1. พระพุทธเจ้าทรงตรัสวาจาด้วยพระวาจาสองประการดังนี้

         2. ปฏิจจสมุทปบาท อธิบายคร่อม 3 ภพ 3 ชาติ หรือไม ่?

         3. พระยามารเป็นนิยตโพธิสัตว์จริงหรือไม่ ?

         4. ความไม่รู้ในอริยสัจจะ 4 กับปฏิจจสมุทปบาท
             ( ข้อมูลที่สนทนาใน เว็บลานธรรม )

         5. ขันธ์ 5 กับอุปาทานขันธ

        1.พระพุทธเจ้าทรงตรัสวาจาด้วยพระวาจาสองประการดังนี้
            ๑.
พระพุทธองค์ทรงตรัสวาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
            ๒. ถ้าเป็นวาจาที่จริงที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น พระพุทธองค์ย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น

        ดังมีเนื้อเรื่องในพระไตรปิฏกดังนี้

                                    วาจาไม่เป็นที่รัก
  [๙๓] อภัยราชกุมารประทับ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจา อันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น
บ้างหรือหนอ.

       พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราชกุมาร ในปัญหาข้อนี้ จะวิสัชนาโดยส่วนเดียวมิได้.
       อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะปัญหาข้อนี้ พวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว.
      พ. ดูกรราชกุมาร เหตุไฉนพระองค์จึงตรัสอย่างนี้เล่า?
      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะปัญหาข้อนี้ พวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส หม่อมฉันเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง นิครนถ์นาฏบุตรได้บอกว่า ไปเถิด พระราชกุมาร เชิญพระองค์เสด็จไป
ยกวาทะแก่พระสมณโคดมเถิด เมื่อพระองค์ยกวาทะแก่พระสมณโคดมอย่างนี้ กิตติศัพท์อันงาม
ของพระองค์จักระบือไปว่า อภัยราชกุมารยกวาทะแก่พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก
อย่างนี้ เมื่อนิครนถ์นาฏบุตรกล่าวอย่างนี้ หม่อมฉันได้ถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าจะยกวาทะ
แก่พระสมณโคดมผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ได้อย่างไร นิครนถ์นาฏบุตรตอบว่า ไปเถิด
พระราชกุมาร เชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วจงทูลถามอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
บ้างหรือหนอ ถ้าพระสมณโคดมถูกพระองค์ทูลถามอย่างนี้แล้ว จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกร
ราชกุมาร ตถาคตพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ดังนี้ไซร้ พระองค์พึง
ทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทำของพระองค์
จะต่างอะไรจากปุถุชนเล่า เพราะแม้ปุถุชนก็กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น
แต่ถ้าพระสมณโคดมถูกพระองค์ทูลถามอย่างนี้แล้ว จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรราชกุมาร
ตถาคตไม่พึงกล่าววาจา อันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูล
พระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น อย่างไรพระองค์จึงทรงพยากรณ์
เทวทัตต์ว่า เทวทัตต์จักเกิดในอบาย จักเกิดในนรก ตั้งอยู่สิ้นกัปหนึ่ง เป็นผู้อันใครๆ เยียวยา
ไม่ได้ ดังนี้ เพราะพระวาจาของพระองค์นั้น พระเทวทัตต์โกรธ เสียใจ ดูกรพระราชกุมาร
พระสมณโคดมถูกพระองค์ทูลถามปัญหาสองเงื่อนนี้แล้ว จะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้เลย
เปรียบเหมือนกะจับเหล็กติดอยู่ในคอของบุรุษ บุรุษนั้นจะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้
ฉันใด ดูกรพระราชกุมาร พระสมณโคดมก็ฉันนั้น ถูกพระองค์ทูลถามปัญหาสองเงื่อนนี้แล้ว
ไม่อาจกลืนเข้า จะไม่อาจคายออกได้เลย.
                                           วาจาที่ประกอบด้วยประโยชน์
   [๙๔] สมัยนั้นแล เด็กอ่อนเพียงได้แต่นอน นั่งอยู่บนตักของอภัยราชกุมาร ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอภัยราชกุมารว่า ดูกรราชกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ถ้ากุมารนี้อาศัยความเผลอของพระองค์ หรือของหญิงพี่เลี้ยง พึงนำไม้หรือก้อนกรวดมาใส่ในปาก
พระองค์จะพึงทำเด็กนั้นอย่างไร?

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะพึงนำออกเสีย ถ้าหม่อมฉันไม่อาจจะนำออกได้แต่
ทีแรก หม่อมฉันก็จะเอามือซ้ายประคองศีรษะแล้วงอนิ้วมือขวาควักไม้หรือก้อนกรวดแม้พร้อม
ด้วยเลือดออกเสีย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะหม่อมฉันมีความเอ็นดูในกุมาร.
          ดูกรราชกุมาร ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น อนึ่ง
ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่
ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง วาจาที่แท้ และประกอบ
ด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่
จะพยากรณ์วาจานั้น ตถาคตย่อมรู้วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้น
เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
อนึ่ง ตถาคตย่อมรู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่
ชอบใจของผู้อื่น ในข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะพยากรณ์วาจานั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ
ตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย.

     2. ฏิจจสมุทปบาท อธิบายคร่อม 3 ภพ 3 ชาติได้หรือไม่?

      สำหรับความเข้าใจของผม ต้องแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ 1.เรื่องของกายยาววาหนาศอก 2.เรื่องของการเกิดตัณหา
3.เรื่องของการเกิดดับของจิต
       มาทบทวนสายปฏิจจสมุทปบาทของการเกิดกันก่อน ดังนี้
              เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย          จึงเกิดสังขาร
              เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย          จึงเกิดวิญญาณ
              เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย     จึงเกิดนามรูป
              เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย         จึงเกิดสฬายตนะ
              เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย      จึงเกิดผัสสะ
              เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย            จึงเกิดเวทนา
              เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย           จึงเกิดตัณหา
              เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย           จึงเกิดอุปทาน
              เพราะมีอุปทานเป็นปัจจัย          จึงเกิดภพ
              เพราะมีภพเป็นปัจจัย                  จึงเกิดชาติ
              เพราะมีชาติเป็นปัจจัย                 จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

       ปฏิจจสมุทปบาทฝ่ายเกิดเป็นดังข้างบน  และจากพุทธพจน์กล่าวว่า อวิชชานั้นมี ตัณหา เป็นอาหาร
       ดังนั้นตลอดสายปฏิจจสมุทปบาท ล้วนแต่เป็นอาหารเป็นปัจจัยแก่ อวิชชา ที่เริ่มต้นเกิดเป็นรอบเป็นวงจรใหม่ หมุนไปตลอดสายเหมือนงูกินหางตนเองเป็นวงกลม
        แต่ก็มีปัญหาถกเถียงกันว่า ปฏิจจสมุทปบาท อธิบายคร่อม 3 ภพ 3 ชาติได้หรือไม่? ก็เกิดการแยกออกเป็น 2 ฝ่าย
คือฝ่ายหนึ่งว่าไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งว่าได้
        แต่สำหรับผมแล้วนั้นต้องอธิบายแจกแจงออกเป็น 3 อย่าง คือ
        1.
พิจารณาตามกายยาววาหนาศอกนี้ ปฏิจจสมุทปบาทนี้ได้เกิดขึ้นแล้วหลายๆ รอบ จนนับไม่ได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่
ที่ยังมีตัณหาปรากฏเป็นอาหารของอวิชชา แต่เมื่อจบสิ้นชีวิตหรือตาย ปฏิจจสมุทปบาทเนื่องกับกายยาววาหนาศอกนี้ก็หมดสิ้นกัน

        2. พิจารณาการเกิดของตัณหา ตัณหาแบ่งแยกออกเป็น 3
               2.1.กามตัณหา ได้แก่การติดในกามคุณ 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
               2.2 .ภวตัณหา ได้แก่การอยากมีอยากเป็น อยากได้
               2.3. วิภาวตัณหา ได้แก่การปฏิเสธการผลักใส่ คือไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
        เมื่อไหรจิตหรือใจเกิดตัณหาไม่ว่าแวบเดียวที่รู้สึกทัน หรือรู้สึกว่าตัณหาเกิดติดค่อกันยาวนาน นั้นแหละให้รู้ว่าปฏิจจสมุทปบาท
ได้เกิดขึ้นแล้วหลายรอบๆ แล้ว ไม่ใช่เพียงรอบเดียวตามที่รู้สึกว่าตัณหาเกิดเท่านั้น
         สำหรับตัณหานั้นสำหรับปุถุชน หรือผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ นั้นย่อมเกิดอยู่ตลอดเวลา ลองสังเกตุดูใจตนเอง ก็จะเห็นว่าเดียวชอบเดียวไม่ชอบต่ออารมณ์ที่เกิดหรือต่อผัสสะที่กระทบตลอดเวลา  แสดงความเป็นตัวตนเป็นอัตตาอยู่อย่างตลอด ยึดติดอยู่ไม่ได้หยุดพักเลย เป็นอาหารของอวิชชา ก็คือความไม่รู้ตัว ไม่รู้จิต ไม่มีสติและขาดปัญญาอยู่อย่างนั้นในขณะนั้นๆ ปฏิจจสมุทปบาทจึงเกิดขึ้นหล่อเลี้ยง อวิชชา ให้สืบทอดอยู่ทุกขณะทุกเวลา
         เป็นอันวันว่าอวิชชา ไม่มีวันดับ ไม่วันหมดไปจากจิตจากใจ เมื่อมีตัณหายังเป็นเป็นอาหารให้กับอวิชชา แสดงถึงความมีอัตตาเป็นตัวตนของตนอยู่
        สรุป ข้อ 2 นี้ จะได้ว่า อวิชชา ไม่มีวันดับหรือหมดไปจากจิต เมื่อมีตัณหาเป็นอาหารให้อวิชชาเจริญได้อยู่ แสดงถึงความมีอัตตาตัวตนของจิตเองอย่างชัดเจน
        เป็นอันว่า ข้อ 1.
กับ ข้อ 2. เริ่มขัดแย้งกันเอง ต้องพิจารณาต่อข้อที่ 3 จึงจะคลายข้อขัดแย้งนั้นได้
        
        3. พิจารณเรื่องการเกิดดับของจิต ตามหลักอภิธรรมนั้น จิตเกิดและดับติดต่อกันตลอดไม่ขาดสาย  
              ดังนั้นอวิชชาปรากฏเกิดขึ้นในจิตที่เกิดเมื่อจิตนั้นดับอวิชชานั้นก็หมดสิ้นไปด้วย และเมื่อเกิดจิตใหม่อวิชชาใหม่นั้นก็ย่อมปรากฏขึ้นมาด้วยพร้อมกับจิตใหม่นั้น เพราะอวิชชาเก่านั้นสืบทอดมาซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับจิตใหม่นั้นสืบทอดมาจากจิตเก่า
             เข่นเดียวกันกับกรณี เมื่อจิตปรากฏอวิชชาย่อมปรากฏแล้วจริญเป็นตัณหา เมื่อจิตนั้นดับไป เกิดจิตใหม่อวิชชาก็ย่อมปรากฏพร้อมจิตใหม่
 
            ต่อไปมาดูว่า ทำไม่เมื่อกายยาววาหนาศอกนี้ตาย ปฏิจจสมุทปบาทก็จบสิ้นกันไปตามกายยาววาหนาศอกนี้  ก็เพราะเมื่อกายนั้นตายก็พร้อมกับจิตนั้นดับ ก็เป็นอันว่าปฏิจจสมุทปบาททั้งหมดที่เกี่ยวกับกายก็หมดสิ้นไปด้วยตามจิต แต่อวิชชานั้นยังมีเชื้ออยู่เพราะไม่ได้ดับขาดด้วยปัญญาอันเป็นอรหันตมรรค ก็ย่อมปรากฏกอวิชชาเกิดขึ้นสืบทอดจากอวิชชาเก่า เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ในธรรมชาติใหม่ตามวิบากกรรมเก่าพร้อมจิตใหม่ แล้วเริ่มกระทำกรรมใหม่กันต่อเมื่อกิเลสยังไม่สิ้นเพราะอวิชชาเป็นมูลเหตุ

        สรุป ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาหรือการมอง
                 ถ้ามองลงเฉพาะส่วนกายยาววาหนาศอกนี้ ปฏิจจสมุทปบาทที่ปรากฏเกียวเนี่องกับกายยาววาหนาศอกนี้ ก็จะจบสิ้นไปเมื่อกายนี้ตาย หาได้นำกายหรือนำภพนำชาติที่ดำรงณ์กายนี้ไปด้วยไม่ จบสิ้นกันแก่นั้น
                 ถ้ามองตามตัณหา เมื่อไหรยังปรากฏตัณหาอยู่ ปฏิจจสมุทปบาทก็ยังเกิดอยู่หมุนเวียนแบบงูกินหางอยู่อย่างนั้น
                 ถ้ามองตามจิตที่เกิดดับ และอวิชชา จิตดับไปหนึ่งครั้ง ปฏิจจสมุทปบาทก็จบวงจรไปหนึ่งครั้ง แต่อวิชชายังสืบทอดอยู่เมื่อยังดับไม่ได้ด้วยอรหันตมรรค เมื่อจิตใหม่เกิดอวิชชาก็ย่อมสืบต่อมาด้วย แล้ววนเวียนไปตามวัฏฐจักร

        ต่อไปผมจะยกจากพระไตรปิฏก ที่ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป  และนามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ ซึ่งเป็นลักษณะของกายย้อนกลับระหว่างวิญญาณกับนามรูป
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ
สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีเพราะอะไรเป็นปัจจัยภิกษุทั้งหลายครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า
เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีเพราะนามรูป เป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ
นามรูปจึงมี นามรูปมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า
เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปมีเพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร มีอยู่หนอ
วิญญาณจึงมี วิญญาณมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า
เมื่อนามรูปมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณมีเพราะนามรูปเป็น ปัจจัย ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี
โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดย อุบายอันแยบคาย ฯ
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า วิญญาณนี้ย่อมกลับ
เวียนมาแต่นามรูป หาใช่อย่างอื่นไม่ โดยความเป็นไปเพียงเท่านี้ สัตว์ โลกพึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง
พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุปบัติบ้าง ความเป็นไปนั้นคือ วิญญาณมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย
นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สฬายตนะ มีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ผัสสะมีเพราะสฬายตนะ
เป็นปัจจัย เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ภพมีเพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ชรามรณะโสกปริเทวทุกข โทมนัสและอุปายาสย่อมมีพร้อม
เพราะชาติเป็นปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปรีชา ความรู้แจ้งชัด แสงสว่างว่า สมุทัยๆ (เหตุ
เกิดขึ้นพร้อมๆ ) ดังนี้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรม ทั้งหลายที่พระองค์มิได้
สดับมาแล้วในกาลก่อนเลย ฯ

          3.พระยามารเป็นนิยตโพธิสัตว์หรือไม่?
    ซึ่งเป็นคำถามบังเกิดขึ้นบ่อยๆ และมีความไขว่แขวกันอยู่มากในหมู่นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการเรียนรู้ เนื่องจากมีปัญหาขึ้นมาจากตาราหรือคำภีร์ ที่เขียนขึ้นมาภายหลัง เมื่อประมาณ สองรอ้ยกว่าปีมานี้เองจากปัจจุบัน พ.ศ 2548 ก็คือคำภีร์อนาคตวงค์ ที่กล่าวว่าพระยามารจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอันดับที่ 4 จากปัจจุบัน เนื้อความบางส่วนเป็นดังนี้

               พระธรรมสามี (พระยามาธิราช)
    สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรว่า ในกาลเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าสองพระองค์ คือพระรามเจ้าและพรเจ้ากรุงโกศลราช ได้ตรัสในมัณฑกัปป์เดียวกัน ล่วงลับดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานแล้วในมัณฑกัปอันนั้น ตั้งอยู่ถ้วนกำหนดกาลช้านานครบ ๖๔ อันตรากัปป์เข้าแล้ว แผ่นดินนั้นก็บังเกิดกัปวินาศฉิบหายไปด้วยไฟ ไฟไหม้อยู่สิ้นกาลช้านาน จนถึง ๓ อสงไขย ล่วงไปได้ ๖๔ อันตรากัปป์ ๓ หนแล้ว ในกาลนั้นมีแผ่นดินตั้งขึ้นใหม่เป็นกัปป์อันหนึ่ง ชื่อว่าสารกัปป์ ในสารกัปแผ่นดินนานได้ ๖๔ อันตรากัปนั้น บังเกิดมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาตรัสในสารกัปนั้นคือ พระยามาราธิราช จักได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระธรรมสามีสัพพัญญูผู้ประเสริฐ
- พระองค์มีพระชนมายุได้ ๑๐ หมื่นปีเป็นกำหนด
- พระวรกายสูงได้ประมาณ ๘๐ ศอก
- มีไม้รังเป็นพระมหาโพธิ
- ประกอบไปด้วยพระพุทธรัศมีรุ่งเรืองสว่างประดุจดวงพระจันทร์ พระอาทิตย์ และสายฟ้าแลบ
- ในเมื่อพระองค์ทรงพระดำเนินก็ดี ทรงนั่งก็ดี ไสยาสน์ก็ดี อยู่ในที่ใดๆ บังเกิดมีพระบวรเศวตฉัตร สูงและกว้างใหญ่ได้ประมาณ ๓๐ โยชน์ ผุดขึ้นมาในประเทศกลางเวหา
- ด้วยเดชานุภาพพระสัพพัญญูเจ้า บังเกิดมีขุมทองอันหนึ่งใหญ่สำเร็จในโลก มนุษย์ทั้งหลายในพระพุทธศาสนาพระยามาราธิราชนั้น ได้อาศัยขุมทองประพฤติเลี้ยงชีวิตเป็นสุข

     ดูก่อนสำแดงสารีบุตร พระยามาราธิราชบรมโพธิสัตว์ ได้ก่อสร้างบารมี ๑๐ ประการ มีทานและศีลเป็นอาทิมามากแล้ว แต่กองบารมีอันหนึ่ง ปรากฏเป็นยอดยิ่งมิ่งมงกุฎบารมี เป็นปรมัตถคุณควรจะได้สำเร็จซึ่งพระพุทธสมบัติทั้งปวง พระองค์ตรัสดังนี้แล้ว จึงนำมาซึ่งอดีตนิทานแห่งพระยามาราธิราชบรมโพธิสัตว์ เป็นใจความว่า เมื่อครั้งพระพุทธศาสนาพระพุทธกัสสปทศพลญาณเจ้านั้น

       วิเคาระห์ความต่างกันของคำภีร คำว่า "ดูก่อนสำแดงสารีบุตร" ไม่เคยมีมาในพระไตรปิฏกและอรรถากถา แต่เป็นภาษาท้องถิ่นที่ปรากฏอยู่ทางภาคเหนือของไทย และในตำราอรรถกถานั้น ได้กล่าวถึงนิยตโพธิสัตว์ หรือพระโพธิสัตว์เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว จะได้รับคุณสัมบัติ 18 ประการ ดังที่คัดมาบางส่วนดังนี้
            อยู่ในอรรถกถาเล่มที่ 70 หน้าที่ 270 ตัดมาบางส่วนดังนี้
      ก็พระโพธิสัตว์ผู้มีอภินีหารอันสำเร็จแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่เข้าถึงอภัพพฐานะ คือฐานะอันไม่ควร ๑๘ ประการเหล่านี้.อธิบายว่า จำเดิมแต่สำเร็จอภินีหารแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นไม่เป็นคนบอดไม่เป็นคนหนวกมาแต่กำเนิด ๑ ไม่เป็นคนบ้า ๑ ไม่เป็นคนใบ้ ๑.ไม่เป็นง่อยเปลี้ย ไม่เกิดขึ้นในหมู่คนมิลักขะ คือคนป่าเถื่อน ๑ ไม่เกิดในท้องนางทาสี ๑ ไม่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิคือคนมีมิจฉาทิฏฐิอันดิ่ง ๑ ท่านจะไม่กลับเพศ ๑ ไม่ทำอนันตริยกรรมห้า ๑ ไม่เป็นคนมีโรคเรื้อน ๑ในกำเนิดเดียรัจฉานจะไม่มีร่างกายเล็กกว่านกกระจาบ จะไม่ใหญ่โตกว่าช้าง ๑ จะไม่เกิดขึ้นในขุปปิปาสิกเปรตและนิชฌามตัณหิกเปรต ๑ จะไม่เกิดขึ้นในพวกกาลกัญชิกาสูร ๑ ไม่เกิดในอเวจีนรก ๑ ไม่เกิดในโลกันตนรก ๑ อนึ่ง จะไม่เป็นมาร ๑ ในชั้นกามาวจรทั้งหลาย ในชั้นรูปาวจรทั้งหลาย จะไม่เกิดในอสัญญีภพ ๑ ไม่เกิดในชั้นสุทธาวาส ๑ไม่เกิดในอรูปภพ ไม่ก้าวล้ำไปยังจักรวาลอื่น ๑.

         ตรงคุณสมบัติในพระอรรถกถา กล่าวว่า  " อนึ่งจะไม่เป็นมาร "   เป็นการกล่าวที่ชัดเจนไม่สามารถดิ้นหรือผลิกไปเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้นตำราอนาคตวงค์ ยังมีความไม่ตรงกันในตำราพระอรรถกถา ตรงเรื่องนี้   แต่ถ้ายึดหลักตามชั้นของคำภีรม์ จาก พระไตรปิฏก เป็นหลักแล้วรองลงมาคือ พระอรรถกถา    สามารถรุปได้ว่า พระยามารยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้ามาก่อนเลย ยังเป็นอนิยตะโพธิสัตว์ คือยังไม่เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอนในอนาคตกาลอันไกลพ้น

          สุดท้าย ความจริงที่ว่าพระยามาร จะเป็น นิยตโพธิสัตว์ หรือ อนิยตโพธิสัตว์ ก็หาได้เป็นเรื่องที่มีสาระอันใดเลย เพราะว่าบารมีกรรมของผู้ใดก็เป็นสิ่งพิสูจน์ของผู้นั้นเองในอนาคต

      4.ความไม่รู้ในอริยสัจจ 4 กับปฏิจจสมุทปบาท
                     ดูข้อมูลที่ผมสนทนาใน เว็บลานเสวนาธรรม   
                     ลองพิจารณาดู ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 มีดังนี้
     1.
การไม่รู้จักทุกข์
     2.การไม่รู้เหตุแห่งทุกข์
     3.การไม่รู้ความดับทุกข์
     4.การไม่รู้วิธีดับทุกข์
     นี้ละเรียกว่า อวิชชา ที่สมบูรณ์ที่แท้จริง เป็นมูลเหตุของกิเลสทั้งหลาย

     อริยสัจ 4 ข้อที่ 1. กล่าวถึงทุกข์ แยกได้เป็นสอง ดังนี้
   1. ความทุกข์โดยธรรมชาติ คือ สังขารทั้งหลาย (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นตัวทุกข์ เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความหิวกระหาย ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ซึ่งเป็นตัวทุกข์ตามธรรมชาติ เมื่อมีสังขารย่อมเป็นไปอย่างนั้น มากบ้างน้อยบ้างตามฐานะหรือตามกรรม ของแต่ละบุคคล

   2. ความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส ตัณหา หรืออุปทานขันธ์ เช่นความผิดหวัง การพลัดพลาดจากของรัก ความเศร้าโศกเสียใจ ความพิไลรำพัน การคร่ำครวญ ความหุดหิดลำคราญใจ การไม่ย่อมรับสภาพของความเป็นจริงของโลกธรรม 8 (4 คู่ เจริญและเสื่อม) ในฝ่ายของความเสื่อม คือ
        1 เมื่อมีลาภ ก็ย่อมมี เสื่อมจากลาภ
        2.เมื่อมียศ ก็ย่อมมี เสื่อมจากยศ
        3.เมื่อมีสรรเสริญ ก็ย่อมมี นินทา
        4.มีสุข ก็ย่อมมี ทุกข์
จึงเกิดความกดดันและความเคียด จนวิปลาส หรือเป็นบ้าได้

    อริยสัจ 4 ข้อที่ 2. กล่าวถึงเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ การขาดสติปัญญา เป็นความไม่รู้จึงไปยึดมั่นถือมั่นเริ่มจาก(อวิชชา) กลายเป็นนิสัย กลายเป็นสันดาน กลายเป็นอนุสัย โดยไม่รู้ตัว ยึดมั่นในขันธ์ทั้งทั้ง 5 เรียกว่า อุปทานขันธ์ (ยึดสังขาร ยึดวิญญาณ ยึดนามรูป ยึดสฬายตนะ ยึดผัสสะ ยึดเวทนา มั่นว่า เป็นตัวเป็นตนของตน) ถ้าจะกล่าวตามหลักการได้ว่า เหตุแห่งทุกข์ก็จะเริ่มต้นจาก อวิชชา เป็นไปตามกระบวนการของ ปฏิจสมุทปบาท ทั้ง 12 ดังนี้

     1.เพราะอวิชชา เป็นปัจจัยจึงเกิด สังขาร
      อธิบายความ เพราะขาดสติ ขาดปัญญาแจ้งชัด ในสติปัฏฐาน 4 ในไตรลักษณ์ ในมรรคมีองค์แปด ในอริยสัจ 4 จึงเกิดอุปทานขันธ์ ยึดมั่นในสังขารของขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตนของตน

     2. เพราะสังขาร เป็นปัจจัยจึงเกิด วิญญาณ
     อธิบายความ เพราะยึดมั่นถือมัน สังขารในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตนของตน เป็นปัจจัย ก็ย่อมสำคัญมั่นหมายยึดมั่น ความรู้แจ้ง(วิญญาณ)ที่ปรากฏขึ้นกับสังขารขันธ์ของขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตนของตน

     3. เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป
     อธิบายความ เพราะมีความหมายมั่น ว่าความรู้แจ้งเป็นตัวตนของตน เป็นปัจจัย ก็ย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นชัดเจน(นามรูป)(ความรู้สึก เกิดหลังจากการได้รู้ ก็คือรู้ก่อนจึงค่อยเกิดความรู้สึกเต็ม)ว่าเป็นตัวของตัวของตนจริงๆ

     4. เพราะนามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิด สฬายตนะ 6
อธิบายความ เพราะความรู้สึกชัดว่าเป็นตัวของตัวของตนจริงๆ( นามรูป) เป็นปัจจัย จึงเกิด
           1.เมื่อไปรู้สึกที่ตา ก็สำคัญมั่นหมายว่า ตา ของฉัน
           2.เมื่อรู้สึกที่หู ก็สำคัญมั่นหมายว่า หู ของฉัน
           3.เมื่อรู้สึกที่จมูก ก็สำคัญมั่นหมายว่า จมูก ของฉัน
           4.เมื่อรู้สึกที่ลิ้น ก็สำคัญมั่นหมายว่า ลิ้น ของฉัน
           5.เมื่อรู้สึกที่กายก็สำคัญมั่นหมายว่า กาย ของฉัน
           6.เมื่อรู้สึกที่ใจ ก็สำคัญมั่นหมายว่า ใจ ของฉัน

     5. เพราะสฬายตนะ 6 เป็นปัจจัย จึงเกิด ผัสสะ
    อธิบายความ เพราะความสำคัญมั่นหมายรู้สึกว่า ตาของฉัน หูของฉัน จมูกของฉัน ลิ้นของฉัน กายของฉัน ใจของฉัน (สฬายตนะ 6) เป็นปัจจัย รูปที่ปรากฏที่ตาเห็น ก็สำคัญมั่นหมายว่า ฉันเห็น เสียงที่ได้ยินก็สำคัญมั่นหมายว่า ฉันได้ยิน จมูกที่ได้กลิ่นก็สำคัญมั่นหมายว่า ฉันได้กลิ่น กายที่สัมผัสก็สำคัญมั่นหมายว่า ฉันสัมผัส ใจที่คิดก็สำคัญมั่นหมายว่า ฉันคิด สรุป ผัสสะทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏขึ้น ก็สำคัญมั่นหมายว่า อยู่ที่ตัวตนของฉันทั้งหมด

     6. เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา
     อธิบายความ เพราะสำคัญมั่นหมายว่าผัสสะที่ปรากฏทั้งหมดเป็นตัวตนของฉัน เป็นปัจจัย ก็สำคัญมั่นหมายในผัสสะที่ปรากฏทำให้ ตัวของฉันเป็นสุข หรือตัวของฉันเป็นทุกข์ หรือตัวของฉันเฉย

     7. เพราะเวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิด ตัณหา
    อธิบายความ เพราะตัวของฉันเป็นสุข หรือตัวของฉันเป็นทุกข์ หรือตัวของฉันเฉย เป็นปัจจัย จึงเกิดความอยากให้ตัวของฉันสุข เกียดความทุกข์ และหลีกจากความชื่อเบื้อ อยากได้ความสุขมากๆ เรื่อยๆ และตลอดไป อยากได้ อยากปรนเปรอ ขันธ์ทั้ง 5 ให้เกิดสุขเวทนาอยู่เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

     8. เพราะตัณหา เป็นปัจจัย จึงเกิด อุปทาน
     อธิบาย เพราะความอยากสุขเกลียดทุกข์ เป็นปัจจัย จึงเกิดการปรุงแต่งเพื่อแสวงหา สร้างวิมาน บางคร่าวก็ลมๆ แล้ง บางก็มีเหตุผลที่เป็นไปได้ ระดมความคิดความรู้ที่มีอยู่ปรุงแต่งอย่างมากมาย จนเกิดความเคียด หรือดิ้นรนทางอารมณ์ จนเกินพอดี อุปทานขึ้นมา ก็เพื่อสนองความอยากหรือตัณหานั้นเอง

      9. เพราะอุปทาน เป็นปัจจัย จึงเกิด ภพ
      อธิบายความ เพราะ เกิดการคิดปรุงแต่งแสวงหาเพื่อสนองความอยากของตน เป็นปัจจัย จึงเกิดการพูด การกระทำ ก็คือ ภพ ไม่ว่าจะหยาบ หรือละเอียดอ่อนหวาน ก็เพื่อสนองตัณหาของตนนั้นเอง

      10. เพราะภพ เป็นปัจจัยจึงเกิด ชาติ
      อธิบายความ เพราะการพูด การกระทำ ไม่ว่าจะหยาบหรือละเอียดอ่อนหวาน ก็เพื่อสนองตัณหาของตนเอง เป็นปัจจัย จึงเกิด ของฉันอย่างชัดเจนและหนักแน่น เช่น ร่างกายของฉัน รถของฉัน บ้านของฉัน ลูกของฉัน ทุกอย่างที่ฉันได้รับมาหรือแสวงหามาล้วนเป็นของฉัน ซึ่งก็คือชาติ

      11. เพราะชาติ เป็นปัจจัยจึงเกิด ชราและมรณะ
       อธิบายความ เพราะ ทุกอย่างที่ฉันได้รับมาหรือแสวงหามาล้วนเป็นของฉัน เป็นปัจจัยจึงเกิด การเสื่อมสลายการทรุดโทรมหรือการสูญสิ้นจากสิ่งที่ว่าเป็นของฉันย่อมปรากฏขึ้นเพราะทุกอย่างล้วนตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คือ
             1.อนิจจัง ความไม่เที่ยงความแปรเปลี่ยน
             2.ทุกขัง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ความไม่สามารถคงทนอยู่ได้
             3. อนัตตา ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนที่ถาวร ความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้
     ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้ความทุกข์ลักษณะได้ปรากฏขึ้นกับสิ่งที่ล้วนเป็นของฉัน ค่อยๆ กัดกินด้วยความแก่ความชรา ความเสื่อมความ ทรุดโทรม ความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือความรักความใคร่ที่ไม่คงทน เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนขึ้น จนถึงที่สุดคือ ความพลัดพลาดจากของรัก เช่นการตายจาก การสูญหาย

       12. เพราะชราและมรณะ เป็นปัจจัยจึงเกิด ทุกข์โสกปริเทวะ
        อธิบายความ การตายจาก การสูญหาย การพลัดพลาดจากของรัก เป็นปัจจัย จึงเกิด ความทุกข์ที่มากมาย เช่นการร้องให้คล่ำครวญลำพัน การตีอกชกตีตัวเองด้วยความเสียใจ ความเคียด ความซึมเศร้า ความเศร้าหมอง การที่ไม่สามารถดำรงสติอยู่ได้หรือความวิปลาส ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวร เพราะการพลัดพลาดจากของรัก

       อธิบายเพิ่ม เมื่อปฏิจสมุทปบาท เกิดแต่ละรอบ ก็จะเก็บอนุสัยกิเลสสืบเนื่องกลายเป็นสันดานหรือเป็นนิสัย สืบต่อกันไม่สิ้นสุด จะเกิดชาติหน้าหรือไม่ ก็อยู่ที่การสืบต่อของอนุสัยกิเลสนี้ละ ถ้าอนุสัยนั้นดับ สิ้นจนเด็ดขาด หรือ อวิชชานั้นดับอย่างเด็ดขาด ไม่มีการสืบต่ออีก กิเลสต่างๆ ก็ไม่มี ก็คือพระอรหันต์ จะไม่มีคำว่าเกิดชาติหน้าต่อไป

    อริยสัจ 4 ข้อที่ 3. กล่าวถึงความดับทุกข์ ก็คือปฏิจสมุทปบาท ที่เป็นฝ่ายดับ ดังนี้ เมื่อมี สติสัมปัญญะปัญญาแจ้งชัด ในสติปัฏฐาน 4 ในไตรลักษณ์ ในมรรคมีองค์แปด ในอริยสัจ 4 ปฏิจสมุทปบาทฝ่ายดับก็ปรากฏขึ้น ก็คืออุปทานขันธ์ดับ
         1.เมื่ออวิชชาดับ สังขารก็ดับ
         2.เมื่อสังขารดับ วิญญาณก็ดับ
         3.เมื่อวิญญาณดับ นามรูปก็ดับ
         4.เมื่อนามรูปดับ สฬายตนะก็ดับ
         5.เมื่อสฬายตนะดับ ผัสสะก็ดับ
         6.เมื่อผัสสะดับ เวทนาก็ดับ
         7.เมื่อเวทนาดับ ตันหาก็ดับ
         8.เมื่อตันหาดับ อุปทานก็ดับ
         9.เมื่ออุปทานดับ ภพก็ดับ
       10.เมื่อภพดับ ชาติก็ดับ
       11.เมื่อชาติดับ ชรามรณะก็ดับ
       12.เมื่อชรามรณะดับ ทุกข์โสกปริเทวะก็ดับ

    อริยสัจ 4 ข้อที่ 4. วิธีการดับทุกข์ มีการปฏิบัติดังนี้
       ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 คือ 1.พิจารณากายในกาย 2.พิจารณาเวทนาในเวทนา 3.พิจารณาจิตในจิต 4.พิจารณาธรรมในธรรม
      ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด อริยะมรรคมีองค์ ๘ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑
วาจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑ ความระลึกชอบ ๑ ความ
ตั้งจิตไว้ชอบ ๑
      และที่สุดมีสติเท่าทันเป็นปัจจุบันมีปัญญาเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ปฏิจสมุทปบาทฝ่ายดับก็มีขึ้น

      5. ขันธ์ 5 กับ อุปทานธันธ์
      หัวข้อนี้ ความจริงเป็นการอธิบายที่แตกแขนงมาจาก อริยสัจ 4 กับ ปฏิจจสมุทปบาท ที่ยกความคิดเห็นมาจากลานธรรมดังนี้
      ต่อไปผมจะกล่าวถึงการปฏิบัติ เพื่อสอบทานนะครับ ประมาณ ปี 2533-34 ซึ่งขณะนั้นผมยังเข้มข้นในการปฏิบัติธรรมอย่างมากอยู่นะครับ ปฏิบัติธรรมเป็นหลัก งานอาชีพยังเป็นรองอยู่ ผมผ่านคำภาวนาที่มากมาย เพราะได้ปฏิบัติมามากพอควรแล้ว สามารถดำเนินการปฏิบัติทิ้งความรู้สึกทุกอย่าง เหลือแต่องค์ภาวนาอย่างเดียว และสามารถทิ้งองค์ภาวนา ดับความรับรู้ทั้งหมดไปได้ ซึ่งภาวะอย่างนี้ได้วนเวียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ความทุกข์จากความกดดันที่เกิดจากฐานะทางกฏหมายและสังคมมีอยู่ ปรากฏขึ้นมาเป็นระยะๆ และก็พอที่จะจำปฏิจจสมุทปบาท ได้ว่าเริ่มต้นจาก อวิชชา

     ผมจึงคิดว่าแล้วอวิชชาอยู่ตรงใหน? ตามที่ผมได้ปฏิบัติมา แต่ก็ยังมีความทุกข์ก็เพราะอะวิชชา ผมจึงประสงค์จะรู้ว่า อวิชชาอยู่ตรงใหน? เป็นอย่างไร? ผมเห็นมันบางหรือเปล่า? แต่รู้ว่าเมื่อมีกิเลสอยู่ อวิชชาเกิดได้ทุกข์ขณะ แต่มันคืออะไร? อยู่ตรงใหน? ของจิตที่เราดำเนินการปฏิบัติอยู่

     เพราะความเข้าใจว่า อวิชชา เกิดอยู่ทุกขณะเมื่อยังไม่หมดสิ้นกิเลส และประสงค์จะรู้จัก อวิชชาในขณะจิต หรือในขณะความรู้สึกนั้น ผมจึงเปลี่ยนคำภาวนา เป็นคำว่า "อวิชชา"ๆ อย่างเดียว รู้สึกตรงใหน ก็ภาวนาคำว่า "อวิชชา" ตรงนั้น อะไรกระทบปรากฏขึ้นในจิต สติตามทันในขณะนั้น ก็ภาวนาว่า "อวิชชา" ตามนั้น กำหนดเช่นนี้อยู่เป็นเวลาหลาย ก็เกิดภาวะแบบเดิมผลแบบเดิมคือ สามารถดำเนินการปฏิบัติทิ้งความรู้สึกทุกอย่าง เหลือแต่องค์ภาวนาอย่างเดียว และสามารถทิ้งองค์ภาวนา ดับความรับรู้ทั้งหมดไปได้
     แต่ด้วยความที่ประสงค์จะรู้ว่าอวิชชาอยู่ตรงใหน ในขณะที่มีจิตเป็นหนึ่งมีอารมณ์เดียว มีองค์ภาวนาคำว่า "อวิชชา" ๆ อยู่ แต่ก็มีการไหวของจิตอยู่ เปลี่ยนแปลงอยู่เล็กๆ ก็เกิดความรู้ขึ้นมาเองว่า
           " ออ! อวิชชา ปรากฏในขณะที่เราขาดสติ หรือสติไม่สมบูรณ์ นี้เอง "
     และเมือภาวนาต่อไปได้อีกสักระยะหลังจากนั้น ก็ยังมีความรู้สึกว่า ยังมีอัตตาความยึดมั่นถือมั่นเป็นตนอยู่ แม้แต่อยู่ในอารมณ์ที่เป็นหนึ่ง ก็เกิดความรู้ขึ้นมาเองว่า
          " ออ! แม้แต่ภาวนาอยู่มีสติสมาธิอยู่ แต่ยังมีอัตตาเป็นตัวของเรา(ตัวของผม ตัวของกู) อยู่ในความรู้สึกนั้น อวิชชาก็ปรากฏอยู่ตรงนั้น "
    ตั้งแต่นั้นมาผมก็สามารถพอแยกแยะปฏิจจสมุทปบาทฝ่ายเกิดได้ และเมื่อมาทำความเข้าใจเรื่อง ขันธ์ 5 กับ อุปทานขั้นธ์ จึงทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น คือเข้าใจถึง อุปทานขันธ์ ก็เกิดจาก อวิชชาหรืออัตตา ยึดมั่นถือมั่นขันธ์ 5 ที่ปรากฏตามปัจจัยของธรรมชาติที่เกิดจากเหตุเก่าที่สืบเนื่องกันมาว่า เป็นของเรา เป็นตัวเรา (หรือเป็นของกู)

     เอาเหละครับผมจะอธิบายเชื่อมโยงสิ่งที่ใหญ่ก่อน คือเรื่องขันธ์ 5 กับ อุปาทานขันธ์ ที่พอทำความเข้าใจร่วมกันได้ แล้วค่อยไปสู่ปฏิจจสมุทปบาท ที่ละเอียดขึ้นชับซ้อนขึ้น

     ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั้นอยู่ปรากฏอยู่ตามธรรมชาติดีหรือไม่ดีตามเหตุของมัน เช่น รูปที ดี สวย ที่น่ารัก หรือ รูปที ไม่ดี ไม่สาวย หรือที่ไม่น่ารัก ก็ย่อมปรากฏอยู่แล้วตามเหตุของมัน และรูปนั้น หรือขันธ์ 5 นั้น ปรากฏดีหรือไม่ดี ก็ตกอยู่ภายใต้ กฏไตรลักษณ์เป็นธรรมดา(อนิจจา ทุกขัง อนัตตา) คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามภาวะของเหตุและปัจจัยของธรรมชาตินั้น
     แต่เมื่อมีอวิชชา หรือ มีอัตตายึดมั่นถื่อมั่นในขันธ์ทั้ง 5 เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา (หรือของกู) จึงเกิดภาวะที่ว่า ต้องสวย ต้องเลิศ ต้องหรู ต้องสุข ต้องเลิศ อยู่อย่างนั้น จึงเกิดภาวะการไขว่ขว้าทำเหตุหาเหตุที่ ต้อง ๆ ๆ ดังที่ผ่านมา
     แต่เมื่อขันธ์ 5 ปรากฏไม่ได้ดังต้องการ ดังพึงประสงค์ ก็ย่อมเกิดทุกข์ขึ้นมา บ้างตรมด้วยความเศร้าโศก บ้างร้องไห้คลำครัวญ ตีอกชกต่อยตัวเอง บ้างถึงที่สุดกลายเป็นคนบ้า หรือ ฆ่าตัวตาย
    แต่เมื่อขันธ์ 5 ปรากฏได้ดังที่ต้องหรือประสงค์ บ้างก็หลงละเลิงเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปอีก แต่ขันธ์ 5 นั้นย่อมเป็นไปตามไตรลักษณ์ ย่อมดับไปสลายไป เปลี่ยนไป เป็นธรรมดา เมื่ออุปทานขันธ์ ยังต้องการ ยังต้องประสงค์ อยู่ด้วยความยึดมั่นและถือมั่น ความทุกข์รนก็ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างหลีกหนึไม่พ้น

    ผมยังจำคำพูดของท่านพุทธทาส ที่ท่านสื่อความความหมายได้ถึงใจในประโยคที่ว่า
          "มนุษย์เรานี้ โง่ ยืน นอน เดิน กิน อยู่ใน กองเพลิงทุกข์ ก็ยังไม่ย่อมหนีออกจากมัน"
          (ผมเองก็ย่อมรับว่าปัจจุบันนี้ผมก็ยังโง่อยู่)