สั่งเครื่องให้ทำการพิมพ์
ลานธรรมเสวนา > ชีวิตกับธรรมะ
กระทู้ 34753 ดำรงสติเฉพาะหน้า รู้ลมหายใจ ไม่ใช่เรื่องยาก ( http://larndham.net/index.php?showtopic=34753 )


    มนุษย์ทั้งมวลที่มีชีวิตอยู่   ย่อมมีลมหายใจกันทุกตัวตน

     และกรรมฐานที่สะดวกในการปฏิบัติธรรมที่มีวัตถุดิบพร้อมปรากฏอยู่ทุกขณะเวลา ในการที่ปฏิบัติได้โดยง่าย ก็คือการมีสติรู้ลมหายใจนี้เอง

     เมื่อได้คิดประมวลแล้ว การปฏิบัติอานาปานสติ  สามารถจัดได้เป็น 3 ระดับความยากง่าย ตามที่ได้เรียนรู้มาและปฏิบัติมา ที่เป็นความเข้าใจส่วนตัวของผมดังนี้.

     1.ระดับมีสติอยู่กับลมหายใจทั่วไป ที่เข้ากับพุทธพจน์
     2.ระดับมีสติอยู่กับลมหายใจตามพุทธพจน์ ทั้ง 16 จตุกะ
     3.ระดับพิศดารที่มีแนวการฝึกฝนกันในภายหลังหลากหลาย

      ซึ่งในกระทู้เก่าก่อนถึง 2 กระทู้ ห่างกันถึงปีสองปี ที่ผมเสนอสนทนานั้น จะอยู่ในระดับที่ 2.

       แต่ในกระทู้นี้ลดลงมาในระดับที่ 1. ให้เหมาะกับการปฏิบติธรรมในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น.


 

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 12:12


     

ตอบโดย: munin 18 มิ.ย. 52 - 13:02


   

ตอบโดย: วิกานดา 18 มิ.ย. 52 - 13:04


     

ตอบโดย: Katoon 18 มิ.ย. 52 - 13:11


    จุดหมายในกระทู้เรื่องอานาปานสติ ระดับที่ 1 จุดประสงค์หลักอยู่ที่การดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข โดยมีสติและสมาธิพอประมาณ โดยไม่ประมาทเกินไปในชีวิตที่ดำเนินไป.

     เพราะเมื่อมีสติโดยง่าย ศีลก็จะรักษาได้ดีขึ้น สมาธิก็ตั้งมั่นขึ้นปลอดโปร่งขึ้น คลายความหลงหยาบๆ ที่ยึดมั่นและสะสมอารมณ์กันจนกลายเป็นความเศร้าหมอง คลายความรู้สึกวิตกกังวนจนสับสน  และรู้จักพอและปล่อยวาง.

  

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 13:23


    เมื่อจะกล่าวถึงการปฏิบัติธรรมในเบื้องต้นนั้นต้องมี การเริ่มต้นในการวางใจ วางความรู้สึก เป็นประการแรก

       เบื้องต้นในการปฏิบัติธรรมคือ  การวางใจ(เอาใจไป) "รู้สึกตัวทั่วพร้อม"

       คือ รู้ ความรู้สึกและลักษณะร่างกายที่เป็นอยู่พอประมาณในขณะนั้นในเวลานั้น.

       ดังคำในพุทธพจน์ว่า "นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง"  ก็คือการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้นเอง.

        แต่ในที่นี้จะมากล่าวถึง การมีสติรู้ลมหายใจ ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจะต้องมีการยื่น เดิน นั่ง นอน และอริยาบทต่างๆ  จึงต้องวางใจรู้ตัวทั่วพร้อมพอประมาณ(พอเหมาะพอดี ไม่ใช่ไปบังคับตนเองจนเกินไป) ในอริยาบทนั้นๆ นั้นเอง
 

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 13:40


ก่อนเริ่มสนทนาในกระทู้นี้ ผมได้ลองปฏิบัติมาก่อนเป็นเวลาพักใหญ่แล้ว แล้วจึงนำมาสนทนากันสดๆ โดยไม่ได้ร่างเค้าโครงมาก่อน เพียงแต่ร่างไว้ในใจคราวคราวเท่านั้น ก็คือสนทนากันเลย แล้วหยิบยกประสบการณ์ความเข้าใจความคิดนั้นมาพิมพ์ในกระทู้โดยตรงเลยที่เดียว.

    เสนอข้อมูลต่อ    เมื่อรู้ หรือกำหนดรู้ ในการวางใจ รู้ตัวทั่วพร้อมแล้ว. ก็จะนำสู่การที่จะรู้ลมหายใจ  แต่ก่อนจะไปรู้ลมหายทันที่ก็คงยังไม่ได้สำหรับผู้ที่เริ่มฝึกเบื้องต้นหรือยังใหม่.

     เพราะจะต้อง "ดำรงสติเฉพาะหน้า" ก่อน

     ก็คือ การมีสติอยู่เบื้องหน้า ที่สามารถรู้ลมหายใจได้สะดวกนั้นเอง

     เมื่อถึงตรงนี้ก็หมายความว่า รู้ตัวทั่วพร้อม อยู่แต่มีสติรู้อยู่เบื้องหน้า ชัดเจนมากกว่า.
 

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 14:05


   เมื่อผู้ปฏิบัติ ดำรงสติเฉพาะหน้า  ก็ย่อมรู้สึกตัวว่า มีการหายใจออกหายใจเข้า

   ก็จะเป็นไปตามพุทธพจน์ที่ตรัสว่า....

    เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

   เมื่อถึงช่วงนี้  ก็หมายความว่า มีสติรู้การหายใจเข้าและออกชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังรู้เบื้องหน้า และรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่

     ต่อไปก็จะกล่าวถึง การมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า นั้น กำหนดหมายหรือกำหนดรู้เพียงใหน? มีอย่างไรบ้าง?


 

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 14:22



    การมีสติหายใจออก หายใจเข้า   ก็คือการเฝ้าดูตรงเบื้องหน้านั้นเอง พอแบ่งเป็นระดับจากหยาบไปสู่การละเอียดชัดเจนได้ดังนี้.

     1.รู้สภาวะร่างกายโดยรวมแต่ชัดเจนเบื้องหน้าที่มีปฏิกิริยาของร่างกายหายใจออกหายใจเข้า
     2.รู้สึกเบื้องหน้าชัด และรู้สึก(ด้วยเวทนา)ว่ากำลังหายใจออกหายใจเข้า
     3.รู้สึกตรงปลายจมูก(หรือร่องริมฝีปากบน) ที่ลมหายใจกระทบสัมผัส ออกและเข้าอยู่.

     ซึ่งก็หมายความว่า ให้มีสติรู้ หรือเฝ้าดู เฉพาะเบื้องหน้า หรือเฉพาะที่ หาได้วิ่งไปรู้ตามลม อย่างใดในช่วงนี้.

     และในการปฏิบัติจริงๆ นั้นก็หาใช่ว่า จะต้องบังคับเป็นแบบ 1 หรือ แบบ 2 หรือแบบ 3 โดยตลอด

     เพราะการมีสติหายใจเข้า หายใจออก จะชัดหรือไม่ชัดก็เป็นไปตามสะภาวที่ปรากฏจริงช่วงนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องบังคับจนเกินไป เพียงแต่ตั้งสติเบื้องหน้าเท่านั้น.

  
  

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 14:43


    ข้อมูลที่ผมอธิบายด้านบนในความคิดเห็นก่อนๆ  นั้นแหละเป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐาน ที่สามารถมีความเพียรปฏิบัติกันได้ทุกท่าน.

    สรุป เน้นย้ำอีกครั้ง  พื้นฐานเบื้องต้นของอานาปานสติ  ก็คือ

         รู้ตัวทั่วพร้อมดำรงสติเฉพาะหน้า มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

    นี้แหละเป็นพื้นฐานที่ต้องพัฒนาอยู่เนื่องๆ

          หรือกล่าวโดยง่ายๆ สรุปด้วยภาษาทั่วไปคือ

            "มีสติอยู่เบื้องหน้าเฉพาะที่  หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้"

          ซึ่งต้องมีความเพียรกำหนด(เจตนา) อยู่เนืองๆ  แล้วสติและสมาธิก็จะพัฒนาขึ้น

      เมื่อมีอุปนิสัยในการเจริญาอานาปานสติเบื้องต้นนี้มั่นคงแล้ว เพียงมีปัญญาในการโยนิโสมนสิการถูกต้องเหมาะสม และดำรงสติได้สมบูรณ์ถูกต้อง อานาปานสติสูตรในบทที่เหลือก็จะพัฒณาไปจนครบสมบูรณ์  และจะเป็นสติปัฏฐาน 4 ที่มีอานาปานสติหรือมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้าเป็นบาทก็จะเจริญขึ้นไปด้วย.

     

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 16:01



 อนุโมทนาค่ะ  

ตอบโดย: พู่กัน 18 มิ.ย. 52 - 16:14


เห็นด้วยกับพี่ Vicha นคะรับ ผมว่าการนำไปใช้จริง ๆ  คงต้องทำแบบเนือง ๆ มากกว่าที่จะทำตลอดเวลานะครับ เพราะยังต้องทำงาน พูดคุย  ขบคิด  คงไม่สามารถรู้ลมหายใจตลอดได้หรอกครับ


ว่าไปแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า "เนือง ๆ" นี่มันเป็นอย่างไร  พี่ Vicha พอจะอธิบายให้ฟังได้ไหมครับ  ว่าแบบไหนคือเนือง ๆ    

ตอบโดย: น้องบู 18 มิ.ย. 52 - 16:27


ตอบน้องบู.

    ทำแบบเนือง ๆ  หรือปฏิบัติแบบเนืองๆ   คือ ระลึกนึกขึ้นได้เมื่อไหรก็ "รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้" เมื่อนั้น

     เมื่อทำเช่นนี้ได้เนืองๆ  ก็จะพัฒนามีสติรู้ลมหายใจโดยตลอดตามธรรมชาติของการเจริญขึ้นของสติและสมาธิโดยไม่ต้องไปบังคับจนเกินไป.

 

ตอบโดย: Vicha 18 มิ.ย. 52 - 16:33


สาธุครับ  ผมก็ว่าอย่างนั้นครับ พี่    

ตอบโดย: น้องบู 18 มิ.ย. 52 - 16:36


มหาสติปัฏฐานสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=มหาสติปัฏฐานสูตร&book=9&bookZ=33


อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค
มหาสติปัฏฐานสูตร

http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=273&p=2#อานาปานบรรพ

เสนาสนะที่เหมาะแก่การเจริญอานาปานสติ
               อีกอย่างหนึ่ง เพราะพระโยคาวจรไม่ละ ละแวกบ้านอันอื้ออึ้งด้วยเสียงหญิงชาย ช้างม้าเป็นต้น จะบำเพ็ญอานาปานสติกัมมัฏฐาน อันเป็นยอดในกายานุปัสสนา เป็นปทัฏฐานแห่งการบรรลุคุณวิเศษ และธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งปวงนี้ให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เลย เพราะฌานมีเสียงเป็นข้าศึก
               แต่พระโยคาวจรกำหนดกัมมัฏฐานนี้แล้วให้จตุตถฌาน มีอานาปานสติเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ทำฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลายแล้วบรรลุพระอรหัต ซึ่งเป็นผลอันยอดจะทำได้ง่าย ก็แต่ในป่าที่ไม่มีบ้าน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะอันเหมาะแก่ภิกษุโยคาวจรนั้น จึงตรัสว่า อรญฺญคโต วา ไปป่าก็ดี เป็นต้น.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนอาจารย์ผู้รู้ชัยภูมิ. อาจารย์ผู้รู้ชัยภูมิเห็นพื้นที่ควรสร้างนครแล้ว ใคร่ครวญถี่ถ้วนแล้ว ก็ชี้ว่า ท่านทั้งหลายจงสร้างนครตรงนี้ เมื่อเขาสร้างนครเสร็จ โดยสวัสดีแล้ว ย่อมได้รับลาภสักการะอย่างใหญ่จากราชสกุล ฉันใด


-----------------------------------------------------



จากพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๙  กรรมฐานสังคหวิภาค " สมถะ-วิปัสสนา"
(เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมอรรถกถา ฏีกา ไว้ )

http://abhidhamonline.org/aphi/p9/045.htm

การเจริญอานาปาณสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ซึ่งดู ๆ ก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรเลย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้สะดวกสบายนัก เพราะอาจเผลอตัว ไม่มีความรู้สึกตัว คือขาดสติสัมปชัญญะได้ง่าย จริงอยู่การเจริญภาวนาไม่ว่าจะอาศัยกัมมัฏฐานใดๆ จะต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ขาดสติสัมปชัญญะ คือ เผลอตัวเมื่อใดเมื่อนั้นก็ขาดจากการเจริญภาวนา จะเรียกว่าเป็นการเจริญภาวนาหาได้ไม่ โดยเฉพาะการกำหนดลมหายใจนี้ ลมหายใจยิ่งละเอียดสุขุมมากเท่าใด ก็ยิ่งเผลอตัวได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น เผลอตัวได้ง่ายกว่ากัมมัฏฐานอย่างอื่น เหตุนี้ในวิสุทธิมัคคจึงกล่าวว่า การเจริญอานาปาณสตินี้ เหมาะสมแก่ผู้ที่มีปัญญากล้า และเฉียบแหลม หาควรแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อยไม่

๗. สถานที่ที่จะเจริญอานาปาณสติกัมมัฏฐานนั้น ถ้าเลือกได้สถานที่ดังจะกล่าวต่อไปนี้ก็จะเป็นที่สะดวกดีมาก คือ

ก. เสนาสนะในป่าที่สงัด เหมาะแก่ฤดูร้อน เหมาะแก่ผู้ที่มีโมหจริต เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวแก่ เสมหะ

ข. เสนาสนะที่อยู่โคนต้นไม้ หมายถึงใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เงียบเชียบ เหมาะแก่ฤดูหนาว เหมาะแก่ผู้ที่มีโทสจริต เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวแก่น้ำดี

ค. เสนาสนะที่เป็นเรือนว่าง ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย อยู่ในที่วิเวก เหมาะแก่ฤดูฝน เหมาะแก่ผู้ที่มีราคจริต เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวแก่ธาตุ

๘. การกำหนดลมหายใจนี้ จำแนกไว้เป็น ๔ หมวด แต่ละหมวดก็มี ๔ นัย จึงรวมเป็น ๑๖ นัยด้วยกัน

หมวดที่ ๑

ก. กำหนดให้รู้ว่าขณะนั้น หายใจออกยาวและเข้ายาว

ข. กำหนดให้รู้ว่าขณะนั้น หายใจออกสั้นและเข้าสั้น

ค. กำหนดให้รู้ในกองลมทั้งปวงในเวลาหายใจออกและเข้า คือให้รู้ว่าเบื้องต้น ของลมหายใจออกนั้นอยู่เหนือสะดือ เบื้องกลางอยู่ที่หน้าอก เบื้องปลายอยู่ที่ช่องจมูก และเบื้องต้นของลมหายใจเข้านั้นอยู่ที่ช่องจมูก เบื้องกลางอยู่ที่หน้าอก เบื้องปลายอยู่ที่เหนือสะดือ จะรู้ได้ต่อเมื่อตั้งใจกำหนดอย่างแน่แน่ว

ง. ให้รู้ในกายสังขาร คือ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่สงบ คือการหายใจนั้นแผ่ว เบา ละเอียด ยิ่งขึ้นทุกที ถ้าไม่ตั้งใจกำหนดอย่างจริงจังก็จะเผลอไม่รู้สึกตัว

หมวดที่ ๒

ก. กำหนดให้รู้แจ้ง ปีติในเวลาหายใจออกและเข้า หมายความว่า กำหนดตามหมวดที่ ๑ จนได้ฌานแล้ว มีวสีภาวะทั้ง ๕ แล้ว ก็ให้ยกองค์ฌาน คือ ปีตินั้นเพ่งโดยวิปัสสนาภาวนาจนเห็นปีติในลักษณะ ๓ คือ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ที่ให้เพ่ง ปีติ เพราะผู้ที่ได้ฌานต้น ๆ นั้น ปีติ มักจะปรากฏเด่นชัดกว่าองค์ฌานอื่น

ข. กำหนดให้รู้แจ้ง สุขเวทนา ในเวลาหายใจออกและเข้า มีความหมายว่า ผู้ที่ได้ทุติยฌาน ตติยฌาน หรือ จตุตถฌานนั้น ความสุขในองค์ฌานย่อมปรากฏชัด จึงกำหนดให้รู้แจ้ง สุขเวทนา ในเวลาหายใจออกและเข้าได้สะดวก

ค. กำหนดให้แจ้งใน จิตตสังขาร คือ เวทนา สัญญา ในเวลาหายใจออกและเข้า

ง. กำหนดให้แจ้งในการยังจิตตสังขารให้สงบ ในเวลาหายใจออกและเข้า ซึ่งผู้ที่ได้ฌานใด ๆ ก็สามารถกำหนดรู้ได้

หมวดที่ ๓

ก. กำหนดให้แจ้งในจิต ในเวลาหายใจออกและเข้า คือให้รู้จิตที่เป็นไปด้วยรูปฌานทั้ง ๕

ข. กำหนดให้แจ้งในความบันเทิงของจิต ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึง ปีติ ที่ประกอบด้วยฌานนั้น ๆ

ค. กำหนดให้แจ้งในจิตที่เป็นสมาธิ ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายทั้ง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ

ง. กำหนดให้แจ้งในความพ้นของจิต ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงความพ้นทั้ง ๒ อย่าง คือพ้นด้วยสมาธิ ก็พ้นจากนิวรณ์ ๕ หรือพ้นจาก วิตก วิจาร ปีติตามลำดับขององค์ฌาน ถ้าพ้นด้วยวิปัสสนาก็พ้นจากวิปัลลาสธรรม มีนิจจสัญญา เป็นต้น

หมวดที่ ๔

ก. กำหนดตามเห็นอนิจจัง ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงตามเห็นความไม่เที่ยงในรูปขันธ์ ในเวทนาขันธ์ ในสัญญาขันธ์ ในสังขารขันธ์ และในวิญญาณขันธ์

ข. กำหนดตามเห็นวิราคะ ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงพ้นจากราคะด้วยอำนาจของวิปัสสนา หรือด้วยมัคคจิต ๔ ความพ้นทั้ง ๒ นี้เรียกว่า วิราคานุปัสสนา

ค. กำหนดตามเห็นความดับ ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงความดับของทุกข์ สมุทัย หรือความดับของ วยะ ขยะ คือ ความดับสิ้นไปของสังขารนั้น

ง. กำหนดตามเห็น  ความสละในการยึดมั่น ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึง ละการยึดถือด้วยอุปาทาน มีอัตตวาทุปาทาน เป็นต้น ด้วยอำนาจของวิปัสสนา

ในอานาปาณสติ ๑๖ นัยนี้ตั้งแต่หมวดที่ ๑ ถึง ๓ รวม ๑๒ นัยนั้นกล่าวรวมทั้งสมถะและวิปัสสนาด้วย ส่วนในหมวดที่ ๔ นั้น กล่าวเฉพาะวิปัสสนาอย่างเดียว

หมวดที่ ๑ สงเคราะห์ด้วยปฐมฌาน และสงเคราะห์ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หมวดที่ ๒ สงเคราะห์ด้วยปฐมฌานถึงจตุตถฌาน และสงเคราะห์ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หมวดที่ ๓ สงเคราะห์ด้วยฌานทั้ง ๕ และสงเคราะห์ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

หมวดที่ ๔ กล่าวเฉพาะ วิปัสสนา

๙. อานาปาณสตินี้ เป็นกัมมัฏฐานที่สามารถเจริญสมถภาวนา ให้ถึงได้ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปตามลำดับจนถึงปัญจมฌาน

----------------------------------------------------

จากคูมือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมมูลนิธิ

อันที่จริงกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีสติสัมปชัญญะเหมือนกันก็จริง  ถึงอย่างนั้นเมื่อพระโยคาวจรมนสิการอยู่  กรรมฐานอื่นนอกจากอานาปานสตินี้ยิ่งมนสิการก็ยิ่งปรากฏชัด  แต่อานาปานสติกรรมฐานนี้เป็นของหนัก (ครุกํ  ครุภาวนํ – ม.อุ.  ๑๔/๑๙๖)  การเจริญก็หนัก  เป็นภูมิมนสิการแห่งพระพุทธเจ้า  พระปัจจกพุทธ  พุทธบุตร  และผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้น  มิใช่กรรมฐานเล็กน้อย  และมิใช่สัตว์เล็กน้อย (ผู้มีปัญญาน้อย)  จะซ่องเสพได้  คือว่าย่อมมนสิการไปโดยประการใด ๆ ย่อมเป็นกรรมฐานสงบ และสุขุมยิ่งขึ้น  ด้วยประการนั้น ๆ  เพราะฉะนั้นในกรรมฐานนี้จำเป็นต้องใช้สติ  และปัญญาที่มีกำลังมาก
 

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 19 มิ.ย. 52 - 06:11


ทรงแสดงอานาปานสติสมาธิกถา

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=1&A=7493&Z=7552
----------------------------------------


หลักฐานจาก  อรรถกถา วิสุทธิมรรค

http://larndham.net/index.php?showtopic=34548&st=22

อรรถกถา (จาก cd พระไตรปิฏก)

ถามว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร ?
แก้ว่า จริงอยู่ พระโยคีนั้น ครั้นออกจากฌานแล้วกำหนดองค์ฌาน
ย่อมเห็นหทัยวัตถุ ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งองค์ฌานเหล่านั้น ย่อมเห็นภูตรูป ซึ่ง
เป็นที่อาศัยแห่งหทัยวัตถุนั้น และย่อมเห็นกรัชกายแม้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่อาศัย
แห่งภูตรูปเหล่านั้น. ในลำดับแห่งการเห็นนั้น เธอย่อมกำหนดรูปและอรูปว่า
องค์ฌานจัดเป็นอรูป, (หทัย) วัตถุเป็นต้นจัดเป็นรูป. อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้น
ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว กำหนดภูตรูปทั้ง ๔ ด้วยอำนาจปฐวีธาตุเป็นต้น ใน
บรรดาส่วนทั้งหลายมีผมเป็นอาทิ และรูปซึ่งอาศัยภูตรูปนั้น ย่อมเห็นวิญญาณ
พร้อมทั้งสัมปยุตธรรมซึ่งมีรูปตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์ หรือมีรูปวัตถุ
และทวารตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์. ลำดับนั้น เธอย่อมกำหนดว่า
ภูตรูปเป็นต้น จัดเป็นรูป, วิญญาณที่มีสัมปยุตธรรม จัดเป็นอรูป.

-------------------------------------------------------------



จากพระวิปัสสนาจารย์ผู้ทรงพระไตรปิฏก

http://larndham.net/index.php?showtopic=23508&st=0


ก็ในบรรดากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ๑๔  หมวดนั้น  สำหรับหมวดแรกซึ่งเป็นการกำหนดลมหายใจเข้าและออกนั้น  เป็นกรรมฐานที่พิเศษกว่ากรรมฐานอื่น  แม้ท่านกล่าวว่า  เจริญได้ง่าย  เหมาะแก่คนปัญญาน้อยก็ตาม  ก็พึงทราบว่า  ที่นับได้ว่าเจริญได้ง่ายก็เกี่ยวกับสักแต่มุ่งจะทำจิตให้สงบไปอย่างเดียวเท่านั้น  กล่าวคือจิตที่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย  กระสับกระส่าย  จะสงบได้รวดเร็ว  เมื่อเพียงแต่กำหนดลมหายใจไปสักระยะหนึ่งเท่านั้น  แต่ถ้าจะต้องการให้จิตที่สงบไปพอประมาณนั้น  สงบยิ่งขึ้นไปกว่านั้น  ตามลำดับ  จนบรรลุฌาน  โดยเฉพาะได้ฌานแล้ว  ใช้ฌานนั้นเป็นบาทแห่งการเจริญวิปัสสนาต่อไปนั้น  เป็นสิ่งที่กระทำได้แสนยากอย่างยิ่ง  ผู้มีปัญญาสามารถจริง ๆ เท่านั้น  จึงจะกระทำได้  เหตุผลในเรื่องนี้  ได้กล่าวไว้แล้วในหนังสือเรื่องหยั่งลงสู่พระพุทธศาสนา  เพราะฉะนั้น  ผู้ต้องการเจริญสติปัฏฐานเพื่อความพ้นจากทุกข์ทั้งปวง  ไม่ใช่สักแต่ว่าทำจิตให้สงบ  น่าจะคำนึงถึงหมวดอื่น ๆ  ก่อนหมวดกำหนดลมหายใจนี้
 

http://larndham.net/index.php?showtopic=18545&st=7

อนึ่ง ผู้เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบ ข่มกิเลสนิวรณ์ลงได้แล้ว แม้ยังไม่สำเร็จฌานหรือยังไม่ชำนาญในฌาน แต่การที่สงบจากกิเลสนิวรณ์ ก็เป็นปัจจัยช่วยการปฏิบัติวิปัสสนาให้สะดวกขึ้นได้ เพราะอาศัยกิเลสนิวรณ์สงบลง จึงเป็นปัจจัยให้ปัญญารู้นามรูป ตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาจึงได้แสดงฌานเป็นบาทของวิปัสสนาไว้ โดยหมายถึงการได้ฌานแล้ว จึงมาเจริญวิปัสสนาต่อไป หรือหมายถึง เมื่อเจริญสมถภาวนาจนจิตสงบจากกิเลสนิวรณ์แล้วจึงมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อไป เรียกผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยอาศัยสมถะนี้เป็นบาทว่า สมถยานิกกะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่า หากไม่ทำสมถกรรมฐานเสียก่อนแล้ว วิปัสสนาย่อมเกิดไม่ได้ ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะวิปัสสนานั้นเป็นชื่อของปัญญา ที่เห็นรูปนาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ใดเมื่อได้ศึกษารูปนามตามนัยปริยัติแล้ว จะยกรูปนามสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงก็ได้ เรียกผู้นั้นว่า วิปัสสนายานิกกะ

แต่ในปัจจุบันนี้หาผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานได้ยากเพราะจิตใจของบุคคลสมัยนี้เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามัวแต่ฝึกอบรมสมาธิ หรือสมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิดหรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คงฝึกกันได้แต่เพียงทำสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในที่สุด ก็ตายเปล่า ไม่ได้เจริญวิปัสสนาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อพากันเสียเวลามาฝึกสมาธิกันมาก ๆ เข้า จนไม่มีใครรู้จักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นว่า เป็นอย่างไร ? ผลสุดท้ายก็นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา นี่ เป็นอันเดียวกัน

นี่แหละ อันตรายในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นมาด้วยความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันเอง

 

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 19 มิ.ย. 52 - 06:15


อ้างอิง
ตอบกระทู้ ดำรงสติเฉพาะหน้า รู้ลมหายใจ ไม่ใช่เรื่องยาก


คุณวิชาครับ ใช่ครับ การกำหนดลมหายใจ เป็นเรื่องง่ายครับ เพื่อให้เกิด ความสงบ

แต่จะให้ทำสมาธิถึงขั้น ฌาน นั้นยากมากครับ

แล้วที่จะยกองค์ฌานขึ้นเจริญวิปัสสนาต่อ ก็ยากขึ้นไปอีก

อนึ่ง ควรงดการอ้างอิงการติดต่ออาจารย์ทางสมาธิ ด้วยนะครับ

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 19 มิ.ย. 52 - 06:24


สวัสดีครับ คุณเฉลิมศักดิ์

อ้างอิง
  อนึ่ง ควรงดการอ้างอิงการติดต่ออาจารย์ทางสมาธิ ด้วยนะครับ


    คุณเฉลิมศักดิ์  กำลังวางท่าทีในการสนทนาที่ไม่ถูกต้องนะครับ ควรหรือมิควรอยู่ที่ผมพิจารณาในการนำเสนอเองไม่ใช่หรือ?   อีกอย่างในกระทู้นี้ยังไม่ได้อ้างอย่างใดเลย

   ดังนั้นการวางท่าที่ในการสนทนาของคุณเฉลิมศักดิ์ไม่ถูกต้องคุณรู้ตัวหรือเปล่า?

    และคุณเฉลิมศักดิ์ เป็นบ่อยและถี่ขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับผมคนเดียวที่คุณเฉลิมศักดิ์ วางท่าทีในการสนทนาที่ไม่ถูกต้อง ควรต้องกลับไปพิจารณานะครับ หรือว่าข้อมูลทางบัญญัติมันมากจนล้น จึงทำให้การวางท่าที่ในการสนทนาขาดการโยนิโสมานสิการ ในสิ่งที่เป็นพื้นฐานหรือเบสิค.

     ผมปรารถนาดี เพราะรู้จักกันมานานจึงพิมพ์เตือนสติ ซึ่งผมสามารถวางเฉยไม่สนใจในข้อมูลที่คุณนำเสนอ  ที่เห็นเป็นเพียงเหมือนกับว่ามีผู้ที่อยากแสดงอะไรของตนมาแปะไว้เท่านั้นก็ได้ แล้วผมก็สนทนาในสิ่งที่ผมควรเสนอต่อ ตามหัวกระทู้ที่ผมตั้งไว้.

     หวังว่าคุณเฉลิมศักดิ์คงเข้าใจได้นะครับ.

       

ตอบโดย: Vicha 19 มิ.ย. 52 - 09:14


   สวัสดีค่ะ คุณวิชา

     การรู้ลมหายใจ เข้า-ออก เนือง ๆ ปฏิบัติอยู่ค่ะ  อยากถาม
คุณวิชาค่ะว่า อาการเย็นของลมหายใจที่เกิดขึ้น ทั้งเข้าและออก
รับรู้ถึงความเย็นนั้นอย่างต่อเนื่อง....เป็นอาการของสมาธิหรือเปล่า
 

ตอบโดย: พู่กัน 19 มิ.ย. 52 - 09:30


สวัสดีครับคุณ พู่กัน

อ้างอิง
  คุณวิชาค่ะว่า อาการเย็นของลมหายใจที่เกิดขึ้น ทั้งเข้าและออก
รับรู้ถึงความเย็นนั้นอย่างต่อเนื่อง....เป็นอาการของสมาธิหรือเปล่า


    เป็นอาการของสมาธิที่มั่นคงขึ้นเป็นหนึ่งขึ้นและสติก็ละเอียดขึ้นครับ  แต่ไม่ใช่อาการของอุปจารสมาธินะครับ ถ้าเมื่อไหรละทิ้งความรู้สึกทางกายลดน้อยลงมากจนไม่สนใจ เหลือเพียงบริเวณลมที่กระทบสัมผัสและเย็น ก็จะเป็นการเฉียดเข้าสู่อุปจารสมาธิ ของอานาปานสติครับ  (แต่สภาวะนี้เป็นไปเองนะครับด้วยการปฏิบัติอยู่เนื่องๆ)


 

ตอบโดย: Vicha 19 มิ.ย. 52 - 09:42


  ขอบพระคุณมากค่ะ คุณวิชา  

ตอบโดย: พู่กัน 19 มิ.ย. 52 - 09:50


จากความคิดเห็นที่ 9 ที่ผมเสนอไปแล้วว่า

อ้างอิง
  รู้ตัวทั่วพร้อมดำรงสติเฉพาะหน้า มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

          นี้แหละเป็นพื้นฐานที่ต้องพัฒนาอยู่เนื่องๆ

          หรือกล่าวโดยง่ายๆ สรุปด้วยภาษาทั่วไปคือ

            "มีสติอยู่เบื้องหน้าเฉพาะที่  หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้"

          ซึ่งต้องมีความเพียรกำหนด(เจตนา) อยู่เนืองๆ  แล้วสติและสมาธิก็จะพัฒนาขึ้น


   อาจจะมีหลายท่านสงสัยว่า แล้วจะพัฒนาขึ้น ตามอานาปานสติสูตรต่อไปอย่างไร คือ

  เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว

   เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น


   ซึ่งความจริงแล้วในส่วนบทข้างบนของอานาปานสตินั้น ไม่จำเป็นต้องพยายามทำหรือสร้างให้เกิดขึ้นหรือไปบังคับลมหายใจให้เกิดขึ้นตามบทด้านบนเลย
   ซึ่งก็มีผู้ปบัติฏิส่วนหนึ่งไปบังคับลม เพื่อให้เป็นไปตามบทความด้านบนก็มี ตัวอย่างเช่น ผมเองเป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก.

   เพราะเมื่อดำรงสติอยู่เนืองๆ ตามพื้นฐานด้านบนที่ผมได้กล่าวไว้  ซึ่งลมหายใจเป็นธรรมชาติของเขาเอง  คือย่อมไม่เที่ยง จะให้คงที่เท่ากันก็ไม่ได้ หรือยึดว่าต้องสั้นหรือยาวตามใจก็ไม่ถูกต้อง เพราะอย่างไรร่างกายก็ปรับไปอยู่ในสภาพเดิมของธรรมชาติของร่างกายนั้นเอง
    ซึ่งด้วยธรรมชาติของลมหลายใจ  บางครั้งหายใจออกยาว บางครั้งหายใจเข้ายาว บางครั้งหายใจออกสั้น บางครั้งหายใจเข้าสั้น  บางครั้งหายใจออกและเข้าสม่ำเสมอ บางครั้งลมหายใจติดขัด หรือหายใจอึดอัด หรือหายใจปลอดโปร่ง เป็นไปตามภาวะการหายใจของร่างกายที่เป็นธรรมชาติเฉพาะอยู่แล้ว.

    ผู้ปฏิบัติจึงมีมีหน้าที่ เพียงมีสติเฉพาะหน้ารู้ชัด หรือมีสติเฝ้าดูเฉพาะที่ปลายจมูก รู้ชัดเพียงแต่ว่า หายใจออก/เข้า ว่าสั้นหรือยาว หรือสม่ำเสมอ หรือไม่สม่ำเสมอเท่านั้น.

    ในความคิดเห็นต่อไปจะกล่าวถึงเมื่อมีสติเฝ้าดูเฉพาะที่ปลายจมูก แล้วจะไปรู้อย่างอื่นได้หรือไม่?

  

ตอบโดย: Vicha 19 มิ.ย. 52 - 10:40


  จากความคิดเห็นที่แล้ว ผมได้ตั้งประเด็นไว้

อ้างอิง
   ในความคิดเห็นต่อไปจะกล่าวถึงเมื่อมีสติเฝ้าดูเฉพาะที่ปลายจมูก แล้วจะไปรู้อย่างอื่นได้หรือไม่?


   อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่พิเศษ อย่างหนึ่งเมื่อมีสติเฝ้าดูลมหายใจที่กระทบสัมผัสเข้าและออกอยู่เนืองๆ (เป็นเวลาหลายปี หรือ 10 ปี) เมื่อปฏิบัติโดยตลอดก็จะกลายเป็นความเคยชินที่ ความรู้สึกปรากฏอยู่เฉพาะเบื้องหน้าและมีสติเฝ้ารู้ลมหายใจเข้าออกโดยตลอด เมื่อรู้สึกตัวตัวตามปกติ
    แต่โดยหลักแห่งความเป็นจริงแล้ว ใจหรือจิต นั้นในช่วงขณะหนึ่งนั้นสามารถรับรู้ได้เพียง 1 อารมณ์เท่านั้น ตามหลักการปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4.

   ดังนั้นการรับรู้ในช่วงขณะหนึ่งมีถึง 2 อารมณ์นั้นย่อมไม่ถูกต้องตามหลักของจิต. แต่เนื่องจากจิตนั้นรวดเร็วมาก สามารถสลับการรับรู้สองหรือสามอย่าง ในช่วงเวลาหนึ่งได้ เสมือนรับรู้สองหรือสามอารมณ์นั้นพร้อมกันที่เดียวในช่วงเวลาเดียวกัน.

    และเนื่องจากอานาปานสตินั้น อาศัยสติและสมาธินำพร้อมๆ พอๆ กัน ต่างกับสติปัฏฐาน 4 ที่ต้องอาศัยการเจริญสตินำอย่างชัดเจน จึงกล่าวได้ว่าอานาปานสตินั้นเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา หรือ สมถะเจริญก่อนแล้ววิปัสสนาตาม.

    ดังนั้นการมีสติรับรู้อารมณ์ที่เป็นพื้นฐานจึงต่างกับสติปัฏฐาน 4 เพราะสติปัฏฐาน 4 ต้องเพ่งหรือกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานที่ละอย่างที่ปรากฏเด่นชัดที่เกิดขึ้นกับฐานในฐานหนึ่งใน 4 ฐาน (กาย เวทนา จิต ธรรม)ในช่วงขณะนั้นๆ ที่เป็นปัจจุบัน.

     แต่อานาปาสนสติต้องมีสติเฝ้าอยู่เฉพาะที่คือจมูก กำหนดรู้อยู่กับลมหายใจโดยตลอด เพราะโดยธรรมชาติการหายใจนั้นมีอยู่โดยตลอดตามสภาพของร่างกายอยู่แล้ว  สติและความรู้สึกโดยส่วนมากจึงอยู่ที่จมูกเป็นส่วนมาก.

      ดังนั้นในการปฏิบัติอานาปานสติจึงเกิดการมีสติรู้การหายใจ และสามารถชำเรืองรู้ หรือแลดู อารมณ์ที่ปรากฏอย่างอื่นได้ ไม่ใช่ว่าต้องบังคับไม่ให้รับรู้อย่างอื่นเลยที่ปรากฏกับกายใจตนเองและต้องให้มีสติรับรู้เฉพาะลมกระทบสัมผัสกับปลายจมูกหรือร่องปากบนเท่านั้น.
      ส่วนการที่จะไม่ไปรับรู้อารมณ์อื่นที่ปรากฏกับกายส่วนอื่นๆนั้น จะถูกปล่อยละวางลดลงเรื่อยๆ ไปเอง ตามกำลังของความตั้งมั่นที่เป็นหนึ่งของสมาธิไปตามลำดับโดยธรรมชาติ ของการปฏิบัติที่สมาธิเจริญขึ้นเอง.

       ดังนั้นในขณะมีสติรู้ลมหายใจกระทบที่ปลายจมูกอยู่ บังเกิดความเย็นขึ้น และรู้สึกว่าเสมือนลมเย็นนั้นลงไปในลำคอและอก ก็รับรู้ตามนั้นได้ แต่ห้ามใช้สติ วิ่งรู้ไปตามลมที่เข้าและออกนั้น มีหน้าที่เพียงมีสติเฝ้าอยู่ที่ปลายจมูกที่ลมกระทบนั้น แต่จะรู้สภาวะอื่นก็รู้ได้ เพียงแต่ไม่ให้สติวิ่งตามไปรู้ ให้รู้แบบเปรียบเสมือนการชำเรืองรู้หรือแลดูเท่านั้น.

       มีผู้ที่ปฏิบัติที่คลาดเคลื่อน เอาสติหรือความรู้สึกวิ่งตามลมหายใจเข้าหรือออก จนเกิดภาวะการบีบคั้นของรางกาย ที่หายใจถี่และแรงจนสุดกำลัง เมื่อสติเผลอหลดจากการกำหนดรู้ที่ควรเป็นไปตามลำดับของการเจริญสมาธิ ทำให้เกิดอาการวิปลาสขึ้นของจิต แสดงอาการต่างๆ นาๆ ออกทางร่างกายได้.

       แต่ไม่ใช่ว่า ผู้ปฏิบัติอย่างดีแล้วแนะนำถูกต้องในการกำหนดรู้ที่ปลายจมูกแล้ว จะไม่เกิดอาการอย่างนี้นะครับ ก็บังเกิดขึ้นได้กับผู้เข้าใจผิด แล้วปฏิบัติด้วยความเพียรที่แรงจัด ด้วยความอยาก (ตัณหา อยากมีอยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ที่แรงจัด).
   
        สรุป หมายความว่า การปฏิบัติอานาปาสนสติ แม้จะมีสติเฝ้ารู้ที่ปลายจมูกที่ลมกระทบสัมผัส แต่ก็สามารถรับรู้หรือชำเรืองรู้สภาวะอย่างอื่นที่ปรากฏได้  ซึ่งจะต่างกันสติปัฏฐาน 4 ที่เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ ก็ตรงจุดนี้เป็นเบื้องต้น.

 

ตอบโดย: Vicha 19 มิ.ย. 52 - 15:40


ผมเคยสังเกตุอย่างนี้จากประสบการณ์ครับ

ในขณะที่จิตไม่คิดไปเรื่องใด ไม่ว่าจะอดีต หรืออนาคต ไม่มีความคิดใด ๆ ในจิต ไม่มีคำพูดใด ๆ ในจิต

ณ.ตอนนั้นเอง จิตจะวิ่งมารู้มาเห็นลมหายใจชัดมาก ๆ  อาจจะเป็นเพราะลมหายใจเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวชัดเจน จิตจึงไปจับตรงนั้นได้ง่าย

ในขณะที่พิมพ์อยุ่นี้ผมก็ทดลอง  สงบจากความคิด   จิตจะวิ่งไปจับตรงปลายจมูกรู้ลมหายใจของมันเองเลยครับ    เพราะมันรู้ได้ชัด (สมมุติว่ามีมดมากัดเท้า จิตก็จะไปรับรู้ตรงที่มดกัดแทน เพราะรู้ได้ชัดกว่า)

ทีนี้พอจิตสงบจากความคิดอยู่นาน  จิตก็รู้แต่ลมหายใจนานเช่นกัน(ตรงนี้น่าจะเป็นสมาธิแล้วครับ เพราะเริ่มมีอารมณ์เดียวแล้ว)  ลมหายใจก็ละเอียดขึ้น ๆ  มีปิติเกิดขึ้น มีสุขเกิดขึ้น  มีความสงบ + สุขเกิดขึ้น (ลืมตาอยู่นะครับ)จิตชุ่มชื้น

อานาปานสติก็ยืดหยุ่นดีนะครับ เวลาทำงานหรืออะไรก็ตาม ถ้าจิตมีการจดจ่อ หรือมีงานอื่นให้ทำ จิตจะออกจากอานาปานสติไปครับ  แต่พอจิตยกเลิกงานนั้น ๆ ไม่จดจ่อที่งานนั้น ๆ แล้ว  จิตก็จะกลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีก  พอจะทำงานอื่นจิตก็จะออกจากลมหายใจไปจดจ่อกับสิ่งอื่น แบบนี้สลับกันไปครับ

แต่ถ้าจิตไม่ได้ทำอะไรเลย  เช่นนั่งเฉย ๆ   นอนเฉย ๆ ไม่จดจ่อกับอะไร ผู้ที่ฝึกอานาปานสติจนคล่อง จิตเขาจะมาที่ลมหายใจทันทีแล้วพร้อมจะเป็นสมาธิต่อเลยครับ   ซึ่งก็มีข้อดีตรงที่ว่า นิวรณ์เข้าได้ยากมาก ๆ ครับ  เรียกว่าจิตผ่องใส มีความสงบซะโดยมาก  ทำเป็นประจำจิตจะมีกำลังสมถะมาก บางครั้งจิตจะมีญาณพิเศษตามมาด้วย แต่มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่กำลังที่สั่งสมมา

อันนี้พูดจากความเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่รู้ตรงหลักวิชาการหรือเปล่า

 

ตอบโดย: น้องบู 19 มิ.ย. 52 - 16:33



อ้างอิง
ในขณะที่จิตไม่คิดไปเรื่องใด ไม่ว่าจะอดีต หรืออนาคต ไม่มีความคิดใด ๆ ในจิต ไม่มีคำพูดใด ๆ ในจิต

ณ.ตอนนั้นเอง จิตจะวิ่งมารู้มาเห็นลมหายใจชัดมาก ๆ  อาจจะเป็นเพราะลมหายใจเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวชัดเจน จิตจึงไปจับตรงนั้นได้ง่าย

ในขณะที่พิมพ์อยุ่นี้ผมก็ทดลอง  สงบจากความคิด   จิตจะวิ่งไปจับตรงปลายจมูกรู้ลมหายใจของมันเองเลยครับ    เพราะมันรู้ได้ชัด (สมมุติว่ามีมดมากัดเท้า จิตก็จะไปรับรู้ตรงที่มดกัดแทน เพราะรู้ได้ชัดกว่า)

ทีนี้พอจิตสงบจากความคิดอยู่นาน  จิตก็รู้แต่ลมหายใจนานเช่นกัน(ตรงนี้น่าจะเป็นสมาธิแล้วครับ เพราะเริ่มมีอารมณ์เดียวแล้ว)  ลมหายใจก็ละเอียดขึ้น ๆ  มีปิติเกิดขึ้น มีสุขเกิดขึ้น  มีความสงบ + สุขเกิดขึ้น (ลืมตาอยู่นะครับ)จิตชุ่มชื้น


    ก็ถือว่าน้องบู พัฒนาเจริญสติขึ้นมานำสมาธิได้บ้างแล้ว จึงว่องไวในการมีสติรู้สภาวะที่เด่นชัด มีสติรู้ชัดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะที่ชัดเจนได้แล้ว

    ก็ถือว่าพัฒนามาได้ถูกทางเป็นสติปัฏฐาน 4 ที่ชัดเจนขึ้น.

    อานาปานสติ กับ สติปัฏฐาน 4 นั้นอยู่ใกล้กันนิดเดียวครับ

    ตามพุทธพจน์
         เมื่อเจริญอานาปานสติมากๆ และสมบูรณ์  สติปัฏฐาน 4 ก็ย่อมเจริญและสมบูรณ์ไปด้วย.

   

ตอบโดย: Vicha 19 มิ.ย. 52 - 16:58


เมื่อก่อน สมาธิมีกำลังดี ตอนนี้ สมาธิถดถอย เพราะฝึกน้อย
เมื่อก่อน สติมีกำลังน้อย ตอนนี้ สติมีกำลังดี เพราะฝึกมาก

ตั้งแต่นี้ตั้งใจ จะทำทั้ง 2 อย่างให้ดีไปพร้อม ๆ กันครับ  แต่ก็ทำให้เห็นได้อย่างหนึ่งว่า สติไม่เที่ยง สมาธิไม่เที่ยง  ต้องอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

ช่วยแนะนำผมไปเรื่อย ๆ นะครับ พี่ Vicha อย่างพึ่งทิ้งกันไปก่อน    

ตอบโดย: น้องบู 19 มิ.ย. 52 - 17:04


อ้างอิง (Vicha @ 19 มิ.ย. 52 - 15:40)

    แต่โดยหลักแห่งความเป็นจริงแล้ว ใจหรือจิต นั้นในช่วงขณะหนึ่งนั้นสามารถรับรู้ได้เพียง 1 อารมณ์เท่านั้น ตามหลักการปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4.

   ดังนั้นการรับรู้ในช่วงขณะหนึ่งมีถึง 2 อารมณ์นั้นย่อมไม่ถูกต้องตามหลักของจิต. แต่เนื่องจากจิตนั้นรวดเร็วมาก สามารถสลับการรับรู้สองหรือสามอย่าง ในช่วงเวลาหนึ่งได้ เสมือนรับรู้สองหรือสามอารมณ์นั้นพร้อมกันที่เดียวในช่วงเวลาเดียวกัน.



สาธุครับ  คุณวิชา  

คุณวิชากล่าวมาดีแล้วครับ   ผมขอยืนยันความเห็นนี้ของคุณวิชาตรงนี้ อีกคนหนึ่งครับ


 

ตอบโดย: ระนาด 19 มิ.ย. 52 - 17:27


..... .....

..... มาตีตั๋วรอฟังไปเรื่อยๆครับ .....

..... .....

ตอบโดย: บุญรักษ์ 19 มิ.ย. 52 - 17:31


หลักของวิปัสสนาโดยสังเขป

http://larndham.net/index.php?showtopic=32118&per=1&st=0&#entry525455

สติปัฏฐาน ๔ นี้ มีทั้งสมถะ และวิปัสสนา

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน อิริยาบถ, สัมปชัญญะและจตุธาตุมนสิการ เป็นวิปัสสนา
ส่วนอานาปานปัพพะ, ปฏิกูลปัพพะ และอสุภ ๙ ปัพพะ ต้องเจริญสมถะก่อน แล้วจึงยกขึ้นสู่วิปัสสนาภายหลัง
สำหรับ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นวิปัสสนาล้วน ๆ

สงเคราะห์สติปัฏฐาน ๔ ลงในขันธ์ ๕ หรือรูปนาม ได้ดังนี้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ได้แก่ รูปขันธ์ เป็น รูปธรรม
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ได้แก่ เวทนา เป็น นามธรรม
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ได้แก่ วิญญาณขันธ์ เป็น นามธรรม
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ได้แก่ ขันธ์ ๕ เป็น รูปกับนาม

สรุปอารมณ์ของสติปัฏฐานโดยย่อ ก็ได้แก่ รูปธรรม กับ นามธรรม


-------------------------------------------------------------


อ้างอิง
ผมปรารถนาดี เพราะรู้จักกันมานานจึงพิมพ์เตือนสติ ซึ่งผมสามารถวางเฉยไม่สนใจในข้อมูลที่คุณนำเสนอ  ที่เห็นเป็นเพียงเหมือนกับว่ามีผู้ที่อยากแสดงอะไรของตนมาแปะไว้เท่านั้นก็ได้ แล้วผมก็สนทนาในสิ่งที่ผมควรเสนอต่อ ตามหัวกระทู้ที่ผมตั้งไว้.

     หวังว่าคุณเฉลิมศักดิ์คงเข้าใจได้นะครับ.



ขอบคุณครับ  ที่นำหลักฐานการปฏิบัติ อานาปานสติ จาก พระไตรปิฏก อรรถกถา ฏีกา    พระวิปัสสนาจารย์ ต่าง ๆ  ก็เพื่อเป็นหลักไว้  เทียบเคียงกับ การอธิบายจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณวิชาเอง

และสิ่งหนึ่งที่ผมแนะนำไปคือ

อ้างอิง
อนึ่ง ควรงดการอ้างอิงการติดต่ออาจารย์ทางสมาธิ ด้วยนะครับ


และยิ่งคุณเชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ต่อไปคุณอาจจะคิดว่า ประสบการณ์ของคุณที่ได้รับการถ่ายทอดมา ถูกต้องที่สุดแน่


http://larndham.net/index.php?showtopic=34508&st=10

อ้างอิง
>>>     ความศรัทธาความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องเป็นจริง ย่อมนำมาซึ่งสติปัญญา ย่อมคลายความยึดมั่นถือมั่น  ย่อมละวางเสียซึ่งทิฐิมานะ แม้ความสุขหรือความทุกข์ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา   เมื่อถึงที่สุดก็คือความสงบ  ของตนเอง และให้ความสงบสุขแก่ผู้ที่อยู่ใกล้
            จึงต้องพิจารณาใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนที่จะเชื่อ เป็นการดีที่สุด  แม้แต่สิ่งที่เชื่ออยู่ก็ให้พิจารณา ด้วยเหตุและผลว่าถูกต้องหรือไม่ ความเชื่อนั้นก็จะไม่ทำให้ต้องให้ผิดพลาดหรือทุกข์ในภายหลัง
....................................................

จากคุณ : Vicha [ 29 พ.ย. 2543 / 21:47:41 น. ]
**********************************************

   และผมขอบอกให้ทราบในการทู้นี้นะครับว่า พระ หรือ พระคุณท่าน ที่ผมสนทนาด้วยนั้น ไม่ใช่มนุษย์และท่านกว่าวว่าท่านเป็นพระอรหันต์ครับ.

 

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 20 มิ.ย. 52 - 06:05


[QUOTE=เฉลิมศักดิ์,20 มิ.ย. 52 - 06:05]
และสิ่งหนึ่งที่ผมแนะนำไปคือ

[QUOTE]อนึ่ง ควรงดการอ้างอิงการติดต่ออาจารย์ทางสมาธิ ด้วยนะครับ[/QUOTE]

และยิ่งคุณเชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ต่อไปคุณอาจจะคิดว่า ประสบการณ์ของคุณที่ได้รับการถ่ายทอดมา ถูกต้องที่สุดแน่


http://larndham.net/index.php?showtopic=34508&st=10

[QUOTE]>>>    [/QUOTE]

                  ------------------------------------------------


คุณเฉลิมศักดิ์ครับ

ในกระทู้นี้คุณวิชาไม่ได้กล่าวถึงการติดต่ออาจารย์ทางสมาธิเลยนะครับ

คุณวิชากล่าวถึงการติดต่ออาจารย์ทางสมาธิในกระทู้ " คำถามทางธรรมเรื่องอินทรีย์ 5 "  ซึ่งถ้าคุณเฉลิมศักดิ์ต้องการทักท้วงคุณวิชาในจุดนี้  ทำไมคุณไม่เข้าไปทักท้วงในกระทู้นั้นล่ะครับ


อีกประการหนึ่ง  ในกระทู้นั้น เพื่อนสมาชิกก็ได้ทักท้วงคุณวิชาไปแล้ว  และ  คุณวิชาก็ชี้แจงรายละเอียดไปเรียบร้อยแล้ว


ในกระทู้นี้   คุณเฉลิมศักดิ์จะเข้ามาทักท้วงคุณวิชาอีกทำไมครับ  คุณเข้ามาทะลุกลางปล้องกลางวงสนทนาแบบนี้    คุณไม่มีมารยาทเลยครับ


ผมก็ไม่ได้อะไรกับคุณวิชาหรอก    แต่ว่าผมเห็นการแสดงความเห็นของคุณเฉลิมศักดิ์แบบนี้มานานแล้ว ( กับสมาชิกคนอื่นๆ  คุณก็มีพฤติกรรมแบบนี้ด้วย )   มันน่ารำคาญและน่าเบื่อหน่ายมากๆเลยครับ
 

ตอบโดย: ระนาด 20 มิ.ย. 52 - 08:54


ลักษณะของเฉลิมศักดิ์เช่นนี้

ได้ลามปามไปถึงต่างชาติ

ต่างลัทธิ

ผมได้ทักท้วง

แต่ไม่ทราบเหตุผล

ว่าทำไมคำทักท้วงถึงถูกลบ

เพราะเจตนาของผมเพื่อเซฟเวป

 

ตอบโดย: mes 20 มิ.ย. 52 - 11:29


สวัสดีครับ คุณระนาด  คุณบุญรักษ์  คุณ mes ที่ได้แสดงความคิดเห็น ในกระทู้

    วันนี้เป็นวันหยุด ในวันหยุดนั้นผมมีกิจที่จุกจิกกับการงานในครัวเรื่อน จึงจะสนทนาธรรมที่ละเอียดนั้นจะไม่สะดวกกว่าในวันทำงาน  เพราะในวันทำงานนั้นจะเป็นกิจเชิงเดี่ยว เกี่ยวกับงานในหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติในส่วนของหน้าที่ให้ถูกต้อง จึงไม่ค่อยมีผลในการจัดลำดับและเรี่ยงความคิดเห็นเพื่อพิจารณาที่จะสนทนา
    แต่วันี้เมื่อเข้ามาดูในกระทู้แล้ว ก็ต้องสนทนาเพิ่มเพื่อให้ได้คิดพิจารณากันต่อเพียงเล็กน้อยนะครับ.

    น้องบูได้สนทนาถามตอบได้เหมาะสม ที่ชี้ให้เห็นในเรื่อง สติ กับ สมาธิ ในการมีสติอยู่กับลมหายใจ กับการมีสติเท่าทันที่สิ่งที่กระทบหรือผัสสะที่ชัดเจนมากกว่าในขณะนั้นๆ ก็ถือว่าน้องบูเข้าใจคำว่า สติ หรือเจริญสติได้อย่างถูกต้องขึ้นครับ.

    เช่นเดียวกันในความคิดเห็นนี้ผมจะชี้ให้สังเกตุเห็นเงื่อนเล็กๆ ในส่วนของพุทธพจน์ เพื่อจะได้แสดงให้ระเอียดขึ้นเมื่อมีเวลาหรือไม่กิจหลายเรื่องเข้ามาแทรกแทรง.
   
    พิจารณาดูในพุทธพจน์ 2 บทนี้

  เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว
   เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น


   สังเกตุดูในบทข้างบนของคำว่า  "เมื่อหายใจ"

   แต่ในบทหลังจากนี้ รูปแบบจะเปลี่ยนไปดังนี้

  ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า
   ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า


    ให้สังเกตุคำว่า "ย่อมสำเหนียกว่า"

    ดังนั้นจึงมีนัยยะในการปฏิบัติที่ต่างจากบทข้างบนอย่างชัดเจน แต่ก็ยังเกี่ยวอยู่กับการหายใจออกและหายใจเข้า   จึงไปเกี่ยวกับคำที่ผมได้บอกไว้ตอนต้นคือ การชำเลืองรู้  หรืออาการแลดู (หมายถึง ไม่ได้เข้าไปรู้อย่างตรง หรือ จองดูแบบตรงเสียที่เดียว ในระยะเริ่มปฏิบัติ ที่จะสติยังไม่เจริญจนนำสมาธิ)

    มีกิจเข้ามาแทรกแล้วจึงเห็นควรสนทนาเพียงแค่นี้นะครับ.

  

ตอบโดย: Vicha 20 มิ.ย. 52 - 19:01


พี่ๆน้องๆคุยกันดีๆนะครับ
อย่าทะเลาะกัน

:)

รักษามรรยาทและน้ำใจกันนะครับ

 

ตอบโดย: ake 20 มิ.ย. 52 - 22:28


อานาปานสติ หรือหลักการตามดูลมหายใจเข้า(อัสสาสะ) ตามดูลมหายใจออก(ปัสสาสะ)
ต้นลมอยู่ที่ปลายจมูก
กลางลมอยู่ที่หัวใจ
ปลายลมอยู่ที่สะดือ

- ลมหายใจเข้า ไม่หายใจออกก็ตาย ลมหายใจออก ไม่หายใจเข้าก็ตาย......

** การปฏิบัตินี้ต้องการปัจจุบันเป็นหลัก ตั้งสติไว้ แล้วตามจิตไปให้ได้ ต้องใช้สติดูแลควบคุมจิตให้เคยชินต่อจิต."ที่ไม่พลาด ไม่เผลอ"
     ถ้าผู้ใดมีสติดี มีสัมปชัญญะดี จิตใจท่านจะเบิกบาน จะมองเห็นการณ์ไกล มองเห็น
ด้วยปัญญาของท่านเป็นตัวปัจจัย งานนั้นจะสำเร็จโดยไม่ผิดพลาดทุกประการ


ตอบโดย: อินทรีย์5 20 มิ.ย. 52 - 22:58


อ้างอิง
ในกระทู้นี้   คุณเฉลิมศักดิ์จะเข้ามาทักท้วงคุณวิชาอีกทำไมครับ  คุณเข้ามาทะลุกลางปล้องกลางวงสนทนาแบบนี้    คุณไม่มีมารยาทเลยครับ


ผมก็ไม่ได้อะไรกับคุณวิชาหรอก    แต่ว่าผมเห็นการแสดงความเห็นของคุณเฉลิมศักดิ์แบบนี้มานานแล้ว ( กับสมาชิกคนอื่นๆ  คุณก็มีพฤติกรรมแบบนี้ด้วย )   มันน่ารำคาญและน่าเบื่อหน่ายมากๆเลยครับ
 
จากคุณ : ระนาด


ขอโทษคุณระนาด  ที่ทำให้ รำคาญ  ผมอาจจะยกตัวอย่าง ผิดจังหวะไป

ที่จริงต้องการชี้ว่า  ประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการปฏิบัติ เช่น  อานาปานสติ  ควรจะระมัดระวังในการถ่ายทอดให้มาก  อาจจะเป็นการบิดเบือนพระสัทธรรมได้

เพราะตามหลักฐานในพระไตรปิฏก อรรถกถา

http://larndham.net/index.php?showtopic=34753&st=14

เป็นการทำสมาธิให้ได้ รูปฌาน ก่อน แล้วจึง ยกองค์ฌานขึ้นเจริญวิปัสสนา  ซึ่งแตกต่างจากที่คุณวิชาอธิบาย

จึงควรระมัดระวัง  พอ ๆ กับ เรื่องการติดต่อกับเทวดาได้  ทางสมาธิ นั้นแหละครับ

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 21 มิ.ย. 52 - 05:38


อ้างอิง
เป็นการทำสมาธิให้ได้ รูปฌาน ก่อน แล้วจึง ยกองค์ฌานขึ้นเจริญวิปัสสนา  ซึ่งแตกต่างจากที่คุณวิชาอธิบาย

จึงควรระมัดระวัง  พอ ๆ กับ เรื่องการติดต่อกับเทวดาได้  ทางสมาธิ นั้นแหละครับ





ตรงไหนที่คุณวิชากล่าวอย่างที่คุณอ้าง

เฉลิมศักดิ์มีปัญหา   ปั้นเรื่องแขวะคนอื่นได้ทุกวัน

น่าเอื่อมระอา

เสียบรรยากาศการสนทนาธรรม

คนอื่นๆเขาไม่เห็นมีปัญหา

ตอบโดย: mes 21 มิ.ย. 52 - 06:20


คุณเฉลิมศักดิ์ครับ
ถ้าเห็นว่าตรงไหนที่ควรชี้แจง หรือเห็นว่าอาจจะผิดพลาดก็แนะนำกันดี ๆ คุยกันดี ๆ ครับ
หรือเห็นว่าอะไรที่ควรเสริม ก็เสริมกันไปครับ แต่ขอให้อยู่ในสิ่งที่กล่าวในกระทู้นี้นะครับ

ถ้ายังไม่เห็นว่าคุณวิชา ผิดตรงไหน หรือเป็นอะไรที่ร้ายแรง ในการที่นำไปสู่การปฏิบัติที่ผิด ๆ ก็ยังไม่ต้องกล่าวอะไรก็ได้ครับ

สำหรับเรื่องการติดต่อกับเทวดานั้น จำได้่ว่าคุณเฉลิมศักดิ์ก็เคยศึกษากับอาจารย์ที่ติดต่อเป็นเทวดาเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ ซึ่งคำสอนของท่านครั้งนึงก็เคยถูกเอามาชี้ว่ามีที่ผิดเหมือนกันนี่นาครับ  

สำหรับกระทู้นี้ ผมยังไม่เห็นคุณวิชา พูดถึงการติดต่อกับเทวดา หรืออาจารย์ทางสมาธิอะไรเลย ก่อนที่คุณเฉลิมศักดิ์จะเอามาเป็นประเด็นกันครับ
ดังนั้น ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเปิดประเด็นใหม่ นอกเหนือจากเนื้อหาในกระทู้ครับ

ขอให้พึงระมัดระวังในการสนทนาให้อยู่ในประเด็นกันครับ

ตอบโดย: กอบ 21 มิ.ย. 52 - 07:30


อ้างอิง (เฉลิมศักดิ์ @ 21 มิ.ย. 52 - 05:38)
 ผมอาจจะยกตัวอย่าง ผิดจังหวะไป

ที่จริงต้องการชี้ว่า  ประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการปฏิบัติ เช่น  อานาปานสติ  ควรจะระมัดระวังในการถ่ายทอดให้มาก  อาจจะเป็นการบิดเบือนพระสัทธรรมได้

เพราะตามหลักฐานในพระไตรปิฏก อรรถกถา

เป็นการทำสมาธิให้ได้ รูปฌาน ก่อน แล้วจึง ยกองค์ฌานขึ้นเจริญวิปัสสนา  ซึ่งแตกต่างจากที่คุณวิชาอธิบาย



คุณเฉลิมศักดิ์ครับ


คุณบรรลุรูปฌานได้แล้วหรือครับ   คุณอ่านตำราแล้วนึกคิดตามที่ตำราบรรยาย   แล้วคุณก็เข้าใจว่ารูปฌานน่าจะเป็นอย่างนั้น   น่าจะเป็นอย่างนี้  ซึ่งในกระทู้นี้ความเห็นของคุณวิชาไม่ตรงกับความต้องการของคุณ   คุณจึงคิดว่าคุณวิชาอาจจะบิดเบือนพระสัทธรรม

ถ้าคุณเฉลิมศักดิ์ยังยึดมั่นกับความคิดเห็นของคุณแบบนี้ อย่างเหนียวแน่น  คุณจะไม่สามารถสนทนากับผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากคุณได้เลยครับ
                  ----------------------------------------------

จากการที่ผมสังเกตุ   ที่ผ่านๆมาคุณสนทนากับผู้อื่นได้สักพักหนึ่งแล้วก็มีการโต้เถียงกันบ่อยครั้งมากๆเลยครับ  แล้วคุณก็จะอ้างว่าคุณต้องการปกป้องพระสัทธรรมมิให้คลาดเคลื่อนจากพระไตรปิกฏ  ( พระสัทธรรมที่แท้จริง  ตัวคุณเองก็ยังไม่บรรลุ   แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นกำลังบิดเบือน )


อ้างอิง
 จึงควรระมัดระวัง  พอๆกับเรื่องการติดต่อกับเทวดาได้ทางสมาธินั้นแหละครับ


    ตรงนี้มันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นเลยนะครับ    ถ้าคุณเฉลิมศักดิ์ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคนอื่นๆกำลังสนทนาในประเด็นอะไรกันอยู่     ต่อไปคุณจะคุยกับใครๆไม่ได้เลยครับ  เพราะว่าจะมีแต่ความขัดแย้งกับผู้อื่นตลอดเวลา....นะครับ



หรือถ้าคุณมีเรื่องที่ต้องการทักท้วงคุณวิชาที่อยู่นอกประเด็นของกระทู้นี้  คุณก็ส่งข้อความไปให้คุณวิชาทางหลังไมค์ก็ได้ครับ  ( ลานธรรมมีระบบข้อความส่วนตัว    ซึ่งคุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว )


 การศึกษาพระสัทธรรมไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลจากคัมภีร์  พระไตรปิกฏ  และอรรถกถาแต่เพียงอย่างเดียว    แต่ว่า  คุณควรฝึกฝนการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง  ซึ่งรวมไปถึงฝึกฝนการมีมารยาทในการสนทนา   และ  ฝึกฝนการแยกแยะประเด็นหัวข้อการสนทนาด้วยครับ

ตอบโดย: ระนาด 21 มิ.ย. 52 - 07:58


    สวัสดีครับ คุณake  คุณอินทรีย์5 คุณmes คุณกอบ และคุณระนาด ที่เข้ามาสนทนาในกระทู้

   ผมก็พยายามไม่ให้เกิดความประมาท ในการสนทนาธรรม เพราะเคยจำได้คร่าวๆ ในพระไตรปิฏกหรืออรรถกถาที่ว่า

      มีผู้กล่าวธรรมกล่าวได้ตรงตามบัญญัติ  แต่ไม่ตรงธรรมไม่เป็นธรรมมีอยู่

    ซึ่งก็หมายถึงปุถุชนบางส่วนนั้นเอง ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวผมเองด้วยถ้าขาดสติปัญญาในการพิจารณา  จึงต้องมีสติทบทวนพิจารณาอย่างรอบคอบในฐานะแห่งตนในการกล่าวธรรม ไม่ใช่สักแต่กล่าวธรรม ยกธรรมมาแบบกำปั้นทุบดิน ตามความเห็นแห่งตนว่าอย่างนี้ถูกที่สุด อย่างอื่นไม่ถูก อย่างอื่นต้องผิด ทั้งที่ก็ไม่เคยปฏิบัติให้ธรรมนั้นปรากฏชัดแจ้งกับใจตนมาก่อน.

        ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เปรียบเสมือน สุกรที่สวมหนังสิงห์โต หลอกสัตว์อื่นไปทั่ว จนหลงผิดคิดว่าตนมีอำนาจและยิ่งใหญ่.

  

ตอบโดย: Vicha 21 มิ.ย. 52 - 12:10


ต่อไปก็มาสนทนาในอานาปานสติต่อนะครับ.

   ทำใม?   ผมจึงใช้การชำเลืองดูหรือแลดู ในสภาวะอื่นในขณะที่ มีสติเฝ้ารู้ลมหายใจออกและเข้าอยู่

   ก็เพราะผู้ที่ปฏิบัติจนมีความรู้ติดแน่นอยู่กับบริเวณจมูกมากโดยตลอดเมื่อเริ่มตั้งสติ ก็จะไปรับรู้ที่จมูกรู้ลมหายใจจนไม่แยกเป็นอย่างอื่นได้ง่าย.
   เมื่อมีสภาวะอย่างเกิดขึ้น ก็แยกสติความรู้สึกจากจมูกไปยังที่นั้นหรืออารมณ์นั้นได้อยาก เพราะยังมากด้วยสมาธิตั้งมั่นอยู่เพียงที่ฝึกมาจนเคยชิน จึงต้องอาศัยการ ชำเลืองดู หรือแลดู สภาวะอย่างอื่นที่ปรากฏที่ปรากฏขึ้น.

   จึงจะสามารถปฏิบัติตามพุทธพจน์ส่วนนี้ได้ง่ายขึ้น เป็นการพัฒณาสติขึ้น

   ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า
   ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า

   คือถ้า รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก  รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า  ก็จะเกิดสภาวะรู้ในช่วงเดียวกันเป็น 2 อารมณ์ทันที ซึ่งไม่เข้ากันได้กับสติปัฏฐาน 4 หรือ จิตรู้ได้อย่างเดียวในขณะเดียวเท่านั้น.

    แต่อานาปานสติ กลับมีสติเฝ้าที่จมูกดูลมกระทบ และสามารถให้รู้แจ้งกายทั้งปวงได้ด้วย  แต่ในเมื่อสติยังไม่เจริญขึ้นอย่างดีแบบฉับไว  ก็สามารถใช้หลักการชำเลืองดูหรือแลดูไปก่อน จนสมาธิ พัฒนาได้อย่างดีขึ้น และสติเจริญขึ้นอย่างชัดเจน ก็จะมีสติแยกกันอย่างได้ฉับไวขึ้น อย่างเท่าทัน.

   จบการนำเสนอแค่นี้ก่อนนะครับเพราะมีกิจอื่นต้องทำ.


      

ตอบโดย: Vicha 21 มิ.ย. 52 - 12:34


อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 36 : (กอบ)

คุณเฉลิมศักดิ์ครับ
ถ้าเห็นว่าตรงไหนที่ควรชี้แจง หรือเห็นว่าอาจจะผิดพลาดก็แนะนำกันดี ๆ คุยกันดี ๆ ครับ
หรือเห็นว่าอะไรที่ควรเสริม ก็เสริมกันไปครับ แต่ขอให้อยู่ในสิ่งที่กล่าวในกระทู้นี้นะครับ


    ขอบคุณครับ  ต่อไปผมจะระมัดระวังให้มากขึ้น

----------------------------------------------------------
อ้างอิง
ดำรงสติเฉพาะหน้า รู้ลมหายใจ ไม่ใช่เรื่องยาก
         อานาปานสติ ปฏิบัติได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ที่เป็นพื้นฐานเข้ากับพุทธพจน์



ก็ขอให้ผู้อ่าน แนวทางการปฏิบัติการ รู้ลมหายใจ ของคุณวิชา  ลองเทียบเคียงกับ พระไตรปิฏก อรรถกถา ดูครับ


http://larndham.net/index.php?showtopic=34753&st=14

แต่หลักฐานในพระไตรปิฏก อรรถกถา เป็นการทำสมาธิให้ได้ รูปฌาน ก่อน แล้วจึง ยกองค์ฌานขึ้นเจริญวิปัสสนาต่อไป

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 21 มิ.ย. 52 - 14:08


:)

เข้าใจว่าพี่ Vicha คงพยายามตรวจสอบก่อนนำมาลงเขียน จากประสบการณ์การปฏิบัติ ซึ่งแน่นอนบางครั้งนอกเหนือจากคัมภีร์
และเข้าใจว่าคุณเฉลิมศักดิ์ คงต้องการรักษามาตรฐานปกป้องคัมภีร์ต่างๆ
แต่ท้ายสุดก็ลงเป็นความขัดแย้งกัน และมีผู้ร่วมระบายความสะใจแรงๆอีกด้วยเช่นคุณ Mes เป็นต้น

บ่อยครั้งมากที่ทำให้พวกผมลำบากใจ

ลองพิจารณาดูสักนิดที่ว่าเรามา post ข้อความในลานธรรมจริงๆเพื่ออะไรกันแน่?
ขณะที่เรา post มีจิตใจเช่นไร?
ต้องการให้ผู้อื่นชื่นชมเราหรือ?
เพื่อปฏิเสธ 100% ในสิ่งที่ไม่มีในคัมภีร์อย่างนั้นหรือ?
ให้ทุกคนคล้อยตามเราหรือ?
เพื่อความสะใจในคำพูดแรงๆหยาบๆเพื่อให้อีกฝ่ายใจเสียหรือ?
 
ขึ้นชื่อว่าพวกเราชาวพุทธแล้ว
เราทุกคนย่อมตระหนักดีว่าทุกเม็ดทุกหน่วยของการกระทำของเราและจำนวนคนที่ถูกกระทบ ย่อมเป็นผลกรรมด้าน บวกและลบ ที่เราจะต้องได้รับ

อยากให้คิดในจุดนี้ให้มากๆครับ

ตอบโดย: ake 21 มิ.ย. 52 - 15:03


ในฐานะที่ผมเคย คุยกับพี่เฉลิมศักดิ์มา ก็มีทะเลาะบ้างครับตอนนั้นหงุดหงิด แต่ตอนนี้ ธรรมดา

พี่ระนาด ก็เคยบอกผมไม่ใช่หรือครับ ว่าพี่เฉลิมศักดิ์ ถ้าดูดีๆน่ารัก ผมจำได้นะครับ ที่พี่พูด ตอนนี้ลืมไปแล้วหรือเปล่า ว่าพี่เฉลิมศักดิ์ มีเจตนาดี จะผิดจะถูกว่ากันอีกเรื่อง

ส่วนพี่เฉลิมศักดิ์ติดใจเรื่อง พี่วิชา ติดต่อกับเทวดา คือไม่ใช่ในกระทู้นี้ครับ แต่เป็นกระทู้ที่ พี่วิชา นั่งสมาธิ แล้วติดต่อกับเทวดา หลายองค์ ได้ พี่เฉลิมศักดิ์ติดใจกระทู้ตรงนั้น เลยเอามารวมกับกระทู้นี้ ก็เลยขัดแย้งกัน เพราะคุยกันคนละหัวข้อ ตรงนี้หรือเปล่าที่พี่เฉลิมศักดิ์ เอามาพูดในกระทู้นี้ จนทำให้ประเด็นแตกจนกว้าง

ผมว่าก็ดีนะ มีขัดแย้งกัน แต่ไม่แตกแยก ไม่โมโห คุยอะไรก็ใช้เหตุผล เข้าว่า จะผิดจะถูก เราจะได้รู้ตัว พัฒนากันไปอีกขั้น เราตักเตือนคนอื่น คนอื่นก็ย่อมตักเตือนเรา ช่วยเหลือกัน

คนอ่านอย่างผม ก็คอยเก็บเกี่ยวความรู้

     

ตอบโดย: ชาวเขา 21 มิ.ย. 52 - 17:47


อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 42 : (ชาวเขา)

ในฐานะที่ผมเคย คุยกับพี่เฉลิมศักดิ์มา ก็มีทะเลาะบ้างครับตอนนั้นหงุดหงิด แต่ตอนนี้ ธรรมดา
 
ส่วนพี่เฉลิมศักดิ์ติดใจเรื่อง พี่วิชา ติดต่อกับเทวดา คือไม่ใช่ในกระทู้นี้ครับ แต่เป็นกระทู้ที่ พี่วิชา นั่งสมาธิ แล้วติดต่อกับเทวดา หลายองค์ ได้ พี่เฉลิมศักดิ์ติดใจกระทู้ตรงนั้น เลยเอามารวมกับกระทู้นี้ ก็เลยขัดแย้งกัน เพราะคุยกันคนละหัวข้อ ตรงนี้หรือเปล่าที่พี่เฉลิมศักดิ์ เอามาพูดในกระทู้นี้ จนทำให้ประเด็นแตกจนกว้าง

-------------------------------------------------

    ขอบคุณครับ  คุณชาวเขา

ผมอาจจะ post ผิดจังหวะ ผิดเวลาไป

ที่ว่าขัดแย้งกับคุณชาวเขานั้น มีกระทู้หนึ่งครับ

แต่ไม่ใช่การขัดแย้งนะครับ  เรียกว่า การเสนอแนะ ดีกว่าครับ  

ตอบกระทู้ พระไตรปิฏกไม่มีคำตอบการดับทุกข์  โดยคุณชาวเขา
http://larndham.net/index.php?showtopic=32656&st=13

----------------------------------------------


อ้างอิง
หวังว่ากระทู้นี้คงจะไม่ถุกปิดกระทู้นะครับ เพราะผมชอบอ่านไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือภูมิรู้ของคนๆนั้น หรือจะว่าด้วยอธิบายจากพุทธคัมภีร์แล้วหยิบยกตัวอย่าง ผมก้ชอบอ่านเหมือนกัน อีกอย่างก็จะได้มีคนที่ติดปัญหาเข้ามาในกระทู้ หรือบอกเสริมเพิ่มกล่าวให้กระชัดเจนขึ้น ละเอียดขึ้น สมบูรณ์ขึ้น เป็นต้น
จากคุณ : อินทรีย์5


ขอให้มี  วิจารณาในการอ่านประสบการณ์ให้ดีนะครับ  อย่าเชื่อไปทั้งหมด อาศัย  กาลามสูตร และ พระไตรปิฏก อรรถกถา ประกอบด้วย

ยิ่ง ประสบการณ์ส่วนตัว + การอธิบายพระพุทธพจน์ ให้เข้ากับประสบการณ์

โอกาสที่จะเกิด สัทธรรมปฏิรูป สูงมาก ๆ

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 22 มิ.ย. 52 - 06:38


อ้างอิง (ชาวเขา @ 21 มิ.ย. 52 - 17:47)


พี่ระนาด ก็เคยบอกผมไม่ใช่หรือครับ ว่าพี่เฉลิมศักดิ์ ถ้าดูดีๆน่ารัก ผมจำได้นะครับ ที่พี่พูด ตอนนี้ลืมไปแล้วหรือเปล่า ว่าพี่เฉลิมศักดิ์ มีเจตนาดี จะผิดจะถูกว่ากันอีกเรื่อง



ตรงนี้พี่ไม่ลืมหรอกครับ   ถ้าคุณเฉลิมศักดิ์จะสนทนากับเพื่อนสมาชิกแบบที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาสนทนากันคุณเฉลิมศักดิ์จะน่ารักมากๆครับ    คุณชาวเขาลองเข้าไปดูกระทู้เก่าๆดูก็ได้  แล้วจะเห็นว่า  กระทู้ไหนที่คุณเฉลิมศักดิ์แสดงความเห็นได้ดี  ผมก็เข้าไปชื่นชมคุณเฉลิมศักดิ์ครับ


สำหรับกระทู้นี้ผมต้องเข้ามาทักท้วงคุณเฉลิมศักดิ์ก็เพราะว่า  คุณเฉลิมศักดิ์มักจะเป็นแบบนี้เสมอๆ ( 2 - 3 เดือนออกอาการทีนึง ) จริงๆแล้วจะปล่อยให้ผ่านๆไปก็ได้แต่ถ้าหากสมาชิกทุกคนเอาตามอย่างคุณเฉลิมศักดิ์  ลานธรรมก็คงจะวุ่นวาย  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ๆ   ผมจึงต้องทักท้วงกันบ้างครับ

 

ตอบโดย: ระนาด 22 มิ.ย. 52 - 08:14


อ้างอิง (เฉลิมศักดิ์ @ 21 มิ.ย. 52 - 14:08)
อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 36 : (กอบ)

คุณเฉลิมศักดิ์ครับ
ถ้าเห็นว่าตรงไหนที่ควรชี้แจง หรือเห็นว่าอาจจะผิดพลาดก็แนะนำกันดี ๆ คุยกันดี ๆ ครับ
หรือเห็นว่าอะไรที่ควรเสริม ก็เสริมกันไปครับ แต่ขอให้อยู่ในสิ่งที่กล่าวในกระทู้นี้นะครับ


    ขอบคุณครับ  ต่อไปผมจะระมัดระวังให้มากขึ้น
 
(เฉลิมศักดิ์ @ 21 มิ.ย. 52 - 14:08)

คุณเฉลิมศักดิ์ได้สัญญากับผมแบบนี้หลายครั้งมาก ๆ แล้วนะครับ
ทั้งใน PM ที่ผมเคยส่งไปหา และในหน้ากระทู้ลานธรรมนะครับ

ขอให้ทำให้ได้สักทีครับ เพราะไม่งั้นผู้ดูแลเค้าคงต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นในการดูแลกระทู้กันครับ
----------------
อันนี้ขอเตือน ๆ กลุ่มที่ชอบทะเลาะ ถกเถียงกันในลานธรรมทั้งหมดนะครับ
ถ้ามีการถกเถียงหรือก่อความวุ่นวายต่าง ๆ ในลานธรรม จนมีปัญหากันนำมาถึงการลบกระทู้ลบความเห็น หรือการตักเตือนอะไรบ่อย ๆ ผู้ดูแลเค้าก็ต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นตามระเบียบของลานธรรมที่วางกันเอาไว้นะครับ เพื่อความสงบเรียบร้อยในลานธรรมครับ

เพราะผู้ดูแลได้ปล่อย ๆ กันมานานมาก ๆ แล้ว เพราะเห็นว่ามีความรู้ด้านปริยัติกันดี น่าจะมีประโยชน์ในการช่วยแนะนำทางปริยัติให้แก่เพื่อนสมาชิกกันได้ แต่พวกท่านทั้งหลายก็ได้นำปริยัติมาถกเถียงกัน มาส่งเสริมทิฏฐิ กดข่มกัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย และแก่ตัวท่านทั้งหลายเองครับ

เมื่อผู้ดูแลปล่อย ๆ ให้ขนาดนี้แล้ว แทนที่จะช่วยกันรักษาความสงบ กลับมานั่งถกเถียงกันเอง บางครั้งในกระทู้ของคนอื่นด้วยซ้ำ ผู้ดูแลจึงต้องทำอะไรสักอย่างครับ เพื่อความสงบเรียบร้อยนั้น ๆ ครับ

------------
ขออโหสิกรรมกับ คุณวิชาครับ ที่มารบกวนกระทู้ครับ

ตอบโดย: กอบ 22 มิ.ย. 52 - 08:43


   สวัสดีครับ คุณชาวเขา คุณระนาด คุณอินทรีย์5  และคุณกอบ.

    ไม่เป็นไรครับคุณกอบ....  เป็นการปรับทิศทางในการสนทนา เป็นให้เป็นระเบียบและอยู่ในขอบเขตที่ควรก็ดีครับ.

    ส่วนคุณเฉลิมศักดิ์  ผมจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร ในเมื่อการสนทนาในข้อกระทู้ยังไม่หมดสิ้น ในการทำความเข้าใจ แต่คุณตั้งอคติไว้ก่อนแล้ว สิ่งนี้แหละคุณควรพิจารณา กิเลสหรือทิฏฐิในใจของคุณให้ดี ก่อนที่จะเสนอความคิดตาม ทิฏฐิที่คุณยึดมั่นออกมา ดังในข้อความนี้ของคุณครับ

 ช่วงที่ 1 (สีน้ำเงิน)
      ขอให้มี  วิจารณาในการอ่านประสบการณ์ให้ดีนะครับ  อย่าเชื่อไปทั้งหมด อาศัย  กาลามสูตร และ พระไตรปิฏก อรรถกถา ประกอบด้วย

  ตรงข้อความด้านบนเป็นการเสนอ ความคิดเห็นที่ดี ในเมื่อยังแครงสงสัยอยู่

  แต่ช่วงที่ 2 (สีแดง)
ยิ่ง ประสบการณ์ส่วนตัว + การอธิบายพระพุทธพจน์ ให้เข้ากับประสบการณ์

โอกาสที่จะเกิด สัทธรรมปฏิรูป สูงมาก ๆ


   ตรงข้อความด้านบนสีแดง เป็นการเสนอข้อมูลด้วยอคติด้วยทิฏฐิที่ยึดมั่นของตนเอง ทั้งที่การสนทนายังหาได้คลาดเคลือนไป หรือผิดไป
   ซึ่งพฤติกรรมนี้ ก็เป็นอคติหรือทิฏฐิ ทำนองเดียวกันในการทักท้วง เรื่องสิ่งไม่ใช่คน ในความคิดเห็นครั้งแรกของคุณเฉลิมศักดิ์  ทั้งที่ยังไม่มีในกระทู้นี้

    ในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในการแสดงความคิดเห็นของคุณเฉลิมศักดิ์ ก็ทำให้ทราบว่า คุณเฉลิมศักดิ์กำลังตั้งตนเป็นอะไรอยู่นะ ลองพิจารณาพฤติกรรมและใจของตนดู นะครับ ว่าควรแก้ไขหรือไม่ควรแก้ไข หรือวางทาทีอย่างไรในที่สาธารณะ.

     ในความคิดเห็นต่อไปผมจะสนทนา ตามหัวกระทู้ต่อนะครับ.

    

ตอบโดย: Vicha 22 มิ.ย. 52 - 09:33


เมื่อคืนนั่งอ่านกระทู้นี้จนจบ พอจบก็หลับไปเลย รออ่านประสบการณ์ของคุณ Vicha อยู่นะครับ

สำหรับประสบการณ์ด้านสมถกรรมฐาน กับวิปัสสนากรรมฐาน นักภาวนาด้วยกันอ่านดูจะรู้ได้ว่าส่วนไหนเป็น ภาวนามยปัญญา ส่วนไหนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้ปฏิบัติ

เหมือนอย่าง อ. แนบ มหานีรานนท์ พอผมได้อ่านบันทึกการปฏิบัติธรรมของท่าน ก็เห็นด้วยว่า ท่านอุบาสิกา แนบ มหานีรานนท์ "อาจ" จะเป็นสกทาคามี ก็เป็นได้

ตอบโดย: วสวัตตี 22 มิ.ย. 52 - 10:19


สำหรับเรื่องติดต่อเทวดาได้หรือไม่ได้คิดว่าไม่ใช่สาระสำคัญนะครับ เพราะเทวดาก็ไม่ใช่ว่าจะวิเศษกว่ามนุษย์

เทวดาก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เวียนว่ายตายเกิด มีการเกิด มีการเจริญเติบโต เพียงแต่การเติบโตของเขายิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งอ่อนเยาว์ขึ้น

มีการแก่ คือสภาวะที่เครื่องนุ่งห่มทิพย์เศร้าหมอง และมีกลิ่นตัว รวมไปถึงเริ่มมีรัศมีที่เศร้าหมอง และมีการตายคือการจุติ

เทวดาก็ต้องการอาหาร ไม่กินอาหารทิพย์ก็ตาย เทวดาหลับตาก็ตาย โกรธและทะเลาะวิวาทกันก็ตายได้ เทวดาต้องการเสื้อผ้า ถ้าไม่มีเสื้อผ้าใส่  ต่อให้เสวยทิพยสมบัติดุจดังเทวดา เขาก็จัดเป็นเวมานิกเปรตแทนที่จะเป็นเทวดาหรือเรียกอีกอย่างว่าเปรตมีวิมาน

เทวดาก็ต้องการที่อยู่อาศัย ไม่เช่นนั้นก็ต้องเร่ร่อน แทนที่จะถูกเรียกว่าเป็นเทวดา อาจถูกจัดชั้นเป็นอสุรกายไปแทน อย่างเทวดาจำพวกยักษ์และอสูร

พวกเทวดาที่ไร้วิมานถึงได้พยายามติดต่อกับมนุษย์ จะได้มีวิมานจากศาลเพียงตาและศาลพระภูมิที่มนุษย์ตั้งให้
จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอันใดที่เทวดาพวกนี้จะมีธุระและพยายามหาเหตุให้ได้ติดต่อกับมนุษย์

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้ต้องการจะโต้เถียงแต่อย่างใดแหะๆ ผิดถูกประการใดต้องขออภัยไว้ด้วย  

ตอบโดย: วสวัตตี 22 มิ.ย. 52 - 10:32


ต่อจากความคิดเห็นที่ 39

อ้างอิง
    .... อานาปานสติ กลับมีสติเฝ้าที่จมูกดูลมกระทบ และสามารถให้รู้แจ้งกายทั้งปวงได้ด้วย  แต่ในเมื่อสติยังไม่เจริญขึ้นอย่างดีแบบฉับไว  ก็สามารถใช้หลักการชำเลืองรู้หรือแลดูไปก่อน จนสมาธิ พัฒนาได้อย่างดีขึ้น และสติเจริญขึ้นอย่างชัดเจน ก็จะมีสติแยกกันอย่างได้ฉับไวขึ้น อย่างเท่าทัน.


   ก็หมายความว่าในเมื่อยังไม่เจริญสติได้ดี แต่สมาธินั้นมากกว่าเพราะความเคยชินไปตั้งมั่นที่ฐานหลักคือจมูก ในการปฏิบัติอานาปานสติ

    เพราะอานาปานสตินั้นใช้บริเวณจมูกที่ลมกระทบหรือสัมผัสเป็นฐานหลัก  ซึ่งหลักการปฏิบัติคือเมื่อระลึกได้หรือรู้ตัวหรือทิ้งจากการรับรู้อย่างอื่น สติและความรู้สึกก็จะกลับมาอยู่จมูกหรือบริเวณจมูกรับรู้ลมกระทบสัมผัส

   ส่วนข้อปลีกย่อยในการกำหนดรู้ลมนั้นก็แล้วแต่บุคคลหรือวิธีการปฏิบัต แต่มีข้อห้ามในการปฏิบัติอย่างเดียวคือ  อย่ากำหนดวิ่งตามลม จนเร่งตนเอง หรือบีบตนเองจนให้หายถี่ขึ้นๆ
   ส่วนจะกำหนด ลมแบบ ต้น(จมุก) กลาง(อก) ปลาย(ท้อง) ของความรู้สึกการหายใจ  หรือกำหนดนับเลข ในการหายใจเข้าหรือออกแต่ละครั้ง ก็แล้วแต่รูปแบบและอุบายการฝึกของแต่ท่านแต่ละที่.
 
       จนพัฒนาสมาธิเจริญขึ้นตามลำดับเป็น ขณิกะอย่างแก่ เป็น อุคหนิมิต และอุปจารสมาธิ  ก็ตรงส่วนของการรับรู้การหายนี้เอง.

       หมายเหตุ อุคหนิมิต ของอานาปาสนสตินั้นปรากฏไม่แน่นอนแล้วแต่บุคคล แม้ในบุคคลเดียวกันแต่ปฏิบัติต่างเวลากัน อุคหนิมิต ก็อาจเกิดต่างกัน ตามในหนังสือ วิสุทธิมรรค บางท่านเห็นเป็นคลายสร้อยสังวาร บางท่านเห็นคลายใยแมงมุม บางท่านเห็นคลายดวงดาวที่สว่าง
               สำหรับผมนั้นบางครั้งเห็นเป็นเหมื่อนวิ่งอยู่ในอุโมงที่คิดเคียว ฯลฯ.
               และเมื่อหลุดจากอุคหนิมิต สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องโดยไม่เผลอ จะกลับมารับรู้ที่ลมหายใจกระทบจมูกต่อ หรือบังเกิดเป็นอุปจารสมาธิ ที่มี นิวร 5 เบาบางมากแต่ อารมณ์ 5 คือ วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข และเอกคตา ปรากฏขึ้นคลุกเคล่าในใจและความรู้สึก

     ตามประสบการของผม เมื่อปฏิบัติมากอย่างนี้แล้ว เป็นขณิกะอย่างแก่ หรืออุปจารสมาธิแล้ว โดยส่วนมากสติและความรู้สึกจะไปจดจองที่บริเวณจมูกรับรู้ลมเป็นสมาธิที่มาก ซึ่งความรู้สึกและสติจะอยู่กับที่ตรงนั้นไม่ยอมเคลือนไปไหนง่ายๆ
      เวลามีอารมณ์อื่นหรือสิ่งอื่นมากระทบก็หาได้มีความสนใจไปรับรู้ จมแช่อยู่ในบริเวณจมูกนั้น เหมือนกับหาได้มีสติว่องไวกับสิ่งที่กระทบ ติดอยู่ในสมาธิ ที่เป็นขณิกะอย่างแก่หรืออุปจารสมาธิ ที่มีอารมณ์คลุกคล้าวด้วย วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข และเอกคตา ที่กายใจมีความสบายเบามีปิติมีสุขและมั่นคง.
   
       แต่ในเมื่อความรู้สึกอันมีสมาธิจมแช่อยู่อย่างนั้นมากเกินควร โอกาสที่จะเจริญเป็นฌาน หรือ อัปปนาสมาธินั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อยาก เพราะกำลังสติน้อยไม่ได้เจริญตามไปด้วย.

   แต่เมื่อผู้ปฏิบัติพัฒนาได้จนถึงพุทธพจน์ตรงส่วนนี้

  ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า
   ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า


    ด้วยสติที่เจริญขึ้นมาว่องไวขึ้น หาได้จมแช่ความรู้สึกเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งโดยตลอด ก็ย่อมทำให้สมาธิเจริญขึ้น ในระดับฌาน หรืออัปปนาสมาธิได้.

     สำหรับบางท่านที่มีความรู้สึกจมแช่เพื่อรับรู้ลมอย่างเดียว เหมือนกับผมที่ปฏิบัติดูลมติดต่อกันเป็นเวลาถึง 10 กว่าปี  ความรู้สึกและสติแยกออกจากบริเวณจมูกนั้นยากมากๆ จะมีความอึดอัดเมื่อต้องแยกไปมีสติรับรู้ส่วนอื่นของร่างกาย ถ้าฝื่นก็จะเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว
      ดังนั้นจึงต้องอาศัยหลักการชำเลืองรู้ พัฒนาสติให้เจริญขึ้น ในเมื่อสติหรือความรู้สึกแยกออกจากบริเวณจมูกได้ง่ายขึ้นจนสติว่องไวขึ้น หาได้ปักอยู่ที่บริเวณจมูกเพียงอย่างเดียว.
     จนแยกสติรับรู้ได้ชัดเจนวองไวขึ้น สติก็จะเจริญขึ้น รับรู้ลมที่กระทบสัมผัสได้ละเอียดขึ้น เมื่อทุกอย่างสงบก็จะมารับรู้ลมกระทบได้อย่างดีขึ้น

     เมื่อสงบอย่างเหมาะสมมีสติที่ละเอียดขึ้นมีสติมาธิที่ควรและตั้งมั่นพร้อมทั้งนิวร 5 หมดไป ปฐมฌานก็บังเกิดขึ้นได้โดยไม่ยากแล้ว.

 

ตอบโดย: Vicha 22 มิ.ย. 52 - 10:46


  สวัสดีค่ะ คุณวิชา

    พู่กัน...รู้ถึงลมหายใจเข้าและออก มีความเย็นกระจายขยาย
ไปถึงลำคอ และเป็นอยู่อย่างนั้น...มีความสุขดี แต่ขณะเดียวกัน
ก็รู้ถึงกายเคลื่อนไหว....ที่เป็นปัจจุบัน  อยากถามค่ะ ว่าเจริญสติ
อย่างนี้...ไม่หลงไปนะคะ

   
 

ตอบโดย: พู่กัน 22 มิ.ย. 52 - 11:30


ตอบคุณ พู่กัน

    ยังไม่หลงไปหรอกครับ....  เพราะยังเป็นปกติพื้นฐานทั่วๆ ไป  ในระดับพื้นฐานมีข้อห้ามคือ อย่ากำหนดวิ่งตามลมหายใจ จนบีบร่างกายและการหายใจ.

   แต่ยังเป็นหลายอารมณ์เกินไป

    ถ้าเป็นในสภาวะทำกิจกรรมปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ

    แต่ถ้าในขณะตั้งใจปฏิบัติก็ถือว่ามีมากอารมณ์เกินไปครับในช่วงเวลาปฏิบัติ ทำให้เกิดสมาธิแนบแน่นได้ยาก  แต่เมื่อพัฒนาสมาธิดีขึ้น หลายอารมณ์นั้นก็ลดน้อยลงตามกำลังสมาธิ จนเหลือเพียง 1 คือที่ลมหายใจกระทบ.

  

ตอบโดย: Vicha 22 มิ.ย. 52 - 12:13


อ้างอิง
    แต่ถ้าในขณะตั้งใจปฏิบัติก็ถือว่ามีมากอารมณ์เกินไปครับในช่วงเวลาปฏิบัติ ทำให้เกิดสมาธิแนบแน่นได้ยาก  แต่เมื่อพัฒนาสมาธิดีขึ้น หลายอารมณ์นั้นก็ลดน้อยลงตามกำลังสมาธิ จนเหลือเพียง 1 คือที่ลมหายใจกระทบ.


   เข้ามาเสนอข้อมูลต่ออีกนิด เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้น จากข้อความ.

     เมื่อพัฒนาสมาธิดีขึ้น หลายอารมณ์นั้นก็ลดน้อยลงตามกำลังสมาธิ จนเหลือเพียง 1 คือที่ลมหายใจกระทบ.

      เหลื่อเพียง 1 คือที่ลมหายใจกระทบ เป็นอย่างไร?

      คือมีสติรับรู้เพียง 1 อารมณ์  แต่มีได้หลายแบบ.. ตามความชัดเจน
   
       แบบที่หนึ่ง รู้ลมสัมผัสแผ่วเบาสติชัดเจนที่ปลายจมูก  เพียงอย่างเดียว
       แบบที่สอง รู้สึกว่า(เวทนา)มีลมละเอียด ออกและเข้าบริเวณจมูก หรือบริเวณที่รับรู้ว่ามีลมออกลมเข้า (หาได้รู้ชัดถึงบริเวณลมกระทบสัมผัส)  เพียงอย่างเดียว
      
       ทั้งสองแบบนี้การรับรู้อย่างอื่น เช่นเสียงที่ได้ยิน ความรู้สึกที่ร่างกาย แม้แต่ความนึกคิด แทบไม่มีและแทบจะไม่รู้สึกแล้ว.

        เมื่อถึงการปฏิบัติได้อย่างนี้  เมื่อประกองรักษาอารมณ์กรรมฐาน และพัฒนาสติได้อย่างถูกต้อง ก็ย่อมได้ปฐมฌานเมื่อเหมาะสม...

      ปัญหาการพัฒนาสติได้อย่างถูกต้อง ตามหลักของอานาปาสนาติ นั้นควรจะเป็นรูปแบบไหน?
       ตามความเข้าใจของผมถ้าเอาตามแบบพระไตรปิฏก  คือในขณะปกติในอริยาบทอื่นๆ ที่ไม่ใช่นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า ก็เพียงให้มีสติสัมปัญญะ รู้ตัวตัวพร้อมในอริยาบทต่าง จนถึงอริยาบทย่อย อยู่ทุกขณะๆ หรือเดินจงกลม มีสติสัมปัญญะในการเคลื่อนอริยบทในการเดินจงกรมนั้น.
       ส่วนการจะกำหนดระยะ วิธีการกำหนดอย่างไร ก็แล้วแต่รูปแบบของแต่ละที่แต่ละสำนัก
       การเดินจงกรมนั้นทำให้สติดีขึ้นและเลือดลมเคลื่อนย้ายได้สะดอก  ดังนั้นเมื่อกลับมานั่งคู้บัลลังก์ ก็จะทำให้สติละเอียดและวองไวขึ้น และด้วยกำลังสามาธิที่มั่นคงแล้ว ก็ย่อมทำให้ ปฐมฌาน ปรากฏขึ้นได้.
  

ตอบโดย: Vicha 22 มิ.ย. 52 - 14:59


ครับ

เผื่อใครเข้ามาอ่าน post นี้ ผมอาจจะ refer ไปที่ หลายๆคนนะครับแต่ไม่ได้ต่อว่าอะไร

คือช่วงนี้ ทั้งผมและคุณ กอบ ก็เหนื่อยในการตามอ่านและ เกรงใจหลายๆฝ่ายมากในการที่จะ เตืิอน ห้ามปราม ลบ ปิดกระทู้

พวกผมก็ยังเห็น ประโยชน์ ของหลายๆท่านที่ post กันมา อย่างเช่นคุณเฉลิมศักดิ์ คุณศิรัสพล ถ้าไม่มีคุณมา queryและ post เรื่องใน คัมภีร์ต่างๆ ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็นเลยในชีวิต เพราะการที่จะไปตามอ่านพระไตรปิฎกผมทำไม่ได้จริงๆและไม่มีความสามารถ

หรือประสบการณ์ตรงจากพี่วิชา ก็ทำให้ผมมั่นใจในสิ่งที่ฝึกหัดว่าบางอย่างไม่อยู่ในคัมภีร์ แต่ก็มีจริง

แล้วก็เห็นประโยชน์ของคุณ mes ที่พยายามจะสื่อสารเตือน แต่เป็นการเตือนแบบแรงไปหน่อย

คือ case ของพวกเราที่คุยกันตอนนี้หนะ ถืิอว่ายังเบากว่าพวก ที่ผมไม่อยากเอ่ยถึงมากครับ
แต่เป็น case ที่ต้องใช้การ พิจารณาสูงมาก เพราะไม่ใช่การฟันธงแบบผิดจริงถูกจัง

อีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องเข้มงวดขึ้นคือ ตาม record larndham กว่า 10 ปีแล้ว มีพวกที่เข้ามาป่วนแบบสุดๆเช่นมาจาบจ้วงผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งเราสามารถ trace ได้ว่า คนเหล่านั้นได้รับผลกรรมไปแล้วจริงๆเช่น เป็นมะเร็ง เป็นโรคร้ายที่หาได้ยากมาก หรือเสียชีวิตไปแล้วหลายรายด้วยอุบัติเหตุ หรือ อย่างน้อยจิตใจมืดทึบ ซึ่งตอนแรกๆพวกผู้ดูแลก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอมี stats confirm มากขึ้นเรื่อยๆเรารู้สึกว่า web นี้เป็น web ที่มีการให้ผลจริงและรุนแรงตามกรรมด้าน บวก และ ลบที่ทำ

พวกเราก็ไม่อยากให้ใครเป็นอะไรอีก

 

ตอบโดย: ake 22 มิ.ย. 52 - 17:44


ในการกระทู้นี้พูดคุยถึงการรู้ลมใช่ไหมครับ
ผมมีคำถามครับ คุณ Vicha
 การรู้ลมไปเพียวๆกับการรู้ลมแล้วนับเลข 1-5 1-6 1-7 1-8 1-9 1-10 แล้วกลับมา 1-5
(หรือบริกรรมแบบอื่น)

ในแง่ของการทำสมถะมีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไรครับ

ขอความกรุณาด้วยครับ

ตอบโดย: ธรรมชาติธรรมะ 22 มิ.ย. 52 - 18:04


ตอบคุณ ธรรมชาติธรรมะ

    ในระดับเบื้องต้นนั้นได้ทั้งสองแบบ  ทั้งมีสติรู้เพียวๆ และการนับหรือบริกรรมเพื่อให้สมาธิตั้งมั่น  ซึ่งอยู่ในเขตของสมถะครับ

    แต่ถ้าดำเนินตามพุทธพจน์ตรงๆ แล้วมีสติรู้เพรียวๆ ครับ

    และประสบการณ์ของผมเองในบางครั้งก็อาศัยคำภาวนากับลมหายใจ เพื่อเข้าสมาธิ  ในบางครั้งก็ไม่ต้องอาศัยคำภาวนา ใช่สติและความรู้สึกล้วนๆ เพ่งลมที่กระทบสัมผัส จนลงสู่สมาธิ ไปตามลำดับ.

    หมายเหตุ ในภายหลังไม่ว่าจะเพ่งส่วนใดเป็นฐาน(อาจจะกำหนดคำภาวนาหรือไม่กำหนดคำภาวนา) อย่างใดในที่สุดก็เข้าสมาธิเมื่อตั้งใจไม่รับรู้สิ่งภายนอกเพียง 5 - 10 นาที ก็ตัดความรู้สึกด้านนอกอยู่ในสภาวะกึ่งหลับไป 10-15 นาที่แล้วครับ แต่ต้องอยู่ในสภานที่เฉพาะตนนะครับ
 
 

ตอบโดย: Vicha 22 มิ.ย. 52 - 19:33


ขอบคุณครับ คุณ Vicha  
ผมตามรู้(อาจไม่เรียกว่าตามรู้) จะมีบางครั้งที่ถึงจุดที่ ลมจะเข้าออกแบบช้าๆ
แต่ใกล้เคียงกับความเป็นธรรมชาติของลมเอง
เหมือนลมแสดงความเป็นไปของมัน แสดงสภาวะของลม
ความไม่เที่ยงของลมก็ปรากฏโดยที่ไม่ต้องถามหา
แต่จิตยังไม่ตั้งมั่นเด่นเป็นผู้รู้ชัดเจน

ผมอาศัยแรงบันดาลใจจากคุณดังตฤณครับ(ส่วนหนึ่ง)
รวมถึงก็พอจะถูกจริตกับเรื่องของการรู้ลม

ก็เล่าให้ฟังครับ

 

ตอบโดย: ธรรมชาติธรรมะ 22 มิ.ย. 52 - 19:49


คือ case ของพวกเราที่คุยกันตอนนี้หนะ ถืิอว่ายังเบากว่าพวก ที่ผมไม่อยากเอ่ยถึงมากครับ
แต่เป็น case ที่ต้องใช้การ พิจารณาสูงมาก เพราะไม่ใช่การฟันธงแบบผิดจริงถูกจัง


ที่คุณ ake กล่าวถึง เป็น case และพวกอะไรหรือครับ จะได้ระวังที่จะไม่กล่าวถึงหรือนำมาโพส  

ตอบโดย: วสวัตตี 23 มิ.ย. 52 - 01:20


อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 56 : (ธรรมชาติธรรมะ)


ในการกระทู้นี้พูดคุยถึงการรู้ลมใช่ไหมครับ
ผมมีคำถามครับ คุณ Vicha
 การรู้ลมไปเพียวๆกับการรู้ลมแล้วนับเลข 1-5 1-6 1-7 1-8 1-9 1-10 แล้วกลับมา 1-5
(หรือบริกรรมแบบอื่น)

-------------------------------------

เพิ่มเติมรายละเอียด ในการนับลม จากคัมภีร์ วิสุทธิมรรค ครับ (ช่วงรอ คุณวิชา)

http://www.larnbuddhism.com/visut/2.15.html#076

 พึงนับซึ่งลมออกลมเข้าด้วยกิริยาอันนับช้าชื่อว่าธัญญามาปกคณนา ดังคนนับตวงข้าวเปลือกนั้น แท้จริงอันว่าบุคคลตวงข้าวเปลือกนั้นเอาทะนานตวงขึ้นซึ่งข้าวเปลือกให้เต็ม แล้วนับว่า ๑ จึงเทลง ครั้นแล้วจึงตวงขึ้นใหม่ เห็นหยากเยื่ออันใดอันหนึ่งติดขึ้นมาก็เทข้าวทะนานนั้นเสียบ่มิได้เอา จึงนับว่า ๑ ไป แล้วตวงขึ้นมาใหม่นับว่า ๒ แล้วก็เทตวงขึ้นอีกเล่า ครั้นเห็นหยากเยื่ออันใดอันหนึ่งติดขึ้นมาก็มิได้เอา เทข้าวทะนานนั้นเสียจึงนับว่า ๒ อีกเล่า ตราบเท่าจนถึง ๑๐ แลมีฉันใด พระโยคาพจรกำหนดนับซึ่งลมอัสสาสะปัสสาสะนั้น ถ้าลมหายใจออกหายใจเข้าอันใดปรากฏแจ้ง ก็ให้นึกนับเอาซึ่งลมอันนั้นว่า ๑, ๒ เป็นต้น ไปตราบเท่าจนถึง ๑๐ ๆ ดังคนอันนับตวงข้าวเปลือกแลนับซึ่งข้าวอันเทลงนั้น

   ว่าโดยเนื้อความพิธีวตกุมภาราม ท่านให้นับลมอัสสาสวาตะก่อน ให้นับลมปัสสาสวาตะที่ ๒ คือนับเป็นคู่ ๆ ไปจนถึง ๑๐ คู่ ให้นับว่าลมออก ๑


--------------------------------------

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑
มหาวิภังค์ ภาค ๑

ทรงแสดงอานาปานสติสมาธิกถา


http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=1&A=7493&Z=7552


อรรถกถา

ถามว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร
?

http://larndham.net/index.php?showtopic=34303&per=1&st=41&#entry591721

 

ตอบโดย: เฉลิมศักดิ์ 23 มิ.ย. 52 - 06:42


อ้างอิง (Vicha @ 22 มิ.ย. 52 - 19:33)

    ในภายหลังไม่ว่าจะเพ่งส่วนใดเป็นฐาน(อาจจะกำหนดคำภาวนาหรือไม่กำหนดคำภาวนา) อย่างใดในที่สุดก็เข้าสมาธิเมื่อตั้งใจไม่รับรู้สิ่งภายนอกเพียง 5 - 10 นาที

ก็ตัดความรู้สึกด้านนอกอยู่ในสภาวะกึ่งหลับไป 10-15 นาที่แล้วครับ แต่ต้องอยู่ในสภานที่เฉพาะตนนะครับ



ตอนที่คุณวิชาอยู่ในสภาวะกึ่งหลับ 10 - 15 นาที   ภาพต่างๆที่คุณวิชาเห็นในตอนนั้นเป็นภาพที่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู   ตัวคุณวิชาเป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ.......แบบนี้ใช่ไหมครับ


  ถ้าใช่........ผมขออนุญาตเรียนถามคุณวิชาว่า  " อาการตัดความรู้สึกด้านนอกอยู่ในสภาวะกึ่งหลับ "  สภาวะนี้เรียกว่าอะไรครับ  และมีข้อดีหรือข้อเสียหรือไม่ครับ  ( ผมจะเข้ามาพักผ่อนในสภาวะนี้ตอนบ่ายเป็นประจำทุกวัน )

                        ----------------------------------------

หมายเหตุ    ถ้าเราหลับแล้วฝันไป   ความฝัน = เราจะเป็นผู้แสดงอยู่ในภาพเหล่านั้น
 

ตอบโดย: ระนาด 23 มิ.ย. 52 - 08:48


สวัสดีครับ คุณธรรมชาติธรรมะ คุณวสวัตติ คุณระนาด

   ผมขอตอบคำถามที่คุณระนาดถามนะครับ.

อ้างอิง
     ตอนที่คุณวิชาอยู่ในสภาวะกึ่งหลับ 10 - 15 นาที   ภาพต่างๆที่คุณวิชาเห็นในตอนนั้นเป็นภาพที่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู   ตัวคุณวิชาเป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ.......แบบนี้ใช่ไหมครับ


     ไม่มีภาพ ไม่มีความฝัน เสมือนไม่รับรู้สิ่งอื่นใด คล้ายหลับสนิท อยู่ในช่วงเวลานั้น

  แต่ก่อนช่วงนั้นก่อนสภาวะนั้น อาจจะมีภาพมีนิมิตเกิดขึ้น ก็ไม่ได้สนใจ แล้วทิ้งไปสู่สภาวะกึ่งหลับนั้นเอง

  หรือหลังสภาวะกึ่งหลับนั้น ผลิกขึ้นมารับรู้ความรู้สึก แต่ยังไม่รับรู้สัมผัสภายนอกทางร่างกาย หรือเสียง เป็นความรู้สึกล้วนๆ  หลังจากนั้นจะเกิดภาพหรือไม่เกิดก็ได้ หรืออาจจะอยากหลับไปใหม่ แล้วค่อยมารับรู้สัมผัสภายนอกทางร่างกาย หรือได้ยินเสียงข้างนอก ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น.


อ้างอิง
  ผมขออนุญาตเรียนถามคุณวิชาว่า  " อาการตัดความรู้สึกด้านนอกอยู่ในสภาวะกึ่งหลับ "  สภาวะนี้เรียกว่าอะไรครับ  และมีข้อดีหรือข้อเสียหรือไม่ครับ  ( ผมจะเข้ามาพักผ่อนในสภาวะนี้ตอนบ่ายเป็นประจำทุกวัน )


    ตอบ น่าจะเรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" ก็ได้นะครับ  เพราะไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึกอื่นปนอยู่เลยครับ
       ในเมื่อไม่พัฒนากรรมฐาน เพื่อให้สติสมาธิเจริญยิ่งขึ้น ก็ใช้ในการพักผ่อนในระหว่างวันได้ดีครับ เช่นในตอนพักเที่ยง หรือยามว่างได้ดีพอประมาณ
       แต่ถ้าฝืนทำอย่างนี้มากไป ก็จะเลี้ยนๆ ไป และจะเบื่อหน่าย ถ้ายังฝืนปฏิบัติธรรมต่อ ก็จะเกิดสภาวะ รูปนามเกิดดับปรากฏขึ้น ชัดเจน ครับ.

   

ตอบโดย: Vicha 23 มิ.ย. 52 - 09:24


รู้ว่ากำลังหายใจอยู่   .....แรกๆยาก
แรกๆก็หาวิธีภาวนาไปก่อน

ตอบโดย: eakanui 23 มิ.ย. 52 - 10:31


สวัสดีครับด้วยคนครับทุกๆท่าน

อยากให้คุณระนาดบรรยายถึงสภาวะดังกล่าวโดยละเอียดยิ่งขึ้นครับ เพราะการตัดขาดโลกภายนอกและเหมือนกึ่งหลับ อ่านดูแล้วยังคลุมเครืออยู่นิ๊ดนึง

อาจเป็นอัปปนาสมาธิดังที่คุณ Vicha กล่าวไว้ก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นอัปปนาสมาธิเพียงครู่เดียวและอาจจะตกภวังค์ไปแล้ว

ตอนช่วงที่ตกภวังค์ อารมณ์ภายนอกยังไม่มารบกวนจิตใจ ตอนนี้แค่เดาๆน่ะครับ ลองบรรยายเพิ่มเติมให้พวกผมฟังเป็นวิทยาทานดูนะครับ อนุโมทนาสาธุการล่วงหน้าครับ

ตอบโดย: วสวัตตี 23 มิ.ย. 52 - 10:38


ค้นมาให้สำหรับคนชอบลมครับ

http://board.palungjit.com/f4/หายใจให้เป็นสุข-สมเด็จพระญาณสังวร-167609.html#post1779509

 

ตอบโดย: บุญรักษ์ 23 มิ.ย. 52 - 11:57


อ้างอิง (วสวัตตี @ 23 มิ.ย. 52 - 10:38)


อยากให้คุณระนาดบรรยายถึงสภาวะดังกล่าวโดยละเอียดยิ่งขึ้นครับ เพราะการตัดขาดโลกภายนอกและเหมือนกึ่งหลับ อ่านดูแล้วยังคลุมเครืออยู่นิ๊ดนึง

อาจเป็นอัปปนาสมาธิดังที่คุณ Vicha กล่าวไว้ก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นอัปปนาสมาธิเพียงครู่เดียวและอาจจะตกภวังค์ไปแล้ว


ก่อนอื่นผมขอขอบคุณคุณวิชาสำหรับคำตอบครับ
                  -----------------------------------

สวัสดีครับคุณวสวัตตี

ตอนบ่ายๆผมจะพักผ่อนโดยดูความรู้สึกภายในร่างกาย ( ไม่ใช่ดูความรู้สึกภายนอก )  คือ

... รู้ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังหายใจเข้าและออก ( รู้อาการพองขึ้น - ยุบลงของหน้าอก )
...รู้ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังนั่ง.... รู้ความรู้สึกตามแขนตามขา...รู้ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังทรงตัว ...รู้ความรู้สึกไปทั่วทั้งตัว

เมื่อรู้ความรู้สึกทั่วทั้งตัวแล้ว  จึงทำให้ผมเห็นอารมณ์ในใจในขณะนั้น

เมื่อผมเห็นอารมณ์ในใจ  ผมจะรู้สึกผ่อนคลายทางร่างกายเกิดขึ้น

เมื่อผมรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายลง   ผมก็มีความสุขเพิ่มขึ้น

เมื่อผมมีความสุขเพิ่มมากขึ้น  ร่างกายก็ผ่อนคลายลงไปอีก  ผมก็มีความสุขมากขึ้นไปอีก ........เรื่อยๆไป

 (ทั้งการผ่อนคลายทางร่างกายและความสุขในใจ  ต่างก็เป็นกำลังส่งเสริมกันและกัน)

เมื่อมีความผ่อนคลายและมีความสุขมากจนถึงจุดๆหนึ่ง  ผมจะเห็นภาพต่างๆเกิดขึ้น  โดยที่ผมก็ยังรู้ความรู้สึกทางกาย  และรู้ความสุขในใจ  ควบคู่กันไป  ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนแปลงไปต่างๆนานา  เหมือนกับว่า  ภาพเหล่านั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ  ผมดูภาพเอาไว้เฉยๆ... ( ตรงนี้เองที่ผมเรียกว่า .... เห็นภาพเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู )

 จุดที่ผมแตกต่างจากคุณวิชาคือ  ผมรู้ความรู้สึกทั้งทางกายและทางใจ  อยู่ตลอดเวลาครับ รถแล่นผ่านไปผ่านมาผมก็ได้ยิน  แล้วถ้ามีคนมาเรียกผม  ผมก็ลุกขึ้นมา พูดคุยได้ตามปกติ


 หมายเหตุ..... ถ้าผมหลับแล้วฝันไป  ผมจะไม่รู้ความรู้สึกทางร่างกาย และ ไม่รู้ความสุขในใจ   เวลาฝัน  ผมก็เห็นภาพเสมือนกับว่า  ตัวผมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ตามภาพนั้นๆ

ตอบโดย: ระนาด 23 มิ.ย. 52 - 12:20


สวัสดีครับ คุณวสวัตตี คุณeakanui  คุณบุญรักษ์  และคุณระนาด.

  เป็นอันว่าในความคิดเห็นที่ 66 นั้นผมสามารถบอกระดับสมาธิ ที่คุณระนาดสัมผัสได้แล้ว

อ้างอิง
      เมื่อมีความผ่อนคลายและมีความสุขมากจนถึงจุดๆหนึ่ง  ผมจะเห็นภาพต่างๆเกิดขึ้น  โดยที่ผมก็ยังรู้ความรู้สึกทางกาย  และรู้ความสุขในใจ  ควบคู่กันไป  ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนแปลงไปต่างๆนานา  เหมือนกับว่า  ภาพเหล่านั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ  ผมดูภาพเอาไว้เฉยๆ... ( ตรงนี้เองที่ผมเรียกว่า .... เห็นภาพเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู )


   เป็นช่วงที่นิมิตบังเกิดขึ้น  เสมือนเหมือนเราเป็นผู้รู้เป็นผู้ดูนิมิต อ้นเป็นรูปเป็นเรื่องราวนั้นโดยไม่ได้จงใจ ผุดขึ้นมาให้เห็นเอง ใจก็ไม่ปรุงแต่งเบาผ่อนคลาย แต่เสมือนยังไม่ได้หลับ ยังรู้สึกที่ร่างกาย ได้ยินเสียง แต่เสมือนไม่สนใจ
    และหาได้สนใจในรูปหรือนิมิตนั้นด้วย แต่ประกองใจอยู่ในสภาวะเบาผ่อนคลายคล้ายๆ มีสุขเล็กๆ น้อยๆ ล่อเลี้ยงอยู่.

    ถ้าจัดระดับสมาธิเป็น    ขณิกะ  อุปจาร  และอัปปนา
          จัดได้ว่าอยู่ระหว่าง ขณิกะ กับ อุปจารสมาธิครับ

    ถ้าจัดระดับสามธิตามนิมิตเป็น  นิมิต  อุคหะนิมิต  อุปจารสมาธิ
           จัดได้ว่าอยู่ระหว่าง  นิมิต กับ อุคหะนิมิต

          เป็นช่วงที่ วิตก วิจารย์ ปีติ สุข และอารมณ์พอจะเป็นหนึ่ง(เอกคตา) ล่อเลี้ยงบังเกิดขึ้นมาบ้าง แต่นิวรณ์ ต่างๆ ยังคงมีอยู่

          ถ้าบังเกิดเหมือนภาพนั้นนิ่งเองและคงอยู่นานเหมือนโดนบล็อกไว้ โดยไม่ได้จงใจหรือสนใจ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไป ก็จะเป็นสิ่งสังเกตุให้ทราบว่า อุคหะนิมิต ได้ปรากฏบ้างแล้ว ใกล้กับอุปจารสมาธิ.

            แต่ตามหลักของอานาปานสติ นั้นไม่ต้องสนใจนิมิตว่าเป็นอะไรหรืออย่างไร เมื่อนิมิตหายหรือความเบาสบายนั้นคลายมารู้สึกตัวก็ให้มีสติรู้ลมหายใจต่อ

             คือมีลมหายใจสัมผัสหรือรู้สึกเป็นฐานหลัก ของกรรมฐานนั้นเอง.
 
           

ตอบโดย: Vicha 23 มิ.ย. 52 - 14:17



ขอบคุณ  คุณวิชาครับ
 

ตอบโดย: ระนาด 23 มิ.ย. 52 - 15:55


อนุโมทนาสาธุครับ

ผมมีอาการคล้ายคุณระนาด บ่อยครั้งครับ

เห็นภาพมันเป็นไปเองเหมือนนั่งดูละคร กับทั้งได้ยินเสียงภายนอกเป็นปกติ ใครเรียกก็สามารถลุกขึ้นได้เลย เป็นปกติ แต่จะมีเป็นเหน็บชาบ้างครับ

อยากสอบถามเพิ่มเติมตรงที่อาการเหน็บชา จะแก้ไขอย่างไรได้บ้างครับ

ขอบคุณครับ

เจริญในธรรม

ตอบโดย: doyjaar 23 มิ.ย. 52 - 22:56


กราบเรียนถามพี่วิชาแลพี่ระนาด

ภาพที่เห็นนั้น  อะไรเป็นสิ่งที่เข้าไปเห็น ครับ

ภาพที่เห็นนั้น เกิดขึ้นได้เพราะอะไรเป็นสาเหตุ ครับ

 

ตอบโดย: ปล่อยรู้ 24 มิ.ย. 52 - 06:17


อ้างอิง (ปล่อยรู้ @ 24 มิ.ย. 52 - 06:17)
กราบเรียนถามพี่วิชาแลพี่ระนาด

ภาพที่เห็นนั้น  อะไรเป็นสิ่งที่เข้าไปเห็น ครับ

ภาพที่เห็นนั้น เกิดขึ้นได้เพราะอะไรเป็นสาเหตุ ครับ

 
สวัสดีครับ   คุณปล่อยรู้

 
เนื่องจากภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู    พี่ก็จะเห็นความไม่มีเจ้าของ( อนัตตา )  ของความรู้สึกต่างๆ ( กาย - ใจ ) ได้ง่ายๆโดยไม่ต้องใช้ความนึกความคิดเข้ามาเกี่ยวข้อง    หรือเรียกอีกอย่างว่า  พี่เอาการดูภาพเป็นเครื่องมือในการเห็นไตรลักษณ์ของกาย - ใจ ก็ได้ครับ
                 --------------------------------------------

ดังนั้น คำถามว่า   ภาพที่เห็นนั้น  อะไรเป็นสิ่งที่เข้าไปเห็น

( สำหรับตัวพี่เองแล้ว )  คำตอบคือ....ไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่เข้าไปเห็น  แต่เป็นสภาวะธรรมที่ต่างก็ เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  ดับไป ครับ    ตัวเราก็ไม่มี  ... มีแต่ความรู้สึกต่างๆหลายๆชนิด   ที่ต่างคนต่างก็ทำงานไป  ของใครของมัน  ( กายก็ทำงานไป ..... ใจก็ทำงานไป....ภาพๆต่างก็เปลี่ยนแปลงไป )
                  -------------------------------------------

ภาพที่เห็นนั้น  เกิดขึ้นได้เพราะอะไรเป็นสาเหตุ

คำตอบคือ.....เกิดจากการทำงานร่วมกันของกาย - ใจครับ   อธิบายง่ายๆก็คือ  ก็ทำนองเดียวกันกับ  เวลาที่เรากระทบอากาศเย็น  เราจะรู้สึกหนาว  ใจก็รู้สึกวาบๆ  ความรู้สึกหนาว และ  ความรู้สึกที่ใจวาบๆ เกิดขึ้นได้เพราะอะไรนั่นเเหละครับ   ( กาย - ใจ เป็นเครื่องชีวจักรกลชนิดหนึ่งนั่นเองครับ )

                        -------------------------------------

หมายเหตุ............พี่เห็นกาย - ใจ แยกออกเป็นส่วนๆได้ ในระยะเวลาสั้นบ้างยาวบ้าง  แต่ยังไม่สามารถจะเห็นกาย - ใจ ไม่ใช่ตัวเรา  ไม่ใช่ของเรา  อย่างถาวรครับ

 

ตอบโดย: ระนาด 24 มิ.ย. 52 - 08:01


อ้างอิง (doyjaar @ 23 มิ.ย. 52 - 22:56)
อนุโมทนาสาธุครับ

ผมมีอาการคล้ายคุณระนาด บ่อยครั้งครับ


อยากสอบถามเพิ่มเติมตรงที่อาการเหน็บชา จะแก้ไขอย่างไรได้บ้างครับ


สำหรับตัวผมเอง   ถ้าผมเป็นเหน็บจนรู้สึกว่า .... ทนไม่ไหวแล้ว  ผมจะเปลี่ยนท่านั่งครับ

พอเปลี่ยนท่านั่ง....หายเจ็บ / สักพักหนึ่ง  ค่อยๆมีความเจ็บแทรกเข้ามาในขาอีก / เปลี่ยนท่านั่ง.....หายเจ็บ / สักพักหนึ่ง  จะค่อยๆมีความเจ็บแทรกเข้ามาในขาอีก ....เปลี่ยนท่านั่งอีก   แบบนี้ไปเรื่อยๆ

.......... ผมปฏิบัติแบบนี้จนย่างเข้าปีที่ 14 - 15   ผมก็เห็นความเจ็บเป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาในขา  คือว่า  ขาเป็นส่วนหนึ่ง และ ความเจ็บเป็นอีกส่วนหนึ่งครับ ( ขาไม่ได้เจ็บ  แต่ว่าความเจ็บมันแทรกตัวเข้ามาอยู่ในขา )

แต่ตอนก่อนหน้านั้น  ผมจะรู้สึกว่าขามันเจ็บครับ

ตอบโดย: ระนาด 24 มิ.ย. 52 - 08:31


สวัสดีครับ คุณระนาด คุณ doyjaar คุณปล่อยรู้

   ผมขอตอบคำถามของคุณ doyjaar ก่อน นะครับ (คุณระนาด ก็ตอบได้ดีในระดับหนึ่งแล้วครับ).

อ้างอิง
    อยากสอบถามเพิ่มเติมตรงที่อาการเหน็บชา จะแก้ไขอย่างไรได้บ้างครับ


    วิธีแก้ จากประสบการณ์  แยกได้เป็น 3 อย่าง ดังนี้.

      1. เปลี่ยนอริยาบทแล้วมีสติสังเกตุรู้สภาวะที่เกิดขึ้น คล้ายที่คุณระนาดเสนอครับ
      2. เพิ่มความเพียรในการนั่ง จาก 15 นาที่ เป็น 30 นาที่ เป็น 1 ชั่วโมง เป็น 2 ชั่วโมง สำหรับผมเพียรนั่งนานที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เมื่อปรับมานั่งเพียง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง จึงไม่มีปัญหาเรื่องความแหน็บชา ถ้ามีก็ถือว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย
      3. เจริญสมาธิที่สูงขึ้น เช่น อุปจารสมาธิ หรือ ฌาน แล้วรักษาอารมณ์อยู่ได้นาน ความแหน็บชานั้นก็จะไม่เกิดขึ้น หรือมีอยู่แต่ไม่มีผลต่อจิตใจในช่วงนั่งกรรมฐานอยู่

  

ตอบโดย: Vicha 24 มิ.ย. 52 - 08:54


นิมิตที่เกิดจากสมาธิ  ที่หลาย ๆ คนเห็นและไปรู้นั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่า   นั้นเป็นเพียงนิมิต  นั้นเป็นเพียงญาณ

ตรงนี้มีข้อสังเกตุให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างไรครับ  หลาย ๆ คนไปคิดว่านิมิตคือญาณ  บางคนได้ญาณอาจจะคิดว่าเป็นเพียงนิมิต

เพื่อคนที่ชอบด้านสมาธิหลาย ๆ คนจะได้สังเกตุและผ่านมันไปให้ได้ครับ

ตอบโดย: น้องบู 24 มิ.ย. 52 - 09:01


ตอบ คำถามของคุณปล่อยรู้นะครับ.

อ้างอิง
 กราบเรียนถามพี่วิชาแลพี่ระนาด

ภาพที่เห็นนั้น  อะไรเป็นสิ่งที่เข้าไปเห็น ครับ

ภาพที่เห็นนั้น เกิดขึ้นได้เพราะอะไรเป็นสาเหตุ ครับ


     ภาพที่เห็นนั้น ใจเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นเป็นมโนภาพ แต่ใจนั้นหาได้มีเจตนาไปรู้มีเจตนาไปเห็น เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนไปตามสภาพของมัน.

     ภาพที่เห็นนั้น เกิดขึ้นได้เพราะอะไรเป็นสาเหตุ?  สาเหตุเพราะเริ่มมีสมาธิ ใจเริ่มเป็นหนึ่ง การรับรู้ภายนอกลดลงในระดับหนึ่ง รักษาอารมณ์ที่สบาย หรือปลอดโปร่ง หรือสุขเล็กๆ น้อยไว้ หรือรักษาใจที่เริ่มเป็นหนึ่งไว้  ภาพเหล่านั้นก็จะทยอยปรากฏขึ้นมาเอง โดยที่ไม่จงใจหรือไม่เจตนา เกิดเป็นมโนภาพ เป็นการปรุงแต่งของใจนั้นเอง.

     มโนถาพเหล่านี้ปรากฏกับเมื่อผมเมื่อใจเริ่มจะเป็นหนึ่งแล้ววางใจรู้เฉยๆ รักษาอารมณ์นั้นไว้ ก็จะปรากฏภาพหรือมโนภาพ ทยอยออกมามากมายๆ เหมือนไม่มีสิ้นสุด เมื่อผมอายุประมาณ 16 ปี ก็ประมาณ 34 ปีมาแล้ว.

     ผมก็เคยคิดเหมือนกันในสมัยเด็กๆ นั้นว่า เอ่. มันเป็นอะไรมันมาจากไหนทำไมมากมายไม่จบไม่สิ้น แต่ก็เลิกสนใจเพราะไม่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นสาระ เหมือนจิตปรุงแต่งสร้างเรื่องสร้างภาพขึ้นมาเอง จึงกลับมากำหนดลมหายใจ พุท-โธ ต่อ แล้วเลิกสนใจภาพเหล่านั้นแม้จะปรากฏให้ทราบก็ตาม เมื่อปฏิบัติมากเข้า กลายเป็นมีสติและความรู้สึกตั้งอยู่ที่บริเวณจมูกเสียส่วนมาก มโนภาพเหล่านั้นจึงปรากฏได้ไม่นานก็เปลี่ยนไปเป็นสมาธิที่เป็นหนึ่งขึ้น.

ตอบโดย: Vicha 24 มิ.ย. 52 - 09:19


อ้างอิง (น้องบู @ 24 มิ.ย. 52 - 09:01)
นิมิตที่เกิดจากสมาธิ  ที่หลาย ๆ คนเห็นและไปรู้นั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่า   นั้นเป็นเพียงนิมิต  นั้นเป็นเพียงญาณ

ตรงนี้มีข้อสังเกตุให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างไรครับ  หลาย ๆ คนไปคิดว่านิมิตคือญาณ  บางคนได้ญาณอาจจะคิดว่าเป็นเพียงนิมิต

เพื่อคนที่ชอบด้านสมาธิหลาย ๆ คนจะได้สังเกตุและผ่านมันไปให้ได้ครับ


สำหรับตัวผมนะ

ผมภาวนาเพื่อเห็นไตรลักษณ์ของกาย และ ใจ ( เห็นด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่การใช้ความคิด )

ภาพต่างๆที่ผมเห็นในขณะภาวนา  จะช่วยให้ผมเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกาย - ใจ ได้ง่ายขึ้น  เห็นไตรลักษณ์ได้ดีขึ้น

ฉะนั้น  ภาพเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือที่ผมนำมาใช้ในการดูไตรลักษณ์   ผมจึงไม่สนใจว่าภาพนิมิตรนั้นเป็นญาณหรือไม่เป็นญาณครับ (ใช้รถยี่ห้ออะไรก็ได้  ขอให้ขับไปถึงที่หมายคือเห็นไตรลักษณ์ ก็โอเคแล้วครับ )
                      --------------------------------------------

ความเห็นที่ 73 และ 75 ของคุณวิชาน่าสนใจดีครับ  

ตอบโดย: ระนาด 24 มิ.ย. 52 - 10:23


อ้างอิง (น้องบู @ 24 มิ.ย. 52 - 09:01)


นิมิตที่เกิดจากสมาธิ  ที่หลาย ๆ คนเห็นและไปรู้นั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่า   นั้นเป็นเพียงนิมิต  นั้นเป็นเพียงญาณ

ตรงนี้มีข้อสังเกตุให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างไรครับ  หลาย ๆ คนไปคิดว่านิมิตคือญาณ  บางคนได้ญาณอาจจะคิดว่าเป็นเพียงนิมิต

 


เรื่องนี้ผมเองก็เพิ่งเจอมากับตัวเหมือนกันครับคุณน้องบู วันก่อนสนทนาธรรมกับเพื่อนที่ศึกษาธรรมะมาด้วยกัน แล้วเขาก็บอกว่า

เขาไม่คิดว่าถ้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้วจะมีรูปกับนามมาปรากฏให้เห็น เขาเสนอความเห็นว่า ถ้าเจริญสติดูกายและดูใจอยู่ตลอดเวลาแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากปัญญาอย่างเดียว

เขาบอกว่าเขาเจริญสติอยู่ตลอด ไม่มีอะไรเลยนอกจากการรู้ทุกอิริยาบทไม่ว่าจะตื่นหรือหลับเขาบอกว่าแม้แต่หลับก็ยังรู้ว่าหลับอยู่

เขาถามว่าแน่ใจหรือว่าไอ้ที่เห็นว่ามันน่ากลัวดุจดังระเบิดนั้นเป็นวิปัสสนาญาณ เขาบอกว่าขอบอกตามตรงนะ ว่าเขาเชื่อว่า มันน่าจะเป็น "นิมิตมาร" มากกว่า วิปัสสนาญาณ

ผมฟังแล้วอึ้งเลย ไม่นึกว่าเพื่อนที่เรียนอภิธรรมมาจะกล่าวแบบนี้ ก็ได้แต่หวังให้วิปัสสนาญาณตั้งแต่ชั้น อุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวญาณ และนิพพิทาญาณมาปรากฏให้เขาได้เห็นเช่นกัน เมื่อสันตติ อิริยาบท และฆนสัญญาของเขาขาดหายไป


ตอบโดย: วสวัตตี 24 มิ.ย. 52 - 10:24


ตอบคำถามน้องบู

อ้างอิง
      นิมิตที่เกิดจากสมาธิ  ที่หลาย ๆ คนเห็นและไปรู้นั้น

     จะรู้ได้อย่างไรว่า   นั้นเป็นเพียงนิมิต  นั้นเป็นเพียงญาณ


     ดีครับที่น้องบูถาม   ผมจะได้ตอบให้เคลียร์เสียที่เดียว เรื่องนิมิต กับ ญาณของผู้มีฌาน ต่างกันอย่างไร?.

      1. เรื่องนิมิต  ปกติแล้วสำหรับผู้ฝึกสมถะหรือวิปัสสนา  จะเกิดขึ้นเมื่อเริ่มมีสมาธิเริ่มตั้งมั่นมากกว่าปกติธรรมเล็กน้อย ก็จะปรากฏนิมิตขึ้น ขื้นอยู่กับกรรมฐานที่ฝึกด้วย ว่าจะเกิดนิมิตเป็นอย่างไร.
           แต่เมื่อไหร่ นิมิตนั้นนิ่งปรากฏเด่นชัดในใจเหมือนตาเห็น เรียกว่าเกิด อุคหะนิมิต  แต่จะเกิดเป็นปฏิภาคนิมิต(นิมิตนั้นเกิดสว่างคมชัดและจรัสจ้าขึ้น) ก็อยู่ที่กรรมฐานแต่ละประเภท  เช่นกระสิน 10 ก็จะเกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น
           ถ้าเป็นอานาปานสติจะไม่เกิดเป็นปฏิภาคนิมิตที่ชัดเจน ยกเว้นทิ้งอานาปานสติแล้วไปปฏิบัติกสินแทน.
           ในช่วงที่เกิด อุคหะนิมิตชัดเจนแจ่ม หรือปฏิภาคนิมิต นี้เอง  เรียกว่าสมาธิมีความตั่งมั่นขึ้นเป็นหนึ่งมากขึ้น อยู่ในเขตของ อุปจารสมาธิ.
           ผู้ที่ได้อุปจารสมาธิ แต่สมาธิยังไม่เป็นเอกคตาจนปรากฏฌานขึ้น  ก็จะเกิดนิมิตในขณะที่จิตเริ่มสงบเมื่อไม่ได้สนใจความรู้สึกภายนอก หรือสามารถรู้สึกภายนอกได้แต่ไม่สนใจเพราะจิตเป็นหนึ่งมากกว่า

           ดังนั้นเมื่อต้องการทราบสิ่งใด เมื่อเข้าสมาธิระดับนี้แล้วมโนภาพจะปรุงแต่งขึ้นมาได้ซึ่งอาจจะตรงถูกต้องตามที่ต้องการทราบหรือคลาดเคลื่อนก็ได้ แล้วแต่ระดับสิ่งที่ต้องการทราบ  ช่วงนี้ทำให้เกิดสภาวะการหลงกันมาก  เพราะมีปีติก็แรง มีความศรัทธาก็แรงกล้า อยากรู้อะไร นิมิตก็ปรากฏเป็นเรื่องเป็นราวชัดเจน  เมื่อยึดมั่นมากๆ และหลง ก็จะเกิดวิปลาสไปชั่วคราว จนกว่าจะมีสติรู้ตัวและเตือนตนเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยึดมั่นและถือมั่นเสีย  แต่มีบางท่านบางส่วนหลุดโลกไปเลยก็มีปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง.

      2. เรื่อง ญาณ ที่เกิดจาก ฌาน   ก็คือผู้ปฏิบัติสมาธิจนได้ ปฐมฌาน ขึ้นไป คือเมื่อมีอุคหะนิมิตที่เด่นชัด หรือ ปฏิภาคนิมิต ปรากฏขึ้นก็หาได้สนใจหาได้ใส่ใจ แต่กำหนดภาวนากรรมฐานตามฐานหลักอย่างมั่นคง เมื่อวางนิวรณ์ 5 ได้ทั้งหมด อัปปนาสมาธิ และองค์ฌาน 5 ก็ปรากฏ (วิตก วิจารย์ ปีติ สุข เอกคตาหรืออุเบกขา) ได้ซึ่งปฐมฌาน
           แต่ผู้ที่ได้ปฐมฌานยังไม่ชำนาณไม่มีวสีในฌาน ก็ย่อมสามารถหลงนิมิตได้ และไปหลงคล้ายกันดังในเรื่องที่ 1.  ที่วิปลาสไปชั่วคราวได้ หรือหลุดโลกกู่กลับได้ยาก หลงไปเลยก็มี

           เมื่อผู้ได้ปฐมฌาน ฝึกการเข้าฌานสมาบัติจนชำนาณ มีสติกำหนดรู้ ถึงลำดับการเข้าฌาน ตั้งแต่ เป็นนิมิต อุคหะนิมิต อุปจารสมาธิ แล้วเข้าอัปปนาสมาธิ ออกจากภวังค์ แล้วค่อยรู้สึกทั่วทั้งตัวในอารมณ์ภายนอก  โอกาศที่จะหลงนิมิต หรืออุคหะนิมิต นั้นย่อมน้อยลง เพราะรู้ลำดับ และระดับแต่ละช่วงดี
            ดังนั้นย่อมพอทราบการเกิด ญาณ ของผู้มี ฌาน ได้ดีเพราะแยกแยะได้  คือต้องเข้าฌานก่อน แล้ว ญาณรู้ หรือนิมิตของญาณ ก็จะปรากฏให้ทราบในภายหลังตามที่เจตนาหรืออธิษฐานไว้ ก่อนเข้าฌานสมาบัติ.
            แต่ไม่ใช่ว่ามีเจตนาแล้วอธิษฐานเข้าฌานแล้ว ญาณ จะเกิดขึ้นไปหมด ก็ขึ้นอยู่กับระดับของสิ่งที่จะรู้นั้น หรือฐานะที่จะรู้ได้ และหาใช่ว่าจะต้องถูกต้องไปหมด

            ดังนั้นต้องฉลาดในญาณ หรือมีปัญญาในญาณรู้ที่เกิดขึ้นนั้น  ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้เวลาฝึกต้องละเอียดต้องเรียนเพิ่ม.

       ก็เกิดความเห็นแยกเป็นสองทางสำหรับผู้ทีได้ฌานที่ปฏิบัติแบบสมถะและวิปัสสนาอย่างอานาปานสติคือ
       1.จะเสียเวลาฝึกเข้าฌานสมาบัติจนชำนาณเป็นวสี แล้วต้องเสียเวลามาเรียนรู้มามาฝึกในความละเอียดที่ต้องฉลาดในญาณ หรือมีปัญญาในญาณรู้ที่เกิดขึ้น.
       2.พัฒนาสมาธิโดยไม่สนใจตามข้อ 1 เพื่อขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ หวังในมรรคผล.

      แต่สำหรับผู้ที่ฝึกกระสิน ย่อมแวะตามข้อ 1 ก่อนเป็นธรรมดา เพราะหวังเจตนาอย่างนั้นมาแต่ต้นแล้ว.

ตอบโดย: Vicha 24 มิ.ย. 52 - 10:32


อ้างอิง (น้องบู @ 24 มิ.ย. 52 - 09:01)


นิมิตที่เกิดจากสมาธิ  ที่หลาย ๆ คนเห็นและไปรู้นั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่า   นั้นเป็นเพียงนิมิต  นั้นเป็นเพียงญาณ

ตรงนี้มีข้อสังเกตุให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างไรครับ  หลาย ๆ คนไปคิดว่านิมิตคือญาณ  บางคนได้ญาณอาจจะคิดว่าเป็นเพียงนิมิต

 


ขอตอบคุณน้องบูเสริมเพิ่มด้วยอีกเสียงหนึ่งนะขอรับท่าน Vicha

อย่างไหนเป็นนิมิต ของสมถกรรมฐาน หรือว่าอย่างไหนเป็นวิปัสสนูปกิเลส ของวิปัสสนาญาณ นักภาวนาที่ปฏิบัติมานานจะพอแยกได้จากอารมณ์ที่ปรากฏครับ

สำหรับวิปัสสนาญาณของแท้นั้น จะไม่เห็นเป็นภาพ แสง สี หรือเสียง

ธรรมารมณ์ที่ปรากฏให้ใจได้รับรู้นั้น จะปรากฏในลักษณะของพระไตรลักษณ์ คือ มีลักษณะที่แสดงความเป็นจริงให้ปัญญาได้เกิด คือ เกิดในลักษณะที่เป็นอนิจจัง หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ถ้าหากไม่ใช่ 3 ประการนี้แล้วก็น่าที่จะเป็นนิมิตของสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนูปกิเลสของวิปัสสนากรรมฐาน

แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าวิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้นแต่เฉพาะทางมโนทวารอย่างเดียวหรือว่า
จะปรากฎทางกายทวารด้วย แต่โดยส่วนตัวของผมเกิดทางมโนทวารและกายทวารพร้อมๆกัน

แต่จะว่าไปในตอนนั้น ความรู้สึกว่ามีตัวตน มันก็ไม่ปรากฏแล้ว เพราะตอนนั้นมันมีปัญญารู้แล้ว พบแล้วว่า มีแต่รูป กับ นามเท่านั้นที่เกิดและดับไป ตัวเราไม่มี สภาพนี้มีอยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่สามารถห้ามได้ ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นทุกข์อย่างมาก แทบจะรับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นไม่ไหว จะตายเสียให้ได้ เป็นภัย และน่ากลัว มีแต่โทษปรากฏ เวลารูปกับนามแตกดับถูกทำลายไปในแต่ละครั้งทั้งรุนแรง รวดเร็ว ตามรับรู้แทบไม่ทัน

ทุกครั้งที่รูปกับนามแตกดับทำลายไป เราก็จะรู้สึกว่าเรานั้นก็แตกดับระเบิดออกเป็นชิ้นๆเป็นเสี่ยงๆตามอย่างรูปกับนามไปด้วยคล้ายนั่งอยู่ใจกลางระเบิดปรมาณู

ณ เวลานั้นนอกจากรูปกับนามที่มาปรากฎให้เห็นแล้ว กิเลสตัวพ่อ ก็มาปรากฏให้ได้รับรู้แบบชัดๆเช่นกันครับ ต้องเจอศึก 2 ด้าน ถึงตอนนั้นแล้วเราจะพบว่า แท้ที่จริงแล้วคนเรารักกิเลสมาก เสียดายมากถ้าจะต้องเสียกิเลสไป และไม่สามารถอยู่ต่อไปได้โดยที่ปราศจากกิเลส ถ้าเราใจแข็งหน่อยก็จะขึ้นไปสู่วิปัสสนาญาณชั้นสูงๆต่อๆไป แต่ถ้าใจอ่อน ก็จะเสียท่ากิเลสยอมกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับกิเลสตามเดิม เหมือนเช่นตัวผม

แต่หากเป็นนิมิตของสมถกรรมฐาน จะปรากฏเป็นดวงกสิณให้เห็นตอนที่นั่งหลับตาอยู่ ดวงกสิณถ้าเป็นกสิณไฟ จะเป็นสีส้มแดง มีเปลวไฟไหวน้อยๆอยู่ภายในวงกลมเหมือนถ่านในเตาอั้งโล่ที่ปราศจากขี้เถ้า หรือเหมือนดวงตะวันยามเช้าหรือยามเย็นที่ดวงกลมโตสีส้มๆแดงๆ

ถ้าเป็นกสิณน้ำจะเป็นวงกลมสีฟ้ามีคลื่นพริ้วไหวเหมือนมองดูสระว่ายน้ำหรือน้ำทะเล หรือบางทีก็เป็นน้ำพริ้วไหวสีขาวในวงกลมนั้น

ส่วนกสิณแสงสว่างจะปรากฏเป็นดวงกลมๆมีแสงสว่างเหมือนดังใครส่องสปอตไลท์มาเข้าตาเรา หรือมองเห็นภาพรอบตัวได้เหมือนลืมตาอยู่ทั้งที่นั่งหลับตาและปิดเปลือกตาสนิทไม่ได้ลืมตาขึ้นเลย

ส่วนกสิณลมนิมิตจะปรากฎเป็นเหมือนไอแดดหรือไอน้ำกระจายไปทั่วในอากาศ แต่ที่แปลกคือไม่ได้เกิดในเวลากลางวัน

ส่วนอากาศกสิณ จะปรากฎเป็นช่องว่างวงกลมท่ามกลางความมืดในขณะที่หลับตาอยู่ คล้ายเราถ้ำมองแอบดูคนอื่นตามรู แต่ภาพที่ปรากฎในช่องว่างวงกลมนั้นจะเป็นภาพที่อยู่ทางด้านข้างของตัวเรา ไม่ใช่ภาพด้านหน้า

ถ้าเป็นอานาปานสติ นิมิตก็จะเป็นก้อนเมฆสีขาว หรือดวงดาวเหล่านี้อ่ะครับ และไม่รู้สึกว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเป็นโทษ เป็นภัยแต่อย่างใดไม่เหมือนกับวิปัสสนาญาณ


ตอบโดย: วสวัตตี 24 มิ.ย. 52 - 11:07


ขออนุญาต ย้อนกลับไปในเรื่องของการตกภวังค์นะครับ เพราะมีท่านสมาชิกท่านหนึ่ง สอบถามมาทาง Private message

สวัสดีค่ะ

พอดีเข้าไปอ่านกระทู้ของคุณ Vicha เรื่อง ดำรงสติเฉพาะหน้า.............

ในความเห็นที่ 64 ของคุณวสวัตตี พูดถึง "ช่วงที่ตกภวังค์"
ก็เลยอยากสอบถามว่า จะทราบได้อย่างไรคะ ว่า เราตกภวังค์ หรือยังอยู่ในสมาธิ พอดีเคยนั่งสมาธิแล้ว รู้สึกว่า นิ่งมาก ไม่รู้สึกถึงการหายใจ และก็มีความสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ เรายังนิ่งอยู่ในสมาธิ หรือเคลิ้ม รึว่า "ตกภวังค์" ไปแล้วนะ

ไม่กล้าไปโพสต์ถามแทรกในกระทู้ค่ะ แต่ถ้าคุณวสวัตตีจะอธิบายผ่านการให้ความเห็นทางกระทู้ก็ดีนะคะ เผื่อจะเป็นประโยชน์ค่ะ

ขอบพระคุณมากๆ ล่วงหน้าค่ะ สำหรับคำตอบ  


สำหรับศัพท์คำว่า "ตกภวังค์" ดังที่นักภาวนาและบูรพาจารย์ทั้งหลายเคยกล่าวถึงนั้น เป็นอาการที่จิตไม่รับอารมณ์ใดๆ แม้แต่สมาธิก็ไม่เกิด จะมีความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ จนบางครั้งหลายคนคิดว่าตนเองได้ฌาน 4 ก็มี เพราะสามารถดำรงอยู่ในสภาวะนั้นๆได้นาน

ถ้าได้ฌาน 4 จริง ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ได้ เพราะการได้ฌาน 4 นั้นจะต้องผ่าน ฌาน 1 2 3 ไปตามลำดับดังเช่นที่พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 9 ได้กล่าวไว้ว่าจะข้ามลำดับชั้นไม่ได้ และผู้ที่ได้ฌาน ก็จะรู้ว่าฌานแต่ละชั้นมีองค์ธรรมใดบ้าง และละองค์ธรรมตัวใดไปได้แล้วบ้าง (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)

ช่วงที่อยู่ในสภาวะตกภวังค์ ต่างกับฌาน 4 ตรงที่ ฌาน 4 นั้นมีเอกัคคตา และฌาน 4 นั้นใจของผู้เข้าฌานจะปราศจากความลังเลสงสัยใดๆในสภาพที่ตนเป็นอยู่

ในกรณีสำหรับนักภาวนาที่ยังไม่มีความชำนาญหรือวสีพอ มักจะประคองจิตให้เป็นฌานได้ไม่นานและครั้งใดที่ไม่สามารถยกจิตขึ้นสู่ฌานชั้นสูงๆได้ ก็มักจะตกภวังค์

ตัวอย่างเช่นกำลังเข้าปฐมฌานอยู่ กำลังเพลิดเพลินกับการเจริญวิตกยกจิตขึ้นรับอารมณ์ของปีติ พอหมดกระบวนการของวิจาร จะยกจิตขึ้นรับอารมณ์ของปีติให้มากยิ่งขึ้นอีก แต่ยังไม่ชำนาญในการประคองจิตและอารมณ์ อารมณ์ก็จะตกไป ปีติก็จะไม่เกิดต่ออีก ความสุขก็หายไปโดยฉับพลัน ความเย็นกายและเย็นใจที่ไหลเอิบอาบซาบซ่านไปทั่วร่างกายก็จะหายไป

และจะพบกับสภาวะที่นิ่งๆ เฉยๆ อยู่ได้นาน แต่ไม่มีอารมณ์ใดเกิดขึ้นเลย ถ้าพบสภาวะนี้ก็ควรถอยกลับมาเริ่มทำสมาธิ โดยบริหารสมาธิกับสติให้ได้สัดส่วนกันใหม่อีกครั้งครับ


ตอบโดย: วสวัตตี 24 มิ.ย. 52 - 11:45


อ้างอิง (ระนาด @ 23 มิ.ย. 52 - 12:20)


สวัสดีครับคุณวสวัตตี

ตอนบ่ายๆผมจะพักผ่อนโดยดูความรู้สึกภายในร่างกาย ( ไม่ใช่ดูความรู้สึกภายนอก )  คือ

... รู้ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังหายใจเข้าและออก ( รู้อาการพองขึ้น - ยุบลงของหน้าอก )
...รู้ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังนั่ง.... รู้ความรู้สึกตามแขนตามขา...รู้ความรู้สึกที่ร่างกายกำลังทรงตัว ...รู้ความรู้สึกไปทั่วทั้งตัว

เมื่อรู้ความรู้สึกทั่วทั้งตัวแล้ว  จึงทำให้ผมเห็นอารมณ์ในใจในขณะนั้น

เมื่อผมเห็นอารมณ์ในใจ  ผมจะรู้สึกผ่อนคลายทางร่างกายเกิดขึ้น

เมื่อผมรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายลง   ผมก็มีความสุขเพิ่มขึ้น

เมื่อผมมีความสุขเพิ่มมากขึ้น  ร่างกายก็ผ่อนคลายลงไปอีก  ผมก็มีความสุขมากขึ้นไปอีก ........เรื่อยๆไป

 (ทั้งการผ่อนคลายทางร่างกายและความสุขในใจ  ต่างก็เป็นกำลังส่งเสริมกันและกัน)

เมื่อมีความผ่อนคลายและมีความสุขมากจนถึงจุดๆหนึ่ง  ผมจะเห็นภาพต่างๆเกิดขึ้น  โดยที่ผมก็ยังรู้ความรู้สึกทางกาย  และรู้ความสุขในใจ  ควบคู่กันไป  ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนแปลงไปต่างๆนานา  เหมือนกับว่า  ภาพเหล่านั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ  ผมดูภาพเอาไว้เฉยๆ... ( ตรงนี้เองที่ผมเรียกว่า .... เห็นภาพเป็นสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู )

 จุดที่ผมแตกต่างจากคุณวิชาคือ  ผมรู้ความรู้สึกทั้งทางกายและทางใจ  อยู่ตลอดเวลาครับ รถแล่นผ่านไปผ่านมาผมก็ได้ยิน  แล้วถ้ามีคนมาเรียกผม  ผมก็ลุกขึ้นมา พูดคุยได้ตามปกติ


 หมายเหตุ..... ถ้าผมหลับแล้วฝันไป  ผมจะไม่รู้ความรู้สึกทางร่างกาย และ ไม่รู้ความสุขในใจ   เวลาฝัน  ผมก็เห็นภาพเสมือนกับว่า  ตัวผมเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ตามภาพนั้นๆ





ได้อ่าน ประสบการณ์ของท่านระนาดแล้ว รู้สึกดีใจกับผลการปฏิบัติของคุณระนาดเลยครับ

คุณระนาดมีความก้าวหน้าในสมถกัมมัฏฐานมากๆเลย ที่เหลือก็คือ ต้องปล่อยใจไปกับความสบายและความสุขที่เกิดขึ้นกับกายและใจนั้นให้มากๆ ให้บ่อยๆเลยครับ

ปล่อยไปให้มากๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเผลอสติหรือไม่รู้เนื้อรู้ตัว สตินั้นยังคงอยู่แน่นอนไม่ได้หนีหายไปไหน

หลายท่านพอถึงจุดนี้มักรีบรู้สึกตัว รีบดึงสติกลับไปตั้งต้นใหม่อย่างน่าเสียดาย ทั้งที่จิตกำลังจะรวมตัวเป็นเอกัคคตามีอารมณ์เป็นปีติเพียงหนึ่งเดียวแล้วแท้ๆ การปฏิบัติจึงไม่ก้าวหน้า แล้วก็มาเสียอกเสียใจว่าการทำฌานสมาบัตินั้นยาก ทำมาหลายปีไม่เกิดผลอะไร ติดอยู่ที่เดิม เหล่านี้เป็นต้น

ถ้าปล่อยใจไปกับความสุข และรับรู้ความสุขทางกายและทางใจมากๆเข้า จะถึงจุดๆหนึ่งที่ใจมีความแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับความสุข จนกิเลสอย่างกลางคือนิวรณ์ 5 ดับไปและมีองค์ธรรม 5 อย่างให้ใจได้รับรู้ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา

สติจะเด่นชัดมั่นคง ใจจะสะอาด สว่าง สงบอย่างที่สุดชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตนี้ ปัญญาก็จะสดใสเรืองรองคิดอ่านสิ่งใดก็ไม่ติดขัด ปราศจากความรำคาญ ปราศจากความลังเลสงสัย และจะมีผรณาปีติท่วมท้นจิตใจและจะเย็นกายเย็นใจอย่างที่สุดแต่ไม่หนาวเหน็บ และจะรู้ว่าจะยกจิตขึ้นรับอารมณ์ของปีติด้วยวิธีไหนจึงจะทำให้ปีติบังเกิดมากขึ้นไปกว่าเดิม


ตอบโดย: วสวัตตี 24 มิ.ย. 52 - 11:55


"แต่ผู้ที่ได้ปฐมฌานยังไม่ชำนาณไม่มีวสีในฌาน ก็ย่อมสามารถหลงนิมิตได้ และไปหลงคล้ายกันดังในเรื่องที่ 1.  ที่วิปลาสไปชั่วคราวได้ หรือหลุดโลกกู่กลับได้ยาก หลงไปเลยก็มี"

เห็นด้วยครับ  

"เมื่อผู้ได้ปฐมฌาน ฝึกการเข้าฌานสมาบัติจนชำนาณ มีสติกำหนดรู้ ถึงลำดับการเข้าฌาน ตั้งแต่ เป็นนิมิต อุคหะนิมิต อุปจารสมาธิ แล้วเข้าอัปปนาสมาธิ ออกจากภวังค์ แล้วค่อยรู้สึกทั่วทั้งตัวในอารมณ์ภายนอก  โอกาศที่จะหลงนิมิต หรืออุคหะนิมิต นั้นย่อมน้อยลง เพราะรู้ลำดับ และระดับแต่ละช่วงดี"

เห็นด้วยครับ  ผู้ที่เข้าฌานจนชำนาญจะรู้ว่า ฌานแต่ล่ะระดับมีอาการต่าง ๆ กัน จึงพอจะทราบว่า ยิ่งฌานระดับลึก ๆ ไปเรื่อย ๆ นิมิตจะน้อยลงไป ๆ ทุกที  ตรงนี้ทำให้ผู้ปฏิบัติทราบได้ชัดเจนว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เห็นเป็นเพียงนิมิตจากสมาธิ ไม่ได้เป็นญาณจริง ๆ

"แต่ไม่ใช่ว่ามีเจตนาแล้วอธิษฐานเข้าฌานแล้ว ญาณ จะเกิดขึ้นไปหมด ก็ขึ้นอยู่กับระดับของสิ่งที่จะรู้นั้น หรือฐานะที่จะรู้ได้ และหาใช่ว่าจะต้องถูกต้องไปหมด"

เห็นด้วยครับ  แม้มีกำลังสมาธิระดับหนึ่งแล้ว ได้ญาณบ้างแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะรู้ได้ทุกเรื่อง ถ้าเรื่องที่จะรู้ อยู่ในฐานะที่รู้ได้ยาก และกำลังจิตยังไม่มากพอที่จะรู้ได้ ก็จะไม่เห็นอะไรเลยครับ


****แต่สิ่งที่ผมต้องการจะทราบคือ สำหรับพี่Vicha นั้นจะใช้อะไรเป็นหลักการ หรือใช้อะไรมาวัดว่าขณะที่พี่ Vicha เกิด ญาณ (ไม่ใช่วิปัสสนาญาณนะครับ หมายถึงญาณอื่น ๆ ) นั้นพี่จะทราบได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่นิมิตแต่เป็น ญาณจริง ๆ  พี่Vicha มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการตรวจสอบในสิ่งที่ปรากฏกับตน และตนหาข้อสรุปได้อย่างไรครับ    

ตอบโดย: น้องบู 24 มิ.ย. 52 - 12:49


อ้างอิง (Vicha @ 24 มิ.ย. 52 - 09:19)
ภาพที่เห็นนั้น ใจเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นเป็นมโนภาพ แต่ใจนั้นหาได้มีเจตนาไปรู้มีเจตนาไปเห็น เกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนไปตามสภาพของมัน.

     

กราบขอบคุณพี่ระนาดและพี่วิชาเป็นอย่างยิ่ง ครับ

เมื่อใจเป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นมโนภาพ หรือภาพ หรือนิมตร
ใจหรือผู้รู้นี้ หมายถึงมโนวิญญาณ ด้วยใช่ไหมครับ ?

ใจหรือผู้รู้นี้ มีการเกิดดับหรือไม่ ครับ

และถ้าใจหรือผู้รู้หรือมโนวิญญาณนี้ ยังไม่ปรากฏ
ภาพหรือมโนภาพจะถูกเห็นได้หรือไม่ ครับ




 

ตอบโดย: ปล่อยรู้ 24 มิ.ย. 52 - 13:25


อย่างนั้นก็ต้องยกข้อมูลเก่ามาให้น้องบู อ่านแล้วครับดังนี้

  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ 2528-29
***********************************************
      เวลาต่อมาอีกไม่นาน พระอาจารย์ได้กล่าวกับ ผม แฟน และเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า “อาจารย์เห็นพวกเธอทำวิปัสสนากรรมฐานกับอาจารย์มานานแล้ว( 5 ปี) และวนเวียนจะผ่านหรือไม่ผ่าน(ละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด)อย่างนี้มาหลายปี ซึ่งมันแห้งแล้ง และเธอก็คงไม่หลงทางแล้ว อาจารย์จะสอนให้เธอใช้ ทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง เพื่อดูนิมิตและญาณรู้ที่ปรากฏ”

***  หมายเหตุ ให้เข้าใจด้วยว่าพระอาจารย์ไม่เคยสอนหรือแสดงให้ใครทราบอย่างนี้เลย ท่านสอนวิปัสสนาล้วนๆ กับบุคคลทั่วไป ตามปกติ ท่านเป็นถึงรองอาจารย์ใหญ่ และภายหลังเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน  ชื่อเสียงทางด้านนี้ท่านคงไม่ประสงค์หรอก ที่เขียนหมายเหตุนี้ไว้ก็เพื่อกันไม่ให้ใครไปมีอคติกับท่าน และกล่าวโทษท่านโดยผิดๆ  ***

     พวกผมจึงถามว่า “ทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง   ต่างกับทิพย์จักษุ อย่างไร”

     พระอาจารย์ตอบ “ทิพย์จักษุ นั้นเป็นกำลังของอภิญญา แต่ทิพย์จักขุงอุปาทายะนังนั้นใช้กับผู้ที่มีสมาธิที่น้อยกว่า ยังไม่ถึงขั้นอภิญญา แต่ต้องฉลาดในนิมิตที่ปรากฏ และฉลาดในญาณรู้ที่ปรากฏกับนิมิตนั้น จึงจะแม่นยำและถูกต้องแน่นอน”

      พวกผมจึงถามว่า “แล้วจะทำอย่างไรครับ”

    พระอาจารย์สอนว่า “พวกเธอมีกำลังสมาธิก็พอสมควรแล้ว ก็ให้เธอกำหนดกรรมฐานเพื่อให้เกิดสมาธิ หลังจากนั้นก็อธิฐานสิ่งที่จะดู แล้วกำหนดสมาธิโดยภาวนา “ทิพย์จักขุงอุปาทายะนัง” ไปเรื่อย นิมิตและญาณรู้ก็จะปรากฏ ให้ทราบและเมื่อชำนาญและฉลาดในนิมิตและญาณ ก็จะแม่นยำขึ้น”

     หลังจากนั้นพวกเราทั้ง 3 ก็ไปฝึกกัน และพระอาจารย์ได้ให้พวกเราทดสอบดู ประมาณ 3 ครั้ง สรุป ที่ได้คือ รูปนิมิตที่ปรากฏขึ้นของทั้งสามคนไม่เหมือนกัน แต่ชี้ในสิ่งเดียวกัน และญาณรู้ก็บ่งบอกในสิ่งเดียวกันคล้ายกัน  สิ่งที่แปลกใจคือบอกสิ่งเดียวกันคล้ายกันเป็นตัววัดในตอนนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเท็จในขณะนั้น
****************************************

    นั้นเป็นการเรียนรู้เบื้องต้น ได้ตราจสอบกันเองหลายครั้งในสมัยยังหนุ่มสาวกัน เป็นของแถมสนุกๆ กัน แต่หาได้ทำกันมากมายนัก เพราะถือว่าเป็นเพียงของเล่น หลักจริงๆ เข้าวัดปฏิบัติวิปัสสนาเสียมากกว่า.

     แต่เรื่องสนุกที่เคยดูกันไว้แบบสนุกของเพือน เป็นเรื่องสยองได้ในภายหลังเมื่อดูผ่านไปแล้วประมาณ 10 ปี
     สมัยนั้นมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนแฟน พูดว่า "ไหน มึงดูสิวะ ชาติหน้ากูจะเกิดเป็นอะไร?" ตอนนั้นเพือนคนนี้อยู่กับสามีและมีลูก ก็รักใคร่กันดี

    ผม แฟน และเพื่อนอีกคน ก็หลับตาเข้าสมาธิตามที่พระอาจารย์สอนดูให้
  สิ่งที่ปรากฏกับผมก็เกิดความรู้สึกว่า เขาจะไปเกิดในที่ไม่ดี เป็นทุกข์เพราะมีแต่ทุกข์
  สิ่งที่ปรากฏกับแฟน ก็บอกว่าไปเกิดในที่ไม่ดี
  สิ่งที่ปรากฏกับเพื่อนอีกคน เห็นอย่างชัดเจนว่า เพื่อนผู้หญิงคนนั้นกำลังปีนต้นงิ้ว

  เอาแล้วเป็นเรื่อง...  เพื่อนผู้หญิงคนนั้นเมื่อได้ฟัง เพื่อนผู้ชายบอกให้ฟังว่าเห็นกำลังปีนต้นงิ้ว และแฟนผมบอกว่าไปเกิดในที่ไม่ดี  แต่ผมไม่กล้าพูดอะไร เพราะเป็นเพือนห่างๆ กัน   แล้วเพื่อนผู้หญิงคนก็ก็พูดว่า "โอ้ย กูไม่ชื่อพวกมึงหรอก แค่สนุกขำๆ เท่านั้นเอง".

  ต่อมาเพื่อนคนนี้มีปัญหากับสามี เพราะสามีไปเปิดผับ มีผู้หญิงก็มาติด ทำให้ทะเราะกันเป็นประจำ จึงประกาศท้าสามีว่า เมื่อสามีทำได้เขาก็ทำได้เขาก็เริ่มแต่งตัวและเที่ยวกับผู้ชาย
    เมื่อสามีเลิกกิจการผับแล้วกลับมามีชีวิตแบบเดิมกับครอบครัว แต่เพื่อนผู้หญิงคนนั้นกลับกู่ไม่กลับเสียแล้ว ไม่ได้เลิกกันแต่กลับมีผู้ชายหลายคน เพื่อประชดกลายเป็นกู่ไม่กลับ แล้วแยกทางกัน
     เพือนผู้หญิงคนนั้นก็ไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ติดการพนันงอมแงม จึงไปอยู่กินกับนักเล่นพนัน วันหนึ่งได้ขี้มอเทอรไชค์โดยมีแฟนนักพนันเป็นคนขับ เกิดอุบัติเหตุกับรถสิบล้อตายทั้งคู่  จึงไม่ต้องดูต่อไปว่า เกิดเป็นอะไร เพราะพฤติกรรมได้ชี้นำให้ทราบแล้ว.

     หลายปีต่อมา เมื่อมีสมาธิดีขึ้นก็พัฒนาขึ้นดังนี้ พอรู้จักระดับของ นิมิต อุคหะนิมิต อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ พอควรแล้ว และยังจำคำเตือนของพระอาจารย์คือฉลาดในนิมิตหรือญาณรู้ ก็ทำให้ทราบชัดเจนขึ้นมา เมื่อผลเกิดขึ้นมาเอง ดังเรื่องเก่าต่อไปนี้.

**********************************************

            ญาณรู้

    เรื่องที่ 1.    ประมาณ ปี  2540  พนักงานที่ทำงานเดียวกับข้าพเจ้า จะว่าเป็นลูกน้องก็ไม่เชิง  แต่พนักงานคน นี้ต้องทดสอบโปรแกรมที่ข้าพเจ้า เขียน เพื่อเอาไปใช่งานในส่วนของงานที่น้องทำ วันหนึ่งน้องมาปรึกษาข้าพเจ้าว่า ที่ อะพาทเม้น  มีแขกคนหนึ่งที่อยู่อะพาทเม้นเดียวกัน ทำกรงดักนกเขาได้ 4 - 5 ตัว น้องคนนี้ สงสารนกเขานั้นมาก อยากให้ถูกปล่อยให้มีอิสระ ขณะที่คุยกันอยู่ ข้าพเจ้าครุ่นคิดอย่างสงบ เพื่อจะแนะนำ ก็ได้เห็นภาพนกเขาบินออกไปอย่างมีอิสระ ข้าพเจ้าจึงแนะว่าลองไปข้อร้องแขกคนนั้นดู เผื่อเขาจะปล่อย  หลังจากวันนั้น น้องก็นำเรื่องมาปรึกษาข้าพเจ้าอีกว่า  ได้ ไปขอร้องให้แขกคนนั้นปล่อย เขาก็ไม่ย่อมปล่อย ขอซื้อเขาก็ไม่ขาย น้องบอกเขาว่ามันบาปนะที่ เอามากักขัง  แขกบอกว่าเขาจะเลี้ยงไว้ฟังเสียงและดูเล่น  น้องหมดหนทาง ข้าพเจ้าจึงบอกน้องว่า วันหลังถ้ามีโอกาส ให้ขอร้องให้ปล่อยอีก หลายวันต่อมาน้องก็ทำตามที่บอก แต่แขกคนนั้นไม่ย่อมปล่อยนกเขา  ทิ้งเวลามาเป็นเดือน เมื่อถึงวันเกิดของน้อง น้องก็จัดงานกันที่อะพาทเม้น โดยที่ไม่ต้องข้อร้องแขกคนนั้นๆ บอกกับน้องว่า จะปล่อยนกเขาทั้งหมดเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้น้อง   ก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกัน

   หมายเหตุ เรื่องที่ 1 ปกติทุกเที่ยงวันผมจะนั่งกำหนดภาวนาจนหลับ และน้องคนนั้นมาถามหลังจากตื่นขึ้นมา


    เรื่องที่ 2  ญาณรู้อายุขัยเบื้องหน้า  เพราะประมาณกลางเดือนตุลาคม 2541 ขณะที่อยู่ในสมาธิลึกเกิดนึกถึงชีวิตของตนเอง  ที่จะเป็นไปใน อนาคต โดยไม่ตั้งใจ ก็เกิดเป็นแสงสว่างของชีวิตเป็นปีๆ จนถึงอายุ 58 ปี  พอปีหลังจากนั้นแสงสว่างของชีวิตก็มืดลงไป แต่ยังเป็นปีๆ อยู่ประมาณ 5-10 ปี ทำให้รู้ว่าข้าพเจ้าจะมีชีวิตทำกิจกรรมตามปกติจนถึง 58 ปี หลังจากนั้นอาจจะบวชหรือเจ็บป่วยหรือไม่ค่อย ได้ทำกิจกรรมการงานทางโลก  หรือตาบอดเห็นลางๆ และจบชีวิตในช่วงอายุ 64-68 ปี ซึ่งต้องรอการพิสูจน์อีก 20 กว่าปีข้างหน้า (แต่สิ่งเหล่านี้  อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีกรรมตัดรอน หรือบุญพิเศษส่งผล)

    หมายเหตุเรื่องที่ 2  เป็นช่วงเข้าสมาธิลึกจนทิ้งความรู้สึกหมดแล้ว แล้วถอยออกมารับรู้ความรู้สึกที่ใจอย่างเดียว แต่ไม่รับรู้อะไรทางร่างกาย เกิดระลึกถึงความเป็นไปของชีวิต นี้ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว
 
      เรื่องที่ 3   - เมื่อปี 2541 ขณะที่ข้าพเจ้า อยู่ในสมาธิลึกๆ อยู่ในอารมณ์เดียว ว่างอยู่ไม่มีความรู้สึกที่กายแม้แต่นิดเดียว จิตเกิดแวบนึกถึงพระเพื่อนที่เพิ่งบวช บังเกิดเป็นภาพพระห่มจีวร และบังเกิดญาณรู้มาทันที่ว่า พระเพื่อนรักษาพรหมจรรย์ ได้ตลอด ผมเลยแนะให้พระเพื่อนเรียนทางพระ ขณะนี้ปี 2543 พระเพื่อนก็ยังบวชอยู่ และกำลังเรียนเปรียญ  3 ประโยค ถ้าเป็นไป ตามญาณรู้ที่ปรากฏ และไม่มีอะไรอย่างร้ายแรงมากขัดขวาง พระเพื่อนคงบวชไปเรื่อยๆ ไม่ศึกออกมาแน่

      หมายเหตุ เรื่องที่ 3  ปีนี้ปี 2552 พระเพือนก็ยังบวชเป็นพระอยู่เช่นเดิม

        หมายเหตุ  ญาณรู้ทำนองนี้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าหลายอย่าง   แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  เพราะหาได้มีความแน่นอนเสมอไปไม่ ควรทำในสิ่งที่เป็นจริงเป็นธรรมในปัจจุบัน แล้วในอนาคตความเป็นจริงและความดีก็บังเกิดขึ้นมาเอง อยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้เราทำดีทำจริงเป็นธรรมจริงหรือเปล่า

**********************************
  
    ณ. ปัจจุบันไม่ค่อยสนใจในเรื่องเหล่านี้แล้ว  แต่เมื่อเป็นสภาวะที่ปรากฏได้ตามระดับของสมาธิและการฝึกฝน จึงสนทนาบอกกล่าวให้ทราบเพียงเท่านั้น ว่าสิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่
 

ตอบโดย: Vicha 24 มิ.ย. 52 - 14:45


ตรงคำถามแล้วครับพี่ Vicha ขอบคุณมากครับ  พอนำมาเทียบเคียงได้ล่ะ  

ตอบโดย: น้องบู 24 มิ.ย. 52 - 15:00


ตอบคำถามของคุณปล่อยรู้

อ้างอิง
  เมื่อใจเป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นมโนภาพ หรือภาพ หรือนิมตร
ใจหรือผู้รู้นี้ หมายถึงมโนวิญญาณ ด้วยใช่ไหมครับ ?


 ตอบ ครับหมายถึง มโนวิญญาณ หรือใจครับ แต่ในขั้นนี้สติสมาธิยังไม่ละเอียด จึงปรากฏในช่วงเวลาหนึ่งรับรู้ได้หลายอารมณ์อยู่

อ้างอิง
ใจหรือผู้รู้นี้ มีการเกิดดับหรือไม่ ครับ


ตอบ สติสมาธิและปัญญาระดับนี้ ยังไม่ปรากฏการเกิดดับของใจหรือผู้รู้ได้หรอกครับ เห็นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของนิมิตหรือมโนภาพ ที่เปลี่ยนไปเรื่อยทยอยเปลี่ยนกันไป แต่ใจนั้นสงบนิ่งเบาอยู่

อ้างอิง
และถ้าใจหรือผู้รู้หรือมโนวิญญาณนี้ ยังไม่ปรากฏ
ภาพหรือมโนภาพจะถูกเห็นได้หรือไม่ ครับ


 ตอบ เมื่อใจยังไม่สงบเบาผ่อนคลายพอ ภาพหรือมโนภายนี้ ย่อมยังไม่ปรากฏครับ จึงไม่ปรากฏในระดับปกติครับ.

   ยกเว้นในระดับปกติผู้ที่ได้สมาธิที่ดีและชำนาณ เข้าสมาธิได้ง่าย มโนภาพที่เป็นญาณของผู้มีฌานปรากฏได้ แต่เป็นคนละระดับของสมาธิที่ถามนะครับ.

 

ตอบโดย: Vicha 24 มิ.ย. 52 - 15:19


อ้างอิง (วสวัตตี @ 24 มิ.ย. 52 - 11:55)

คุณระนาด ต้องปล่อยใจไปกับความสบายและความสุขที่เกิดขึ้นกับกายและใจนั้นให้มากๆ ให้บ่อยๆเลยครับ

ถ้าปล่อยใจไปกับความสุข และรับรู้ความสุขทางกายและทางใจมากๆเข้า จะถึงจุดๆหนึ่งที่ใจมีความแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับความสุข จนกิเลสอย่างกลางคือนิวรณ์ 5 ดับไปและมีองค์ธรรม 5 อย่างให้ใจได้รับรู้ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา


ครับผม  คำแนะนำของคุณน่าสนใจมากครับ
              ------------------------------------------

หลายเดือนที่ผ่านมานี้  ผมสังเกตุเห็นว่า  เวลาที่ผมปล่อยให้ได้รับความสุขมากขึ้นไปเรื่อยๆ   ร่างกายก็ผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ   จนบางทีกลายเป็นหลับไปเลยก็มี  แต่เมื่อปฏิบัติแบบนี้บ่อยๆ   สติและสัมปชัญญะกลับมีกำลังดีขึ้นมากกว่าเดิมครับ ( ซึ่งความเข้าใจแต่เดิม ผมคิดว่า ถ้าเผลอหลับบ่อยๆแล้วสติจะอ่อนกำลัง ) พักหลังๆนี้   ผมไม่ค่อยหลับแล้วครับ

ผมเคยคิดเล่นๆว่า   ผมน่าจะลองปล่อยให้หลับแบบนี้บ่อยๆ  ก็พอดีคุณวสวัตตีก็เข้ามาแนะนำตรงใจผมพอดีเลยครับ   ขอบคุณ  สำหรับคำแนะนำครับ  

                ----------------------------------------

ถ้าผมจะปล่อยกายปล่อยใจให้รับความสุขให้เต็มที่  ตามที่ผมได้เล่ามา  คุณวิชามีความเห็นอย่างไรบ้างครับ    สติและสัมปชัญญะจะดีขึ้น  ตามที่ผมคาดคะเนหรือไม่ครับ
 

ตอบโดย: ระนาด 24 มิ.ย. 52 - 17:33


คุณvicha

ขออนุญาตสนทนาเรื่องญาณด้วยครับ

ผมได้อ่านที่คุณvichaเล่าประสบการณ์มาให้ฟังคร่าวๆครับ

ที่คุณวิชาเรียกว่าญาณรู้นั้น

สำหรับผู้ที่ได้หรือมีญาณรู้นี้จะรู้ว่า

การรับรู้จากญาณนั้นมีทั้งที่เป็นจริง    และไม่จริงรวมอยู่ด้วยครับ

ต้องใช้การพิจารณามากเช่นกัน

คือบางครั้งก็เป็นจริง   บางครั้ง    บางอย่างก็ไม่เป็นจริง

คาดเดาไม่ได้

ผมมีความเห็นส่วนตัวคิดเอาเองว่า

ญาณนั้นมีหลายระดับ

ญาณที่ถูกต้องทั้งหมด

คือโพธิญาณ



ขอร่วมแ