|
ลานธรรมเสวนา > สติปัฏฐาน ๔ กระทู้ 18258 คุยเรื่องอานาปานสติตามที่รู้และเรียนรู้มา ( http://larndham.net/index.php?showtopic=18258 ) |
คุยเรื่องอานาปานสติตามที่รู้และเรียนรู้มา บทความทั้งหมดเป็นการเทียบเคียง และวิเคราะห์ ดังนั้นผู้อ่านต้องโยนิโสมนสิการในการอ่าน ส่วนการร่วมวงคุยหรือสนทนาก็เชิญเลยนะครับ ความจริงอานาปานสตินั้นผมได้รู้จักและปฏิบัติตามประสาเด็กมานานมากแล้ว ทั้งแต่ อายุประมาณ 15 หรือ 16 ปี (ประมาณ พ.ศ 2517) ก็เพราะอิทธิพลชื่อเสียงของหลวงปู่มั่น จึงมีหนังสือเกี่ยวกับท่านมากมาย ที่มีทริกหรือเทคนิคอยู่ว่า ว่าหายใจเข้า ภาวนาว่า พุทธ หายใจออก ภาวนาว่า โธ ตามลมหายใจ ด้วยความเป็นเด็กอยู่ จึงเห็นว่าง่าย และน่าจะดีกว่า ที่ผมนั่งสมาธิด้วยตัวเองที่นั่งแล้วรู้ตัวเองเฉยๆ ธรรมดา ไม่มีอุบายอะไรเลยตามประสาเด็กที่ไม่รู้อะไร เพียงแต่เรียนแบบการนั่งของพระพุทธรูป ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ 2517 ผมก็ปฏิบัติแบบ หายใจเข้า ภาวนาว่า พุทธ หายใจออกภาวนาว่า โธ หลังจากสวดมนตร์ไหว้พระก่อนนอนเป็นประจำ ยาวมาเรื่อยจนถึงปี พ.ศ 2523 ผมก็ได้อ่านศึกษาอานาปานสติจากท่านพุทธทาสในมาหาวิทยาลัย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คำภาวนาก็ได้ แต่ผมได้ใช้คำภาวนาว่า พุทธ - โธ จนติดเป็นนิสัยเสียแล้ว เพราะฝึกมานานเป็นเวลา 6 ปีแล้ว ผมจึงปรับใช้สองแบบ คือบางช่วงที่ไม่มีภาวะเหมาะสมในการภาวนา พุทธ-โธ ผมก็จะตั้งความรู้สึกที่จมูก แล้วดูลมเข้าและออก และผมต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นขึ้นอีก เพื่อรักษาใจตนเองต่อภาวะความกดดันต่างๆ จนถึงปี พ.ศ 2526 โดยตั้งจิตไว้ว่าเมื่อระลึกได้เมื่อใด ต้องมีสติดูลมหายใจเข้าออกทุกครั้งทุกเวลา รวมเวลาที่ผมฝึกดูลมหายใจเข้าออกตามประสาเด็กคนหนึ่งที่ปฏิบัติด้วยตัวเองจนถึงสิ้นปี 2526 เป็นเวลาถึง 10 ปี ที่นี้เรามาดูกันว่า อานาปานสติในพระสูตร มีอย่างไรบ้าง เอกธรรมสูตร ว่าด้วยอานาปานสติ [๑๓๐๕] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม อันหนึ่ง อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน? คือ อานาปานสติ. [๑๓๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้ง กายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจ เข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักทำจิตใจให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความดับหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความดับหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละ คืนหายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก. จบ สูตรที่ ๑ คราวนี้ลองเปรียบเทียบดูว่า ตลอดเวลาฝึก 10 ปี ถึงปลายปี พ.ศ 2526 ผมฝึกอานาปานสติถึงขั้นไหน? (เป็นการเทียบเคียง และวิเคราะห์ ก็อย่าให้บางท่านคิดเลยเถิดไปนะครับ) เบื้องต้น (1) เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า ขั้นนี้ย่อมปฏิบัติได้อยู่แล้วไม่มีปัญหา แม้แต่ผู้อ่านเมื่อมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า ก็ย่อมทำเป็นอยู่แล้ว แต่จะดูได้นานหรือไม่ได้นานเท่านั้น ขั้นต่อไป (2) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว (3) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น (4) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า (5) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า ก็เป็นอันว่าตลอดเวลา 10 ปี ที่ฝึกตามประสาเด็ก ผมนั้นได้ผ่านตามขั้นตอนข้างบนทั้งหมด จึงพอระงับความกดดันทางสังคมและชีวิตอยู่ได้ตามควรให้ดำรงอยู่ได้ในการต่อสู่ทางการศึกษาทางโลก โดยที่สถานการณ์ไม่ได้อำนวยเลย และตลอดเวลา 10 ปีนั้นผมไม่เคยรู้จักคำว่า ปิติ ที่ชัดเจนในสมาธิเลย ก็เป็นเพียงแต่ยินดีเล็กๆ น้อยๆ ระงับกาย สงบใจ และสามารถระงับการเป็นหวัดน้ำมูกไหล ระยะต้นๆ ได้ เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้ฟันฝ่าอุปสรรคอย่างหนักหน่วงไปได้ระยะหนึ่ง และเมื่อปลายปี พ.ศ 2526 ผมได้เข้ากรรมฐานแบบยุบหนอ-พองหนอ ตามแนวคณะ 5 วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ โดยมีพระธรรมธีรราชมุนี(โชดก) เป็นอาจารย์สอนกรรมฐาน ที่ 1 และพระครูปลัดธีรวัตร(พนม) เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานที่ 2 ใน 8 วันของครั้งแรกที่เข้าปฏิบัติกรรมฐาน ผมมีปัญหาอย่างมากเรื่องเอาสติไปไว้ที่ท้อง กำหนด ยุบหนอ-พองหนอ ไม่ได้ สติจะมาอยู่ที่จมูกดูลมเข้าและออกตลอดเวลา แต่ผมสามารถกำหนดกรรมฐานอย่างอื่น เช่น เดินจงกรมระยะต่างๆ กำหนด นั่งหนอ ถูกหนอ เจ็บหนอ รู้หนอ ง่วงหนอ ฟุ้งหนอ ฯลฯ ตามสิ่งที่ปรากฏได้ถูกต้องตามการปฏิบัติของสำนัก เมื่อผมได้เข้าปฏิบัติธรรมครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรก 1 เดือนภายในปีเดียวกัน ในวันสองวันแรกผมมีความกังวลมากเรื่อง กำหนดท้อง ยุบหนอ-พองหนอไม่ได้ เพราะสติอยู่ที่จมูกอย่างเดียว ในวันที่ 3 ผมปรงใจ ดูลมหายใจเป็นปกติ แต่ปฏิบัติอย่างอื่นตามสำนักทุกอย่าง ความอิ่มเอิบ ความเบาความโปร่งของร่างกายก็บังเกิดขึ้น เป็นความสุขและปีติเล็กๆน้อยๆ หล่อเลี้ยงในการปฏิบัติอยู่ตลอด ซึ่งผมได้เห็นแล้วได้เป็นแล้วในขั้นที่สูงขึ้นของอานาปานสติ คือ (6) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า แต่ผมก็หาได้รู้และเข้าใจว่าคืออะไร? รู้แต่เพียงว่า ขณะลมหายใจออกหรือเข้าเป็นรูป รู้ว่ามีลมหายใจหรือออกเป็นนาม รู้ว่ากายที่นั่งรูป รู้ว่านั่งเป็นนาม คือรู้จักว่านี้เป็นรูป นี้เป็นนาม ในขณะปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อและอาจารย์เท่านั้น นี้ก็เป็น นามรูปปริเฉทญาณ โดยการปฏิบัติ ในวันถัดมาเมื่อผมนั่งสมาธิอยู่ ดูลมหายใจออกและเข้าอยู่ กายก็มีความโปร่งเบา ความรู้สึกต่างๆ ก็แคบเข้า จนทิ้งความรู้สึกทางกายและลมหายใจจนหมดสิ้น เสียงด้านนอกไม่รบกวนเพราะแผ่วเบามาก ใจสว่างเหมือนปุยเมฆมีปีติสุขและความเป็นหนึ่ง ปีติสุขนั้นไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต และคงหาไม่ได้จากโลกวัตถุทั้งหลาย อารมณ์นั้นทรงอยู่เป็นเวลาพักหนึ่ง แล้วมีเสียงกระซิบหรือใจกระซิบตัวเองว่า ให้พยายามทำต่อไป อย่าได้หยุด หลังจากนั้นก็มารับรู้ร่างกายและลมหายใจเป็นปกติ ปฏิบัติธรรมไปตามปกติ ในวันต่อมา ก็คิดปรุงแต่งต่อไปว่า การปฏิบัติที่นี้เขาให้กำหนดภาวนาทุกสิ่งที่ปรากฏ ดังนั้นเมื่อมีลมหายใจออกหรือเข้าก็ต้องมีคำภาวนาตามไปด้วย จึงได้คิดคำภาวนาขึ้นเองเพราะไม่กล้าบอกอาจารย์ตอบสอบอารมณ์กรรมฐาน ว่า เมื่อหายใจเข้าภาวนาว่า ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เมื่อหายใจออกภาวนาว่า ไม่ใช่ตัวตนยึดมั่นไม่ได้ จึงตัดสินใจปฏิบัติไปตามนั้น ซึ่งช่วงนี้ก็จะเห็นเพิ่มขึ้นคือ บางครั้งรู้รูปก่อน จึงรู้นามทีหลังในขณะที่กำหนดภาวนา เช่นเห็นว่ามีลมหายใจก่อน จึงรู้ลมหายใจ หรือรู้ว่ามีลมหายใจก่อนจึงเห็นลมหายใจ หรือกรณีอื่น เช่นรู้ว่านั่งก่อนจึงเห็นรูปนั่ง หรือเห็นรูปนั่งก่อนจึงรู้ว่านั่ง จะเห็นว่ารูปและนามต่างก็มีปัจจัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น นี้ก็เป็น ปัจจัยปริคคหาญาณ โดยการปฏิบัติ แต่เมื่อผมกำหนดภาวนาหายใจเข้าว่า ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ หายใจออกว่า ไม่ใช่ตัวตนยึดมั่นไม่ได้ ทำให้เกิดความรู้ขึ้นว่า รูปและนาม ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เปลี่ยนไป ทุกขณะ ๆ เป็น ภาวะขาดตอนกัน(สันสติขาดตอน)ของรูปและนามที่กำหนดอยู่เรื่อยๆ ปรากฏแจ้งชัดอยู่ทุกเวลา นี้ก็เป็น สัมมสนญาณ แต่เป็นสัมมสนญาณ อย่างอ่อน เป็นอันว่าวิปัสสนาญาณนั้นปรากฏอย่างเรียงลำดับอย่างถูกต้องในเบื้องต้น แต่อานาปานาสติกำลังข้ามขั้นตอนอย่างมากมาย มีการลัดขั้นตอนประสมประสาน ทั้งแต่ขั้นที่ 7 แต่ข้ามถึงขั้นที่ 13 ดังนี้ (7) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า (8) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า (9) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตสังขารหายใจเข้า (10) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจ เข้า (11) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักทำจิตใจให้บันเทิงหายใจเข้า (12) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (13) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า คือยังไม่เป็นรู้ผู้ รู้แจ้งสุข รู้แจ้งจิตสังขาร ผู้ระงับจิตสังขาร รู้จักตั้งจิตมั่น และเปลื้องจิตเป็น ฐานข้อที่ 7 ถึง 12 ยังไม่แน่นยังไม่มั่นคง แต่ข้ามไปข้อ 13 เลย แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ติดตามตอนต่อไป วันนี้เวลาหมดเสียก่อน ตอบโดย: Vicha 05 ม.ค. 49 - 16:59 |
ผมมาขอต่อจากที่พิมพ์ไว้แล้วเมื่อวาน จากข้อมูลเมื่อวานหลายท่านอาจสงสัยว่าทำไม? ผมจึงสามารถจัดเรียงลำดับ วิปัสสนาญาณได้ละ ผมขอตอบ ซึ่งความจริงแล้วในช่วงนั้นในเวลานั้นผมไม่สามารถจัดเรียงวิปัสสนาญาณหรือรู้จักชื่อวิปัสสนาญาณได้หรอกครับ แต่ผมเห็นภาวะหรือมีภาวะอย่างนั้นขณะปฏิบัติซึ่งยังจำได้อยู่ จึงสามารถเรียบเรียงได้ในภายหลังครับ เมื่อผมได้มามีสติที่จมูกและกำหนดภาวนาตามที่กล่าว ต่อไปอีก 2 วัน ขณะช่วงเวลาพักผมก็ขึ้นไปบนห้อง ก็ยังกำหนดกรรมฐานต่อ รอใช้ห้องน้ำ แล้วเอนตัวลงนอนอย่างช้าๆ พร้อมทั้งยังกำหนดกรรมฐานอยู่ทุกขณะ เมื่อหัวถึงหมอนร่างกายก็ผ่อนคลาย สติก็จะเด่นชัดที่จมูก ก็กำหนดภาวนาตามลมหายใจไปเรื่อยๆ แล้วจิตหรือความรู้สึกก็ค่อยๆ วางความรู้สึกทางกายไปจนเข้าสู่ภวังค์เสมือนจะหลับ แล้วบังเกิดนิมิตขึ้นมา เห็นพรอายุประมาณ 60 ปี กำลังเดินขึ้นกุฏิ ใจก็น้อมเข้ามาเองว่า เป็นพระนี้ดีหนอ ถ้าไม่มีราคะ โทสะ และโมหะ จะมีความสงบสุขอย่างยิ่ง พอสิ้นสิ่งที่ใจน้อมนึก ทั้งใจและความรู้สึกทั้งหมดก็รวมตัวกันแล้วดิ่งจมลงลึกลงไปอีกเงียบหายไปเสมือนหลับลึก แล้วก็พุ่งดิ่งขึ้นมารับความรู้สึกนิดหนึ่งแต่มีสติสมบูรณ์ แล้วก็ดิ่งจมลึกลงไปอีก ปรากฏอาการอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อพุ่งดิ่งขึ้นมาก็รับรู้ทั้งตัวสติสมบูรณ์เต็มทั้งตัว ก็เกิดการสะบัดทุกส่วนของร่างกาย หลังจากนั้นจิตก็วางเฉยแบบสงบนิ่งไม่สนใจอะไร ไม่มีความง่วงอยู่แม้แต่นิดเดียว จึงลุกขึ้นเพื่ออาบน้ำก็กำหนดกรรมฐานต่อไปอีก ขณะตักน้ำขันแรกลาดตัวก็เกิดนึกขึ้นว่า เอ่ะ อาการที่ผ่านมาเมื่อกี้คืออะไร? ก็เกิดนึกเข้าข้างต้นเองว่า น่าจะเป็นมรรคผลนิพพาน พอคิดอย่างนั้นความยินดีบังเกิด ความรู้สึกร้อนอุ่นๆ ก็เริ่มกระจายจากทรวงอกจนทั่วตัว และเมื่อมาพูดบอกกับเพื่อนว่า น่าเป็นมรรคผลนิพพาน ปีติอันมหาศาลก็ถาโถมเข้ามาเป็นละลอกคลื่นๆ ไม่สิ้นสุด ไม่ต้องนอนทั้งคืนไม่อ่อนเพียรไม่ง่วงนอน ยามเช้าร่างกายกระชับแน่น จึงลงไปดักรอหลวงพ่อ กราบหลวงพ่อ แล้วบอกหลวงพ่อว่า ขอหลวงพ่อบวช เพราะได้เกิดอาการอย่างนี้(เล่าให้ฟัง) แล้วกล่าวสรุปเองแบบขาดสติว่า เป็นมรรคผลนิพพาน ถ้าเป็นอรหันต์ไม่ได้บวชก็จะต้องตาย หลวงพ่อส่ายหน้าแบบสงสาร แล้วกล่าวว่า นี้มันเป็นอาการ ของญาณ 3 (สัมมสนญาณ) อย่างแก่ ที่มีกำลังสมาธิแรงระดับฌาน กำลังหลงอยู่ ระวังกรรมฐานแตก แล้วหลวงพ่อรีบออกไปเพราะมีกิจนิมนตร์ เพราะอย่างไรก็มีพระอาจารย์อีกคนหนึ่งดูแลอยู่ ผมไม่เชื่อในสิ่งที่หลังพ่อพูด เพราะหูอื่อตาลายด้วยความหลงเข้าใจผิด สาเหตุหนึ่งก็มาจากความกดดันทั้งหมดทั้งปวงในชีวิตอันมหาศาลสำหรับผมที่ไม่มีทางออก จึงออกมาทางยึดมั่นถือมั่นในมรรคผลนิพพานและการปฏิบัติ บวกกับสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ ทยอยปรากฏขึ้นกับผม คือตาเริ่มเห็นรัศมีระดับสติและสมาธิของผู้อื่นด้วยตาเนื้อธรรมดานี้ แล้วอุปกิเลสทั้ง 10 ก็ทยอยเกิดขึ้นกับผม พาให้หลงไปใหญ่ หลงไปตามความคิดคงไม่เท่าไหร? แต่เมื่อมีสิ่งแปลกเข้าร่วมชวนให้หลง จึงอยู่ในภาวะที่ไม่หลงคงยากเสียแล้ว ทั้งที่พยายามเตือนตัวเองอย่างว่าอาจไม่ใช่นะ เพราะยังทุกข์อยู่ แต่กำลังความหลงนั้นมากกว่าเพราะหาสิ่งยึด เพราะในสังคมไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่กดดันเรา จึงตกลงกับเพื่อนว่าจะไปบวชที่บ้านตนเอง เมื่อออกจากกรรมฐาน ผมก็ไปขอบวชที่บ้านเกิด เกิดภาวะการไม่ได้บวชเกิดขึ้นขณะที่ทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมและโกนหัวนุ่งขาวแล้วเพราะฐานะในสังคม โอ้ความทุกข์ความผิดหวังได้เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัวมากมาย ทำให้รู้ว่า ผมเองกำลังหลงอยู่ เพราะความทุกข์นั้น ถ้าเป็นพระอริยะคงไม่ทุกข์อย่างนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าตนเองหลงแล้ว แต่การจะขจัดให้หมดไปเหมือนเทน้ำทิ้งในทันทีคงไม่ได้ ค่อยๆ ปรับจิตใจตนเอง จนมีโอกาสจะได้บวชในวัดอีกฝ่ายหนึ่งคือธรรมยุต อีกประมาณ 20 วัน ขอส่งข้อมูลเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ ติดเที่ยง ตอบโดย: Vicha 06 ม.ค. 49 - 11:56 |
แวะ เข้ามาอ่านครับ ตอบโดย: Beckham 06 ม.ค. 49 - 12:03 |
ขอส่งข้อมูลคุยต่อนะครับ เป็นอันว่าเมื่อผมได้ไปหาพระอุปชา และพระคู่สวดท่านก็ยินดีที่จะบวชให้ แต่ต้องรอไปอีก 15 วัน บวชพร้อมกับนาคคนอื่นอีก 6 นาค และให้ผมพักอยู่ที่วัดเลย ช่วงนั้นผมรู้แล้วว่าผมหลงแล้ว แต่ผมก็ยังทำกรรมฐานต่อ เพราะสะถานที่เงียบสงบถือศีล 8 เหมาะกับการทำกรรมฐานทุกอย่าง โดยดำเนินสติกำหนดภาวนาตามลมหายใจเป็นหลักอยู่ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ก็เกิดภาวะอย่างหนึ่งขึ้น (เน้นเรื่องสมาธิก่อน) ขณะที่กำหนดภาวนาตามลมหายใจอยู่ ซึ่งมีความสงบเย็น ไม่ขอเรียกว่าเป็นปีติ เพราะปีติหยาบทั้งหลายนั้นสลายลงไปมากแล้วเมื่อรู้ตัวว่าหลงอยู่ จึงกำหนดภาวนาไปเรื่อยๆ แล้วแผ่วเบาลงๆ จนทิ้งความรู้สึกทางกายทุกอย่างหายไป เหลือแต่ความรู้สึกทางใจล้วน สว่างใส เป็นหนึ่งมีสุขเด่นขึ้นอย่างชัดเจน ทรงอยู่อย่างนั้นสักพักหนึ่ง แล้วถอนออกมารับรู้ลมหายใจและทั่วกาย จิตใจหายได้ไปตื่นเต้นยินดีไม่ จึงกำหนดภาวนาแบบเดิมอีก ก็เข้าไปอยู่ในภาวะอย่างเดิมอีก แต่คราวนี้จิตสว่างสดใสกว่า สุขก็เด่นชัดกว่าทรงอยู่นานกว่าครั้งแรก เมื่อถอยออกมารู้ลมหายใจทั่วกาย ก็พยายามทำต่อ เพียงแต่ทรงอารมณ์กรรมฐานไปเรื่อยๆ มีความสุขเย็นชัดขึ้นทั่วกาย ในขณะทำกรรมฐาน เป็นอันว่า ขั้นที่ 7 (7) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ผมได้ทราบชัดแล้วจากการปฏิบัติเป็นอย่างไร มากล่าวถึง รูป-นาม ที่เห็นที่แจ้งชัดในขณะปฏิบัติธรรม ก็คือ รู้แต่เพียงว่า ขณะลมหายใจออกหรือเข้าเป็นรูป รู้ว่ามีลมหายใจหรือออกเป็นนาม รู้ว่ากายที่นั่งรูป รู้ว่านั่งเป็นนาม คือรู้จักว่านี้เป็นรูป นี้เป็นนาม ในขณะปฏิบัติ ซึ่งเป็นการไปรู้พร้อมกับการปฏิบัติที่กำหนดภาวนา รู้โดยที่ไม่ต้องไปนั่งคิดแยกแยะ รู้โดยที่ไม่ต้องคิดว่านี้คือรูป นี้คือนาม ใจละเอียดเอง การเกิดภาวะการขาดตอนหรือเห็นสันสติ เมื่อกำหนดกรรมฐานก็ปรากฏอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นการเกิดภาวะ การเกิดดับอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่การขาดตอน แต่เป็นการตัดขาดจากกันของรูปหรือนามที่กำหนดภาวนาได้บังเกิดขึ้น ซึ่ง อุทัพยญาณ ได้ปรากฏให้ทราบแล้วจากการปฏิบัติ หลังจากนั้นก็ได้บวชพระสมดังตั้งใจ เมื่อได้บวชพระก็ยังปฏิบัติกรรมฐานต่อ ก็เกิดภาวะกำหนดภาวนาอะไรก็หายไป เลือนไปเสียหมด เหมือนกับไม่มีสติอะไรชัดเด่น โดยที่ไม่ได้ฟุ้ง แต่เลือนหายไปเอง เป็นเวลาอยู่หลายวัน เหมือนตนเองปฏิบัติได้ไม่ดี ความจริงแล้ว ภังคญาณ ได้ปรากฏให้เห็นในการปฏิบัติ หลังจากนั้นก็เกิดภาวะการกลัว หน่ายกลัวในจิต ในสิ่งที่ปรากฏ เห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัวไปเสียหมด ยังจำได้ถึงความกลัวในจิตไม่ได้แสดงออกและไม่ได้กลัวผีนะครับ ไปเห็นหนังสือพิมพ์ ตั้งอยู่ เกิดความกลัวไม่อยากไปจับไปเปิดอ่าน กลัวความทุกข์ทั้งหลายของคนทั้งหลายในข่าวที่ไม่ดี ยังจำได้ไม่ลืมเลย ความจริงแล้ว ภัยญาณ ได้ปรากฏให้เห็นในการปฏิบัติ อุปสรรคการบวชของผมก็บังเกิดขึ้น หลังจากบวชได้ 15 วัน รองเจ้าอาวาสกลับมาจากกรุงเทพฯ เมื่อทราบชื่อผม ก็ตำหนิผมทันทีว่า ชื่อผมนั้นดูถูกคนไทย ผมนี้เป็นงง เลยครับ แล้วพูดต่ออีกว่า ถ้าผมอยู่ในวันที่คุณจะบวชผมจะไม่ให้บวช กรรมของผมจริงๆ หน้าตาเราก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ดีหรือไม่ดีเราก็ไม่เคยได้กระทำกันมาก่อนในชีวิตนี้ ทำไมท่านจึงมีอคติกับผมอย่างนี้ ไม่ใช่มีเพียงแค่นี้ตลอดทั้งพรรษา ท่านใช่ทุกวิถีทาง เพื่อโน้มน้าวพระต่างๆ ภายในวัด และวัดที่อยู่สายเดียวกัน พูดเหตุการณ์ต่างและบ้านเมือง สรุปลงสุดท้ายว่า ไม่ควรให้ผมบวชต่อถ้าบวชไม่สึก จนเพื่อนพระมาบอกผม และเจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่งบอกเพื่อนพระว่า ทำไม่ท่านรองเป็นอย่างนี้ พระที่ตั้งใจบวชอยู่นานก็มีน้อยอยู่แล้ว ถ้ามาบวชอยู่กับท่านก็น่าจะดี แต่ถ้าอยู่ไม่ได้วัดนั้นให้มาอยู่กับท่านก็ได้ ด้วยปัญหาเล่านั้นเป็นอันว่าสถานที่ไม่เป็นอัปปายะเสียแล้ว ทำให้การปฏิบัติวิปัสสนาวนเวียนอยู่ เห็นความทุกข์โทษของสังขาร ทั้งรูปนามที่กำหนดทั้งสภาวะแวดล้อม เป็น อาทีนวญาณ ในการปฏิบัติกรรมฐานและโลกภายนอก อย่างชัดเจน มีความอึดอัดคับแคบเสียเหลือเกิน แต่ก็ยังดำเนินกรรมฐานต่อไป เมื่อดำเนินกรรมฐานอยู่ตลอด ความเบื่อหน่ายเห็นทุกข์ในทุกสิ่ง ปรากฏอยู่ทุกขณะจิตไม่ได้คิดไปเบื่อหน่าย มันเบื่อหน่ายเองเป็นเอง เพราะเห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนามและสังขารทั้งหลายอยู่ตลอด มันชั่งแห้งแล้งเบื่อหน่ายเสียจริงๆ เป็น นิพพิทานญาณ ปรากฏให้เห็นในการปฏิบัติ จึงประสงค์นิพพานเป็นอย่างยิ่ง แต่วิปัสสนาญาณได้วนเวียนอยู่อย่างนั้น จนใกล้ออกพรรษา ตอนใกล้ออกพรรษา ท่านรองเจ้าอาวาส ใช้ไม้เด็ด นิมนตร์และขอร้องให้ผมสึกตรงๆ ผมจึงย่อมสึกให้ท่าน ทั้งที่อาไรอาวอนในผ้าเหลืองอย่างสุดกำลัง แต่เพื่อให้กรรมต่างๆ ได้อโหสิกรรม จึงต้องตัดสินใจสึกให้ท่าน จะเห็นว่า ตั้งแต่ต้นผมก็ยังใช้กำหนดภาวนาลมหายใจเป็นหลักอยู่ เมื่อผมสึกออกมา ก็กลับเข้าไปทำกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุต่อทันที ผมจึงก็ตกลงปลงใจแล้วว่า จะไม่ใช้กำหนดภาวนาลมหายใจเป็นหลักอีกต่อไป ขณะที่ผมตกลงปลงใจ พระอาจารย์ก็ได้พูดขึ้นมาว่า ผู้มีปัญญา เมื่อมาอยู่ในสำนักไหน ก็ต้องปฏิบัติตามสำนักนั้นให้ได้ ผมจึงหยุดบทบาทอานาปานสติตั้งแต่ ใกล้สิ้นปี พ.ศ 2526 อย่างเด็ดขาด ยังมีให้อ่านต่อนะครับ(คงเป็นวันจันทร์) ตอบโดย: Vicha 06 ม.ค. 49 - 16:47 |
อนุโมทนาครับ คุณวิชา ที่ได้นำประสบการณ์อันมีค่ามาให้พวกเราได้อ่านกัน มีคุณค่าจริงๆครับ คุณวิชาครับ มีบางอย่างที่อ่านแล้วยังสงสัยอยู่ ถือว่ามาคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ อ้างอิง ผมได้ทราบชัดแล้วจากการปฏิบัติเป็นอย่างไร มากล่าวถึง รูป-นาม ที่เห็นที่แจ้งชัดในขณะปฏิบัติธรรม ก็คือ รู้แต่เพียงว่า ขณะลมหายใจออกหรือเข้าเป็นรูป รู้ว่ามีลมหายใจหรือออกเป็นนาม รู้ว่ากายที่นั่งรูป รู้ว่านั่งเป็นนาม คือรู้จักว่านี้เป็นรูป นี้เป็นนาม ในขณะปฏิบัติ ซึ่งเป็นการไปรู้พร้อมกับการปฏิบัติที่กำหนดภาวนา รู้โดยที่ไม่ต้องไปนั่งคิดแยกแยะ รู้โดยที่ไม่ต้องคิดว่านี้คือรูป นี้คือนาม ใจละเอียดเอง การเกิดภาวะการขาดตอนหรือเห็นสันสติ เมื่อกำหนดกรรมฐานก็ปรากฏอยู่เรื่อยๆ ความรู้เรื่องรูป และนาม ที่เป็นปัญญาญาณหรือที่เป็นวิปัสสนาญาณต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ น่าจะต้องตั้งอยู่บนฐานของ รูปปรมัติ และนามปรมัติ รูปปรมัติ ได้แก่ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง และไหว ที่มากระทบตอนที่เราดูลาหายใจ ที่ริมฝีปากหรือโพรงจมูก หรือที่ท้องตอนฝึกพอง-ยุบ ส่วนนามปรมัติ อันได้แก่ความรู้สึก(ร้อน) ความรู้สึก (ไหว )....ขณะที่เราดูลาหายใจ หรือ มีอาการพอง หรืออาการยุบ สภาวะเหล่านี้ตอนผมฝึกพองยุบ เรียกว่า ปรมัติสัจจะ คุณวิชาครับ หากเราดูรูปนาม ในรูปของสมมุติ เช่น รูปนั่ง รูปยืน ..หรือนามที่ไปรู้สมมุติ เช่นนาม ที่รู้รูปนั่ง ตรงนี้ยังมีสมมุติจือปนอยู่ ปัญญาญาณที่ได้จากตามรู้ตามดูรูปนามสมมุติ แล้วเห็นสภาวะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่วิปัสสนญาณที่ถูกต้อง ปัญญาญาณ ที่ถูกต้องน่าจะมาจากการตามดูตามรู้ รูปนามปรมัติ ก็คือรูปปรมัติ และจิตเท่านั้น ไม่ได้มาเบรคคุณวิชานะครับ เพียงความคิดเห็นเท่านั้น ยังคอยตามอ่านตอนต่อไปครับ ตอบโดย: chai999 06 ม.ค. 49 - 18:14 |
ตอบคุณ chai999 โดยผมจะขอตอบด้วยภาษาที่เข้าใจกัน โดยไม่ขอข้องแวะศัพย์บัญยัติตามตำรานะครับ ที่คุณ chai999 ถามผมเข้าใจครับ ผมต้องย้อนไปดูสิ่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อบรรยายตามความเห็นนะครับ พยายามไม่ยกคำบัญญัตินะครับ ดังนี้ เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว รู้จากอะไร? รู้อย่างไร? รู้จากอะไร? ตอบ รู้จากลมที่กระทบกับโพรงปลายจมูก (ผมรู้ชัดที่ตรงนั้น) ลมออกที่เกิดการกระทบกับโพร่งปลายจมูกนั้นแหละเป็นรูป รู้อย่างไร? ตอบ ใจที่รู้วาเกิดการกระทบแบบไหลออกนั้นแหละเป็นนาม เมื่อลมกระทบโพรงจมูกนาน รูปปรากฏนาน ใจ(นาม)ก็รู้ว่ากระทบแบบไหลออกนาน ผมบอกเพียงเคสนี้เคสเดียวคุณ chai999 คงเข้าใจนะครับ คงไม่ต้องแยกแยะในกรณีอื่นนะครับ ที่นี้มาถึงคำว่า อาการที่นั่ง ลักษณะมือขาวกระทบทับมือซ้าย ลักษณะเท้าขวากระทบกดทับเท้าซ้าย ส่วนขาทั่งสองและส่วนก้นกระทบกดทับกับพื้น นี้คือลักษณะของการนั่ง หรือกล่าวได้ว่าอาการที่กระทบหรือกดทับเป็นท่านั่งนั้นคือ รูป ซึ่งหลวงพ่อจะพูดกล่าวโดยรวมเพื่อความเข้าใจว่า เป็น รูปนั่ง เพื่อให้ง่ายในการกล่าวถึง คุณ chai999 คงเข้าใจนะครับ ดังนั้นใจที่รู้การกระทบกดทับทั้งหลายในขณะนั้งนั้นแหละคือ นาม คุณchai999 คงเข้าใจนะครับในเล่าเรื่อง เพื่อเป็นเรื่องลักษณะทั่วไป ถ้าไปเจาะในรายละเอียดว่าขณะวินาทีนั้นเป็นอย่างไร? แยกแยะอย่างไร? จะทำให้เรื่องนั้นเยินเย่อทำความเข้าใจได้ยากในเรื่อง แต่เมื่อคุณ chai999 ถามขึ้นมา ก็เป็นสิ่งที่สามารถเจาะลงในรายละเอียดได้ครับ ผมเล่าอย่างนี้แค่ยกพระสูตรขึ้นมา ผู้อ่านบางส่วนก็เบื่อเสียแล้ว ถ้าเจาะลงในลายละเอียดนั้นไปอีก กลายเป็นเรื่องที่เล่าแล้วนะจะไม่รู้เรื่องกันครับ นามรูปปริเฉทญาณ จะเห็นได้ด้วยการปฏิบัติ เมื่อมีสติสัมปัญญะและสมาธิเจริญขึ้น ปัญญาก็จะแยกแยะได้เองครับไม่ต้องไปนั่งนึกคิดแยกแยะเลยครับ เรียกว่า จิตละเอียดขึ้นเองครับ ส่วนการอ่านโดยบัญญัตนั้นอาจเข้าใจได้แต่จะเห็นหรือเปล่านั้นวัดไม่ได้ครับ(ไม่ใช่ดูกูกบัญญัตครับ แต่ความจริงเป็นอย่างนี้จริงๆ ครับ) ผมคงตอบยาวและชะแลบไปหน่อยนะครับ ไม่ว่ากันนะครับ ตอบโดย: Vicha 06 ม.ค. 49 - 22:55 |
ขอบคุณ และอนุโมทนาครับ ไม่สงสัยแล้ว ให้คุณวิชาเล่าต่อเถิดครับ ที่ถามก็เผื่อคนอื่นจะได้เข้าใจเรื่องสมมุติสัจจะ และปรมัติสัจจะ ที่อาจารย์ทางพองยุบเรา ฝึกสอนแก่ พวกเราบ่อยๆ(ตอนที่ฝึกพอง-ยุบอยู่) ท่านบอกอยู่บ่อยๆว่า ถ้าเข้าไปเห็นสภาวะโดยสมมุติยังเป็นส่วนของโลกียะอยู่ (โลกียะคือยังอยู่ในเรื่องของสมาธิและณาณอยู่) หากเข้าไปเห็นสภาวะที่เป็นปรมัติสัจจะจึงเป็นเรื่องโลกุตตร (โลกุตตร-คือเรื่องของวิปัสสนาญาณ) จุดนี้จึงเป็นจุดเช็คว่าตัวปัญญาที่เราเห็นมาเป็นปัญญาญาณหรือเกิดจากตัวสัญญา (และสังขาร) คือ คนทั่วๆไปเมื่อจิตกระทบอารมณ์ ก็จะเกิดจารหลงเข้าไป เกิดการปรุงแต่งขึ้น(สังขาร) ตัวสังขารจะไปดึงเอาตัวสัญญาออกมา ความรู้ที่ได้จึงเป็นสัญญาเก่าๆของเราที่เก็บอยู่ บางตรั้งมันมาเป็นชุดๆเลย เหมือนในตำราทำไมรู้มากรู้มายอย่างนี้ คุณวิชชาครับ ไม่รบกวนแล้วครับ ขอโทษด้วยที่ขัดจังหวะ เชิญเล่าต่อครับ ตอบโดย: chai999 07 ม.ค. 49 - 09:34 |
ความจริงแล้วผมต้องขอบคุณ คุณchai999 ที่ถามนะครับ จึงขอกล่าวคำว่า ขอบคุณนะครับ เมื่อผมตอบคลายข้อสงสัยของคุณ chai999 ไปแล้วแต่ คนอื่นที่อ่านบางท่านก็สงสัยต่อและบางท่านก็เกิดข้อขังขาในการปฏิบัติ ดังนั้นผมก็จะตั้งข้อที่จะเกิดการกังขาขึ้นมาได้ และเฉลยให้ทราบเสียก่อน เพราะบางท่านกังขาแล้วไม่รู้ว่าจะถามอย่างไร ผมแยกออกเป็นข้อดังนี้ ข้อกังขา 1. การกำหนดภาวนาเห็นรูปนามทุกครั้ง ต้องเห็นรูปนามแบบเดิมหรือที่เดิมหรือไม่? เช่นเมื่อกำหนดลมหายใจออกทุกครั้งจะต้องเห็นหรือควบคุมให้เป็นแบบเดิมหรือที่เท่าเดิมไหม? เฉลยเอง.. ในการกำหนดภาวนาเห็นรูปนามแต่ละครั้งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นแบบเดิมหรือเหมือนเดิม ไม่ต้องบังคับให้เหมือนเดิม เช่นในการหายใจออกครั้งแรก ลมกระทบโพรงจมูกฝังขาวมากกว่าฝังซ้าย ก็ต้องรู้ตามสภาพตามความเป็นจริงนั้น เมื่อลมหายใจออกในครั้งต่อมา(ขอกล่าวแจกแจงเฉพาะลมหายใจออกเป็นตัวอย่างนะครับ) ลมหายใจกระทบกับโพรงจมูกได้พอๆ กัน ก็ต้องรู้ตามสภาพความเป็นจริงนั้น เมื่อลมหายใจออกในครั้งต่อมาอีก ลมหายใจกระทบกับโพรงจมูกทั้งสองข้าง และไปรู้สึกตรงส่วนอื่นของร่างกายด้วย ก็ต้องรู้ตามสภาพความเป็นจริงนั้น สรุป ในข้อที่ 1 คือ กำหนดฐานใดฐานหนึ่งเป็นหลัก เช่น ลมหายใจเข้าออก หรือพองยุบ หรืออย่างอื่นก็ตาม แต่ไม่ใช่ไปปฏิเสธอาการอย่างอื่นที่เกิดขึ้นและรับรู้ไปเสียทั้งหมด ถ้าไปบังคับอย่างนั้นความเครียด ความกดดันทางร่างกายก็จะเกิดขึ้นได้ถึงขั้นมากมาย เพราะสติยังเจริญไม่ได้ละเอียดสมาธิยังเจริญได้ไม่สมบูรณ์ ข้อกังขา 2. ในการกำหนดภาวนาต้องกำหนดให้เห็นเป็นปรมัติทุกครั้งหรือ? เฉลยเอง... ข้อกังขาข้อนี้แหละเป็นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติใหม่จะไม่รู้หลอกว่า อะไรเป็นปรมัติ อะไรเป็นสมมุติ หลอกครับ ต่อให้ผู้ที่ศึกษาตำรามามากแล้วก็อาจจะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นปรมัติ อะไรเป็นสมมุติ ในอาการที่ปรากฏในขณะปฏิบัติ อย่างนั้นจะทำอย่างไรแหละจึงจะเห็นเป็นปรมัติได้ ก็ต้องปฏิบัติไปตามหลักก่อน เมื่อปฏิบัติไปถูกต้องตามหลัก ไม่จำเป็นว่าต้องแยกแยะจนละเอียดยิบ 100 เปอรเชนตร์ เดียวจะกลายเป็นเรื่องฟุ้งไปก่อน เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ สติก็จะเจริญขึ้น สมาธิก็จะสมบูรณ์ขึ้น ปัญญาก็จะค่อยเจริญเห็นความเป็นปรมัตเพิ่มขึ้น สรุป ในข้อที่ 2 ในการปฏิบัติหรือกำหนดภาวนาไม่ใช่ว่าต้องบังคับให้เห็นเป็นปรมัติทุกครั่งที่กำหนด ซึ่งมั่นเป็นไม่ได้สำหรับผู้เริ่มปฏิบัติหรือปฏิบัติมานานแล้ว เพราะบางครังก็เห็นโดยสมมุติ บางครั้งก็เห็นโดยปรมัติ ผสมประสานกันไปมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังของ สติ สมาธิ และปัญญา ดังนั้นจึงเกิดข้อสังเกต สำหรับข้อที่ 2 เพื่อไม่ให้ไปปรามาสผู้ปฏิบัติตามหลักที่ถูกต้องแล้ว แต่เมื่อโดนถามจากผู้ที่เก่งทางตำราอาจจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่ แต่ผู้ปฏิบัตินั้นกลับตอบไม่ได้หรือแยกแยะไม่ออก ว่าขณะเห็นเป็นปรมัติเป็นอย่างไร? เราจะไปตำหนิว่าผู้นั้นไม่เคยปฏิบัติเห็นเป็นปรมัติหรือปฏิบัติผิดยังไม่ได้ เพราะอาจจะปฏิบัติถูกต้องเห็นเป็นปรมัติแล้ว แต่น้อยครั้งไม่มากครั้งในการกำหนดภาวนา จึงไม่สามารถแยกแยะให้ทราบได้ ดังนั้นผู้ที่มีความรู้ทางตำราอย่างเดียวต้องพึงระวังตรงนี้ไว้ด้วยก่อนที่จะตำหนิผู้ปฏิบัตินั้นด้วยวาจา ตอบโดย: Vicha 07 ม.ค. 49 - 14:46 |
มาคุยเรื่องอานาปานสติต่อ ผมขอสรุปอีกที่หนึ่ง สิ่งที่ปรากฏให้ทราบ จนถึงสิ้นปี พ.ศ 2526 ดังนี้ (1) เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า (2) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว (3) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น (4) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า (5) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า (6) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า (7) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า (8) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า สำหรับ 1 ถึง 8 ผมได้ทราบชัดแล้ว แต่สิ่งที่หลวงพ่อเตือนไว้ว่า มีกำลังระดับฌาน ระวังกรรมฐานแตก กรรมฐานผมได้แตกไปแล้วครับ หลังจากวันที่หลวงพ่อเตือนไว้ เพราะผมไม่เชื่อว่าเป็น ญาณ 3 (สมนสนญาณ)อย่างแก่กล้าตามที่หลวงพ่อได้บอกไว้ ผมไปหลงว่าอาจเป็นมรรคผลนิพพาน หรือเกินไปจากญาณ 3 ไปมากมายแล้ว แต่ดีที่ว่าผมเป็นคนที่ตรวจสอบกิเลสตน ถ้าตรวจสอบกิเลสไม่ออก ก็ตรวจสอบความทุกข์หรือแรงผลักดันให้รุ่มร้อนที่ปรากฏ ดังนั้นถึงกรรมฐานจะแตก และหลงอยู่ก็จะยังมิสติยับยั้งพฤติกรรมตนเองได้อยู่ไม่ให้ไหลไปตามอำนาจของใจที่หลงอย่างเดียว เพราะพอยังมีสติและปัญญาเล็กน้อยทำการตรวจสอบอยู่บ้าง กรรมฐานแตก ไม่ใช่เป็นเรื่องสนุกหรือมีความสุขเลย มันเต็มไปด้วยความหลงตนว่ายิ่งใหญ่จนล้น ใจมั่นพุ่งพล่านทั้งมีความขัดเคือง ร้อนใจร้อนกาย เมื่อมีสิ่งใดมาขัดใจแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะแสดงออกมาทางกายและวาจาชัดเจน ใจติดข้องอยู่ในเรื่องอิทธิอภินิหาร หลงแสดงอาการออกมา ความเหมาะสมถูกละเลย จะโพรงพฤติกรรมบางอย่างออกมาตามใจเพราะไปยึดมั่นถือมั่น สำหรับผมนั้น พอยังมีสติพิจารณาตัวเองอยู่บาง จึงปรากฏให้เห็นภายนอกไม่มากนัก แต่ภายในใจสิ หลงไปมากแล้วแต่ก็ยังโดนควบคุมอยู่ด้วยการพิจารณาได้บ้างว่าเราน่าจะผิดปกติไม่น่าถูก และภาวะทางสังคมก็ไม่เอื้ออำนวยให้ลงตนเองได้มากนัก เมื่อผมจะได้บวชครั้งแรกแต่ไม่ได้บวชทั้งที่โกนหัวนุ่งขาวเตรียมพร้อมแล้ว แต่ไม่ได้บวชพระคู่สวดไม่ย่อมมาเพราะมีอคติต่อฐานะโดยที่ไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อน ทำให้ผมรู้ตัวว่าที่ผ่านมานั้นผมหลงอยู่ เมื่อรู้ว่าหลงภาวะความหลงของใจก็ลดน้อยลงเหมือนเป็นปกติ แต่เมื่อคร่าใดใจโดนกระตุ้นในทิศทางเดียวกับที่เคยหลงเช่นพูดถึงสิ่งเหล่านั้นที่เคยหลง หรือเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นให้ผู้ใดฟัง แล้วเกิดไปพึงพอใจยินดีเพิ่มความยึดมั่นถือมั่น ภาวะต่างๆ ก็จะกดตัวเองทันที่โดยอัตโนมัติ แล้วแตกสร้านออกมาแบบสะบัดร้อนสะบัดหนาว ควบคุมไม่ให้เกิดความแตกตื่นทางกายไม่ค่อยได้ ถ้ามากๆ เข้าทำให้ การกล่าววาจาติดๆ ขัดๆ ไปหมด เพราะใจไปหลงยินดีทำให้ควบคุมกายและใจลำบาก นี้คือผลของกรรมฐานแตกในภายหลัง แม้ว่ากรรมฐานที่แตกนั้นได้หายไปแล้วความหลงเพี้ยนก็คลายหายไปแล้ว อาการนี้ยังติดตามผมอยู่เป็นเวลาหลายปี รู้สึกว่าเป็นเวลา 10 ปีมั่ง คืออาการค่อยๆ ลดน้อยลงๆ ดังนั้นในขณะที่ผมบวชอยู่ในตอนนั้น ขั้นที่เหลือคือ 9 ถึง 15 คือ (9) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตสังขารหายใจเข้า (10) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจ เข้า (11) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักทำจิตใจให้บันเทิงหายใจเข้า (12) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า (13) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า (14) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจเข้า (15) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความดับหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความดับหายใจเข้า ผมทำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางข้อ ก็เพราะอาการผลพ่วงจากกรรมฐานแตก ในครั้งนั้น สำหรับในข้อ (13) และ (15) ผมทำได้ครบ ส่วนในข้อที่ 16 ผมไม่รู้จักเลยครับในช่วงนั้น ข้อ(16)คือ ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจเข้า ต่อมาตั้งแต่ในปี พ. ศ 2527 ผมก็ไม่ใช้อานาปานสติอีกเลย โดยหันไปกำหนดกรรมฐาน ได้ยินหนอ เป็นฐานหลักในการปฏิบัติกรรมฐาน (ประสบการณ์ช่วงนี้ผมขอข้ามไปนะครับ) จนถึงปี พ. ศ 2537 เป็นเวลาถึง 10 ปี ในปี พ. ศ 2537 ก็เริ่มใช้อานาปานสติบ้างเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อปรับสมดูลย์ ในปี พ. ศ 2538 39 ก็ลองใช้อานาปานสติดู บางครั้งบางคราว แต่เมื่อดูลมหายใจแล้ว ในที่สุดจะไม่รู้ว่ามีลมหายใจเข้าหรือออก ทั้งที่ใจยังรู้สึกตัว และมีผลให้ทั้งวันเกิดภาวะความอึดอัด ขุ่นมั่ว อารมณ์เสียง่าย ไม่สดใส่เหมือนกับการกำหนดภาวนาแล้วดูจิตที่ภาวนาอยู่แล้วคอยปล่อยวาง จึงทำให้หาได้สนใจหรือพยายามฝึกอานาปานสติมากนัก เรื่อยมา ตอบโดย: Vicha 09 ม.ค. 49 - 15:07 |
เมื่อมาได้สนทนาธรรมในอินเตอรเนต ได้ศึกษาพระไตรปิฎก ได้อ่านพระสูตรเกี่ยวกับอานาปานสติเต็มทั้งพระสูตร ก็เห็นว่าความจริงแล้วอานาปานสติสามารถปฏิบัติเข้าสู่สติปัฏฐาน 4 ทั้งแต่ขั้นที่ (13) แล้ว คือ ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงหายใจเข้า ผมจึงเริ่มสนใจอานาปานสติขึ้นมาอีก จึงลองฝึกอีก แต่ก็ยังติดอยู่ที่ภาวะเดิมที่กล่าว เลยกล้าๆ กลัวๆ ในลองฝึกอานาปานสติมาตลอด จึงหยุดไปพักหนึ่ง ส่วนสาเหตุในการหันมาทดลองฝึกอานาปานสติก็เพราะ ผมต้องการหาฐานหลักที่เป็นเครืองอยู่ ของสติและสมาธิ เนื่องจากฐานหลัก คือการได้ยินหรือภาวนาได้ยินหนอ นั้น มีไม่เสมอกันบางครั้งเสียงเบา บางครั้งเสียงดัง ไม่สม่ำเสมอกันคือมีความแตกต่างกันช่วงกว้างมาก ใจก็ต้องไปดักฟังเสียง เมื่อมีธุระเรื่องอื่นยุ่ง ก็ลืมเรื่องเสียงไปยาวนาน จะกำหนดได้บ่อยและทุกขณะก็ในขณะทำกรรมฐานเป็นกิจวัตรเสียมากกว่า และเมื่อเดือน ธันวาคม พ. ศ 2548 นี้เอง ผมได้อ่านเจอพระสูตร เรื่องอานาปานสติเต็มๆ นั้นคืออานาปานสติสังยุต ใช่ร่วมกันกับสติปัฏฐาน 4 ได้อย่างกลมกลืน และเป็นกรรมฐานอันยอดเยี่ยมที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นยอด ผมขอยกพระสูตรที่ต่อจากพระสูตรที่ยกมาแล้วให้ดู เรื่องอานาปานสติสัมปยุตร่วมกับสติปัฏฐาน 4 กิมิลสูตร การเจริญอานาปานสติสมาธิ [๑๓๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ใกล้เมืองกิมิลา ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระกิมิละว่า ดูกรกิมิละ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อัน ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก? เมื่อพระผู้มี พระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระกิมิละนิ่งอยู่. [๑๓๕๖] แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคก็ตรัสถามท่านกิมิละว่า ดูกร กิมิละ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก? ท่านพระกิมิละก็นิ่งอยู่. [๑๓๕๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เป็นกาลสมควรที่พระองค์จะพึงตรัสสมาธิอันสัมปยุตด้วย อานาปานสติ ข้าแต่พระสุคต เป็นกาลสมควรที่พระองค์จะพึงตรัสสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาน สติ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรอานนท์ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว อย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า ฯลฯ ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความสละ คืนหายใจออก เราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจเข้า ดูกรอานนท์ สมาธิอันสัมปยุต ด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์ มาก. [๑๓๕๘] ดูกรอานนท์ สมัยใด ภิกษุเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม หายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเรากล่าวกายอันหนึ่ง ในบรรดากายทั้งหลาย ซึ่งได้แก่ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เพราะฉะนั้นแหละอานนท์ สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. [๑๓๕๙] ดูกรอานนท์ สมัยใด ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็น ผู้กำหนดรู้สุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับ จิตสังขารหายใจเข้า สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเรา กล่าวเวทนาอันหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย ซึ่งได้แก่การกระทำไว้ในใจให้ดีซึ่งลมหายใจออก และลมหายใจเข้า เพราะฉะนั้นแหละอานนท์ สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. [๑๓๖๐] ดูกรอานนท์ ในสมัยใด ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักกำหนดรู้จิตหายใจ ออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำจิตให้บันเทิง หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิต มั่นหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิต ในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ข้อ นั้นเพราะเหตุไร? เพราะเราไม่กล่าวซึ่งการเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ สำหรับผู้มี สติหลง ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตใน จิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้. [๑๓๖๑] ดูกรอานนท์ สมัยใด ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความ เป็นของไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง หายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมสำเหนียก ว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัดหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดย ความดับหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความดับหายใจเข้า ย่อมสำเหนียก ว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นโดย ความสละคืนหายใจเข้า สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ เธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัส นั้นด้วยปัญญา จึงวางเฉยเสียได้ เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นแหละอานนท์ สมัยนั้น ภิกษุย่อม พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. [๑๓๖๒] ดูกรอานนท์ เปรียบเหมือนมีกองดินใหญ่อยู่ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ถ้า เกวียนหรือรถผ่านมาในทิศบูรพา ก็ย่อมกระทบกองดินนั้น ถ้าผ่านมาในทิศปัจฉิม ทิศอุดร ทิศ ทักษิณ ก็ย่อมกระทบกองดินนั้นเหมือนกัน ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพิจารณาเห็น กายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมอยู่ ย่อมจะกำจัดอกุศลธรรมอันลามกนั้นเสียได้. ในกิมิลสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสยื่นยันแล้วว่า อานาปานสติที่ปฏิบัติอย่างถูกต้อง เมื่อถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นสติปัฏฐาน 4 และในช่วง ปีใหม่ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 และ 1 2 มกราคม 2549 ลูกสาวผมขออนุญาตไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ที่วัด โดยชวนเพื่อนไปอีก 2 คน ไปกับน้าสาว ผมเห็นว่าเป็นเวลาเหมาะและเป็นวันหยุด ที่จะลองกับอานาปานสติดูใหม่ เพราะพระพุทธเจ้าตรงตรัสรับรองอย่างแน่นอนแล้ว ผมจึงควบคุมอารมณ์ มีสติรู้ลมหายใจ ไม่ได้ใส่คำภาวนา แต่บางครั้งก็กำหนดภาวนาเพื่อประคองจิต (เพราะฝึกภาวนามากแล้ว) ก็ถึงจุดเดิมคือ ไม่รู้ว่ามีลมเข้าและออก แต่ใจยังรู้สึกตัวอยู่ มีความอึดอัด ใจขุ่นๆ ในอารมณ์เป็นวัน แต่ก็มีขันติดูจิต แล้วปล่อยวางสะลัดคืน เงียบไปแล้วกลับมารู้ลมหายใจ ต่อมาก็ไม่รู้ว่ามีลมเข้าและออก อึดอัดในจิต ขุ่นในจิต ดูจิตแล้วปล่อยวางเงียบไป สงบเข้าและถอยออกภวังค์ไปเรื่อย เมื่อถอยออกมาในภาวะปกติ(พอแล้ว ไม่พยายามต่อ) ความอึดอัดในจิต ความขุ่นในจิต ก็ไม่เหลือที่จะทำให้เศร้าหมองทั้งวันเหมือนที่ผ่านมา เป็นอันว่า ผมจึงรู้จักใช้ อานาปานสติขั้น (16) ได้เป็น แล้วคือ ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจเข้า ต่อไปก็เป็นตอนจบในการคุยเรื่องอานาปานสติตามที่ผมรู้และเรียนรู้มา ผมก็จะยกอานิสงค์ของอานาปานสติ ตามพระสูตรมาให้ดู อีกทีเพื่อเป็นการยื่นยันว่าอานาปานสติที่ปฏิบัติได้ถูกต้องตาม 16 ขั้นนั้น เป็นยอดของกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญยิ่งนัก ผลสูตรที่ ๑ ผลานิสงส์เจริญอานาปานสติ ๒ ประการ [๑๓๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. [๑๓๑๒] ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผล มาก มีอานิสงส์มาก? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า (พึง ขยายเนื้อความให้พิสดารตลอดถึง ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสละคืนหาย ใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจเข้า) ดูกรภิกษุทั้ง หลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์ มาก. [๑๓๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้ พึงหวังได้ผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความ ถือมั่นอยู่ เป็นพระอนาคามี. จบ สูตรที่ ๔ ผลสูตรที่ ๒ ผลานิสงส์การเจริญอานาปานสติ ๗ ประการ [๑๓๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. [๑๓๑๕] ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผล มาก มีอานิสงส์มาก? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้ง กายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า (พึงขยายเนื้อความให้ พิสดารตลอดถึง ย่อมศึกษาว่า เราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจออก ย่อม สำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจเข้า) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปาน สติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก. [๑๓๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก แล้วอย่างนี้ พึงหวังได้ผลานิสงส์ ๗ ประการ ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน? คือ จะได้ชม อรหัตผลในปัจจุบันก่อน ๑ ถ้าไม่ได้ชมอรหัตผลในปัจจุบันก่อน จะได้ชมในเวลาใกล้ตาย ๑ ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้ชม ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้ชมไซร้ เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑ ผู้อสังขารปรินิพพายี ๑ ผู้สสังขารปรินิพพายี ๑ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล พึงหวังได้ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้. ตอบโดย: Vicha 09 ม.ค. 49 - 15:22 |
ดูก่อนอริฏฐะ อานาปานสติเช่นนั้นก็มีอยู่เหมือนกัน เรามิได้กล่าวว่าอานาปานสติเช่นนั้นไม่มี ดูก่อนอริฏฐะ แต่ว่า อานาปานสติที่สมบูรณ์โดยพิสดาร ย่อมมีอยู่อย่างไร เธอจงฟังซึ่งอานาปานสตินั้น เธอจงทำในใจให้ดี เราจักกล่าวบัดนี้ (อานาปานสังยุตต์ ๑๙/๓๙๘/ ๑๓๑๗ / ดูในอานาปานสติภาวนา โดยพุทธทาสภิกขุ หน้า ๕๒๕) ท่านใดที่เจริญอานาปานสติ ไม่ว่าแบบไหน กรุณาอย่าลือมที่ตรัสว่า ....อานาปานสติที่สมบูรณ์โดยพิสดาร ย่อมมีอยู่อย่างไร เธอจงฟังซึ่งอานาปานสตินั้น เธอจงทำในใจให้ดี เราจักกล่าวบัดนี้ ตอบโดย: นิรนาม41 10 ม.ค. 49 - 07:41 |
สาธุครับ ผมจะนำกลับไปศึกษาแล้วปฏิบัติดูครับ สอบถามเพิ่มเติมนะครับ ช่วยขยายความประโยค "เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า" ขอละเอียดๆนะครับ ตอบโดย: ปริชญา 10 ม.ค. 49 - 14:25 |
ผมจตอบคุณ ปริชญา ตามที่ผมเข้าใจและปฏิบัตินะครับ รู้แจ้งจิตสังขาร คือรู้ความรู้สึกรู้อารมณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เช่น รู้สีกสะบายอารมณ์ปลอดโปร่ง หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ หรือ รู้สึกอึดอัดอารมณ์ไม่ดี หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ แล้ว รู้จักทำจิตให้บังเทิง หายใจออกและหายใจเข้า แต่ถ้าเกิดรู้สึกอึดอัดอารมณ์ไม่ดี หรือจิตเป็นอกุศลต่างๆ ก็ต้องรู้จักการตั้งมั่นของจิตหายใจออก และการเปลื่องจิตหายใจเข้า และสุดท้ายรู้จักการสลัดคืน หายใจออกและหายใจเข้า ค่อยๆ ฝึกสิ่งเหล่านี้ก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับครับ สุดท้าย พระอาจารย์เคยบอกผม อานาปานสติ ถ้าฝึกดี ๆ ก็จะพัฒนาขึ้นเองตามลำดับ ฌาน ไม่เหมือนกรรมฐานอย่างอื่น ตอบโดย: Vicha 10 ม.ค. 49 - 17:02 |
ขอบคุณมากครับ คุณ vicha ตอบโดย: ปริชญา 11 ม.ค. 49 - 13:39 |
ใช้เวลาถึง 10 กว่าปีเชียวหรือครับ... ผมเพิ่งเริ่มไม่กี่ปีก็ท้อเสียแล้ว... ตอบโดย: สุวัฒน์ 11 ม.ค. 49 - 16:27 |
อย่าท้อเลยครับคุณ สุวัฒน์ ผมใช้เวลาประมาณ 10 ปี โดยปฏิบัติด้วยตนเองตามประสาเด็กอย่างไม่ถูกต้องตามหลัก ตั้งแต่ พ.ศ 2517 ถึง พ.ศ 2526 แต่เมื่อได้รับการสอนในการปฏิบัติ ในการกำหนดในการภาวนาที่ถูกต้องเป็นระบบระเบียบ ถึงแม้จะไม่ใช่การฝึกอานาปานสติโดยตรง ก็ใช้เวลา 3 - 5 เดือนเองครับ ก็พัฒนาอานาปานสติไปได้ไกลเลยครับ แต่หลังจากนั้นผมก็หยุดการใช้อานาปานสติถึงสิบกว่าปีเลยที่เดียวครับ ดังนั้นถ้าคุณสุวัฒน์ฝึกอานาปานสติอย่างถูกต้องตาม 16 ขั้น(จตุกะ) คงไม่ต้องใช้เวลานานเหมือนผมหรอกครับ ตอบโดย: Vicha 11 ม.ค. 49 - 16:50 |
ประเด็น ...เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า อะไร คือ จิตตสังขาร (สิ่งปรุงแต่งจิต) ในขั้นตอนอานาปานสติ ๑๖ แบบพิสดาร เช่น ตัวรู้สึก หรือสภาวะที่รู้สึก ในขั้นตอนอานาปานสติ ๑๖ แบบพิสดาร คือจิตตสังขาร ใช่หรือไม่ กล่าวคือ รู้สึกอย่างนี้ แล้ว จิตรำงับ ฯ ........... ขั้น กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (มี ๔ ข้อ) กล่าวคือ รู้สึกอย่างนี้ แล้ว จิตถูกปรุงแต่ง ฯ......ขั้น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (มี ๔ ข้อ) กล่าวคือ รู้สึกอย่างนี้ แล้ว คือจิตตสังขาร. ฯ.....ขั้น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (มี ๔ ข้อ) กล่าวคือ รู้สึกอย่างนี้ แล้ว จิตว่าง เพราะฯ ........ขั้น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (มี ๔ ข้อ) สรุปสั้นๆ อานาปานสติ ๑๖ เกี่ยวข้องกับ จิต ทั้งสิ้น กายลม ก็ปรุงแต่งจิต = จิตตสังขาร แบบนั้น นามกายคือ เวทนา ก็ปรุงแต่งจิต = จิตตสังขาร แบบนั้น เมื่อ - รู้ - เห็น -ทำเป็น - จึงมี .........คือ มีประสบการณ์ กายลม และ กายนามคือเวทนา เพราะทำตามที่ตรัสไว้ ได้ผลตามนั้น แล้วกลับไปสอบทานกับพระพุทธภาษิต ฯลฯ = เราจักรู้แจ้งจิตสังขาร ด้วยอาการที่สติไม่เลยไปอื่นเพราะอำนาจสมาธิ แล้วแลอยู่ (คือ รู้แจ้ง รู้ชัด) จึง = หายใจออก (ตอนนี้ ไม่เกี่ยวกับ กายลมปรุงแต่งจิต) + ...ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งจิตตสังขาร ........หายใจเข้า (ตอนนี้ ไม่เกี่ยวกับ กายลมปรุงแต่งจิต) ลองทำดู โดยไม่ต้องเชื่อใคร ตามหลักกาลามสูตร ....แต่อย่าอวดดีกับพระพุทธวจนะ ฯลฯ ตอบโดย: นิรนาม41 12 ม.ค. 49 - 10:28 |
คุณ สุวัฒน์ ผมว่าสภาวะแบบนั้นมันก็ต้องผ่านกันทุกคนครับ พระบางองค์ท่านก็ติดอยู่นานหลายปี คือต้องผ่านอุปสรรค์เป็นขั้นๆครับ ผมเองก็หยุดมาหลายปี ตอนนี้พอรู้ว่าจะเดินต่อไปยังไง เพราะได้อ่านจากคุณ vicha แต่ก็รู้ด้วยสัญญา บางที่ก็เข้าใจไม่หมด แต่ก็รอให้ถึงสถาวะเดิมก่อนแล้วค่อยสอบถามคุณ vichaอีกที(คงไม่รบกวนเกินไปนะครับ)ก็ต้องพยายามต่อไป นี่ก็ต้องพยายามไม่กินข้าวเย็น ยังทำไม่ค่อยจะได้เหมือนเดิม แต่อย่างไรแล้วเราก็ต้องทำต่อไป เกิดมาแล้วนี่ครับ ไม่อยากเกิดอีกก็ต้องทำล่ะงานนี้ ผมเองก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่แต่ก็อาศัยกำลังใจจากผู้ที่ปฏิบัติด้วยกันนี่แหละครับ ผมเอาใจช่วยครับ ตอบโดย: ปริชญา 12 ม.ค. 49 - 17:01 |
อนุโมทนาสาธุการแด่ท่านผู้ปฏิบัติธรรม...ครับ ตอบโดย: paramath 12 ม.ค. 49 - 18:21 |
เป็นกระทู้ที่มีประโยชน์มากครับ สำหรับคนที่กำลังปฏิบัติรวมถึงคนทั่วไปที่กำลังสนใจและกำลังศึกษาหาแนวทางการปฏิบ้ติ สำหรับตัวของกระผมเอง ก็ใช้แนวปฏิบัติแบบอานาปานสติ ซึ่งเมื่อถึงกาลอันสมควรก็คงต้องผ่านไปเพราะคงไม่ยึดอะไรแล้ว เหมือนกับการเลื่อนชั้นของนักเรียนนักศึกษา เพียงแต่ผมยังอยู่ในขั้นเตรียมรากฐานให้แน่นและทำความเข้าใจกับสภาวะต่างๆให้ถ่องแท้ตามพระไตรปิฏกและจากประสบการณ์ของผู้รู้ทั้งหลาย เวลามีอยู่น้อยแต่ก็มากพอที่จะทำให้จิตใจสงบ และสงัดจากกิเลส หากไม่หมดก็คงเบาบางลงไปเยอะครับ สุขสงบใดที่มีในธรรม จงมีแด่ทุกท่านครับ ตอบโดย: ธารธรรม 13 ม.ค. 49 - 11:10 |
ผมจำเป็นต้องสนทนาต่อ แล้วแหละทุกๆ ท่าน เพราะท่านที่ตั้งข้อสงสัย ให้ผมคลายความสงสัยสำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลาย นั้นไม่ได้มีแต่คุณ chai999 คนเดียวเท่านั้น สิ่งที่ไม่ใช่คนที่เรียกว่าเทพเทวดาที่บอกว่าท่านเป็นพระอริยะ มาท้วงทิ้งผม ว่าผู้ที่อ่านเรื่องที่ผมเล่าอานาปานสติ มีส่วนหนึ่งที่เชื่อและศรัทธาที่ผมเล่า อาจะจะเข้าใจผิดคือไม่ตรงกัน จะทำให้คนบางส่วนไปปฏิบัติผิดๆ ยึดสมมุติไปอย่างเดียว เอาแหละผมจะเล่าเหตุการณ์ที่ผู้ที่กล่าวว่าท่านเป็นพระอริยะมาเตือนและตั้งข้อสังเกต ให้ผมแยกแยะให้ละเอียด เรื่องเป็นอย่างนี้ ความจริงเมื่อคืนผมและภรรยาก็ไม่ได้คิดที่นั่งสมาธิหรือสื่อกับอะไร? เพราะภรรยาก็พึ่งกลับมาจากต่างจังหวัดซึ่งไปหลายวัน ก็ดูหนังดูทีวี พูดคุยไปเรือยกว่าจะได้นอนก็ประมาณ 24.30 แต่ก่อนจะนอนภรรยาก็นั่งสมาธิ ท่านที่กล่าวว่าท่านเป็นพระอริยะก็ได้มาสัมผัส ก็สอบตามกันธรรมเนียมว่าเป็นใครอย่างไร? แล้วท่านก็พูดถึงอานาปานสติที่ผมเล่าในกระทู้ทันที ทำนองว่าต้องแจกแจงให้ละเอียดในการปฏิบัตินะ เดียวจะกลายเป็นผู้ที่กำลังจะปฏิบัติอานาปานสติเข้าใจผิดเอาไปปฏิบัติผิดๆ ( ต่อไปผมตอบและถามตอบระหว่างกันอีกมาก กินเวลายาวนานเป็นเวลาถึง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง จนถึงที 2.00 จึงจะได้นอน ดังนั้นผมก็จะสรุปในการสนทนากันในทำนองนี้นะครับ คือไม่ตรงแปะๆ ทุกคำทุกประโยค แต่จะจับประเด็นการถามตอบมาเรียบเรียงให้ทราบถึงจุดประเด็นของท่านนะครับ) ผมก็ตอบว่า ก็เป็นเรื่องเล่าธรรมดาไม่เจาะไปในรายละเอียด และมีคนสงสัยถามผมแล้ว ผมก็แจกแจงให้ทราบแล้ว ท่านก็บอกว่า ให้กลับไปอ่านใหม่มีบางจุดที่ทำให้บางคนบางท่านเข้าใจผิดได้ คือ 1. บางท่านที่ปฏิบัติยังไม่ถูกต้อง ก็คิดหลงว่าตนเองปฏิบัติดูลมหายใจถูกต้องแล้วเพราะยึดว่าอานาปานสติเป็นกรรมฐานที่ยอดที่สุด 2.มีบางท่านเข้าใจผิด เมื่อจะปฏิบัติก็จะจ้องที่จะเห็นลมอย่างเดียว แม้สะภาวะธรรมให้เห็นลมยังไม่เกิด ก็สร้างสมมุติอยู่ตรงจมูกอย่างเดียว ไม่สนใจสะภาวะธรรมอย่างอื่นที่ปรากฏ ก็จะกลายเป็นสมถะแบบสมมุติไปเรื่อย ผมก็ตอบว่า ก็ผมยกพระสูตร และแจกแจงพระสูตรให้ดูแล้วนี้ครับ ท่านก็บอกว่า ในพระสูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสนั้น ผู้ที่มีปัญญาหรือผู้ที่สร้างสมอุปนิสัยบารมีมาทางนี้มากพอแล้ว เขาก็ปฏิบัติได้ถูกจิตเขาจะละเอียด แยกแยะได้ แต่ผู้ที่ไม่มีปัญญาพอหรือผู้สร้างสมอุปนิสัยบารมีมาทางนี้น้อย เขาจะแยกแยะอะไรไม่ได้ เขาก็จะหวังจะตั้งเพื่อจะดูลมอย่างเดียว ไม่เห็นก็จะดูอยู่อย่างนั้นตรงปลายจมูก เป็นสมมุติไปอย่างเดียว เป็นจินตนาการและเพ่งขึ้นมา โดยที่สะภาวะธรรมไม่เกิดจริง ผมก็ตอบว่า ทำไมเขาไปเข้าใจอย่างนี้แหละ เพราะเมื่อผมปฏิบัติผมไม่ได้ไปดูว่าเป็นตัวลม แต่ผมดูที่มันกระทบ กับปลายโพรงจมูก หรือในโพรงจมูก หรือเหนือริมฝีปากที่ลมกระทบ ตรงที่ชัดเจน ก็รู้ว่าภาวะธรรมที่กระทบหรือเกิดผัสสะนั้นแหละเป็นรูป ใจที่รู้ว่าเกิดกระทบ ยาวหรือสั้นนั้นเป็น นาม ท่านก็บอกว่า อาตมา รู้แล้วเข้าใจว่า ( กระดากใจไม่ขอพิมพ์สรรพนามนี้ขอใช้ว่า โยม ดีกว่า) โยมทำได้ถูกเพราะโยมมีปัญญาตรงนี้แล้ว ได้สร้างสมมามากแล้ว แต่ผู้อื่นจะเห็นละเอียดจะเข้าใจเหมือนโยมหรือ? ท่านก็พูดต่อแบบถามว่า แล้วโยมจะเห็นลม (ลมกระทบ) ทุกเวลาทุกขณะหรือ? ผมก็ตอบว่า ไม่เห็นทุกขณะเวลาครับ เพราะบางครั้งไม่รู้ชัดถึงลมกระทบโพรงจมูก หรือปลายโพรงจมูก หรือเหนือริมฝีปาก ท่านก็พูดแบบถามว่า แล้วโยมจะกำหนดรู้อะไรแหละ เมื่อไม่รู้ชัดตรงที่เคยกำหนดรู้ ผมก็ตอบว่า ในเมื่อไม่รู้ชัดตรงที่เกิดลมกระทบที่เคยกำหนดรู้ ก็ให้รู้อาการของร่างกายที่หายใจเข้า หายใจออก สิครับ ก็น่าจะเข้าใจกันอยู่แล้วนี้ครับ ท่านก็พูดว่า อาตมา ก็รู้ว่า ( ) โยมเข้าใจ ( .)โยมมีปัญญาสร้างสมมาแล้ว แต่ผู้อื่นแหละจะละเอียดจะรู้เหมือน( )โยม หรือเปล่า กำหนดรู้ได้อย่าง ( .)โยม หรือ? แล้วท่านก็ถามต่อ ถ้าเกิดภาวะธรรมอื่นปรากฏชัด ที่ไม่ใช่ลมกระทบ ที่ไม่ใช่รู้อาการลมออกลมเข้า และ( )โยม จะทำอย่างไรแหละ? ผมตอบว่า ก็ต้องไปกำหนดรู้ภาวะธรรมที่ปรากฏชัดสิครับ เช่น เกิดภาวะฟุ้ง ก็ให้รู้ภาวะที่ฟุ้งนั้น เกิดความนึกคิดชัดเจนก็ให้รู้ภาวะที่นึกคิดนั้น เกิดภาวะเสียใจก็ให้กำหนดรู้ภาวะนั้น เกิดภาวะธรรมการเจ็บปวดตรงไหนของร่างกาย ก็กำหนดรู้ตรงภาวะธรรมตรงนั้น มันก็ต้องปฏิบัติอย่างนี้อยู่แล้วนี้ครับ จึงจะเป็นสติปัฏฐาน 4 ได้ ท่านตอบ อาตมา ก็รู้อยู่แล้วว่า ( )โยม รู้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่า ( )โยมไม่รู้ อย่างนั้นอาตมาถามต่อว่า เมื่อ รู้ภาวะธรรมอย่างอื่นชัดขณะนั้น แล้วต้องรู้ภาวะธรรมของลมหายใจอยู่หรือเปล่า? ผมตอบว่า เมื่อรู้สะภาวะธรรมอย่างอื่นชัด ภาวะธรรมการรู้ลมก็จะโดนตัดทิ้งไป ถึงแม้ในขณะนั้นจะมีลมหายใจเข้าหรือออกตามธรรมชาติก็ตาม แต่เมื่อสะภาวะธรรมอย่างอื่นเบาบางลง ก็จะกลับไปรู้สะภาวะธรรมที่ลมออกลมเข้าที่ชัดเจนขึ้น เพราะฐานหลักอยู่ที่การกำหนดรู้ลมออกลมเข้า แต่บางกรณี สะภาวะธรรมอย่างอื่นเกิดปรากฏชัดกำกึ่งกัน กับสะภาวะธรรมรู้ลมออกและเข้า จึงมีบางครั้งกำหนดรู้สะภาวะธรรมของลมออกและเข้า แล้วทิ้งลมไปกำหนดรู้สะภาวะธรรมอย่างอื่นที่ปรากฏกำกึ่งกัน ถึงแม้ในขณะนั้นจะมีลมออกเข้าตามธรรมชาติของร่างกายให้พอรู้อยู่แต่ไม่ไปกำหนดรู้ แล้วทิ้งการกำหนดรู้ภาวะธรรมอย่างอื่นนั้น มากำหนดรู้ลมเข้าและออก อีก ซึ่งในพระสูตรก็มี กล่าวไว้แล้วว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังนั้นถ้าผู้ปฏิบัติระเอียดขึ้นก็จะแยกแยะได้ครับ ดังนั้นที่ผมพิมพ์ให้ผู้อ่านในเน็ตถ้าปฏิบัติก็น่าจะพอเข้าใจนะครับ ท่านตอบ ( ) โยม ปัญญาของแต่ละคนไม่เท่ากัน บารมีที่สร้างสมก็ไม่เหมือนกัน โยมอย่าไปเข้าใจอย่างนั้น เพราะถ้าเขาปฏิบัติไม่ถูก เขาก็จะไม่ถูกอยู่อย่างนั้น จึงต้องอธิบายให้ละเอียดต้องแสดงความเห็นให้ละเอียด เพราะเพียงแต่ยกพระสูตรมาอย่างเดียวบางท่านเห็นไม่ละเอียด เราต้องแสดงแยกแยะให้เห็นโดยแสดงหมายเหตุไว้ ว่านี้เป็นข้อคิดเห็นหรือการแยกแยะของเขาเราให้ชัดเจน ก็จะไม่ทำให้พระสูตรนั้นเสียหายไป แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า โยมลองไปอ่านทบทวนที่โยมเสนอไปแล้วสิ จะเห็นข้อบกพร่องที่ทำให้ผู้อื่นบางคนเข้าใจผิดว่า ต้องกำหนดรู้ที่ปลายจมูกอย่างเดียว ให้โยมแสดงความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ตามปัญญาที่มีของโยม เพราะอาตมารู้ว่าโยมทำได้ โดยที่อาตมาไม่ต้องกำหนดว่าจะอธิบายอย่างไร? ก็เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นทั้งหลาย หลังจากนั้นก็เลิกการสื่อสัมผัส วันนี้ผมก็มานั่งตรองดูว่า แล้วจะเสนออย่างไรดี ก็ได้ไอเดียขึ้นมา ก็เสนอแบบที่ถามตอบการนี้และ แต่สรุปให้มันกระชับชัดเจนขึ้น ความจริงมีรายละเอียดในการปฏิบัติอีกมาก แต่เมื่อเหตุไม่บังเกิดจึงไม่มีแรงกระตุ้นให้ยิบยกมาอธิบายให้ชัดเจน ตอบโดย: Vicha 13 ม.ค. 49 - 12:20 |
เรียนคุณ Vicha ผมอยากรู้ว่าทำไมหลังจากที่คุณปฏิบัติแนวอานาปานสติไปซักพัก แล้วปฏิบัติแนวอื่นนะ ทำไมถึงกลับมาปฏิบัติแนวอานาปานสติอีกครับ ส่วนผมก็ยังงงตัวเองอยู่มากที่ปกติก็ไม่ค่อยได้ศึกษาแนวอานาปานสตินะ ตอนไปสถานที่ปฏิบัติธรรมก็เป็นแนวอื่นนะ แต่ครั้งสุดท้ายปฏิบัติธรรมแนวอื่นได้ 6 วัน ก็เกิดปัญหากับตัวเองจนนั่งสมาธิแทบจะไม่ได้เลยนะ แล้วอยู่ดีก็เหมือนมีอะไรมาบอกในหัวว่า แนวนี้อาจไม่เหมาะกับเรา แล้วก็มีพุทธพจน์ที่ว่า การปฏิบัติธรรมเหมือนการทดลองนะ ต้องมีการลองผิดลองถูกนะ ก็เลยลองกลับมาปฏิบัติแนวอานาปานสติ ก็กลับมานั่งสมาธิได้ตามปกตินะ ทั้งยังเกิดสภาวะธรรมที่ก้าวหน้าขึ้นอีก ก็ยังงงตัวเองเลยว่ามาเดินทางนี้ได้ยังไง ตอนนี้เลยต้องพยามหาข้อมูลแนวทางการปฏิบัติแนวอานาปานสติเพิ่มเติมอยู่นะทั้งที่เราปฏิบัติแนวนี้มาตลอดตอนอยู่ที่บ้านนะ ก็ได้แต่หาอ่านจากหนังสือ และคุยกับเพื่อนในลานธรรม ยังไม่มีโอกาสหรือมีบุญพอที่จะได้อาจารย์ดูแลและแนะนำนะครับ ตอนนี้ผมเชื่อจริงแล้วว่าคนเรามีการเวียนว่ายตายเกิดจริง มีการสะสมบุญบารมีจริงจริงนะ ทำให้ผมได้มาปฏิบัติแนวนี้อีก เหมือนกับชาติก่อนที่เคยทำมา จะไปแนวอื่นมันก็ไม่ก้าวหน้า และมีทุกข์มากมายมากวนนะ ขอให้เจริญในรรมนะครับ ตอบโดย: คนไม่มีอะไร 13 ม.ค. 49 - 14:27 |
ตอบคุณ ไม่มีอะไร ไม่ใช่กลับมาแนวอานาปานสติเหมือนเดิมครั้งเก่าครับ แต่เป็นการต่อยอดที่ค้างไว้หยุดไว้เมื่อตอนบวชพระเมื่อปี 2526 ให้สมบูรณ์ครับ และก็หาฐานหลักที่มั่นคงในการดำรงณ์สติและสมาธิได้โดยง่ายและตลอด เพราะการกำหนดได้ยินหนอเป็นฐานนั้น เสียงที่ปรากฏนั้นไม่แน่นอน จึงเป็นฐานที่อยู่ของสติและสมาธิไม่ชัดเจนเหมือนลมที่กระทบจากการหายใจ หรือมีสติรู้เมื่อหายใจออกและหายใจเข้า แต่ทุกอย่างก็ยังกำหนดรู้หรือกำหนดภาวนาที่เป็นสติปัฏฐาน 4 ตามแนวยุบหนอ-พองหนอ เช่น รู้หนอ คิดหนอ ฟุ้งหนอ หรือกับสภาวะธรรมอย่างอื่นที่ไม่ใช่ลมหายใจที่กระทบ แต่ความจริงแล้วอานาปานสติ เมื่อปฏิบัติได้ครบทั้ง 16 ขั้น (จตุกะ) โดยแยกแยะ รูป - นาม หรือ สภาวะธรรมที่ปรากฏ(กองลมที่กระทบ,กายสังขาร,จิตสังขาร,ความไม่เทียงของกองลมที่กระทบ กายสังขาร จิตสังขาร,การคลายกำหนัด,การสะลัดคืน) กับ รู้ (ความรู้ ,ตัวรู้) ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 ดีๆ นี้เอง เป็นวิปัสสนานี้เอง ตอบโดย: Vicha 13 ม.ค. 49 - 15:13 |
คุณวิชา ครับ อ่านแล้วขนลุกไปทั้งตัวเลย ท่านคงสื่อให้คุณวิชารู้ แบบที่ใจผมคิดทีเดียวครับ ในส่วนลึกแล้วคุณวิชาคงเข้าใจสภาวะที่เป็นสมมุติ และปรมัติ เพราะถ้าคุณวิชาไม่เข้าใจปรมัติสัจจะ คงจะเห็นสภาวะที่ละเอียดลงไปได้ แต่ในสภาพตามความเป็นจริงในชีวิตของเรานั้น มีทั้งสมมุติและปรมัติคู่กัน เปรียบเหมือนกระจกเงา มองข้างหนึ่งก็ห็นอย่างหนึ่ง มองอีข้างก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง ข้างหนึ่งเราเห็นสภาวะของรูปและนาม อีกข้างหนึ่งก็เห็นเป็นสมมุติบัญญัติ เราปุถุชนต้องอาศัยทั้งสองอย่าง คือเมื่อมองเห็นรูปนาม ก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งนั้นคือสภาวะปรมัติรรมรูปนาม เมื่อเห็นเป็นสมมุติก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เราเข้าใจดูว่าเป็นของสมมุติบัญญัติ (สภาวะบัญญัติคือเห็นของปลอม --- สภาวะปรมัติรูปนามคือของจริงๆ) แต่อย่างไรก็ตามสภาวะที่ละเอียดลงจะต้องจะต้องมีเหตุปัจจัยจากที่เราตามดูตามรู้รูปนามปรมัติเท่านั้น ผมคิดว่าคุณวิชาอาจจะไม่สามารถอธิบาบสภาวะธรรมที่เป็นปรมัติออกมาได้ เพราะเราต่างคนสะสมมาไม่เท่ากัน บางคนมีความสามารถในการสอนคนอื่นได้ แต่บางคนรู้แล้วก็บอกไม่เป็น ผมจึงไม่แย้งไปมากกว่านั้น ซึ่งผมเองว่าก็คิดอยู่นานว่าจะแย้งดีหรือไม่ ถ้าไม่พูดคนอื่นก็หลงสมมุติอยู่ตรงนั้น จะเป็นบาปแคนชี้ทาง ถ้าพูดมากคนชี้ทางจะโกรธเอา หรือจะวางเฉยดี ก็อนุโมทนากับคุณวิชาด้วยครับ ตอบโดย: chai999 13 ม.ค. 49 - 15:50 |
อ้างอิง (Vicha @ 13 ม.ค. 49 - 15:13) ...ความจริงแล้วอานาปานสติ เมื่อปฏิบัติได้ครบทั้ง 16 ขั้น (จตุกะ) โดยแยกแยะ รูป - นาม หรือ สภาวะธรรมที่ปรากฏ(กองลมที่กระทบ,กายสังขาร,จิตสังขาร,ความไม่เทียงของกองลมที่กระทบ กายสังขาร จิตสังขาร,การคลายกำหนัด,การสะลัดคืน) กับ รู้ (ความรู้ ,ตัวรู้) ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 ดีๆ นี้เอง เป็นวิปัสสนานี้เอง สาธุ....สาธุ....สาธุ...อนุโมทนามิ ผมตามมาตลอดกระดานนี้ และคอยว่าเมื่อไร คุณจะสรุปลงตามนี้เสียที่ บัดนี้คุณสรุปแล้วเป็นการสรุปที่กระชับ ชัดเจน สมควรแก่บารมีที่คุณได้สร้างสมมา เและที่ผ่านมานี้ ผมไม่มีความสงสัยในตัวคุณเลยครับ ว่าญาณต่าง ๆ ที่คุณผ่านมาโดยลำดับของ โสฬสญาณ นั้น เกิดขึ้นโดยปัญญาที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ Insight and Knowledge (ญาณ = รู้จริง ทัสสนะ = เห็นจริง) ของคุณเอง ได้ใช้ โยนิโสมนสิการ และเพียรปฏิบัติ วิเคราะห์ วิจัย ปรึกษา ครูบาอารย์และท่านผู้รู้และกางแผนที่คือ ปริยัติ อย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี จึงไม่หลงทาง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ที่ยังงุนงงสงสัยในเรื่อง ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ว่าเป็นอย่างไร สำหรับตัวผมเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา...นับแต่รับกรรมฐานจากพระเดชพระคุณพระเทพสิทธิ มุณี เจ้าคณะ ๕ เมื่อปี ๒๕๑๐จนกระทั่งผมแก่ป่านนี้ (อายุ ๖๕) ผมเกิดความเศร้าใจทุกครั้งที่มีผู้บรรลุเป็น พระเสขะ เกิดขึ้นมากมายหลังจากที่ท่านเหล่านั้นได้ฟังเทศน์ลำดับญาณ ช่างง่ายดายและรวดเร็วอะไรปานนั้น อุจจาระสุกรอุจาระสุนัข (ขี้หมูขี้หมา) ก็บรรลุเป็น พระโสดาบัน กันเป็นแถว ๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังพยายามคุยโวโอ้อวดยกตนข่มท่าน (แม้จะเป็นนัย ๆ ) เพื่อให้ผู้อื่นเห็นจนรู้ได้เจ๋ง ๆ ว่า ท่านได้บรรลุญาณขั้นสูงแล้ว แท้ที่จริงแล้ว ปัญญาที่จะเห็นธรรมของท่านเหล่านั้น ยังไม่เกิดแก่ท่านเหล่านั้นแม้แต่กะจิ๊ดเดียว....แค่ฟังเทศน์ลำดับญาณแล้วก็ลองเทียบเคียงกับสิ่งที่ตัวเองประสบมาจากการปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สำคัญอาว่าตนได้ญาณชั้นโน้นชั้นนี้แล้ว เท่าที่เคยประสพ เบื้องต้น "พระเสขะ" เหล่านั้นต่างพยายามโออวดว่า..... ๐นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในนามรูปนั้นเกิดขึ้นกับตนแล้ว ๐มุญจิตุกัมยตาญาณ ความปรารถนาที่จะไปให้พ้นเสียจากนามรูปนั้นเกิดขึ้นกับตนแล้ว ๐สังขารุเปกขาญาณ ความรู้แจ้งที่สามารถวางเฉยในนามรูปได้เกิดแก่ตนแล้ว ๐อนุโลมญาณ ความรู้แจ้งอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่ความหยั่งรู้อริยสัจ น้อมตรงเข้าสู่ นิพพานได้เกิดขึ้นกับตนแล้ว แถมบางท่านได้พยายามบอกเป็นนัยว่า ตัวท่านนั้น ได้ก้าวล่วงเข้าถึง... ๐โคตรภูญาณ ตัดโคตรปถุชนเข้าสู่โคตรของพระอริยบุคคลแล้ว !!! ที่ผมว่าน่าเศร้าใจ...ก็เพราะท่านเหล่านั้นไปเข้าคอร์ส อบรมกรรมฐานกันมาท่านละไม่กี่คอร์ส ๆ ละไม่กี่วัน ก็บรรลุธรรมระดับสูงกันได้โดยถ้วนหน้า อย่างนี้ไม่ให้น่าเศร้าแล้วให้น่าอะไร และที่ผมเข้าใจถึงการบรรลุของท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ก็เพราะ....เมื่อผมลองเอาตัวเองวางลงใน ช่องแห่งธรรมะ หลังจากตัวเองที่ได้ปฏิบัติธรรมมาพอสมควร แล้วพิจารณาดูก็ พาล จะบอกตัวเองได้ว่า เรานี้... นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในนามรูป ดูเราก็เบื่อหน่ายแล้ว มุญจิตุกัมยตาญาณ ความปรารถนาที่จะไปให้พ้นเสียจากนามรูป นึก ๆ ดูก็ปรารถนามานานแล้ว สังขารุเปกขาญาณ ความรู้แจ้งที่วางเฉยในนามรูป ก็ว่าเรารู้สึกวางเฉยมาตั้งนานแล้วเช่นกัน จะอยู่จะตายไม่สนใจแล้ว อนุโลมญาณ ความรู้อันเป็นไปโดยอนุโลมแก่อริยสัจ น้อมตรงเข้าสู่ นิพพาน...โอ้ย...น้อมจิตเข้าไปนานแล้ว .....เอ ....โคตรภูญาณ....เราก็น่าจะถึงแล้วนะเนี่ย ก็เมื่อเราเองยัง ตู่ตัวเอง ได้ขนาดนี้...อือ....ไม่แปลกหรอกที่คนอื่นจะตู่ตัวเองได้บ้าง...เหมือนเรา....ไม่ได้เหมาเอาโดยรวมนะ .....แต่เหมาฉพาะพวกตู่ในธรรมเท่านั้น จึงได้รู้แจ้งในอันตรายแห่ง วิปัสสนึก...วิปัสสนาที่ปราศจากปัญญาโดยสิ้นเชิง .....ว่าเป็นอันตรายแก่ตนใหญ่หลวงนัก ตอบโดย: โยมเล็ก 13 ม.ค. 49 - 19:30 |
ขออนุโมทนาคุณโยมเล็กครับ ขอให้เจริญในธรรมครับ ตอบโดย: zen 14 ม.ค. 49 - 14:17 |
คือ ถ้าเราทำอานาปานสติ แล้ว เราหลับตาด้วยนี่ ถือ ว่าทำผิดคำสอนตั้งแต่ต้นแล้วใช่หรือป่าวครับ เพราะ ว่าพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้บอกไว้ว่า ให้หลับตาด้วย แบบนี้ ต้องเริ่มใหม่เลยใช่หรือป่าวครับ ตอบโดย: jukapun 14 ม.ค. 49 - 18:16 |
จริงๆมันจะหลับตาหรือลืมตาก้ได้ครับ แต่หลับตามันตั้งสมาธิได้ง่ายกว่า ถ้าคุณลืมตาเห็นภาพ จิตยังไม่นิ่งพอมันก็เป็นสมาธิยากครับ ตอบโดย: หนุ่มน้อย 14 ม.ค. 49 - 18:19 |
ขอบคุณ โยมเล็กครับ ที่ติดตามกระทู้นี้ ก็จริงอย่างโยนเล็กกล่าว ที่ในปัจจุบันนี้ผู้ที่ฝึกสติปัฏฐานแนว ยุบหนอ-พองหนอ ปฏิบัติเกิดอะไรนิดอะไรหน่อยก็ เป็น อุทยัพพยญาณ(ญาณที่ 4)แล้ว หรือไม่ก็ นิพพิทาญาณ(ญาณที่ 8)แล้ว หรือไม่ก็ สังขารรุเบกขาญาณ(ญาณที่ 11)แล้ว บางที่ก็โน้น มรรคผลนิพพานไปแล้ว แต่ผมก็เคยเป็นครับและหลงมาแล้วดังที่ผมเล่ามา เป็นสิ่งที่น่าระอายครับ แต่ก็มันเป็นธรรมชาติของกิเลสครับ เมื่อไหรไปยึดถือขั้นยึดถือลำดับด้วยความลำพอง หรือยกตน หรือด้วยความหลงยึดว่ารู้สึกดีเพราะถ้าไม่มีที่ยึดจะสิ้นหวังหรือเหมือนลดค่าตัวตนลงมา เมื่อกิเลสมี สิ่งนี้ก็ยังมีอยู่และปรุงแต่งอยู่ในจิตในใจเป็นธรรมดาครับ อยู่ที่ว่าผู้นั้นจะพอมีสติปัญญา เห็นถึงกิเลสตน เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดจากการยึดมั่นนั้นหรือไม่ ถ้าพอมีปัญญาอยู่ ก็จะไม่กล่าววาจาล่วงเลยไปถึงมรรคผลนิพพานที่ไม่ได้เป็นจริงในตน แต่กล่าวเรื่องญาณต่างๆ ตั้งแต่ญาณ 11 ลงมานั้น เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนโดยเฉพาะที่เป็นฆารวาส สุดท้ายผมขอ อนุโมทนาสาธุ ตอบโดย: Vicha 16 ม.ค. 49 - 09:34 |
ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 ดีๆ นี้เอง เป็นวิปัสสนานี้เอง ...คำคำนี้ จริงตรงตามพระพุทธวจนะหรือไม่ พิจารณาตรงคำว่า สติปัฏฐาน 4 ดีๆ นี้เอง เป็นวิปัสสนานี้เอง โดยเทียบกับที่ตรัสว่า โพชฌงค์ทั้ง ๗ ย่อมบริบูรณ์ เมื่อ สติปัฏฐานทั้ง ๔ บริบูรณ์ และที่ตรัสว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔ บริบูรณ์ เมื่ออานาปานสติ (พิสดาร ๑๖) บริบูรณ์ และที่ตรัสว่า ฯลฯ ...เมื่อเขาทำอริยอัฏฐังคิกมรรค ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ สติปัฏฐานแม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ สัมมัปปธานแม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ อิทธิบาทแม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ อินทรีย์แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ พละแม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ โพชฌงค์แม้ทั้ง ๗ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ ธรรมทั้งสองคือสมถะ และ วิปัสสนา ของเขานั้น ย่อมเป็นธรรมที่เคียงคู่กันไป บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง (คืออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕) ... ฯลฯ ย่อมละ (อวิชชา ภวตัณหา) ด้วยปัญญาอันยิ่ง ...ฯลฯ ธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งคือ สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย ธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง คือ วิชชา และวิมุตติด้วย (สำนวนแปลเต็มๆ พระสูตรนี้-อุปริ ม. เล่มที่ ๑๔ หน้า ๕๒๓-๕๒๖ ข้อที่ ๘๒๘ -๘๓๑ โปรดดูเอาเองฯ) ลองพิจารณาดูว่า ตรงกับคำคำว่า ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 ดีๆ นี้เอง เป็นวิปัสสนานี้เอง ....หรือไม่ ..เมื่อตรัสว่า ...ธรรมทั้งสองคือสมถะ และ วิปัสสนา ของเขานั้น ย่อมเป็นธรรมที่เคียงคู่กันไป สรุป ถ้ากล่าวใหม่ว่า ..สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้เอง (โดยระบบอานาปานสติสมาธิ หรืออานาปานสติ ๑๖) นี้เอง ที่คือสมถะด้วย วิปัสสนาด้วย ...น่าจะตรงตามพระพุทธวจนะมากกว่า คำคำว่า ...ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 ดีๆ นี้เอง เป็นวิปัสสนานี้เอง .(ขาด สมถะ ไป) ลองพิจารณาดู ตอบโดย: นิรนาม41 16 ม.ค. 49 - 10:11 |
ผมขอพิมพ์อะไร นิดๆ หน่อยนะครับคุณ นิรนาม 41 ไม่ว่าอะไรกันนะครับ ถ้าฟุ้ง แล้วเห็นเท่าทันฟุ้ง ก็คงไม่มีอะไรหรอกครับ อ่านไปศึกษาไปปฏิบัติไปก็จะเจริญขึ้น และขอรับทราบที่กรุณา ชี้แจงนะครับ ตอบโดย: Vicha 16 ม.ค. 49 - 13:12 |
ถามคุณ นิรนาม และ คุณวิชาครับ //ผมเป็นใครหรือครับ ทำไมจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่นดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง คือทำไมต้องสื่อความคิด(จิต)ของผมไปด้วยทั้งๆที่ไม่บรรลุอะไรกับเขาสักที แล้วสมมุติการรู้ว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์1ในสองทีบารมีเต็มแล้วแล้วควรเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติตัวหรือไม่ครับ แล้วอีกคนคือใตรตรับ ตอบโดย: วชิระ45 16 ม.ค. 49 - 19:59 |
ถามคุณวิชาด้านข้อมูลเอกสาร(เผื่อรู้บ้าง) แต่ถามคุณนิรนามขอเจโต เพราะรู้สึกว่า ไม่ค่อย จะมีพระอเสขะใดๆอยากให้ปกปิดไว้ก่อนเท่าไหร่เลยครับ ตอบโดย: วชิระ45 16 ม.ค. 49 - 20:11 |
ผมเป็นใครหรือครับ ทำไมจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่นดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง คือทำไมต้องสื่อความคิด(จิต)ของผมไปด้วยทั้งๆที่ไม่บรรลุอะไรกับเขาสักที แล้วสมมุติการรู้ว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์1ในสองทีบารมีเต็มแล้วแล้วควรเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติตัวหรือไม่ครับ แล้วอีกคนคือใตรตรับ เมื่อถามผม ผมก็อาศัยพุทธวจนะที่เกิดมาจากจิตที่สิ้นอวิชชา ราคะ โทสะ โมหะแล้วอย่างถาวร ตอบคำถามที่ถามนั่น (ไม่ทราบว่าตามมติของคุณวชิระ45 พระพุทธองค์จะทรงมีจิตพิเศษยอดยิ่งยวดกว่า ใครๆ รวมทั้ง ผู้นั้น ที่คือ "ผมเป็นใครหรือครับ ทำไมจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่น" ด้วย) ดังนี้ (๑) คำว่า ...ผมเป็นใคร ...ก็คือ สิ่งปรุงแต่งชนิดหนึ่ง ไงครับ ...ผมเป็นใคร ตรงกับที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสว่า บุรุษนี้ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ทั้งหลาย ๖ ประการ ไงครับ ...ตกลง จะพิเศาแค่ไหน ก็แค่ ธรรมดาคือธรรมชาติที่ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ทั้งหลาย ๖ ประการ ทีนี้ (๒) คำว่า ...ทำไมจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่น ก็เพราะ สิ่งปรุงแต่งนั้นหรือธาตุ ๖ อย่านั้น ...สำคัญมั่นหมายแล้วว่า ฉันมี........"จิตที่พิเศษ ไม่เหมือนคนอื่น" ...ถ้าพิเศษจริง ก็จะไม่สำคัญมั่นหมายว่า ฉันเป็นใคร หรือผมเป็นใคร ที่ มีจิตพิเศษ ไม่เหมือนใครๆ ฯลฯ ทีนี้ รู้ได้อย่างไรว่า ตนเองมีจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่นนั้น จิตนั้นเป็นจิตที่พิเศษจริงๆ ถ้า ใครนั้นตอบกลับว่า ...ก็เพราะ "ฉันรู้อยู่ไง" .........จึงพิมพ์ว่าทำไมจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่น ให้รู้ แล้วก็ ..."คุณ(นิรนาม41) นะไม่รู้ตามที่ผมรู้หรอก (เพราะว่า ...เป็นใบลานเปล่า หรือว่า ไม่ได้เป็นนักปฏิบัติ หรือว่า ฯลฯ...) ประเด็น ......ถ้าฟุ้ง แล้วเห็นเท่าทันฟุ้ง ....แบบนี้ จิตไม่พิเศษอะไรเลย นะครับคุณวชิระ45 เพราะจิตพิเศษ มีหลายจิตครับ จิตพิเศษชนิดหนึ่ง ได้แก่ ...จิตที่สามารถ ทำตามที่ตรัสว่า สติกั้นกระแส (ก่อนที่จะฟุ้ง) เหล่านั้น (สิเตสัง นิวารณัง) .........แค่นี้นะครับ ตอบโดย: นิรนาม41 16 ม.ค. 49 - 20:28 |
ผมก็ตอบคุณ วชิระ45 นะครับ ผมขอตอบแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ จากคำถาม ผม(คุณวชิระ45)เป็นใครหรือครับ ตอบ ก็คุณวชิระ45 เป็นคนคนหนึ่งครับ และผม(Vicha)ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งครับ และจากคำถามที่ว่า ทำไมจิตพิเศษไม่เหมือนคนอื่นดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง คือทำไมต้องสื่อความคิด(จิต)ของผมไปด้วยทั้งๆที่ไม่บรรลุอะไรกับเขาสักที ตอบ เพราะคุณวชิระ45 ได้ปฏิบัติธรรม จึงทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางจิตและอารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเองของผู้ปฏิบัติธรรมถึงจุดหนึ่ง ปรุงแต่งมากก็อาจฟุ้งจนวิปลาสได้ชั่วคร่าว ปรุ่งแต่งน้อยก็ให้เกิดปัญญารู้ว่าธรรมชาตินี้มีอยู่ เมื่อสติสมาธิถึงจุดหนึ่ง และจากคำถามที่ว่า แล้วสมมุติการรู้ว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์1ในสองทีบารมีเต็มแล้วแล้วควรเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติตัวหรือไม่ครับ แล้วอีกคนคือใตรตรับ ตอบ การจะรู้ว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์นั้น แบ่งข้อใหญ่ๆ ดังนี้ 1.ได้รู้ได้เห็นแค่คุณ จากข้อมูล แล้วศรัทธา ประสงค์จะเป็นอย่างมากมหาศาล เกิดปีติที่มากมาย 2. ได้ปฏิบัติธรรมจนถึง สังขารุเปกขาญาณ จึงได้ทราบถึงความประสงค์เก่าก่อน เมื่อทราบแล้วปัญญาเท่าที่มีนั้นแหละจะเป็นตัวนำในการปฏิบัติตัวและการดำรงณ์ตน ไม่ใช่ความอยากจนหลงแล้ววิปลาสไป ปัญหาเรื่องฐานะของพระโพธิสัตว์อันเป็นสัจจะธรรมที่ถูกต้องแน่นอน เป็นปัญหาละเอียดอ่อนรู้ได้เฉพาะตัวถ้ามีปัญญา เช่น รู้ตัวว่าเป็นโพธิสัตว์ เมื่อจิตศรัทธาปรารถนาแรงกล้า แล้วดำรงณ์จิตดำรงณ์ตนตามที่ปรารถนาไม่ได้ปรุงแต่งอะไรก็คงไม่วิปลาส แต่ถ้ารู้ว่าเป็นโพธิสัตว์ ปรุงแต่งไปว่าตนได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว เกิดเป็น 2. กรณี 1. ถ้าเป็นสัจจธรรมจริงก็ไม่มีปัญหาอะไร? ถึงจะมีการปรุงแต่งอยู่บ้างในระยะต้น เพื่อยืนยันในสัจจะธรรมนั้น แล้วสุดท้ายปัญญานั้นก็จะเป็นตัวนำให้ดำรงณ์ตนอยู่ได้อย่างปกติ โดยไม่วิปลาสไป 2. ถ้าไม่เป็นจริง แต่เกิดไปปรุงแต่งยึดมั่วว่าได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว ก็จะมีการปรุงแต่งมากมายหาที่สุดที่จบของใจที่ดิ้นรนไม่ได้ เมื่อยังไม่วางใจ เกิดอาการวิปลาสให้เห็นบ่อยและถี่ จนวางใจได้ว่า ไม่น่าจะจริง หรือไม่จริง ก็จะปรับตัวเข้าสู่ปกติ สำหรับคำถามของคุณ วชิระ45 นั้นลึกเข้าไปอีกคือ สำคัญว่าเป็นโพธิสัตว์ 1 ใน 2 ที่บารมีเต็มแล้ว ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์อมาก่อนเลย เมื่อยึดมั่นถือมั่นอยู่ก็จะวิปลาส(ไม่ใช่บ้า แต่พฤติกรรมการกระทำความคิดผิดเพียนไป) เมื่อเป็นมากๆ ก็มีโอกาศบ้าได้ ถ้าได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว แต่เข้าใจผิด ก็จะปรุงแต่งจนเกือบวิปลาส แล้วปัญญาก็จะบังเกิดให้รู้ว่าตนเองควรอยู่ที่ตรงใหน? เพราะถ้ายึดมั่นตรงที่ไม่จริงแล้วจะผิดเพียนเป็นประจำ ดังนั้นพฤติกรรมของตนเองนั้นแหละเป็นตัวบอกเป็นตัวเตือนถ้ายังพอมีสติและปัญญาอยู่ ไม่มีใครบอกได้ มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้แต่พระอริยที่ทรงอภิญญาจะบอกได้ก็เพียงแค่ว่าได้รับพุทธยากรณ์แล้วหรือยังเมื่อญาณของท่านไปถึงได้ หรือจะตรัสรู้เมือไหรเมื่อญาณของท่านไปถึงเท่านั้น แต่ถ้ากาลเวลานั้นล่วงเลยไปจากญาณอภิญญาของพระอริยทรงอภิญญา ก็ไม่สามารถบอกสิ่งใดได้ จากคำถามที่ว่า แล้วสมมุติการรู้ว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์1ในสองทีบารมีเต็มแล้ว ดังนั้นอีกคนคือใคร ตอบ พระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ก็มีแต่ พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตตรัย ดังนั้นอีกคนก็พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตตรัย ดังนั้นผู้ที่ ยึดมั่นว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ 1 ใน 2 ที่บารมีเต็มแล้ว จิตก็จะต้องพิสุจน์ตนเองอีกมากมาย ถ้าเกิดมีสติปัญญาขึ้น มีความตั้งมั่นมากขึ้น มีความเป็นปกติสุขในฐานะนั้น และดำรงณ์จิตได้อย่างถูกต้อง ก็ถือว่าเป็นสิ่งดี แต่ถ้าเกิดภาวะที่วิปลาส ทั้งทางการกระทำและความคิด มีความผิดเพียนขึ้น ถ้ามีสติปัญญาพอรู้ตัวก็จะปล่อยวางไม่ไปหวังในฐานะอันไม่เป็นจริงนี้ แต่ถ้าไม่รู้ตัวก็จะวิปลาสไปเรือยๆ จนที่สุดจนรู้ฐานะตนเองหรืออาจจะบ้าได้ ผมตอบคุณ วชิระ45 เสียละเอียดเลยครับ ตอบโดย: Vicha 17 ม.ค. 49 - 09:50 |
ขอโทษนะครับ "การเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 " คืออะไรครับ ไม่เห็นรู้เรื่องเลยครับ ช่วยอธิบายหน่อยครับว่า ปี45มีอะไร ตอบโดย: ปริชญา 17 ม.ค. 49 - 12:43 |
ยินดีในความคิดเห็นนะครับ จะนำมาปฏิบัติ แต่ผมไม่ได้รู้เองหรอกครับ ฟังท่านอื่นๆมานะครับ บางทีก็ฟุ้งบ้างเป็นธรรมดา // ปี45 ก็คือปีที่มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตให้เริ่มมีการรู้สึกตัวโดย ธรรมชาติไงครับ รึผมเข้าใจผิดก็ไม่รู้วานอธิบายด้วยก็ได้นะครับ จะขอบคุณมาก ตอบโดย: วชิระ45 17 ม.ค. 49 - 19:26 |
ตอบคุณ วชิระ45 ตามธรรมดา การปารถนาพุทธภูมิ นั้นต้องเริ่มจากการรู้ตนเองก่อนด้วยพฤติกรรมของตนเอง จนเป็นความปรารถนาของตนเองครับ จึงมีความศรัทธาตั้งมั่นที่ดีครับ ยกเว้นนิกายมหายานนะครับ กระทุ้นให้ผู้คนปรารถนา โดยที่ไม่ได้เริ่มที่พฤติกรรมของตนเองที่เป็นความปรารถนาภายใน และมีเว็บบางเว็บที่เป็นเถรวาท ได้กระทำคล้ายๆ กับมหายาน ทักทายไปทั่วแล้วกระทุ้นให้เกิดการปรารถนาพุทธภูมิ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิจริงๆ จะมีอย่างหนึ่งที่มากกว่าคนทั่วไปที่เห็นได้ชัดคือ ความศรัทธาที่มาก และความศัรทธานั้นจะหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด เป็นสิ่งที่ดีทำให้ผู้นั้นสร้างสมบารมีไปเรื่อยๆ ได้ตลอด แต่เมื่อเข้าใจผิดหลงผิดคือขาดปัญญา ด้วยความศัทธาที่มากก็จะทำให้ผู้นั้นกระทำหรือคิดและจินตนาการที่บิดเบียวผิดพลาดวิปลาสโดยไม่ยั่งคิดไปได้ ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายครับ แต่สำหรับผู้ที่ปรารถนาน้อยๆ ศรัทธน้อยๆ อยู่ ก็คงไม่มีอะไรเกิดรุ่นแรงครับ แต่ก็จะพลอยศรัทธาตามไปกับผู้ปรารถนามากๆ ครับ ถ้าผู้ที่ปรารถนามากๆ หลง ก็จะทำให้ผู้ปรารถนาน้อยที่ศรัทธาหลงตามไปด้วยครับ ซึ่งเป็นธรรมดาของคำว่ากลุ่มหรือความสัมพันธ์ของกลุ่มครับ ตอบโดย: Vicha 18 ม.ค. 49 - 09:47 |
ประเด็น ....การเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง คือทำไมต้องสื่อความคิด(จิต)ของผมไปด้วยทั้งๆที่ไม่บรรลุอะไรกับเขาสักที พยัญนะข้างบนนั้น ...บอกว่า .........คุณวชิระได้รู้สึก (แบบไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)ว่า ได้เกิดมีจิตอีกประเภทหนึ่งขึ้น ....ที่คือ "การเปลี่ยนแปลงทางจิต" (เมื่อ พ.ศ. 2545) เกิดขึ้นใหม่ "แทนจิตเดิม - ก่อน พ.ศ. 2545" ........ทั้งๆ ที่ รู้สึกว่า (ตามพยัญชนะที่เสนอว่า) .."ไม่บรรลุอะไรกับเขาสักที" ........แล้วก็ ถามว่า "ทำไมต้องสื่อความคิด(จิต)ของผมไปด้วย" พิจารณาคำถาม (๑) "ทำไมต้องสื่อความคิด(จิต)ของผมไปด้วย" คำถามนี้ ........."ทำไม" คุณวชิระ45 ไม่อาศัย "การเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์ (ที่ชื่อวชิระ 44) เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง " ตอบคำถามนี้ ........ให้ผมได้รู้ละครับ หรือว่า ที่ถามแบบนี้นั้น จริงๆ แล้ว ก็คือ การบอกให้รู้ว่า ....ฉันเป็นผู้มีจิตพิเศษคนหนึ่งนะ ด้วยอำนาจของอวิชชา ตามที่ตรัสว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ฯลฯ ....ฯลฯ เพราะเวทนา(รู้สึกซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางจิตนั่นแหละ) เป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ฯลฯ ....ฯลฯ ..........คุณวชืระ 45 ลองพิจารณาดูไหม.........พิจารณาด้วย จิตอื่นที่ไม่ใช่ ...การเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง เช่น .........จิต ที่ ประกอบด้วย สัมมาสมาธิในองค์มรรค ที่แวดล้อมด้วยมรรคอีก ๗ องค์ ตามที่ตรสใน มหาจัตตารีสักกสูตร .............ก็จะเป็นทางมาของคำตอบ ที่แตกต่าง ฯลฯ (๒) .."ไม่บรรลุอะไรกับเขาสักที" พยัญชนะนี้ ...มีนัยยะ กล่าวคือ เพราะอำนาจของ การเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง นั้น ......เป็นปัจจัย .....ทำให้ รู้อยู่แก่จิตเช่นนั้นว่า ...ไม่บรรลุ ถึงความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ฯ ส่วนเรื่อง.......แล้วสมมุติการรู้ว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์1ในสองทีบารมีเต็มแล้ว ฯลฯ นั่น ระวังนะครับ จะสับสน หรือผิดฝาผิดตัว ระหว่าง เถรวาท กับ มติมหายานเขา ....เรื่อพระโพธิสัตว์ ฯ เพราะ โพธิสัตว์ตามพุทธปัญญานั้น ไม่ว่ากำหนดแบบ มหายานนิยม หรือกำหนดแบบ สรวาสติวาทิน (ที่นิยมพระอภิธรรม และ วิสุทธิมัคค์) หรือโพธิสัตว์แบบไหนๆ ...ในที่สุดแล้ว ต้องได้แก่ สัตว์ที่กำลังอะไรๆ กับ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เสมอ ...แหละนั่นคือ ความหมายของคำว่า โพธิสัตว์ ........แน่นอน ความหมายของโพธิสัตว์ข้างบนนั้น ........เป็นคำที่ผมเสนอเอง ...ไม่มีพระพุทธวจนะตรัสไว้ในพระสูตรไหน ลองพิจารณาดู สรุป โพธิสัตว์ ไม่ว่า จะกำหนดแบบไหน ในที่สุดแล้ว ก็คือ สัตว์ที่กำลัง เนื่องกับ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เสมอ ........แล้วก็ อนัตตาด้วย การเปลี่ยนแปลงทางจิตเมื่อ 45 ...จึงไม่เนื่องกับ โพธิสัตว์ (สัตว์ที่กำลัง เนื่องกับ โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ...เพราะดูจาก พยัญชนะที่เสนอเองว่า ....แต่ผมไม่ได้รู้เองหรอกครับ ฟังท่านอื่นๆมานะครับ บางทีก็ฟุ้งบ้างเป็นธรรมดา // ปี45 ก็คือปีที่มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตให้เริ่มมีการรู้สึกตัวโดย ธรรมชาติไงครับ รึผมเข้าใจผิดก็ไม่รู้วานอธิบายด้วยก็ได้นะครับ จะขอบคุณมาก หมายเหตุ ไม่เห็นโทษของ จิตฟุ้ง หรือครับ / ไม่เห็นอุบายออกจาก ฟุ้ง หรือครับ แล้ว จะ เป็นธรรมดาคือฟุ้งบ้าง ไปถึงไหน? แล้วที่ไม่ฟุ้งนะ ...ไม่ฟุ้งแน่หรือ? ตอบโดย: นิรนาม41 18 ม.ค. 49 - 10:15 |
ผมก็มีเพื่อนคนนึง เดี๋ยวนี้วุ่นวายแต่เรื่องวิ่งแก้ดวงเมืองดวงประเทศ เที่ยวหาหมอดูบ้างฤาษีบ้าง ว่าอยากให้เทพ พรหม ช่วยเหลือตัวเค้าและ บ้านเมือง การงานก็ไม่ค่อยจะได้ทำ ทำเดี๋ยวก็ต้องออก เค้าบอกว่าเทพ พรหม แกล้งเค้าให้ออกจากงาน เพราะต้องการสื่อเค้าให้ช่วยประเทศอะไรทำนองเนี๊ยะครับ แรกๆเค้าก็ว่าเค้าเป็นโพธิสัตว์อะไรไม่รู้จำไม่ได้ หลังๆเค้าก็ว่าเค้าเป็นลูกพระศรีอารยเมตไตร เดี๋ยวนี้เค้าบอกเค้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์ในการข้างหน้า แถมด่าพระพุทธเจ้าว่าทำไมมาแกล้งเค้าอย่างนี้ ด่าหยาบๆคายๆ ผมก็ไม่รู้จะทำไง ทำไมบอกว่าจะให้เค้าเจอเนื้อคู่แล้วก็ให้คลาดเคลือนไปได้เป็นสิบๆคนอะไรทำนองนี้ครับ บางทีก็เอาพระอริยะมาเปรียบเทียบเหมือนเป็นสิ่งของ องค์นี้กระจอกสู้องค์นี้ไม่ได้ องค์นี้อย่างนั้น องค์นั้นอย่างนี้ ขับรถอยู่มีรถแซงมาอยู่ข้างหน้าทะเบียนมีเลข 11 ก็บอกเลขพระพุทธเจ้า ต้องมี สัญญาณอะไรสักอย่างจากท่านอะไรทำนองนี้ ฝนตกลงลงมาโดน1เม็ดก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ทั้งที่มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ผมบอกเค้าไม่ได้เค้าแรงมากครับ เค้าเชื่อสุดโต่งเลยว่าต้องเป็ฯอย่างนี้จริงๆ มีทีนึงเค้าถามผมหลังจากที่เค้าบ่นๆว่า เค้าก็ไม่อยากเป็นแบบนี้หรอกแต่เบื้องบนจัดฉาก เค้าถามว่าถ้าเป็นผมๆจะทำอย่างไร ผมก็ตอบเค้าไปว่า ถ้าเป็นผมๆจะไม่เชื่อเรื่องที่เค้าเชื่อ แต่จะสนใจปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนมากกว่านี้ อีกอย่างผมคิดว่าจะเป็นทุกข์มากกว่าถ้าเค้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ครับ แต่ก็ไม่รู้จะบอกอย่างไร เค้าแรงมากๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยมีใครคบเค้าเท่าไหร่ ก็เหลือผมนี่แหละที่เค้าจะโทรมาระบาย ผมก็ได้แต่"อือๆๆ"เท่านั้น คิดว่าสักวันเค้าเปิดรับขึ้นมาก็จะอาศัยหาจังหวะสอดแทรกไปทีละนิด เพราะว่าบอกไปตอนนี้เค้าคงเลิกคบผมแน่ๆ เพราะมีคนพูดกับเค้าหลายคนแล้ว โดนทุกคน!!! ตามความคิดผมๆคิดว่า ปฏิบัติตามคำสอนให้ละกิเลสให้หมดหรือไม่หมดก็ให้เบาบางดีกว่าครับ เพราะถ้าพลาดไปแบบเพื่อนผมก็คงต้องเสียเวลาชีวิตไปอีกนาน ตอบโดย: ปริชญา 18 ม.ค. 49 - 13:43 |
เข้ามายิ้ม ผมเองก็เป็นครับแต่เป็นในระยะแรก ในแง่ของความนึกคิคและอารมณ์ที่อยู่ภายใน ไม่โพร่งออกมาทางวาจาหรือการกระทำจนผิดปกติไปมากมาย เพราะจิตเองนั้นแหละต้องการหาต้องการพิสูจน์ข้อมูลต่างๆ จึงปรุ่งแต่งไปต่างๆ นานา อยู่หลายปีจนได้ข้อมูลประสบการณ์ทางอารมณ์ต่างๆ มากมาย แต่เพราะด้วยปฏิบัติธรรมวิปัสสนาควบคู่กันไป สิ่งต่างๆ ก็เฉลยออกทีละเปาะๆ แล้วเมื่อปล่อยวางถึงที่สุดก็สงบและเป็นปกติเข้าใจในธรรมชาตินั้น นั้นเองครับ ปัญหาของผู้มีศรัทธามาก แล้วความคิดและจินตนาการบิดเบียวเพื้ยนๆ ไป ก็เกิดจากการไม่รู้จักระงับใจ ระงับวาจา ระงับกาย ปล่อยให้ไหลตามกระแสของความปรารถนาความประสงค์การจินตนาการในสิ่งที่ศรัทธาจนสุดๆ ไม่เฉลียวใจพิจารณา เมื่อเป็นอย่างนี้ก็คือความหลงดีๆ นี้เอง ครับ จึงเกิดธรรมที่กล่าวว่าต้องคู่กันคือ ศรัทธา ตัองคู่กับ ปัญญา จึงไม่หลงไปไกล ระงับกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติได้ สมาธิ ต้องคู่กับ สติ จึงกำหนดภาวนาเท่าทันเป็นปัจจุบันได้ ไม่เช่นนั้นจะเข้าสู่ความง่วงหนาวนอน หรือจะเข้าความนิ่งอยู่อย่างเดียว ตอบโดย: Vicha 18 ม.ค. 49 - 15:43 |
เรียนคุณปริชญา ผมเห็นด้วยกับเพื่อนคุณในแง่ของทุกอย่างมันเกิดจากเหตุและปัจจัยครับ คุณต้องเคยทำกรรมอะไรบ้างอย่างมาก่อนหน้านี้ ทำให้คุณได้รับผลกรรมในปัจจุบัน แต่คุณก็สามารถเลือกที่จะทำกรรมขาว หรือ กรรมดำในปัจจุบันได้ครับ มันก็จะส่งผลให้คุณในอนาคตนะ ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรม หรือหลีกหนีกรรมได้ครับ แต่ทำให้กรรมนั้นไม่ส่งผลมาหรือลดความรุนแรงได้ครับ โดยทำความดีนะ และอีกอย่างหนึ่งวิธีของเพื่อนคุณที่ไปบนตามที่ต่างๆ นั้นมันไม่ได้ช่วยให้ทุกข์น้อยลงเลย เพียงแต่เรายอมรับความจริงตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ ก็ทุกข์น้อยลงแล้วครับ ตอบโดย: คนไม่มีอะไร 18 ม.ค. 49 - 15:45 |
ขอต่ออีกนิดหนึ่งนะครับ ปัญญา ต้องคู่กับ สมาธิ ไม่เช่นนั้นจะฟุ่งซ้านไปตามอารมณ์ความคิดหาจุดจบได้ยาก ตอบโดย: Vicha 18 ม.ค. 49 - 15:49 |
ขอรบกวนถามครับท่าน ผมจับคู่ตามทฤษฎีที่รู้มา---ไม่ใช่ที่เห็นจริง...ไปว่า สัทธา------------วิริยะ------------สติ----------สมาธิ-------------ปัญญา |.......................|.....................| |..............................................|.............................................| คือ ถ้าสมาธิมากจะขี้เกียจต้องเพิ่มวิริยะความเพียร ......เมื่อผมพยายามตามดูลม...ฟุ้งซ่าน ไปเรื่อยๆ...พยายามรู้สึกตัวว่าเผลอ...แล้วยังไม่ทันสงบปวดชาขาก่อนแล้ว...มาดูความปวดแทน....ไม่ไหวแล้วเลิก...ทุกทีเลยท้อแท้... ไม่มีทั้งสมาธิและความเพียร...ขอกำลังใจและคำแนะนำครับท่าน ตอบโดย: ธนัส 18 ม.ค. 49 - 17:16 |
"การเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษย์ (ที่ชื่อวชิระ 44) เมื่อปี45 เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง " ตอบคำถามนี้ ........ให้ผมได้รู้ละครับ//นิรนาม/*ก็ตอบตามสมมุตินะครับ ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ หรือจะเรียกตามคุณ นิรนามก็คือการปรุงแต่งของจิตผมเอง(จนเป็นอุปาทาน) แต่ผมคิดว่าสิ่งแวดล้อมปรุงแต่งผมมาก100 ผมเอาแค่50-60 %เท่านั้นนะครับ และกำลังทอนมันลงเรื่อยๆ แต่มันน่าจะคนละเรื่องกับ(คำถาม)จิตพิเศษเพราะคุณก็ทราบดีแม้นัยของปรมัตก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ค่อยยึดมั่นมาก รู้ไว้เพื่ออาจมีประโยชน์ครับ /วิชา/ การวิปลาส ก็คงไม่น่าเกิดขึ้นกับผมนะ ถึงมีสิ่งบอกเหตูที่เป็นรูปธรรมจริงๆ หรือเป็นอะไรก็ตามนั้นขึ้นมาจริงๆ ผมก็รู้ตัวอยู่ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้แล้ว(เพราะตอนนี้ก็สุดๆ แล้ว) ตอบโดย: วชิระ45 18 ม.ค. 49 - 19:34 |
อ้างอิง (ธนัส @ 18 ม.ค. 49 - 17:16) ขอรบกวนถามครับท่าน ผมจับคู่ตามทฤษฎีที่รู้มา---ไม่ใช่ที่เห็นจริง...ไปว่า สัทธา------------วิริยะ------------สติ----------สมาธิ-------------ปัญญา |.......................|.....................| |..............................................|.............................................| คือ ถ้าสมาธิมากจะขี้เกียจต้องเพิ่มวิริยะความเพียร ......เมื่อผมพยายามตามดูลม...ฟุ้งซ่าน ไปเรื่อยๆ...พยายามรู้สึกตัวว่าเผลอ...แล้วยังไม่ทันสงบปวดชาขาก่อนแล้ว...มาดูความปวดแทน....ไม่ไหวแล้วเลิก...ทุกทีเลยท้อแท้... ไม่มีทั้งสมาธิและความเพียร...ขอกำลังใจและคำแนะนำครับท่าน ก่อนอธิบายและให้คำแนะนำ ขอขึ้นด้วยความเข้าใจความเข้าใจในศัพท์บัญญัติเสียก่อน เพราะความเข้าใจในศัพท์บัญญัตินี้ มีความสำคัญไม่แพ้ความเข้าใจในหลักปฏิบัติครับ คำแรกที่คุณยกมาคือ "วิริยะ" ความเพียร ซึ่งต้องเข้าใจนะครับว่าความเพียร ไม่ใช่ความ อดทน (วิริยะ =/ ขันติ) ความเพียร เป็นความเพียรเพื่อจะละความชั่ว ประพฤติความดี ความบากบั่น ความไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า perseverance = persistance แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า "ความตื๊อ" แต่เป็นความตื้อในทางทีถูกที่ควรนะครับ....ถ้าสังเกตุเหรียญพระมหาชนกของในหลวงท่าน ด้านหลังท่านจะจารึกคำอยู่ 3 คำ เป็นภาษาบาลีสะกดเด้วยภาษาไทยว่า วิริยะ กับภาษาเทวนาคลี(ภาษาสัณสกฤต-ซึ่งผมอ่านไม่ออก) และภาษาอังกฤษ คือ perseverance คำนี้นั่นแหละครับ.... ขันติ ความอดทนแปลว่าความอดทน คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ ทนเจ็บใจ, ความหนักเอาเบาสู้ เพื่อบรรลุจุดหมายที่ดีงาม (อ้างอิง...พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) สำหรับคำว่าสมาธิคงไม่ต้องแปลนะครับเพราะเข้าใจกันดีโดยถ้วนทั่วกันทุกคน ทีนี้มาดูว่า ทำไมครูบาอาจาจารญ์ท่านจึงสอนให้ปรับอินทรีย์คู่นี้ คือ "วิริยะ" กับ "สมาธิ" ให้เสมอกัน ความจริงเรื่องนี้...ก็อีกละครับ...ใคร ๆ ก็รู้...ว่า สมาธิ นั้นเป็นธรรมที่ใกล้กับ โกสัชชะ คือ ความเกียจคร้าน นั่นคือนั่งไปมาก ๆ ชักไม่อยากกระดิกกระเดี้ย ไม่อยากลุกขึ้นเดินจงกรม นั่ง ๆ ไป บางทีก็พาลหลับเอาเสียเฉย ๆ ...มีให้เห็นอยู่ถมไป ท่านจึงไล่ว่า..."หัดไปทำความเพียรเสียบ้าง"...ก็ให้ไปเดินนั่นแหละครับ และการเดินนี้ก็แก้ง่วงแก้ฟุ้งได้มากทีเดียว...แต่ก็บ่แน่ดอกนาย เดินไปหลับไปก็ยังได้ ใครจะทำไม...แต่แน่ที่สุด "การเดินจงกรม" เป็นการแก้ปวดแก้ปวดเมื่อยที่ได้ผลดี แต่สำหรับคนที่เดินมากจนเกินไปนั้น ท่านก็ว่าเป็นความเพียรที่ไม่พอเหมาะ ในขณะที่เดิน แม้สมาธิจะเกิดได้ แต่ก็เป็นสมาธิที่ไม่มีกำลัง เพราะว่าการเดินเป็นการเจริญสติเสียละมากว่า หากเอาแต่เดินหรือ "วิริยะ" มากเกินไป สมาธิก็จะไม่เจริญ ไม่มีกำลัง...และความฟุ้งซ่านอาจงอกงาม เจริญขึ้นมาได้ ท่านจึงให้เป็นสูตรสำเร็จว่า การเดินกับการนั่งนั้น ควรจะแบ่งเวลาให้ใกล้เคียงกัน เช่นคนละชั่วโมงเป็นต้น แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ครูบาอาจารย์ ท่านจะสอนให้ทนปวดเมื่อยและไม่ให้เปลี่ยนอิริยาบถนั้น ท่านมีวัตถุประสงอยู่ 2- 3 อย่าง คือ ๐ ฝึกขันติ ความอดทน....อดทนต่อความยากลำบาก เพื่อบรรลุจุดหมายที่ดีงาม ๐ เพื่อให้เห็นทุกข์ อย่างน้อยก็ให้เป็นเรื่องของทุกข์กายธรรมดา ๆ ต่อไปจะได้เห็นทุกข์ทางใจที่ละเอียดลงไป ๆ อันเป็นการเห็นธรรมในธรรม ๐ ให้เห็นเวทนาแบบจะ ๆ อันเป็นทุกขเวทนา จากนั้นท่านจะให้ทน...ทนดูมันเกิดขึ้น ทนดูมันตั้งอยู่ ทนจนกระทั่งมันดับไป...ซึ่งใครที่ผ่านบทเรียนนี้มาได้จะรู้ซึ้งว่า มันสาหัสเอาการทีเดียว... ทีนี้ก็รู้ชัดว่า...ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นั้นมันเป็นอย่างไร เวทนาที่ว่าเป็นจิตสังขาร มันหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง เวทนาปัจจยาตัณหา...เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา..วิภวตัณหา นั้นเป็นอย่างไร เป็นการเห็นตลอดแนว เห็นกายในกาย คือเห็นกระดูกที่มันเจ็บปวดแทบจะตายลงไป...แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าไม่เคยเห็นใครปวดพราะนั่งสมาธิจนถึงตายสักคน...เห็นเวทนาในเวทนา ว่าเวทนาที่ลึกเข้าไปนั้น เป็นอย่างไร เห็นธรรมในธรรม คือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อันเป็นอนัตตลักษณ์ ที่เกิดขึ้นในตัวเรานี้แหละ ที่ท่านบอกว่า ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล สรุปว่าที่คุณบอกว่า......เมื่อผมพยายามตามดูลม...ฟุ้งซ่าน ไปเรื่อยๆ...พยายามรู้สึกตัวว่าเผลอ...แล้วยังไม่ทันสงบปวดชาขาก่อนแล้ว...มาดูความปวดแทน....ไม่ไหวแล้วเลิก...ทุกทีเลยท้อแท้...ไม่มีทั้งสมาธิและความเพียร...เลยนั้น ไม่ใช่การปรับอินทรีย์ แต่เป็นความพยายามที่จะเจริญสมาธิอันเป็นสมถะ แต่มีนิวรณ์มารบกวน จึงเปลี่ยนมาเป็นการเจริญวิปัสสนาแทน คือหันมาดูความปวด...(อันมิใช่การปรับวิริยะแต่อย่างใด) เพียงแต่ทนปวดไม่ไหว จึงเลิกราไป... ก็ไม่มีอะไรผิดหรอกครับ ที่อธิบายมาน้ำท่วมทุ่งก็เพียงต้องการให้เกิดความเช้าใจว่าที่คุณได้ทำไปแล้วนั้น เป็นการทำอะไร แล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง.... ซึ่งประโยชน์ก็คือสิ่งที่คุณเอามาเล่านั่นแหละครับ...เป็นประสพการณ์ที่คุณเจอมาจากการปฏิบัติด้วยตัวเอง ปฏิบัติชอบแล้วครับ เพียงปรับความเข้าใจให้ถูกเท่านั้น สาธุ...สาธุ...สาธุ ตอบโดย: โยมเล็ก 19 ม.ค. 49 - 00:26 |
ผมขอ สาธุ สาธุ สาธุ ในคำอธิบายของคูณโยมเล็กครับ และผมขอ ยิ้ม และจากที่กล่าวว่า "ผมก็รู้ตัวอยู่ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้แล้ว(เพราะตอนนี้ก็สุดๆ แล้ว)" ก็เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าคุณวชิระ45 ไม่เลยกรอบไปกว่านี้อีกแล้ว แต่การเกิดปิติในจิตในใจมากเพราะความศรัทธา หรือรู้สึกร้อนวูบๆ วาบๆ ในอารมณ์เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับกรรมฐานหรือที่เกี่ยวกับพุทธภูมิมากระทบ ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะข่มไว้ได้ ไม่ทำให้จิตปรุงแต่งจนเลยกรอบเขต ถ้าเห็นว่ามากไปก็หยุด เปลี่ยนไปสนใจเรื่องอื่นเสีย ตอบโดย: Vicha 19 ม.ค. 49 - 08:24 |
ต่อไปผมขอสนทนากับคุณ ธนัส ครับ การที่ผมให้ สมาธิ ต้องคู่กับ สติ นั้นมีเหตุครับ เพราะเป็นเรื่องของวิปัสสนาครับ เพราะ สมาธิ ที่ประกอบกับ สติ ก็จะมีความตั้งมั่นมีความเป็นหนึ่งเท่าทันเป็นปัจจุบันอยู่ ไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือเปลี่ยนไป) ก็จะปรากฏให้ปัญญาเห็น จึงเรียกว่า สัมมาสมาธิ ดังนั้นถ้ามีสมาธิมาก สติน้อย ปัญญาก็จะไม่เห็นไตรลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ ก็กลายเป็นสมถะไปครับ อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน คือเห็นความเป็นไตรลักณ์ของอารมณ์นั้นด้วย จึงจะเป็นวิปัสสนา ถ้ามีสมาธิมากกว่าสติ ก็จะนิ้งและเงียบไปทั้งที่ใจรู้อยู่ ความเป็นไตรลักษณ์ไม่ปรากฏให้เห็นครับ ไม่ทราบว่าคุณธนัส จะเข้าใจหรือเปล่า เพราะเป็นภาวะธรรมที่ละเอียดไป มาสนทนาที่เข้าใจง่ายกันดีกว่า เริ่มด้วยการจับคู่ธรรม และคุณโยมเล็กก็อธิบายได้อย่างดีแล้ว ในเรื่องของ สมาธิ ต้องคู่กับความ เพียร ในการปฏิบัติ ต่อไปผมขอยกพุทธพจน์ที่พอจำได้ดังนี้ "บุคคล ล่วงทุกข์ได้ก็ด้วยความเพียร" เป็นอันว่าความเพียร เปรียบเสมือนเป็นยาดำ ในพละทั้งห้า คือพละอะไร? หย่อนไป เมื่อเพิ่มความเพียรเข้าไปก็จะสมบูรณ์และสมดุลย์ขึ้น ความจริงคุณโยมเล็ก ได้อธิบายความเพียรได้ดีแล้ว แล้วผมจะยกเรื่องความเพียรให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง โดยยกจากที่พอจำได้จากพุทธพจน์(ต้องขออภัยด้วยเพราะสัญญาความจำนั้นไม่แน่นอนคำอาจจะไม่ตรงกัน แต่ความหมายไม่ผิดเพี้ยน) "คถาคตสำเร็จเป็นพุทธเจ้าได้ ไม่ใช่ด้วยความพยายามอันแรงจัด แต่ด้วยความเพียรอันกระทำไม่หยุด" ผมตีความได้อย่างนี้ เมื่อปี พ.ศ 2523-2524 นานแล้วเหนอะ 20 กว่าปีแล้วดังนี้ พระพุทธเจ้าทรงไม่พยายามจนต้องเกิดทุกข์มากมาย แต่พระองค์ทรงสร้างบารมี หรือในสิ่งที่ควรนั้น เรื่อยๆ ไม่หยุด ด้วยบทธรรมนี้ที่ถูกใจ จึงตั้งใจไว้ว่า เราจะรู้ลมหายใจทุกครั้งเมื่อรู้ตัวระลึกได้ ไม่ว่าจะอยู่ในขณะใหนอย่างไร ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ และผลจากการกดดันต่างๆ ทางสังคม ทำให้สติที่รู้ชัดของผมอยู่ที่ ปลายโพรงจมูกและริมฝีปาก อยู่ทุกเวลาเมื่อภาวะทางกายอย่างอื่นสงบไม่ปรากฏชัด จนกลายเป็นความเคยชิน และก็เกิดปัญหาเมื่อผมได้ปฏิบัติ ยุบหนอ - พองหนอ ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ ในระยะ 3-5 เดือนแรก เพราะผมไม่สามารถดูท้องได้เลย จึงจำเป็นต้องปรับกรรมฐานให้เข้ากันได้ด้วยตัวเอง ผมบังคับตัวเองไม่ให้ใจลอยได้ทั้งแต่วัยเด็ก ผมบังคับความคิดไม่ไปคิดสิ่งชั่วได้ทั้งแต่วัยมัธยม ดังนั้นเรื่องความฟุ้งซ้านทั้วๆ ไป ถึงมีก็พอสามารถควบคุมได้ ยกเว้นเรื่องที่หนักๆ จริงๆ แต่ก็น้อยเรื่อง สามารถควบคุมใจให้เพลาลงได้ จนไม่เกิดแสดงพฤติกรรมออกมาทางกายวาจามาก ต่อไปก็มีทริกอยู่อย่างหนึ่งของผม ไม่ทราบว่าคุณธนัสจะไช้ได้หรือเปล่า? คือ 1.เมื่อผมเพ่งมากไป 2.เมื่อผมยุ่งหรือคิดเรื่อยเปลื่อยคล้ายฟุ้งซ้าน ผมก็จะตั้งใจไว้ว่า เพียงแต่รู้ว่าหายใจ สติก็จะมารู้ชัดที่ จมูกและปาก เมื่อรู้ว่าหายใจ ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นไปเอง ก็จะรู้ว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก ก็จะรู้ว่าหายใจเข้าหรือออกยาวหรือสั้นตามที่ลมเดินกระทบ แต่ถ้าไม่รู้ที่กระทบก็จะรู้ได้จากอาการหายใจของร่างกาย ว่ายาวหรือสั้น หรือมากหรือน้อย เป็นหลักการที่ไม่สับช้อนอะไรเลย ก็จะได้ว่า มี(ดำรงณ์)สติ รู้ว่าหายใจออก หายใจเข้า โดยที่ไม่ต้องเพ่งมากนัก ต่อไปก็จะปรากฏชัดเองว่า หายใจออกยาว หายใจเข้ายาว หรือ หายใจออกสั้น หายใจเข้าสั้น ตอบโดย: Vicha 19 ม.ค. 49 - 09:42 |
ขออนุโมทนาบุญทุก ๆ ท่านที่มาให้ความรู้ในกระทู้นี้ด้วยนะคะ แจนก็เป็นคนหนึ่งที่ปฎิบัติแบบ อานาปนสติ คะ แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่ก้าวหน้าเลยคะ และคิดว่าที่ฝึกอยู่ทุกวันนี้คงจะเป็นแบบสมถะคะ เพราะปัญญาไม่เกิดสักที ก็พยายามฝึกทุกวันก่อนนอนนะคะ ก็จะได้แค่วันละประมาณ 20 นาทีเท่านั้นเองคะ ไม่ทราบว่าทำไมเหมือนกันคะ พอถึงเวลาก็จะออกจากสมาธิเองคะ ไม่ได้ปวดเมื่อยนะคะ แต่ก็จะพยายามฝึกต่อไปคะ วันก่อนแจนได้ไปสนทนาธรรมกับพระที่วัดป่าแถวบ้านคะท่านบอกว่าฝึกเองอยู่ที่บ้านก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีครูบาร์อาจารย์ เขาเรียกว่าสมาธิ หัวตอ มันยังไงหรือคะ รบกวนผู้รู้ช่วยตอบด้วยนะคะ ตอบโดย: Jan 19 ม.ค. 49 - 11:20 |
ตอบคุณ Jan ครับเป็นสมาธิล้วนๆ ครับ หรือเป็นสมถะครับ และเป็นสมาธิที่ดีแล้วครับ บางครั้งก็ต้องเพิ่มความเพียรโดยเปรี่ยนอริยาบทดูครับ เช่นเดินจงกรม กำหนดอริยาบทย่อยเพื่อให้เกิดสติเจริญขึ้น เสมอกับสมาธิ ก็จะสามารถปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ได้ครับถ้าเข้าใจหลักกำหนด ตอบโดย: Vicha 19 ม.ค. 49 - 11:37 |
เทสโกวาท(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) 1.คนไม่เห็ทุกข์ ภาวนาไม่เป็นหรอก ทุกข์จนยอมสละความตายเมื่อไหร่ จึงจะเห็นธรรมขึ้นมาในตัว ความสละปล่อยวางทั้งหมดนั่นแหละ ยังเหลือแต่ใจอันเดียว นั่นแหละถึงแก่นธรรมแล้ว คือตัวใจ 2.การฝึกหัดจิตคือ 1)ให้รู้จักจิต 2)ฝึกสติตามรู้ รักษาจิตจนเห็นจิตของตนทุกขณะ 3)เมื่อเห็นจิตแล้วควบคุมรักษาให้จิตอยู่ในอำนาจของเรา ครั้นเมื่อคุมจิตอยู่แล้ว พุทโธจะหายไปจะยังเหลือแต่จิตก็เอา ไม่ต้องไปนึกพุทโธอีก 3.มีจิตจึงค่อยมีสติ สติควบคุมจิต เราควบคุมได้อย่างนี้เรียกว่า มันอยู่ในอำนาของเรา เราไม่ได้ไปตามอำนาจของจิต เราก็ใช้จิตได้ล่ะซิ 4.จงพากันหาจิต ดูจิต จิตคือผู้นึกคิดผู้ส่งส่าย อาการเหล่านี้เป็นเครื่องปกปิดกำบังของจิต เราจงพากันปล่อยวางเรื่องเหล่านี้แล้วจะเห็นจิตผู้เป็นกลางของสิ่งทั้งปวง และไม่มีอดีตอนาคต เฉยอยู่ คราวนี้เราจะให้คิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ ให้มันอยู่เฉยๆก็ได้ นั่นแหละเป็นจิตของตนแล้ว รักษามันเอาไว้ให้มั่นคงต่อไป 5.โดยทั่วไปจิตบังคับให้เรากระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เราอยู่ในอำนาจจิต เป็นไปตามวิสัยอำนาจของจิต คนปุถุชนมันต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อเรากำหนดสติควบคุมจิตได้แล้ว เราจึงไม่อยู่ในอำนาจของจิต แต่จิตอยู่ในอำนาจของเรา 6.คำบริกรรมที่ว่า พุทโธๆนั้นไม่ใช่จิต ผู้นึกคำบริกรรมพุทโธๆนั้นต่างหากคือตัวจิต 7.อนึ่ง เมื่อความโกธรเกิดขึ้น เรากลั้นลมหายใจเสีย ความโกธรนั้นก็จะหายไป แล้วจะเหลือแต่ใจเดิม คือความรู้สึกเฉยๆ อย่าลืม ทำบ่อยๆก็เห็นใจเดิม แล้วความโกธรก็ค่อยๆหายไป 8.พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความโศกเกิดจากความรัก ความกลัวก็เกิดจากความรัก ถ้าความรักไม่มีเสียแล้ว ความโศกและความกลัวก็จะมีมาแต่ที่ไหน 9.ครั้นเราจับต้นตอมันได้แล้ว เราเห็นชัดว่ามันออกไปจากตัวกลางนี่แหละ ไม่ได้ออกไปจากที่อื่น ความโลภ ความโกธร ความหลง ทิฏฐิมานะทั้งหลาย ความรักความชังก็เหมือนกันมันเกิดจากตัวกลางนี้ทั้งนั้น ถ้าหากปฏิบัติเข้าถึงตัวกลางได้แล้วก็หมดเรื่อง 10.โรคเกิดจากใจ จิตใจไม่ปรกติ เกิดความหวั่นไหว เกิดควมโลภ เกิดความโกธร เกิดความเกลียด เกิดความรัก ความชัง เรียกว่าโรคของใจ โรคของใจนี่แหละ พระพุทธเจ้าให้พากันรักษาด้วยธรรมโอสถ ปฐมพยาบาลขั้นแรกคือ ปล่อยทิ้งเสียอย่าให้เป็นอารมณ์ อย่าให้คิดถึงเรื่องนั้น ทำใจให้สงบนิ่งอยู่ในที่เดียว หากมันไม่อยู่ก็ให้นึกเอา พุทโธ มาไว้เป็นอารมณ์ นี่เรียกปฐมพยาบาล 11.พละ๕เป็นเครื่องทำให้ใจมีพลัง คือศรัทธาพละ ความเชื่อ วิริยะพละ ความเพียร สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ก็เป็นกำลังของใจแต่ละอย่างๆ ธรรมทั้ง๕นี้ ประกอบกันเข้าแล้วทำให้ใจมีพลังแก่กล้าสามารถที่จะทำให้ลุล่วงมรรคผลนิพพานไปได้ สามารถที่จะละกิเลสบาปกรรมทั้งปวง ถ้าหากมีครบบริบูรณ์แล้ว เชื่อได้เลยว่าเป็นอันสำเร็จประโยชน์ตามที่ต้องการ ที่พูดกันว่า บารมีไม่มี บุญวาสนาน้อย ก็คือพละนี่แหละ 12.สิ่งที่ควรทำให้มาก บุญกุศล เป็นของควรทำให้มาก ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ทำเสีย 13.ให้ค้นคว้าสิ่งทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ที่จิตทั้งสิ่งดีและไม่ดี ให้เห็นเป็นแต่เกิดจากปัจจัย เมื่อปัจจัยนั้นๆดับไปแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ดับไปหมด จะเหลืออยู่แต่ธรรมสิ่งเดียว 14.เอกัคคตารมณ์ หมายถึงจิตปล่อยวางอารมณ์ภายนอกหมด แล้วเข้ามาอยู่เฉพาะอารมณ์เดียว เราหัดสมถะสูงสุดได้เพียงแค่นี้ เมื่อจิตตอนนั้นมีพลังเต็มที่แล้ว มันจะเป็นไปเองของมันต่างหาก ซึ่งเราจะแต่งเอาไม่ได้ เช่นมันจะวางเอง แล้วเข้าไปอยู่ในที่สงบตามภูมินั้นๆของมันโดยอัตโนมัติ 15.ใจเป็นของมีคุณประโยชน์มาก หากเราจับใจไม่ได้ ก็ใช้ใจเราไม่ถูก ฉะนั้นใจจึงบังคับเราไม่ใช่เราบังคับใจ ที่ใจบังคับเรานั้นหมายความว่า ใช้ให้เราโกธรก็ได้ ใช้ให้เรารัก เราชัง เราเกลียดก็ได้ ใช้ให้เราหัวเราะ ร้องไห้ก็ได้ อันนี้เรียกว่าใจใช้เรา ถ้าหากว่าเราควบคุมใจของเราได้แล้ว ไม่ให้มันโกธร ไม่ให้มันโลภ ไม่ให้มันรัก ไม่ให้มันชัง หรือไม่ให้มันหัวเราะร้องไห้ ไม่ให้ทุกข์กลุ้มใจได้ นั่นแลจึงมีอิสระเหนือใจได้ เหตุนั้นใจจึงเป็นของมีค่า 16.เมื่อเราพิจารณาอะไรทั้งหมดให้เราจับหลักคือใจ ให้ได้ดีเสียก่อน อะไรที่เกิดขึ้นเมื่อมันกระทบอายตนะผัสสะ มันจะต้องเกิดที่ใจ พอมาถึงใจ มันก็อยู่ใน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พูดง่ายๆเรียกว่าขันธ์๕ เป็นที่ตั้งของความยึดความถืออุปาทาน ที่เกิดทุกข์พราะยึดขันธ์๕ ที่ไม่ทุกข์เพราะไม่ไปยึดขันธ์๕ 17.ความนึกคิดไม่ใช่ทุกข์ แต่การไปยึดเอาความนึกคิดต่างหากเป็นเรื่องทุกข์ 18.คนเราถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม เห็นทุกข์ถึงที่สุดทีเดียวแหละจึงจะเห็นธรรม ทุกข์นั้นหละเป็นธรรม ทุกข์เล็กๆน้อยๆก็ปล่อยละเลยกันไปเสีย ไม่เอามากำหนดพิจารณา มันก็ไม่เห็นสักทีล่ะซิ ทุกข์เป็นของควรกำหนดไม่ใช่ของควรละ 19.เมื่อเข้าถึงความสงบได้แล้ว ให้จำหลักวิธีที่ให้เข้าถึงความสงบนั้นให้มั่นคงแล้วปฏิบัติให้มันชำนาญ ทำอยู่อย่างนี้แหละ เมื่อชำนาญแล้วความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นไปเอง 20.อย่าแส่ส่ายหาความรู้ในเมื่อมันสงบแล้ว มันจะเกิดความรู้ขึ้นมาเอง ถ้ามันไม่เกิดก็ให้รักษาความสงบไว้ก่อน จะนานแสนนานก็ช่างมัน ความคิดค้นความรู้โดยปราศจากความสงบแล้วเป็นของปลอม 21.สมาธิภาวนาคือเห็นจิตนั่นเอง เห็นจิตเรียกภาวนาเป็น ถ้าไม่เห็นจิตเสียก่อนภาวนาไม่เป็น 22.ข้อสำคัญอีกนัยหนึ่ง เราพิจารณาอะไรถ้ามันไม่ชัดอย่าไปดิ้นรน คือเราอยากจะให้เห็นอยากจะให้เป็น อยากจะให้ชัด อันนั้นไม่ถูก มันเนื่องจากความสงบเราไม่พอ ถ้าหากมันแน่วแน่อยู่ในอาการอันเดียวอยู่แล้ว การพิจารณามันก็ชัดขึ้นมา พิจารณาเรื่องเดียวก็แล้วกัน อาการอื่นไม่ต้องพิจารณา นี่แหละหลักสำคัญที่เราต้องพยายามจับมันให้ได้ 23.การทำสมาธิภาวนาถ้ารีบร้อนนักมักจะไม่ได้ผล เราทำให้สม่ำสมอเป็นกิจวัตร ทำใจเฉยๆอย่าไปรีบร้อนเลย การภาวนาหาหลักจิตหลักใจ คนเรามีจิตใจทุกคน แต่ว่าไม่เห็นจิตใจตน เรียกว่าไม่มีหลัก เห็นจิตเห็นใจตนแล้ว ตั้งสติพิจารณาอยู่ที่ใจของตนตลอดเวลา คิดดี คิดชั่ว หยาบ ละเอียด ก็ให้รู้ตัว มันก็ไม่สามารถที่จะทำชั่วได้ ถ้าเห็นจิตของตนอย่างนั้น เหตุนั้นจึงให้ตั้งสติคือความระลึกให้เอามาไว้ที่คำบริกรรมแทนตัวจิต คือจิตไม่มีตัวไม่มีตนจึงตองให้เอาคำบริกรรมมาตั้งอยู่ จะเป็นพุทโธก็ได้ สัมมาอรหังก็ได้ ยุบหนอพองหนอก็ได้ทั้งนั้น แต่ให้เอาอันเดียว ไม่เอามากอย่าง 24.ไม่ว่ายืนเดินนั่งนอน อิริยาบถใดๆก็เห็นจิตใสแจ๋วอยู่กับพุทโธนั้น เมื่อถึงขนาดนั้นแล้ว ขอให้ประคองจิตไว้ในอารมณ์นั้นนานแสนนานเท่าที่จะนานได้ อยากเพิ่งอยากเห็นนั่นเห็นนี่ หรืออยากเป็นนั่นเป็นนี่ก่อนเลย 25.ทำอย่างไรจึงจะหายกลัว ยอมตายก็หายกลัว 26.เมื่อสติไปควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจของตน ในบังคับของตน จนกระทั่งจะให้คิดก็ได้ ไม่ให้คิดก็ได้ ให้มันอยู่เฉยๆก็ได้ หรือจิตมันจะคิดหยาบหรือละเอียดก็รู้ตัวอยู่ เป็นบุญบาปอะไรก็รู้ตัว อันนั้นแหละเป็นตัวปัญญา แต่ไม่ใช่ปัญญาวิปัสสนา เป็นปัญญาสามัญนี่แหละ 27.หน้าที่ของเรามีเพียงทำความสงบอบรมสมาธิให้ชำนาญทำปัญญาสามัญพื้นๆนี้ให้เกิดก่อน สมาธิ และปัญญา ขั้นละเอียดมันจะเกิดขึ้นเอง นั่นจึงเป็นของแท้แน่นอน 28.ปัญญาวิปัสสนา ต้องมีสมาธิเป็นพื้นฐาน พิจารณาอะไรทั้งหมดมันอยู่ในสมาธิจิตแนวแน่แห่งเดียว ตอบโดย: ปริชญา 19 ม.ค. 49 - 14:23 |
ตอบโดย: หนุ่มน้อย 19 ม.ค. 49 - 14:34 |
ขอบคุณมากนะคะคุณวิชา แล้วแจนจะลองไปปฎิบัติดูนะคะ ขออนุโมทนาบุญด้วยคะ ตอบโดย: Jan 19 ม.ค. 49 - 16:03 |
ขอแทรกต่อที่ค้างไว้นะครับ ---------------------------------------------------------------------------------------- จากคำชี้แนะของท่านโยมเล็กทำให้ทราบว่า...ผมพอมีความเพียรบ้าง ....ทว่าผมไม่ค่อยใช้ขันติความอดทน ซึ่งก็เคยใช้มาแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผลในแบบที่เคยเรียนรู้ ...ดังนี้ คือ ทราบมาว่า เวทนาจะดับ... เราจะแยกออกมาได้ระหว่างความปวดกับจิตว่า มันคนละส่วน...คนละกองกัน..เห็นด้วยปัญญาไม่ใช่ให้นึกเอาเอง... (ปฐมฌาณ ???...นามรูปปริเฉทญาณ..??? ไม่ทราบครับ) ...ผมเคยอดทนนั่งขัดสมาธิเพชรให้นานหน่อยโดยไม่ขยับ (มีแอบหย่อนหลังบ้างนิดหน่อย) ...ก็นั่งดูลมหายใจไปพอปวดชา...ทำใจก่อนว่า...อย่าไปอยากหายปวด...อย่าไปปรุงจินตนาการเพิ่ม...อย่าไปกลัวขาเป๋ (ถ้าเป็นตามสำนักสงฆ์...วัดป่า...ยุงเยอะ....ยุงกัดก็อย่าขยับถ้าตั้งใจไว้...ยุงตัวเบ้อเริ่ม...ยากจะทำใจ) สำหรับผมแล้วความปวดขามันก็หายไปจริงๆ...เพราะมันคงชาจนไม่รู้สึกปวดอะไร...พอทนได้ ..ไม่ใช่ฌาณเพราะยังใจลอยฟุ้ง... ..ไม่ใช่ญาณเพราะไม่รู้สึกว่าได้แยกจิตกับเวทนาได้ (ตอนจะลุกขึ้นนี่สิ...เหมือนเข็มรุมแทง....ท่านว่านี่เด็กๆ...แค่สมุนมาร...) ก็เลยไม่ค่อยใช้ความอดทนเท่าไร แต่ก็เห็นรู้อย่างที่ท่านโยมเล็กบอกคือ..ความปวด...เกิดได้.....มันก็ดับ...ได้....ยังพอได้อะไรบ้างไม่ปวดเปล่า ............................................... สำหรับคำแนะนำของท่าน...Vicha ...ป้องกันใจลอยโดยลมหายใจจะนำไปปฏิบัติครับ เพราะหัดใช้วิธีความรู้สึก..ดูอารมณ์...ดูจิตในปัจจุบัน...ก็...หลุดลอยอยู่...จะพยายามรักษาสติครับ เรื่องสัมมาสมาธิ...ต้องมีสัมมาสติพอจะเข้าใจครับ... ...เพราะเคยได้อ่านเรื่องพรหมลูกฟัก... ...และเรื่องสมาธิถ้าลึกไปจิตจะแนบกับสมาธิโดยสติไม่เข้าประคองไว้(หรือคั่กลางก็ไม่ทราบได้..) ...ทำให้ไม่เห็น...ความไม่เที่ยง..+ .ทุกข์..+..อนัตตา แล้วในชีวิตประจำวัน...สติ...ต้องแทรกไปในสัทธาด้วย...ผมว่านะ (ถ้าผมเข้าใจผิดช่วยเบรคเลยนะครับ) มีคำถามครับ - ความปวดจะดับได้ด้วยสองวิธีใช่ไหมครับ...คือ....ปฐมฌาณ / นามรูปปริเฉทญาณ (สมาธิข่ม/ปัญญารู้เท่าทัน) - เคยได้ยินมาว่า....ความสุขกับความทุกข์มีค่าเท่ากันเหมือนเถาวัลย์พันต้นไม้ผมไม่เข้าใจครับ - ลืมครับ...ลืมว่าจะถามอะไร...มันมีอีกข้อนะ...เอ...ผมนี่??? ขอบคุณครับท่านผู้ชี้แนะทุกท่าน ตอบโดย: ธนัส 19 ม.ค. 49 - 16:08 |
ตอบคุณ ธนัส จากข้อความของคุณ ธนัส "แล้วในชีวิตประจำวัน...สติ...ต้องแทรกไปในสัทธาด้วย...ผมว่านะ (ถ้าผมเข้าใจผิดช่วยเบรคเลยนะครับ)" ตอบ ความจริงแล้วในชีวิตประจำวัน ถ้าปฏิบัติธรรมอยู่เป็นปัจจุบัน พละทั้ง 5 ก็ประกอบหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดครับ จากคำถาม - ความปวดจะดับได้ด้วยสองวิธีใช่ไหมครับ...คือ....ปฐมฌาณ / นามรูปปริเฉทญาณ (สมาธิข่ม/ปัญญารู้เท่าทัน) ตอบ ครับปฐมฌานดับความปวดพอได้ครับ ส่วนวิปัสสนาญาณที่สามารถดับความเจ็บปวดได้ชั่วขณะน่าจะที่ สมสนญาณ(ญาณที่ 3) หรือ อุทัพพยญาณ(ญาณ 4) ครับ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็สังขารุเบกขาญาณ(ญาณ 11) ครับ จากคำถาม - เคยได้ยินมาว่า....ความสุขกับความทุกข์มีค่าเท่ากันเหมือนเถาวัลย์พันต้นไม้ผมไม่เข้าใจครับ ตอบ ถ้าตามพุทธพจน์ "ที่ใดมีสุข ที่นั้นต้องมีทุกข์" ไม่สามารถแยกจากกันได้ พระพุทธองค์ทรงตรัสทำนองว่า "พระองค์ ตอนที่เป็นโพธิสัตว์อยู่ ใช้กำลังที่มีอยู่ทั้งหลาย แยกทุกข์ออกจากสุข เพื่อหวังสุขอย่างเดียว ก็ไม่สามารถทำการแยกได้ แต่เมื่อปล่อยวางความสุขและทุกข์ ความสงบจึงบังเกิด" ส่วนข้อที่ 3 ผมไม่สามารถเดาได้ว่าคุณจะถามอะไร? ครับ ตอบโดย: Vicha 19 ม.ค. 49 - 16:31 |
ขอบพระคุณมากครับ ตอบโดย: ธนัส 19 ม.ค. 49 - 17:30 |
*ก็ตอบตามสมมุตินะครับ ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ มติเช่นนี้ ....ผมว่า เป็นทิฏฐุปาทานชนิดหนึ่ง เพราะยึดมั่นถือมั่นอย่างอนุเสติ กับความหมายของคำคำว่า สมมุติ -ปรมัตถ์ ...ตามที่ฟังๆ มาจาก ฯลฯ แปลว่า แม้นแต่อาจารย์ของคุณวชิระ45 ...เวลาท่านพุดอะไรๆ ด้วยภาษาน้ำนมของท่าน + อ้างอิงพระพุทธวจนะ ...คุณวชิระ45 ถ้ายังมีอวิชชา มีอุปาทาน ...ย่อม ยึดมั่นว่า ...ก็ตอบตามสมมุตินะครับ ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ ทีนี้...เวลาคุณวชิระ 45 ประจักษ์สภาวะอะไรก็ตาม แต่ ไม่ใช่สภาวะ อริยสมรรคมีองค์ ๘ ตาม ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสักกสูตร ...คุณวชิระ จะบอกกับผู้อื่นไหมว่า สิ่งที่คุณวชิระประจักษ์นั้น ...ก็ตอบตามสมมุตินะครับ ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ ทีนี้ เวลาคุณวชิระ45 ถึงพร้อมเฉพาะซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ + รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอริยสัจ ๔ หรือปฏิจจสมุปบาท ......คุณวชิระ45 ก็ยังจะยึดถือว่า ...ก็ตอบตามสมมุตินะครับ (เวลาใครถาม) ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ .....ใช่ไหมครับ ทีนี้ ผมถามว่า ...พระพุทธวจนะ ตามที่ปรากฎในพระไตรปิฎกนั้น คุณวชิระ45 ยังยึดมั่นถือมั่นว่า พระพุทธวจนะเหล่านั้น ...ก็ทรงตอบตามสมมุตินะครับ ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ ..........หรือไม่ อย่างไร ....เช่นที่ตรัสไว้ว่า "ศาสดาและสาวกย่อมกล่าวตรงกันในเรื่องปฏิจจสมุปบาท" (...หาไม่พบที่ตรัสไว้ว่า ....ศาสดาและสาวกย่อมมีการกล่าว สมมุติตรงกัน แต่กล่าวปรมัตถ์ไม่ได้ หรือไม่ตรงกัน ฯลฯ) ยิ่ง เสนอว่า ...ผมก็รู้ตัวอยู่ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้แล้ว(เพราะตอนนี้ก็สุดๆ แล้ว) คุณวชิระ45 ยังไม่รู้อีกหรือว่า .......ไม่ว่าสมุมมติ หรือไม่สมมุติ (คือปรมัตถ์อะไรนั่นแหละ)..........มันก็ฝักฝ่าย ปรุงแต่งทั้งนั้น ...แม้น มรรคมีองค์ ๘ ก็ยังตรัสว่า เป็นสังขาร (ปรุงแต่ง) ที่ประเสรฺฐที่สุด เอาละ เมื่อกล้ายืนยันว่า ตนเอง (ปรมัตถ์อะไรก็ตาม ที่สมมุติว่าวชิระ45) นั้น กำลัง =......ผมก็รู้ตัวอยู่ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้แล้ว(เพราะตอนนี้ก็สุดๆ แล้ว ...ก็แปลว่า "เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ในธรรม วินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว" ........ใช่ไหมครับ ...และหวังว่าจะไม่ตอบผมว่า ผมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นะครับ ...ก็แปลว่า เป็น อนุพุทธสาวกของพระพุทธองค์ ดังนั้น เมื่อพุทธบิดาตรัสไว้ว่า ..."ศาสดาและสาวกย่อมกล่าวตรงกันในเรื่องปฏิจจสมุปบาท" คุณวชิระ45 กรุณา อธิบาย ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้าย ที่ทำให้คุณวชิระ45 กล่าวยืนยันให้ใครๆที่เข้ามาอ่าน ดังที่เสนอไว้ว่า ....ผมก็รู้ตัวอยู่ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้แล้ว(เพราะตอนนี้ก็สุดๆ แล้ว) เข้าใจที่ถามไหมครับ ถ้ายังไม่เข้าใจ ถามใหม่ว่า กรุณาอธิบายว่า ปรมัตถ์คือ วิชระ 45 ...ไม่มีการปรุงแต่ง ๑๑ อาการ ตรงตามที่ตรัสว่า เพราะมีอวิชชา เป็น ปัจจัยจึงมีสังขาร ฯลฯ ....ฯลฯ ความดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมี ด้วยอาการ อย่างนี้ .......อย่างนี้อย่างไร ถ้าคุณวชิระ ตอบแบบที่ตอบแล้วว่า ...*ก็ตอบตามสมมุตินะครับ ถ้าพูดแต่ปรมัต คงสื่อออกมากันไม่ได้ ตอบอย่างนี้ แปลว่า ...ที่พระพุทธองค์ตรัสนั้น ก็ทรงตอบตามสมมุติ ใช่ไหมครับ ...เพราะแม้นแต่ พุทธปัญญา ก็ไม่ทรงสามารถ สื่อออกมาได้ ใช่ไหมครับ ตอบนะครับ ทีนี้ คุณวชิระ45 ก็ตอบตามสมมุติ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแห่งปรมัตถ์ที่สมมุติว่าวชิระ45 ผู้ลุถึง จิตพิเศษ ตามที่ยืนยันไว้แก่สาธารณะชนแล้วว่า ...ผมก็รู้ตัวอยู่ไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้แล้ว(เพราะตอนนี้ก็สุดๆ แล้ว) ช่วยตอบว่า...อะไรครับ สุดๆ แล้ว (จิต หรือ เจตสิก หรือรูป หรือ ?) ...ผมถามสมมุตินะครับ ...แล้ว สมมุตินั้น ตรงกับ สมมุมติที่คือพระพุทธวจนะพระสูตรไหน ครับ เชิญตอบครับ เชิญครับ ตอบโดย: นิรนาม41 19 ม.ค. 49 - 20:56 |
ขอแทรกไปเรื่องอื่นหน่อยนะครับ ........................................................................................ อ้างอิง (Vicha @ 06 ม.ค. 49 - 16:47) (7) ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ผมได้ทราบชัดแล้วจากการปฏิบัติเป็นอย่างไร มากล่าวถึง รูป-นาม ที่เห็นที่แจ้งชัดในขณะปฏิบัติธรรม ก็คือ รู้แต่เพียงว่า ขณะลมหายใจออกหรือเข้าเป็นรูป รู้ว่ามีลมหายใจหรือออกเป็นนาม รู้ว่ากายที่นั่งรูป รู้ว่านั่งเป็นนาม คือรู้จักว่านี้เป็นรูป นี้เป็นนาม ในขณะปฏิบัติ ซึ่งเป็นการไปรู้พร้อมกับการปฏิบัติที่กำหนดภาวนา รู้โดยที่ไม่ต้องไปนั่งคิดแยกแยะ รู้โดยที่ไม่ต้องคิดว่านี้คือรูป นี้คือนาม ใจละเอียดเอง การเกิดภาวะการขาดตอนหรือเห็นสันสติ เมื่อกำหนดกรรมฐานก็ปรากฏอยู่เรื่อยๆ ขออภัยครับ หากผมเข้าใจ เรื่อง นามรูปปริจเฉทญาณ คลาดเคลื่อน จะระวังมากกว่านี้ครับ ตอบโดย: ธนัส 20 ม.ค. 49 - 09:25 |
บางกรณี มันเป็นเรื่องของภาษาสมมุติที่กล่าวสภาวะ(ปรมัต)ออกมาไม่ตรงกัน ทำให้เข้าใจกันคลาดเคลื่อน //ส่วนความดับ(ปฏิจ)ที่ว่าก็คงเป็นความรู้ตัวไม่ให้ตัณหาเกิดขึ้นแหละครับ //แต่ผมไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้อีกแล้ว บ่งบอกถึงระดับความปรุงแต่งที่ยึดมั่นอยู่ มิใช่ไม่ปรุงแต่งอีกแล้ว และผมก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆด้วยครับ แต่ถ้าบรรลุธรรมมาจะเรียกอะไรดีละครับ ตอบโดย: วชิระ45 20 ม.ค. 49 - 18:53 |
ต่อไปผมหวังว่า คุณนรินาม 41 กับคุณวชิระ45 คงจะทำความเข้าใจกันแล้วนะครับ ในจุดยืนของตนเอง และของกันและกันนะครับ ผมก็ขอมาเริ่มเรื่องที่ผมจะคุยต่อนะครับ ต่อไปผมจะแสดงความเห็น ระหว่างอานาปานสติ กับสติปัฏฐาน 4 ตามที่มีในพระไตรปิฏกนะครับ พระพุทธเจ้าทรงตรัสทำนองว่า เมื่อผู้ใดปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อย่างถูกต้องต่อเนื่อง อย่างช้าที่สุด 7 ปี พึงหวังผล คือเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี พระพุทธเจ้าทรงตรัสทำนองว่า เมื่อผู้ใดปฏิบัติอานาปานสติ อย่างมากอย่างถูกต้อง ทั้งชีวิตก่อนตายหรือจะตาย พึงหวังผล คือเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี ซึ่งจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงกำหนดช่วงกว้างของเวลาปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ของอานาปานสติ มากกว่าของสติปัฏฐาน 4 โดยประมาณ (ตรงนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นของผมนะครับ) แต่ไม่ใช่ว่าต้องเป็นอย่างนี้ทุกท่าน เพราะบางท่านปฏิบัติอานาปานสติ เพียงครู่เดียวหรือวันสองวันก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็เป็นไปได้น่าจะมี ดังนั้นถ้าจะกล่าวก็จะได้ว่า สติปัฏฐาน 4 น่าจะมีความละเอียดโดยตัวของกรรมฐานเองมากกว่า อานาปานสติ เพราะสติปัฏฐาน 4 นั้นจะมุ่งตรงต่อการมีสติในฐานทั้ง 4 ที่เป็นปัจจุบันในทันที แต่อานาปานสติ นั้นมีสติอยู่กับกาย(กองลมที่กระทบ) จนสติและสมาธิแก่กล้าขึ้นในระดับฌาน(1หรือ2 ... 4) ก่อน สติหรือจิตจึงจะละเอียดขึ้น ยกไปมีสติในฐานที่เหลื่อคือ เวทนา จิต ธรรม เป็นสติปัฏฐาน 4 ได้อย่างละเอียด ตรงนี้เองที่มีความแตกต่างกันระหว่าง สติปัฏฐาน 4 โดยไม่ต้องอาศัยสมาธิระดับ ฌาน เพี่ยงแต่อาศัย ขณิกะสมาธิ เป็นฐานเริ่มต้น ส่วนอานาปานสติ สติอยู่กับกาย(กองลมที่สัมผัสกระทบ) สมาธิก็จะพัฒนาลงสู่ฌานตามลำดับ เมื่อสมาธิบริบูรณ์พร้อมกับสติที่พัฒนาขึ้น ก็ย่อมเห็นจิตที่เป็นหนึ่ง ก็ย่อมมีสติแล้วพิจารณาจิตได้ ก็ย่อมเห็นเวทนาที่เกิดกับจิต ก็ย่อมมีสติแล้วพิจารณาเวทนาได้ ก็ย่อมเห็นธรรม(ธรรมมารมณ์)ที่เกิดกับจิต ก็ย่อมมีสติแล้วพิจารณาธรรมได้ หรืออาจจะถอยสมาธิลงสู่ ขณิกะ มีสติ ตามฐานทั้ง 4 ได้ (เป็นการแสดงความเห็นนะครับ) ตอบโดย: Vicha 23 ม.ค. 49 - 11:29 |
บางกรณี มันเป็นเรื่องของภาษาสมมุติที่กล่าวสภาวะ(ปรมัต)ออกมาไม่ตรงกัน .... เสนอเช่นนี้ คุณวชิระ45 กำลังจะชี้ว่า ...แม้นแต่พระพุทธองค์ ที่ตรัสสั่งสอนไว้นั้น ...มันเป็นเรื่องของภาษาสมมุติที่ ทรงกล่าวถึงสภาวะ(ปรมัต)ออกมา...แล้วไม่ตรงกันกับที่สาวกกล่าว ............ทำให้เข้าใจกันคลาดเคลื่อน ..ใช่ไหมครับ ...คุณวชิระ45 ยังจะยืนยันตามสติปัญญาของผู้ที่ได้บอกแล้วว่า ....และผมก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆด้วยครับ นั้น ว่า ..........."พระพุทธวจนะที่ตรัสไว้นั้นก็ยังคือ สมมุติ ...ไม่ใช่ปรมัตถ์".....ทำให้เข้าใจกันคลาดเคลื่อน แต่ "ที่ไม่ใช่พระพุทธวจนะนั้น" (เช่นอะไรบ้าง ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างนะครับ) จะ...ไม่ ทำ ให้ เข้าใจ คลาดเคลื่อน ฯ ....ใช่หรือไม่ใช่ครับคุณวชิระ45 ตอบโดย: นิรนาม41 23 ม.ค. 49 - 21:29 |
ผมขอคุยเรื่องกรรมฐานต่อนะครับ จากความเห็นที่ 59 กองลมที่สัมผัสนั้นแหละคือ กาย หรือ รูป แต่ผมจะเน้นลงว่า "กาย" เพื่อเข้าสู่สติปัฏฐาน 4 คือ พิจารณากาย ก่อน ดังนั้น คำว่า กาย ในสติปัฏฐาน 4 ก็หาใช่ว่าร่างกายทั้งหมดเสียที่เดียวในคราเดียวในเวลาเดียว แต่ กาย ก็คือในส่วนที่เกิดผัสสะ หรือเกิดสัมผัส หรือเกิดการเคลือนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือยึดดึงระหว่างกันของส่วนร่างกาย หรือเกิดการกดทับของส่วนร่างกาย ฯลฯ มาดูสติปัฏฐาน 4 ข้อที่ 1 พิจารณากายในกาย เมื่อสติอยู่กับกองลมที่สัมผัสสามารถแยกแยะได้อย่างไรระหว่าง คำว่า "กาย" กับ "ในกาย"? และ พิจารณากายในกาย คำว่า "พิจารณา" คืออะไร? คำว่า "กาย" กับ "ในกาย" แยกแยะได้อย่างไร? ผมจะอธิบายตามที่ผมเห็นและเข้าใจนะครับ "กาย" ปรากฏขึ้นชัด ก็ตรงส่วนที่บริเวณที่เกิดกองลมสัมผัส ซึ่งก็คือ "รูป" นั้นเอง "ในกาย" คือความรู้ชัด ตรงส่วนที่บริเวนที่เกิดกองลมสัมผัสเป็นอย่างไร เช่นลมไหลออกหรือไหลเข้า ยาวหรือสัน แรงหรือเบา ซึ่งก็คือ "นาม" นั้นเอง พิจารณากายในกาย คำว่า "พิจารณา" คืออะไร? คำว่า "พิจารณา" ไม่ใช่มาคิดแยกแยะว่าเป็นอย่างนั้นว่าเป็นอย่างนี้ ดังที่ผมพิมพ์แยกแยะให้อ่านนะครับ ดังนั้นคำว่า "พิจารณา" ก็คือมีสติรู้เท่าทันเป็นปัจจุบัน เมื่อมีสติสมาธิเจริญขึ้นปัญญาละเอียดขึ้น ก็จะเห็น "กาย" และ "ในกาย" ก็คือ รูป - นาม ได้และแยกจากกันได้ ดังนั้นเมื่อมีสติ กองลมกระทบ ก็คือ "กาย"(รูป) บังเกิด และ "ในกาย"(นาม)ก็บังเกิด รู้ลักษณะของการกระทบนั้น กองลมที่กระทบนั้น จะมีบริเวณหรือพื้นที่อย่างไร? ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและแต่ละครั้ง บางท่านบางครั้งรู้ชัดที่ปลายจมูก บางท่านบางครั้งรู้ชัดตั้งแต่โพรงจมูกจนถึงปลายจมูก บางท่านบางครั้งรู้ชัดที่ปลายจมูกกับริมฝีปากบนระหว่างจมูกกับปาก ฯลฯ เมื่อปัญญาพิจาราณา(ไม่ใช่คิดปรุงแต่ง) อานาปานสติ ก็เป็นอันเดียวกับสติปัฏฐาน 4 ข้อที่ 1 พิจารณากายในกาย นี้เอง แต่ในการรู้ชัดในบริเวณที่เดียว คือที่กองลมสัมผัสหรือกระทบ ก็จะทำให้เกิดสมาธิเจริญเด่นขึ้นได้ง่ายจนมากไป ดังนั้นในการปรับอินทรีย์ หรือพละทั้ง 5 (สติ สมาธิ ปัญญา ความเพียร และศรัทธา) จึงต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในอริยาบทอื่น เช่น ยื่น เดินจงกรม และอริยบทย่อย คือมีสติรู้ชัดเท่าทันเป็นปัจจุบันในกายส่วนอื่น ที่ร่างกายเคลื่อนไหว ในการยืนเดินและอริยบทย่อยต่างๆ เพราะนี้ก็คือ การพิจารณากายในกาย เช่นเดียวกันในสติปัฏฐาน 4 แต่ในการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ว่า ต้องเป็นไปตามรูปแบบตามที่กล่าวด้านบน เพราะยังมีภาวะต่างๆ เกิดขึ้นกับกายและใจอีกมาก ถ้าเป็นผู้ที่ปฏิบัติใหม่ก็เหมือนกับด้ายยุ้งไปหมด เอาไว้กล่าวในตอนต่อไป วันนี้เวลาหมดแล้ว ตอบโดย: Vicha 24 ม.ค. 49 - 16:58 |
เรื่องภาษานี่ ผมมักจะใช้ความหมายไหลไปตามคู่สนธนาครับ// อ้อขอถามนะครับ การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไรครับ เรียกว่าความคิดกับกายแยกกันชัดเจน กิเลสลดลง มีสติในกายธรรมชาติ ในนี้มีใครเป็นบ้าง เพราะเห็นๆ ก็มีอยู่ในสังคมมากพอสมควร ตอบโดย: วชิระ45 24 ม.ค. 49 - 20:57 |
คุณเสนอเองว่า ....ผมไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้อีกแล้ว บ่งบอกถึงระดับความปรุงแต่งที่ยึดมั่นอยู่ มิใช่ไม่ปรุงแต่งอีกแล้ว และผมก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆด้วยครับ ตกลง ....ผมก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆด้วยครับ ......ใช่ไหมครับ (ในฐานะอนุพุทธสาวกของพระพุทธองค์ ใช่ไหมครับ) ที่นี้ ถามอีกว่า ......อ้อขอถามนะครับ การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไรครับ เรียกว่าความคิดกับกายแยกกันชัดเจน กิเลสลดลง มีสติในกายธรรมชาติ คำตอบ ที่ไม่น่าจะผิดไปจากที่เป็นจริงๆ ก็คือ ...การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุด ตามที่คุณกล่าวนั้น ...ก็ยังทำให้คุณ รู้อยู่ว่า ......ผมก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆด้วยครับ แต่คุณก็ยัง น่าจะยังสำคัญมั่นหมาย (ด้วยอำนาจของการไม่ได้บรรลุธรรม ในฐานะอนุพุทธสาวกของพระพุทธองค์) ว่า ตรงกับที่คุณรู้สึกแล้วว่า ...ผมไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้อีกแล้ว บ่งบอกถึงระดับความปรุงแต่งที่ยึดมั่นอยู่ มิใช่ไม่ปรุงแต่งอีกแล้ว ตกลง การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุด ของคุณนั่นเองมั๊ง ที่ทำให้ สำคัญว่า ...ผมไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้อีกแล้ว บ่งบอกถึงระดับความปรุงแต่งที่ยึดมั่นอยู่ มิใช่ไม่ปรุงแต่งอีกแล้ว .........แล้วก็หมายมั่นว่า.......แต่ถ้าบรรลุธรรมมาจะเรียกอะไรดีละครับ ตกลง "การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุด ของคุณนั่น" เป็นปัจจัย ทำให้เกิด ปัญญา ตามที่ตรัสในคำว่า ...ยถาภูตสัมมัปปัญญา ไหมครับ ... ตอบได้เองใช่ไหมครับ ตกลงคำถามที่ถามนั่น ก็เพื่อ ยืนยันว่า .คุณบรรลุ- หรือไม่บรรลุ อะไรหรือเปล่าครับ ตอบโดย: นิรนาม41 25 ม.ค. 49 - 12:40 |
ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นผู้เปลี่ยน และผมคิดว่าผมไม่อยู่ในหมู่อนุพุทธสาวก ที่คุณว่ามาด้วยแหละครับ ด้วยครับ ตอบโดย: วชิระ45 25 ม.ค. 49 - 20:52 |
ผมขอคุยกับคุณ นิรนาม41 กับคุณ วชิระ45 ก่อนนั้นนะครับ ทั้งคุณนิรนาม41 และคุณวชิระ45 ยืนอยู่ตรงความเห็นคนละความหมายคนละจุดหรือคนละที่กันเลยครับ แต่ก็คุยกันได้ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่เกิดการขัดแย้งกันอยู่รุนแรงหรือชัดเจนจนเกินไป แต่การจะเข้าใจซึ่งกันและกันก็อาจจะต้องใช้เวลา ผมก็ไม่ทราบว่าจะใช้เวลามากสักแค่ใหน? สำหรับคุณนิรนาม41 ผมก็ได้สนทนากันมานานแล้ว แต่กับคุณวชิระ45 พึ่งจะได้สนทนากัน ดังนั้นผมขอคุยกับคุณ วชิระ45 ผมได้เจอภาวะที่แปลกประหลาดสำหรับผมไม่ใช่น้อย ทั้งที่ผมไม่ได้ไปปักใจในสิ่งเหล่านั้นมุ่งแต่ละกิเลสเพื่อนิพพานอย่างเดียว เริ่มตั้งแต่ ปี 2526 ทำให้ผมทั้งสงสัย ทั้งยึดมั่นถือมั่นจนหลง ทั้งรังเล ทั้งพยายามเตือนตัวเองไม่ให้หลง และยังเพียรปฏิบัติธรรมมีสติสมาธิและปัญญาควบคุมกายและใจอยู่โดยตลอด ดังนั้นให้ลองตรองดูว่าภาวะที่แปลกประหลาดนั้นทำให้ผมสับสนและร้อนรนแค่ใหนในบางครั้ง ความแปลกประหลาดนั้นก็ทะยอยออกมาเรื่อยๆ จนถึง ปี 2537 เป็นเวลา 11 ปี ผมจึงวางมันได้ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงไม่ทำให้ผมต้องร้อนรนและทุกข์ร้อนกับฐานะหรือไม่ใช่ฐานะนั้น ก็ด้วยการปฏิบัตธรรมนี้แหละครับ ดังนั้นสภาวะที่คุณเป็นอยู่นั้นผมเข้าใจจะเรียกว่าลึกซึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ปัญหาของคุณคือ ปริยัติทางเถรวาทคุณก็ไม่แน่นจึงชัดส่ายทางความเชือได้ง่าย การปฏิบัติคุณก็ยังไม่ถึงที่สุดที่จะพิสุตรทราบด้วยตนเองอย่างชัดแจ้ง แต่คุณดันไปยึดมั่นถือมั่นว่าคุณเป็น โพธิสัตว์แบบนิยตะที่จะมีบารมีเต็มใน 1 หรือ 2 โพธิสัตว์ไปก่อนแล้วเพราะจากการบอกเล่าของผู้อื่นไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่เผยออกมาเองจากตัวของคุณเองแบบค่อยเป็นค่อยไป กับภาวะต่างที่เกิดขึ้น คุณวชิระ45 มีศรัทธามาก แต่ก็ยึดติดอยู่กับสิ่งที่วิเศษพิศดารมาก แสวงหาผู้ที่สามารถบอกให้คุณทราบ ตามฐานะที่คุณคาดหวังว่าเป็นอย่างนั้น ด้วยอนุสัยภายในและกิเลสที่ทำให้ขาดปัญญานั้นแหละที่ผลักดันให้เป็นไป ซึ่งสิ่งนี้ผมก็เคยเป็นมาก่อน แสวงหามาก่อนเพื่อให้จุใจในกิเลสที่หวังที่ปรารถนามากระตุ้น แต่ไม่เคยเต็มอิ่มทั้งๆ มีข้อมูลต่างๆ ไหลมาให้ทราบมากมายและมีผู้ยื่นยันแล้วที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ ผมก็พยายามเตือนสติตนเองตลอดเช่นเดียวกัน ว่าไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง แต่ด้วยอำนาจกรรม อำนาจอนุสัย และอำนาจของกิเลสที่มีอยู่ ก็ยังผลักดันให้ดำเนินไปเอง ปัญหาก็คือถ้าผมไม่มีสติปัญญาค่อยเตือนตนเอง ไม่มีสติสัมปัญยะควบคุมกายและใจ ไม่ประสงค์นิพพานเป็นอย่างยิ่งโดยการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ตลอด 10 กว่าปี ผมคงทำอะไรเพี้ยนๆ ไปมากมาย จนถึงขั้นวิปลาสไปแล้วก็ได้ สิ่งเหล่านี่แหละที่ผมพยายามเตือนผู้ปรารถนาเป็นโพธิสัตว์ คือจงอย่างทึกทักในฐานะต่างๆ ไปก่อน ให้กรรมหรือบารมีค่อยๆ เผยออกมาเอง จากอนุสัยที่มีอยู่ เมื่ออนุสัยที่มีอยู่ปรากฏให้ทราบ ก็ยอมเกิดการปรุงแต่งของใจตามกระแสกิเลส ก็ตรงนี้ที่เกิดการปรุงแต่งจากใจตามกระแสกิเลสนี้แหละก็จงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นฐานะอันไดไปเสียก่อน จึงจะไม่ทำให้เกิดวิปลาสไปได้ จะเป็นฐานะอันใด ไม่ว่าเป็นนิยตะหรือไม่? หรือสร้างบารมีมามากแค่ใหน? จะสำเร็จผลเมื่อใด? บุญและวาสนาบารมีนั้นแหละจะเป็นผู้เผยให้ทราบเองตามเวลาที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องไปยึดมั่นถือมั่นปรุงแต่งจนมากมายให้ผิดเพี้ยนวิปลาสไป แสดงพฤติกรรมประกาศโพรงออกมาจนน่าเกียด ความจริงตอนแรกผมตั้งใจมาคุยเรื่องการปฏิบัติต่อ แต่เมื่อมีเหตุนี้ขึ้นก่อนผมจึง ขอคุยเรื่องนี้ก่อน คุยเรื่องปฏิบัติเอาไว้ในความเห็นครั้งต่อไปก็แล้วกันนะครับ ตอบโดย: Vicha 26 ม.ค. 49 - 11:29 |
ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นผู้เปลี่ยน และผมคิดว่าผมไม่อยู่ในหมู่อนุพุทธสาวก ที่คุณว่ามาด้วยแหละครับ ด้วยครับ ตกลงคุณวชิระ45 กำลังจะบอกใครๆ รวมทั้งผมด้วยใช่ไหมครับว่า (๑) มีอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่ "ผมเป็นผู้เปลี่ยน" (ขอเดาว่า จิตพิเศษอะไรนั่น) ...ได้ เปลี่ยนแปลง คุณวชิระ 45 ที่ยอมรับแล้วว่า ...ผมไม่ปรุงแต่งมากไปกว่านี้อีกแล้ว บ่งบอกถึงระดับความปรุงแต่งที่ยึดมั่นอยู่ มิใช่ไม่ปรุงแต่งอีกแล้ว และผมก็ไม่ได้บรรลุธรรมใดๆด้วยครับ .........ใช่ไหมครับ (น่าจะใช่ ใช่ไหมครับ) ทีนี้ (๒) การเปลี่ยนแปลง ตามคำที่คุณวชิระ45 เสนอว่า ...ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นผู้เปลี่ยน นั้น..........ทำให้คุณวชิระ ใช้คำคำว่า ...อ้อขอถามนะครับ การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไรครับ เรียกว่าความคิดกับกายแยกกันชัดเจน กิเลสลดลง มีสติในกายธรรมชาติ ....แล้วตามด้วยคำคำว่า ...แต่ถ้าบรรลุธรรมมาจะเรียกอะไรดีละครับ .......คำแบบนี้ ไม่ว่าจะหมายความว่าอย่างไร ก็น่าจะตรงกับ คำคำว่า ...ผมคิดว่าผมไม่อยู่ในหมู่อนุพุทธสาวก .....ใหมครับ (น่าจะใช่ ใช่ไหมครับ) ทีนี้ (๓) ทำไมจิตพิเศษ หรือตามคำคำว่า ...การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไร นั้น ... ทำให้เกิดคำคำว่า .....ผมคิดว่าผมไม่อยู่ในหมู่อนุพุทธสาวกของพระพุทธองค์ พระองค์นี้........ตกลงคุณวิชิระ45 "คิดว่า" .....หรือครับ ขอเดาว่า ...คุณวชิระ45 ไม่ได้คิดว่า ตามที่ว่าไว้ ...แต่ น่าจะเข้าใจเอาเองว่า "การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไรครับ " นั้น ........เป็นอะไรที่ เลอเลิศยอดยิ่ง ยิ่งกว่า "การที่พระพุทธองค์พระองค์นี้ ทรงตรัสไว้ดีแล้ว เช่นที่ตรัสว่า ใบไม้กำมือเดียว เป็นต้น" ทีนี้ (๔) ลองพิจารณา ตามหลักฐาน ฯลฯ เมื่อพุทธพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือปฏิจจสมุปบาท ๘ อาการ หรือ ๑๑ อาการ หรือ ๒๓ อาการ นั้นฯ ..ยุคนั้น "มีลัทธิอื่น มีศาสดาอื่นๆอีกมากมาย" .....ใช่ไหมครับ แล้วพากัน.....แสดง สั่งสอน สิ่งที่ตนประจักษ์ แก่ผู้อื่น ใช่ไหมครับ ....มีผู้สนใจหลักคำกล่าวนั้นๆ ใช่ไหมครับ ...แน่นอน รวมทั้ง คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ด้วย ใช่ไหมครับ (คงใช่ ใช่ไหมครับ) ตกลง จะให้ผมเข้าใจตามที่คุณวชิระ45 เสนอมาแล้วนั้น ฯลฯ ว่า ...การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้ ของคุณวชิระ 45 นั้น......... "เป็นเรื่องใหม่ เป็นของใหม่ ชนิดที่ แปลและแตกต่างไปจากการที่เจ้าลัทธิ หรือศาสดาอื่นๆ รวมทั้งพระบรมศาสดาพระองค์นี้ ได้บัญญัติไว้ (ตามคำที่คุณวชิระ45 เสนอว่า ...และผมคิดว่าผมไม่อยู่ในหมู่อนุพุทธสาวก ที่คุณว่ามาด้วยแหละครับ ด้วยครับ) ..............ใช่ไหครับ ............. ถ้าใช่ (ตามที่ผมลองเดา ดังข้อความข้างบน) ผมของ กล่าวว่า ...."การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไรครับ " ตามที่คุณวชิระ45 กล่าวมานั้น .....ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือแปลกพิสดารอะไร? ครับ แต่ขอเดาว่า คุณวชิระ45 ...ย่อมไม่เชื่อแน่ๆ ว่า ที่ผมเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดนี้คืออะไรนั้น "ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือแปลกพิสดารอะไร?" ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เพราะ อะไรๆ ก็เช่นนั้นเอง คำว่า เช่นนั้นเอง นี้ มีความหมายมากนะครับ การที่เจ้าชายสิทธัตถะ ถึงพร้อมเฉพาะเพราะโพธิปักขิยธรรม ๓๗ โดยเฉพาะ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสักกสูตร นั่นแหละคือ อาการของคำคำว่า ถึงพร้อมเฉพาะ เมื่อถึงพร้อมเฉพาะ จึงเป็นปัจจัยให้ รู้พร้อมเฉพาะ ด้วยอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือคืออาสวักขยญาณ ...เช่นนั้นเอง ที่คือ อาการ....ถึงพร้อมเฉพาะ + รู้พร้อมเฉพาะ (ตามที่ผมเสนอฯ) = ...การเปลี่ยนแปลงทางจิตครั้งล่าสุดของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ .....ใช่ไหมครับ? ถ้าใช่ คุณวชิระ45 ถ้าไม่ประมาท และอะไรก็ตาม ฯลฯ ...ลองพิจารณาเทียบกับที่คุณวชิระ45 เช่นนั่นเอง นะครับ สำหรับ ชาวพุทธท่านอื่น ที่เข้ามาอ่าน ฯลฯ ขอให้เข้าใจว่า ที่ผมสนทนากับคุณวชิระ45 นั้น ...ก็เพราะ ผมกำลังรับใช้ "พระสัทธรรมตามที่ตรัสไว้" ตามสติปัญญา ที่ผมได้อาศัยพระพุทธวจนะที่ตรัสไว้ว่า อานาปานสติสมาธิเป็นธรรมอันเอก ฯลฯ ไม่ได้มีเจตนาอะไรอื่น นอกไปจาก "การรับใช้ พระสัทธรรมตามที่ตรัสไว้" ฯ หวังว่า คุณวชิระ45 จะเข้าใจตามที่ผมได้กล่าวว่า ไม่ได้มีเจตนาอะไรอื่น นอกไปจาก "การรับใช้ พระสัทธรรมตามที่ตรัสไว้" ฯ แปลว่า ...ถ้าคุณวชิระ45 ...ไม่ใช่พุทธบริษัทของพระพุทธองค์ พระองค์นี้แล้ว (เพราะคำที่คุณเสนอว่า ...และผมคิดว่าผมไม่อยู่ในหมู่อนุพุทธสาวก ที่คุณว่ามาด้วยแหละครับ ด้วยครับ) ก็เป็นอันว่า การสนทนากับคุณวชิระ45 สมควรยุติเพียงนี้ ที่แล้วมา ก็ถือว่า เราแลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็น ....ตามสติในสมาธิปัญญาสัมปชัญญะที่เราต่างคน ต่างเช่นนั้นเอง ...ในฐานะเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนๆ กัน นะครับ ตอบโดย: นิรนาม41 26 ม.ค. 49 - 12:12 |
ผมขอคุยเรื่องกรรมฐานต่อจากความคิดเห็นที่ 61 มีบางท่านสนใจเรื่องการปฏิบัติอยู่ หรือบางท่านสนใจในการให้แยกแยะให้เข้าใจหรือพอทราบเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติ อ้างอิง ผมขอคุยเรื่องกรรมฐานต่อนะครับ จากความเห็นที่ 59 กองลมที่สัมผัสนั้นแหละคือ กาย หรือ รูป แต่ผมจะเน้นลงว่า "กาย" เพื่อเข้าสู่สติปัฏฐาน 4 คือ พิจ |