้หญิงที่ลูกสนใจ  เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ดูกิริยามารยาท ถ้าคุณพ่อคุณแม่พอใจ ลูกก็จะแต่งงานด้วย แต่ต้องให้ลูกเป็นคน  เลือกเอง" ฝ่ายบิดามารดาด้วยความรักลูกจึงย่อมอ่อนตาม  เพราะไม่ได้ผิดประเพณี และทราบนิสัยลูกคนนี้เป็นคนมีเมตตาอ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่เกะกะเกเร เมื่อประสงค์จะทำสิ่งใดที่ไม่ขัดคุณธรรมและความดีแล้ว  ก็จะมุ่งมั่นกระทำจนสำเร็จ ดังนั้นเมื่อบิดามารดา เปิดทางให้  วายุก็ท่องเทียวไปตามประสาหนุ่ม โดยมีข้าทาสบริวารติดตาม 2 ถึง 3 คน อาจจะด้วยบุพเพที่เคยร่วมสร้างบุญกันมา วายุก็ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาการแต่งตัวดีมีคนใช้ติดตามมาหนึ่งคน ดูตามการแต่งตัวน่าจะเป็นบุตรของพราหมณ์  ที่มีฐานะมั่นคง  จึงบังเกิดนึกชอบในรูปร่างและท่าทาง แต่ต้องสะกดใจไว้เดินผ่านไป  ไม่ทำความรู้จักกันก่อน เพราะถึงแม้ตัวเอง  จะนึกชอบก็ต้องให้บิดามารดาชอบด้วย  จึงได้ออกอุบายเพื่อทดสอบนิสัยและสติปัญญา เมื่อเดินผ่านลับตาผู้คนและหญิงสาวคนนั้น  จึงให้บริวารคนหนึ่ง แต่งตัวเป็นขอทานให้ทำทีไปขอทานจากหญิงสาว แล้วให้บริวารอีก 2 คนคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดี มีราคาของ ตนเอง ทำทีไปไล่ขอทานให้หลีกไป แล้วพูดเกี่ยวพาลาสีหญิงสาว กำชับให้บริวารจำคำพูดของหญิงสาวมาบอกให้ทราบทุกข้อความ ส่วนวายุนั้นยืนดูอยู่ห่างๆ  วายุเห็นหญิงสาวคนนั้นให้ทานขอทานอย่างไม่ลังเล หลังจากนั้นบริวารอีก 2 คนทำตามแผน จนบริวารต้อง รีบเดินหนีออกมารายงานให้เจ้านายตนเองทราบว่า  เมื่อตนเองเข้าไปไล่ขอทาน  แล้วพูดว่า"น้องหญิงพี่ขอเดินเป็นเพื่อนด้วยคน" หญิงสาวเดินหนี เขา 2 คนเดินตาม หญิงสาวจึงพูดว่า "เรากับท่านไม่รู้จักกัน จึงไม่เป็นการดี ขอให้ท่านอย่าเดินตามเราเลย" ผ่ายบริวารทั้ง 2 ยังเดินตาม หญิงสาวจึงหยุด และกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า "ถ้าท่านยังขืนตาม เราและคนของเราจะเดินไปหาบิดาและบริวารที่อยู่ ในบริเวณนี้ เพื่อให้จัดการกับพวกท่านเมื่อวายุได้ทราบดังนี้จึงรู้ได้ทันที่ว่าตนเองได้พบผู้หญิงที่ถูกใจและคงถูกใจของบิดามารดา เมื่อสืบทราบที่อยู่และบิดามารดาของหญิงสาว  ก็กลับมาแจ้งให้บิดามารดาของตนเองทราบ เพื่อให้ไปดูตัวตามประเพณี  ฝ่ายบิดามารดาของวายุก็ชอบอกชอบใจในกริยามารยาทและการพูดจาของว่าที่ลูกสไภ้  จึงจัดให้แต่งงานกันตามประเพณี เนื่องจากครอบครัวทั้ง 2 มีฐานะที่ดี จึงทำให้ครอบครัวของวายุกับภรรยาอยู่ในขั้นเศรษฐี มีทรัพย์สินบริวารมากมาย และทั้งคู่เป็นคน ใจบุญสนทาน  ได้ตั้งโรงทานให้พวกวนิพกคนขอทานอยู่เป็นประจำ  กาลเวลาผ่านไปหลายปี ก็บังเกิดมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ทรงมีพระนามว่าพระกัสสปะพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเวยไนยสัตว์ทั้งหลายด้วย  ธรรมอันบริสุทธิ์ด้วยพระเมตตา เสียงกล่าว ถึงคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กังวารไปทั่วทุกหัวระแหง พุทธอภินิหารปรากฏ ให้มนุษย์โลกและเทพเทวดา ได้เห็นเป็นประจัก กับสายตา ยามเมื่อพระองค์เสด็จไป ณ.ที่ใดอย่างเป็นทางการ โดยมีพระอริยะสงฆ์สาวก ดำเนินตามไปด้วย ก็จะมีประชาชนมารอเสด็จ มากมายเพื่อทำบุญและฟังเทศนาจากโอฐของพระพุทธองค์ กาลเวลาหลังเพลวันหนึ่ง พระพุทธองค์และเหล่าพระสาวก ได้เสด็จผ่าน  ตำบลของท่านวายุเศรษฐี  ท่านวายุเศรษฐีเมื่อทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก แล้วก็บังเกิดปีติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทราบว่า พระพุทธองค์จะเสด็จผ่านมาทางตำบลนี้ ด้วยความดีใจเป็นร้นพ้นจึงรีบไปดักรอรับเสด็จ  เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงท่านวายุเห็น พุทธลักษณะ 32 ประการพร้อมทั้งพระฉัพพรรณรังสี   จึงบังเกิดศรัทธาอย่างร้นพ้น  จึงกล่าววาจานิมนตร์พระพุทธองค์เสด็จพักที่บ้าน  ของท่านพร้อมทั้งพระอริยสาวกทั้งหลาย พระพุทธองค์รับนิมนต์โดยดุษฎี  เมื่อท่านวายุทราบดังนี้ ได้รีบสั่งให้บริวารวิ่งไปจัด ที่พัก บริเวณบ้าน ของตนเองให้ทันการในวันนี้  ถ้าไม่เพียงพอให้รีบสร้างที่พักให้เสร็จ ถ้ายังไม่ทันการจริงให้ไปบอกบ้านญาติหรือ เพื่อนบ้านที่เคยให้ ความช่วยเหลือกันที่อยู่ใก้ล ขอจัดแบ่งที่พักสำหรับภิกษุสงฆ์ที่มีอยู่ให้ครบทุกรูป และให้จัดเตรียม น้ำอาบ น้ำฉันและน้ำปานะให้เพียงพอกับพระภิกษุสงฆ์ทุกรูป  เนื่องด้วยบ้านของท่านวายุนั้นกว้าง และมีบ้านบริวารรายล้อม มีลานบ้าน กว้างใหญ่  จึงสามารถรองรับพระพุทธองค์พร้อมทั้งพระสาวกทั้งหมดที่ตามเสด็จมาได้โดยไม่ลำบาก สิ่งที่จะต้องเตรียมอย่างรีบด่วนคือ ภัตตาหารในวัน พรุ่งนี้ และในบ่ายนั้นท่านวายุให้ปล่าวประกาศให้ประชาชนในหมู่บ้านทราบกันทั่ว เพื่อฟังพระธรรมที่บ้านท่านวายุ ในเย็นวันนั้น  และขอให้เตรียมถวายภัตตาหารในวันรุ้งขึ้น ทุกอย่างดำเนินการไปได้ดี  ในวันถัดมาท่านวายุจึงนิมนต์ให้พระพุทธองค์ ทรงเสด็จอยู่ต่อจนครบ 7 วัน เพื่อให้ชาวบ้าน และตัวท่านวายุในตำบลนั้นได้ฟังธรรมสร้างบุญสร้างกุศล พระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์ ด้วยดุษฎี  จนครบ 7 วัน ในวันที่ 7 หลังจากพระพุทธองค์เสวยภัตตาหารเสร็จ พระพุทธองค์ทรงแสดงเทศนาจนจบ เมื่อทรงจะเสด็จ ดำเนินจากไป เหมือนพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณก่อนแล้ว พระองค์จึงทรงชี้พระกรไปยังท่านวายุและภรรยา ที่กำลังนั่งไหว้ พระพุทธองค์อยู่ และทรงตรัสพยากรณ์ว่า "ท่านวายุเศรษฐีนี้ต่อไป ในอนาคตเบื้องหน้าอันไกล จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเหมือน  ดังคถาตด มีนามว่าสุภัคทะพุทธเจ้า" ประชาชนในสถานที่นั้นก็กล่าว สาธุ สาธุ สาธุ กันกึกก้องทั้งบริเวณพร้อมด้วยเทพเทวดา  ต่างๆ  สาธุ พร้อมกันไป แล้วพระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินจากไปพร้อมทั้งพระอริยะสาวกทั้งหลายกับภิกษุสงฆ์ที่บวชใหม่ ฝ่ายท่านวายุเศรษฐี  มีความปีติเป็นร้นพ้น หน่วงเอาพุทธานุสติเป็นอารมณ์ เพียรสร้างบารมีให้สมบูรณ์ยิ่ง ภายหลังได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ จนสิ้นอายุขัยสองหมื่นปี ได้เกิดเป็นเทวดาบนชั้นดุสิตตามประเพณีของพระโพธิสัตว์
        
ชาติที่ 2 เมื่อเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต ได้มีพระนามว่า ธรรมบวรโพธิสัตว์ เป็นเทวดาผู้มีมเหศักดิ์ มีอาณาเขตวิมาน อันกว้างใหญ่ มีเทพบริวารมากมายจนนับไม่ถ้วน  พระองค์ปกตรองและแนะนำสั่งสอนธรรมแก่เทพบริวาร  เหล่านั้นอยู่เนืองๆ ในบางครั้งบางคราท้าวสักกะเทวะราช  อันเป็นราชาของเหล่าเทพเทวดาบนชั้นดาวดึงส์ ทรงอันเชิญท่านธรรมบวร โพธิสัตว์ ให้ทรงมาแสดงธรรม ณ. ธรรมศาลา ให้เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงและชั้นจาตุได้รับฟัง  ธรรมบวรโพธิสัตว์ท่านได้เสวยสุขบน ดุสิตเทวะโลกเรื่อยมา ธรรมบวรโพธิสัตว์รู้ฐานะของท่านเอง ว่าท่านเองจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าประเภทศรัทธาพระพุทธเจ้า หลังจากนี้ไปเป็นองค์ที่ 4 อีกประมาณ แปดแสนมหากัปเบื้องหน้า และจะมีพระนามว่า สุภัคทะพุทธเจ้า ขณะเมื่ออายุไขยของมนุษย์  ประมาณ 50,000 ปี  ขณะเมื่อศาสนาของพระกัสสปะพุทธเจ้าล่วงเลยประมาณหนึ่งแสนกว่าปีโลกมนุษย์  ซึ่งศาสนาของพระกัสสปะ พุทธองค์ยังตั้งมั่นอยู่  ท่านธรรมบวรโพธิสัตว์ทรงเบื่อหน่ายเทวะโลก ประสงค์จะสร้างเนกขัมบารมีให้สมบูรณ์ในพระพุทธศาสนา ก็ทรงเข้าสู่วิมานนั่งสมาธิทำการอธิมุต คือทำการอธิฐานเพื่อให้ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ ท่านธรรมบวรโพธิสัตว์ก็จุติทันที
        
ชาติที่ 3. ธรรมบวรโพธิสัตว์ได้มาเกิดในครรภ์พระมเหสีของราชาผู้ปกครองเมืองหนึ่ง  เมื่อประสูติทรงได้พระนามว่า เทวะราชโอรส เป็นเจ้าชายที่มีสติปัญญาดี สามารถเรียนศิลปะวิทยาต่างๆ ตามประเพณีของกษัตริย์ได้ครบถ้วนบริบูรณ์  ทรงมีจิตใจตั้งมั่นในศีล  ในธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา  หลังจากนั้นเจ้าชายเทวะราชก็ขึ้นครองราชย์โดยธรรม พระองค์ปกครองชาวประชาด้วย  ทศพิศราชธรรมเป็นเวลาไม่กี่ปี ก็ทรงเบื่อหน่ายในราชสมบัติ ทรงสละราชสมบัติออกบวชเป็นภิกษุในพระกัสสปะพุทธศาสนา พระองค์ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม และปฏิบัติสมถะสมาธิจนถึงฝั่งอภิญญา ดำรงประโยชน์ต่อพุทธศาสนามากมาย จนสิ้นอายุขัยได้ ไปเกิดเป็นพระพรหมบนพรหมโลก
        
ชาติที่  4. พระโพธิสัตว์เสวยสุขบนพรหมโลกอยู่เป็นเวลานานแสนนาน จนพุทธศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้านั้นได้สิ้นสุดไปแล้วเป็นเวลานานแสนนาน จากอายุขัยมนุษย์ประมาณ สองหมื่นปีและใน 100 ปี อายุมนุษย์ลดลง 1 ปี จนอายุขัยของมนุษย์ลดลงถึง 10 ปี  แล้วอายุขัยของมนุษย์เพิ่มขึ้น 1 ปี ในระยะเวลา 100 ปี จนอายุขัยของมนุษย์ เพิ่มถึงหนึ่งแสนปี แล้วอายุขัยของมนุษย์เริ่มลดลงมาจนมีอายุขัยในช่วงเป็น พันๆปี พระโพธิสัตว์ทรงเบื่อหน่ายในในพรหมโลก ตามวิสัยของพระโพธิสัตว์ ที่ต้องไปเกิดบนมนุษย์โลกเพื่อเสริมสร้างบารมีให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น  จึงทำการอธิฐานลงไปเกิดเป็นมนุษย์ทันทีทันใด ทั้งที่ท่านสามารถเสวยสุขบนพรหมโลกได้อีกนานแสนนานอีกหลายมหากัป ( 1 มหากัปคือ โลกบังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วสลายไป 1 ครั้ง แล้วคอยเริ่มก่อตัวเกิดโลกขึ้นมาใหม่ ซึ่ง 1 มหากัป อาจจะหมายถึงจักรวาลรวมทั้งกาแลคชีทางช้างเผือกนี้เกิดขึ้นแล้วสลายไป 1 ครั้ง ก็เป็นไปได้)
        
ชาติที่ 5. พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นมนุษย์ในวรรณะพราหมณ์ ในตระกุลพราหมณ์ที่กล่าวสอนไตรเพทและศิลปะวิทยาการให้กับวรรณะต่างๆ มีนามว่าพรหมพราหมณ์ เมื่อเจริญวัยขึ้นสามารถ เรียนศิลปะ วิทยาจากบิดาจนหมดสิ้นแล้ว บิดาจึงจับให้พรหมพราหมณ์แต่งงาน ทั้งที่อุปนิสัยของการเป็นพระพรหมของ พรหมพราหมณ์ในชาติที่แล้วทำให้ไม่ค่อยสนใจในอิสตรีเพศ แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกับสตรีเพศจึงทำให้กิเลสของความเป็นมนุษย์นั้นสมบูรณ์ เมื่อบิดาแก่เฒ่ามากแล้วจึงตั้งพรหมพราหมณ์ ให้เป็นผู้สอนไตรเพทและศิลปะวิทยาสืบไป  เนื่องด้วยพรหมพราหมณ์สำคัญตนผิด ว่าเป็นผู้รอบรู้ทุกประการ และด้วยกฎเกณฑ์ที่เคร่งคัดจากรุ่นพ่อและรุ่นปู่ ดังนั้นไม่ว่าบุตรคนไหนของตนเองจะทำอะไร จะถูกหรือผิดก็ตามแต่ ถ้าผิดจากเจตนาของตนเองจะต้องโดนบังคับให้ทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง จนเป็นที่หวาดกลัวของลูกๆ และลูกศิษย์ของท่านอย่างไม่เป็นธรรม และความที่ไม่เป็นธรรมของพรหมพราหมณ์อีกอย่างคือ การออกกฎเกณฑ์กีดกันลูกศิษย์ ที่มีฐานต่ำต้อยหรือวรรณะต่ำ ไม่ให้เท่าเทียมกับลูกศิษย์ทั่วไป และไม่สอนศิลปะให้เท่าเทียมกัน จนทำให้ลูกศิษย์บางคน เสียโอกาศในการศึกษา พรหมพราหมณ์วางตนอย่างนี้ จนเลยวัยกลางคนไปแล้ว จึงเกิดสำนึกได้ตามวิสัยของพระโพธิสัตว์  ถึงการที่ได้กระทำกับลูกและลูกศิลย์ จึงผ่อนความกดดันกับ ลูกและลูกศิษย์  แต่กฎเกณฑ์ที่ไม่เท่ากันต่อลูกศิลย์นั้นยังไม่ยกเลิก  ทั้งหมดในทันที่ทันได้ เพื่อไม่ให้เสียการปกครอง และหลังจากนั้น  ไม่นานก็ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมด รวมทั้งกฎเกณฑ์ ที่ไม่เป็นธรรมเมื่อสมัยบิดาและปู่ทั้งหมดด้วย หลังจากนั้นพรหมพราหมณ์  สั่งสอนศิษย์ทุกคน เหมือนกันทั้งหมดเสมือนกับลูกของตนเอง เป็นที่รักของบุคคลทั้งหลาย  เมื่อสิ้นอายุไขด้วยบุญและด้วยอกุศลกรรมที่ทำไว้ ก็ได้ไปเกิดเป็นเทวาพญาครุฑในป่าหิมพานต์
       
ชาติที่ 6. เกิดเป็นเทวาพญาครุฑ  เมื่อพระศรีศากยะมุนีพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก และพระพุทธองค์ทรงทำให้พญานาคกับพญาครุฑอันเป็นทิพย์เป็นมิตรกันแล้ว หลังจากนั้นพญาครุฑ ก็ได้เฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหลายครั้งในคราวสมัยที่เทวดาประชุมกัน เช่นในมหาสมัยสูตร แต่เพราะกรรมในการขัดขวางขีดกันลูกศิษย์ นั้นส่งผล หาได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลกับพระพุทธเจ้าต่อพระพักตร์โดยตรง เพราะไม่มีโอกาส และละอายในภูมิของตนเองที่เป็นเทวาเดรัชฉาน เป็นการพลาดโอกาส เพราะกรรมเก่าและละอายในภูมิของตนเอง จึงรักษาศีลอธิษฐานเฝ้ารอเพื่อให้เกิดเป็นมนุษย์ จะได้บวชเป็นภิกษุสงฆ์ ในชาติเป็นพญาครุฑนี้ได้สร้างศีลบารมี อย่างสมบูรณ์ ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้กระทั้งพวกพญานาค หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานไปประมาณ สามร้อยปี เทวาพญาครุฑก็สิ้นอายุขัย ( หมายเหตุ นิยตโพธิสัตว์ ที่เกิดเป็นพญานาคหรือพญาครุฑ ซึ่งเป็นทิพย์เทวาประเภทหนึ่ง แต่ไม่สามารถทำอธิมุต อธิษฐานลงไปเกิดเป็นมนุษย์ได้ ดังเช่นในชาดกพระเจ้า 10 ชาติ เรื่องภูริทัตนาคราช รักษาศีลอย่างยิ่งยวดเพื่อประสงค์เกิดเป็นมนุษย์ เพราะไม่สามารถอธิฐานลงไปเกิดได้) เกิดเป็นมนุษย์ฐานะดี ในประเทศอินเดีย ได้พบพระพุทธศาสนา จึงได้บวชเป็นพระ
        
ชาติที่ 7. ได้บวชเป็นพระ(ขณะนั้นยังไม่แยกว่าเป็น หินยานและมหายาน) ได้พยายามบำรุงพุทธศาสนาให้ตั้งมั่น โดยไม่มีเวลาและสนใจที่จะสร้าง  ปรมัตปัญญาบารมี ในทางวิปัสสนากรรมฐาน มัวแต่ท่องบ่นสวดมนตร์ด้วยศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ ศึกษามนตราพิธีสมาธิ เพื่อให้เป็นที่ศรัทธาของพระและประชาชน มีตำแหน่งสูง จึงทำให้พระโพธิสัตว์กระทำกรรมโดยรู้เท่าไม่ถึงการ โดยนิมนต์ให้พระรูปหนึ่งสึกออกจากความเป็นพระด้วยโทสะที่ไม่พอใจในการกระทำของพระรูปนั้น  ทั้งที่ความผิดไม่ร้ายแรงจนขาดจากความเป็นพระ  โดยไม่เอาเข้าพิจารณาในที่ประชุมสงฆ์ ซึ่งดูแล้วเสมือนเป็นกรรมเล็กน้อยๆ เมื่อเทียบกับคุณงามความดีที่ท่านกระทำ พระนิยตโพธิสัตว์ได้สร้างเนกขมบารมีในชาตินี้อย่างสมบูรณ์ หลังจากนั้นท่านสิ้นอายุขัย ก็ได้เกิดเป็นเทวดาบนชั้นดุสิต
       
ชาติที่ 8. เมื่อมาเกิดบนชั้นดุสิตเทวะโลก ท่านก็ได้มีพระนามว่า สันติธรรมเทวะราชโพธิสัตว์  ท่านก็ทราบถึงฐานะตนเอง   อย่างถี่ถ้วน เมื่อท่านสันติธรรมเทวะราชโพธิสัตว์  พิจารณาถึงบารมีที่ควรสร้างให้บริบูรณ์ในพุทธศาสนานี้  ท่านก็เห็นว่าปรมัตปัญญา  บารมี ในทางวิปัสสนากรรมฐานของสติปัฏฐาน 4 ยังพร่องอยู่ และท่านจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 หลังนี้ไป ท่านจึงต้องเพียร สร้างบารมี ท่านรอให้พระพุทธศาสนาบนโลกดำเนินไปครบ 2,500 ปี เพราะหลัง จาก 2,500 ปีไปแล้ว วิปัสสนากรรมฐานจะรุ่งเรื่องมาก  ตามที่พระอรหันได้ทำนายไว้ เหมาะที่จะอธิฐานลงไปเกิดเป็นมนุษย์โลก เมื่อพุทธศาสนาครบ 2,501 ปี ท่านจึงอธิฐานมาเกิด เป็นมนุษย์ โดยไม่ขอเกิดในตระกุลสูง และไม่ขอสนใจในนิมิตและอภิญญา จนกว่าจะสร้างปรมัตปัญญาบารมีได้สมบูรณ์ ตามฐานะ พระโพธิสัตว์ ก็ลงมาเกิดบนมนุษย์โลกทันที ในประเทศที่รุ่งเรื่องด้วยพุทธศาสนานิกายหินยาน
        
ชาติที่ 9. เนื่องด้วยคำอธิฐานดังกล่าวโอกาสของกรรมเก่า ที่พระโพธิสัตว์ได้กระทำไว้ตอนชาติที่เป็นพรหมพราหมณ์ และตอนเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ที่เป็นเศษกรรม จึงส่งผลเป็นชนกกรรม ท่านจึงเกิดในฐานที่ต่ำโดนขีดกันทางการศึกษาเพราะเศษกรรมการขีดขวางการศึกษาของผู้อื่น แต่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงผ่านพ้นไปได้ โดนขีดกันเรื่องการบวช แต่ก็่บวชจนได้ และเมื่อบวชแล้วโดนขีดกันจากพระผู้ใหญ่จนต้องสึก เพราะเป็นกรรมเต็มๆ ที่เคยทำการสึกพระที่ยังไม่ถึงขั้นปาราชิก โดยไม่ผ่านการประชุมสงฆ์อย่างถูกต้องด้วยความเป็นธรรม เมื่อชาติที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ แต่ชาตินี้ถึงแม้มีเศษกรรมอยู่ก็สามารถสร้างปัญญาปรมัตบารมีทั้งทางโลก(สละชีวิตเข้าเสี่ยงจนสำเร็จ)และทางธรรม(เจริญวิปัสสนาญาณได้ครบ จนปัญญาทางปรมัตได้บังเกิดขึ้นเป็นร้อยเป็นพันนัยตามฐานะของพระนิยตโพธิสัตว์) จึงสร้างบารมีตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ในชาติที่แล้วได้อย่างสมบูรณ์ แล้วอคติทั้งปวง
                
สรุปเรื่องทั้งหมดให้ถือว่าเป็นเรื่องแต่งอ่านเพื่อความเพิลดเพลินสนุกเป็นอาหารทางความรู้จะได้ไกลจากอคติ

                                     กลับที่เดิม