กัปป์ อสงไขย อายุขัย กาลเวลา และการประมาณจำนวน

     ความจริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นที่สนใจของคนทั้งหลาย ผมจึงเห็นว่าควรรวบรวมไว้เพื่อสะดวกในการค้นหาและอ่าน ซึ่งผมได้ทำการคำนวณให้เห็นโดยประมาณตัวเลข และวิเคราะห์ให้เห็นภาพที่พอจะชัดเจนขึ้นได้ เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
          เรื่องความยาวนานของกัปป์
          เรื่องพุทธเขต ทั้ง 3 พุทธเขต
          เรื่องอายุขัยของเทวดาและพรหม
          เรื่องอายุขัยของสัตว์อเวจีนรก 1 ปทุม
          เรื่องประมาณชาติที่เกิดตายในหนึ่งกัปป์
          เรื่องความยาวนานของอสงไขย
          เรื่องเปรียบเทียบจักรวาลแบบพุทธกับสุริยจักรวาล
          เรื่องหน่วยวัดระยะเวลา 1 กัปป์

         
 เรื่องประมาณจำนวนเทวดาและพรหมย่อกายรวมกันใน 12 โยชน

                    เรื่องความยาวนานของกัปป์
         
มีพระสุตรที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงความยาวนานของกัปป์ อยู่หลายพระสุตร แต่มีพระสุตรเดียวที่ผมสามารถยกมาเปรียบเทียบคำนวณ ประมาณเป็นปีของมนุษย์โลกเราได้ คือ
                    
. สาสปสูตร
       [
๔๓๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้น
ภิกษุนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่งนานเพียงไร
หนอแล ฯ
       
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า เท่านี้ปี
ฯลฯ หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ฯ
      
ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า ฯ
      [
๔๓๒] . อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูกรภิกษุเหมือนอย่างว่า นคร
ที่ทำด้วยเหล็ก ยาวโยชน์ ๑ กว้างโยชน์ ๑ สูงโยชน์ ๑ เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีเมล็ดพันธุ์
ผักกาดรวมกันเป็นกลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่งๆ ออกจากนครนั้น
โดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้น พึงถึงความสิ้นไป หมดไป
เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงความสิ้นไป หมดไป กัปนานอย่างนี้แล
บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่
แสนกัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ
พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
                                         
จบสูตรที่ ๖

         จากพระสูตรข้างบนเมื่อผมนำมาคำนวณเป็นปีโดยประมาณว่า หนึ่งกัปมีระยะเวลากี่ปีดังนี้
สมมุติมีกล่องใบหนึ่ง กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1โยชน์ และ สูง 1 โยชน์ ในเวลา 100 ปี ให้เอาเมล็ดผักกาด 1 เมล็ด ใส่ลงไปในกล่องนั้น ทำอย่างนี้จนเมล็ดผักกาดนั้นเต็มเสมอเรียบปากกล่อง นั้นละจึงเท่ากับ 1 กัป

          
วิเคราะห์คำนวณ 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร
          
ดังนั้นกล่องใบนี้มีปริมาตร = 16X16X16 = 4,096 ลูกบาตกิโลเมตร
          
ประมานว่า เมล็ดผักกาด มีขนาด .5 มิลลิเมตร
          1
กิโลเมตรเทียบเป็นมิลลิเมตรได้ดังนี้ 10X100X1000 = 1,000,000 มิลลิเมตร
จะได้  1 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = (1,000,000)/0.5 = 2,000,000 เมล็ด
ดังนั้น 16 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = 16X2,000,000 = 32,000,000 เมล็ด

          
ถ้าเป็นปริมาตร คือ กว้าง*ยาว*สูง ต้องใช้เมล็ดผักกาดทั้งหมด คือ
32,000,000X32,000,000X32,000,000 = 32,768,000,000,000,000,000,000
เมล็ด
ใน 100 ปี ใส่เมล็ดผักเพียง 1 เมล็ด ดังนั้นต้องใช้เวลาทั้งหมดคือ
32,768,000,000,000,000,000,000X100 = 3,276,800,000,000,000,000,000,000
ปี
           1
กัป >= 3.3 X 10**24 ปี

จึงได้เวลา 1 กัป ประมาณหรือมากกว่า สามล้านสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันแปดร้อยล้านล้านล้าน ปี
ประมาณหรือมากกว่า 3.3 X 10**24 ปี
       
แต่ค่าที่ได้นี้จะไปขัดแย้งกับค่า 1 ปทุมะ ที่เป็นอายุขัยสูงสุดของสัตว์ในอเวจีนรก ซึ่งมีค่าประมาณหรือมากกว่า 2.62 X 10**26 ปี
จึงต้องขยับตัวเลข 1 กัปป์ เป็น 1 กัปป์ ประมาณหรือมากกว่า 3.3 X 10**26 ปี จึงดูใกล้เคียงมากกว่า
หมายเหตุ ถ้าโลกเราหรือสุริยจักรวาลนี้แตกดับไปแต่ภพของเทวดาหรือภพพรหมบางส่วนและดาวฤกษ์บริเวณใกล้เคียงโดยรอบยังไม่แตกดับไปด้วย ก็ยังไม่นับว่าเป็น 1 กัปป์ ดังนั้น 1 กัปป์อาจหมายความว่าโลกมนุษย์หรือสุริยจักรวาลเกิดและดับไปหลายครั้งแล้วก็เป็นได้ อ่านได้ในเปรียบเทียบจักรวาลพุทธกับสุริยจักรวาลตอนท้าย
    
หรือกล่าวได้ว่า 1 กปัป์ คือ หน่วยวัด ที่ทุกๆ โลก ทุกๆ จักรวาลที่อยู่ในอาณาบริเวณพุทธเขต บังเกิดขึ้นมาหนึ่งครั้ง และตั้งอยู่ เเละดับไปสลายไป 1 ครั้ง                   

    ความหมายของพุทธเขต และเมื่อกัปพินาศ จากอรรถกถาเล่มที่ 1
    
ในกาลใด กัปย่อมพินาศไปเพราะไฟ, ในกาลนั้น โลกย่อม ถูกไฟเผา ภายใต้ตั้งแต่ชั้นอาภัสสระลงมา.
    
ในกาลใด กัปย่อมพินาศไปเพราะน้ำ ในกาลนั้น โลกย่อมถูกน้ำทำลายให้แหลกเหลวไป ภายใต้ตั้งแต่ชั้นสุภกิณหะลงมา.
     
ในกาลใด กัปย่อมพินาศไปเพราะลม, ในกาลนั้น โลกย่อมถูกลมพัด ให้กระจัดกระจายไป ภายใต้ตั้งแต่ชั้นเวหัปผละลงมา.
    
ก็โดยส่วนมาก* พุทธเขตอย่างหนึ่ง (คือเขตของพระพุทธเจ้า) ย่อมพินาศไป แม้ในกาลทุกเมื่อ.
            [
พุทธเขต ๓ พร้อมทั้งอรรถาธิบาย]
    
ขึ้นชื่อว่า พุทธเขต (คือเขตของพระพุทธเจ้า) มี ๓ คือ ชาติเขต (คือเขตที่ประสูติ) ๑ อาณาเขต (คือเขตแห่งอำนาจ) ๑ วิสัยเขต (คือ เขตแห่งอารมณ์ หรือความหวัง) .
           
ในพุทธเขต ๓ อย่างนั้น
    
สถานเป็นที่หวั่นไหวแล้ว เพราะเหตุทั้งหลาย มีการถือปฏิสนธิเป็นต้น ของพระตถาคต ชื่อ ชาติเขต ซึ่งมีหมื่นจักรวาลเป็นที่สุด.
      
สถานที่อานุภาพแห่งพระปริตรเหล่านี้ คือ รัตนปริตร เมตตาปริตร
ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร โมรปริตร เป็นไปชื่อว่า อาณาเขต
ซึ่งมีแสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด.
      
เขตเป็นที่พึ่งซึ่งพระองค์ทรงระลึกจำนงหวัง ที่พระองค์ทรงหมายถึง
ตรัสไว้ว่า ก็หรือว่า ตถาคตพึงหวังโลกธาตุมีประมาณเพียงใด ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า วิสัยเขต ซึ่งมีประมาณหาที่สุดมิได้.
       
บรรดาพุทธเขตทั้ง ๓ เหล่านั้น อาณาเขตอย่างหนึ่ง ย่อมพินาศไป ดังพรรณนามาฉะนี้. ก็เมื่ออาณาเขตนั้นพินาศอยู่ ชาติเขตก็ย่อมเป็นอันพินาศ ไปด้วยเหมือนกัน. และชาติเขตเมื่อพินาศไป ก็ย่อมพินาศโดยรวมกันไปทีเดียว.
แม้เมื่อดำรงอยู่ ก็ย่อมดำรงอยู่โดยรวมกัน.

     
สรุปได้ว่า พุทธเขตมี 3 เขต คือ
     1.ชาติเขต     มีหมื่นจักรวาล ที่สว่างและหวั่นไหว เมื่อพระมหาโพธิสัตว์ ปฏิสนธิ ประสูติ และตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า
     2. อาณาเขต  มีล้านล้านจักรวาล ที่อำนาจของพุทธคุณไปถึงได้ (ก็คือกลุ่มกาแลคชี ที่รวมกาแลคชีทางช้างเผือกนี้ด้วย)
     3. วิสัยเขต    มีจักรวาลหรือโลกธาตุประมาณหาที่สุดมิได้ ที่พระพุทธเจ้าพึงรู้ได้ (ทรงรู้ไปได้ทั่วทุกๆ กาแลคชี)

      
วิเคราะห์ตามอรรถกถา เมื่อตอนสิ้นกัป หมายถึง 1. อาณาเขตและ 2. ชาติเขต  ที่มีจักรวาลถึงแสนโกฏิจักรวาล (ล้านล้านจักรวาล) ก็คือกลุ่มกาแลคชีในอาณาบริเวณทางช้างเผือกทั้งหมด พังจนหมดสิ้นจนไม่มีเหลือ ซึ่งไม่ใช่จักรวาลเดียวหรือโลกที่มนุษย์โลกเราอยู่นี้ พังจนหมดสิ้นเพียงจักรวาลเดียว  แต่หมายความว่าพังสลายไปทั้งหมดในกลุ่มกาแลคชีทางช้างเผือก(มีอยู่หลายกาแลคชีที่ใกล้กัน ที่อัดเข้ามารวมกัน)  แต่กาแลคชีอื่นหรือโลกธาตุอื่นที่อยู่ไกลออกไปมากๆ หาได้พังสลายไปพร้อมกันไม่  ก็คือ กลุ่มกาแลคชีแต่ละกลุ่มมีการเกิดแล้วยุบรวมตัวกันแล้วสลาย แล้วเกิดใหม่แล้วยุบรวมตัวกันแล้วสลาย ไปตามธรรมชาติแต่หาได้สลายไปพร้อมกันที่เดียว และการนับว่า 1 กัป นั้น จำนงหมายเอาแต่โลกธาตุหรือกาแลคชีที่จะมีหรือที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติปรากฏขึ้นได้เท่านั้น  เกิดขึ้นแล้วพังสลายไปหนึ่งรอบเป็น 1 กัป  และเมื่อก่อตัวเป็นโลกธาตุสมบูรณ์(กาแลคชี)ใหม่ จึงนับเป็น กัป ต่อไป     

                           เรื่องอายุขัยของเหลาเทวดา
  
อายุขัยของเหล่าเทวดานั้นมีอายุขัยยืนยาวมาก ผมขอตัดบางส่วนของ วิตถตสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรงตรัสมาให้ดู
                             
วิตถตสูตร (บางส่วน เกียวกับอายุขัยเทวดา)
.............

           
อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ บุคคลเข้าอยู่แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก
มีความรุ่งเรืองมาก มีความแพร่หลายมาก เพียงไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพระราชา
เสวยราชย์ดำรงอิสรภาพและอธิปไตยในชนบทใหญ่ๆ ๑๖ รัฐ มีรัตนะ ๗ ประการมากมาย
เหล่านี้ คือ อังคะ มคธะกาสี โกสละ วัชชี มัลละ เจดีย์ วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ
สุรเสนะอัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ การเสวยราชดำรงอิสรภาพและอธิปไตยของ
พระราชานั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ประการ ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะราชสมบัติมนุษย์เป็นเหมือนของคนกำพร้าเมื่อเทียบสุขอันเป็นทิพย์
        
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๕๐ ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น
เป็นเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง ๕๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของ
เทวดาชั้นจาตุมมหาราช ..........
         
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๑๐๐ ปี มนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓๐ ราตรี
โดยราตรีนั้นเป็นเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่งพันปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณ
อายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ........
          
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒๐๐ ปีมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นยามา ๓๐ ราตรีโดย
ราตรีนั้นเป็นเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง ๒,๐๐๐ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณ
ของอายุเทวดาชั้นยามา .......
           
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔๐๐ ปีมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดุสิต ๓๐ ราตรีโดย
ราตรีนั้นเป็นเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง ๔,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็น
ประมาณอายุของเทวดาชั้นดุสิต .......
          
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๘๐๐ ปีมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นนิมมานรดี ๓๐ ราตรี
โดยราตรีนั้นเป็นเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง ๘,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็น
ประมาณอายุของเทวดาชั้นนิมมานรดี ......
         
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๑,๖๐๐ ปีมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็นเดือนหนึ่ง ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น
เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี .....
        
บุคคลไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ พึง
เว้นจากเมถุนธรรม อันมิใช่ความประพฤติของพรหม ไม่พึง
พูดเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา ไม่พึงบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
ในราตรี ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และของหอม พึงนอนบน
เตียง บนแผ่นดิน หรือบนเครื่องลาดด้วยหญ้า บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวอุโบสถ ๘ ประการนี้แล ที่พระพุทธเจ้าผู้ถึง
ที่สุดแห่งทุกข์ทรงประกาศแล้ว
.............................

                              
จบสูตรที่ ๒
        
เมื่อนำมาเปรียบเทียบเป็นปีกับมนุษย์โลกได้ดังนี้
            
อายุขัยของเทวดาเทียบกับปีของมนุษย์โลก
  
หนึ่ง 1 ปีทิพย์ของสวรรค์แต่ละชั้น เท่ากับ 360 วันทิพย์ของสวรรค์แต่ละชั้น
ชั้นจาตุมีอายุ 500 ปีทิพย์ 1 วันทิพย์ เท่ากับ 50 ปีโลกมนุษย์ ดังนั้นเท่ากับ 500X360X50 = 9,000,000 ปี
ชั้นดาวดึงส์ " " 1000  " "  1       " "         100                            " " เท่ากับ 36,000,000 ปี
ชั้นยามา     " " 2000  " "  1       " "         200                           " " เท่ากับ 144,000,000 ปี
ชั้นดุสิต      " " 4000  " "  1       " "         400                           " " เท่ากับ 576,000,000 ปี
ชั้นนิมมา    " " 8000  " "  1       " "         800                         " " เท่ากับ 2,304,000,000 ปี
ชั้นปรมิน  " " 16000  " "  1        " "      1600                         " " เท่ากับ 9,216,000,000 ปี

             
อายุของพระพรหม รูปฌาน 1 ถึง รูปฌาน 4
รูปฌาน 1 มีอยู่ 3 ชั้น
      
สมาธิอย่างอ่อน ปาริสัชนาพรหม มีอายุ 1/3 กัป
      
สมาธิอย่างกลาง ปุโรหิตพรหม มีอายุ 1/2 กัป
      
สมาธิอย่างสูง มหาพรหม มีอายุ 1 กัป
รูปฌาน 2 มีอยู่ 3 ชั้น
      
สมาธิอย่างอ่อน ปริตตาภาพรหม มีอายุ 2 กัป
      
สมาธิอย่างกลาง อัปปมาณภาพรหม มีอายุ 4 กัป
      
สมาธิอย่างสูง อาภัสสราพรหม มีอายุ 8 กัป
รูปฌาน 3 มีอยู่ 3 ชั้น
     
สมาธิอย่างอ่อน ปริตตสุภาพรหม มีอายุ 16 กัป
     
สมาธิยย่างกลาง อัปปมาณสุภาพรหม มีอายุ 32 กัป
     
สมาธิอย่างสูง สุภกิณหาพรหม มีอายุ 64 กัป
รูปฌาน 4 มีอยู่ 2 ชั้น
     
เวหัปผลพรหม มีอายุ 500 กัป
     
อสัญญสัตราพรหม มีอายุ 500 กัป

สุทธาวาสพรหม มี 5 ชั้น เป็นภพของพระอนาคามี
     1.
อวิหา มีอายุ 1,000 กัป
     2.
อตัปปา มีอายุ 2,000 กัป
     3.
สุทัสสา มีอายุ 4,000 กัป
     4.
สุทัสสี มีอายุ 8,000 กัป
     5.
อกนิฏฐา มีอายุ 16,000 กัป

อรูปพรหม มี 4 ชั้น
     1.
อากาสานัญจายตนพรหม มีอายุ 20,000 กัป
     2.
วิญญาณัญจายตนพรหม มีอายุ 40,000 กัป
     3.
อากิญจัญญายตนพรหม มีอายุ 60,000 กัป
     4.
เนวสัญญานาสัญญายตนาพรหม มีอายุ 84,000 กัป

                  เรื่องอายุขัยของสัตว์อเวจีนรก 1 ปทุมะ
    
ผมขอยกพระสูตรบางส่วน จากเรื่องพระโกกาลิ ดังนี้
 
    ......  ครั้นพอล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหม มีรัศมีอัน งามยิ่ง ทำวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน
อยู่ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้วอุบัติในปทุมนรก เพราะจิตคิดอาฆาตในพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ท้าวสหัมบดีพรหม ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว กระทำประทักษิณ แล้ว ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง ฯ
[
๓๘๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ประมาณอายุในปทุมนรกนานเพียงใด พระเจ้าข้า ฯ
      
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ประมาณอายุในปทุมนรกนานนัก การนับประมาณอายุในปทุมนรกนั้นว่า เท่านี้ปี เท่านี้ร้อยปี เท่านี้พันปี หรือว่า เท่านี้แสนปี ไม่ใช่ทำได้ง่าย ฯ
     
. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระองค์สามารถจะทรงกระทำการเปรียบ เทียบได้หรือไม่ พระเจ้าข้า ฯ
       
พระผู้มีพระภาคทรงรับว่า สามารถ ภิกษุ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เปรียบเหมือนเกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศล เมื่อล่วงไปได้ ร้อยปี พันปี แสนปี บุรุษพึงหยิบเมล็ดงาขึ้นจากเกวียนนั้นออกทิ้งเมล็ดหนึ่งๆ
ดูกรภิกษุ เกวียนที่บรรทุกงาหนัก ๒๐ หาบของชาวโกศลนั้น จะพึงถึงความ สิ้นไปโดยลำดับนี้เร็วเสียกว่า แต่อัพพุทนรกหนึ่งจะไม่พึงถึงความสิ้นไปได้เลย
    
ดูกรภิกษุ ๒๐ อัพพุทนรกเป็นหนึ่งนิรัพพุทนรก
     
๒๐ นิรัพพุทนรกเป็นหนึ่ง อัพพนรก
     
๒๐ อัพพนรกเป็นหนึ่งอหหนรก
     
๒๐ อหหนรกเป็นหนึ่งอฏฏนรก
     
๒๐ อฏฏนรกเป็นหนึ่งกุมุทนรก
     
๒๐ กุมุทนรกเป็นหนึ่งโสคันธิกนรก
     
๒๐ โสคันธินรกเป็นหนึ่งอุปลกนรก
     
๒๐ อุปลกนรกเป็นหนึ่งปุณฑรีกนรก
     
๒๐ ปุณฑรีก นรกเป็นหนึ่งปทุมนรก อย่างนี้
ก็โกกาลิกภิกษุอุบัติในปทุมนรกเพราะจิตคิด อาฆาตในสารีบุตรและโมคคัลลานะ ฯ
     
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
       [
๓๘๗] ก็วาจาหยาบเช่นกับขวาน เกิดในปากของบุรุษแล้ว เป็น เหตุตัดรอนตนเองของบุรุษผู้เป็นพาล ผู้กล่าวคำทุภาษิต ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรนินทา หรือนินทาคนที่ควรสรรเสริญผู้นั้นย่อมก่อโทษเพราะปาก ย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น การแพ้ด้วยทรัพย์เพราะเล่นการพนันเป็นโทษเพียงเล็กน้อย โทษของผู้ที่ยังใจให้ประทุษร้ายในท่านผู้ปฏิบัติดีนี้แล เป็นโทษมากกว่า บุคคลตั้งวาจาและใจอันลามกไว้แล้วเป็นผู้ติเตียนพระอริยะเจ้า ย่อมเข้าถึงนรกตลอดกาลประมาณ ด้วยการนับปี ๑๐๐,๐๐๐ นิรัพพุทะและ ๔๐ อัพพุทะ
.............
     
ต่อไปจะเป็นการคำนวณเทียบกับปีของโลกมนุษย์เรา
       
เมล็ดงา 1 เกวียน มีอัตรา 20 ขารี 1 ขารีเท่ากับ 256 ทะนาน เมื่อล่วงไป 1 แสนปีเอาเมล็ดงาออกจากเกวียน 1 เมล็ดทำจนหมดจากเกวียน ก็ยังไม่ถึง 1 อัพพุทะในนรกเลย
       
การเปรียบเทียบ 1 อัพพุทะ ตามมาตรตราปัจจุบันอย่างคล่าวๆ
1
ทะนาน เท่ากับ 1 ลิตร
1
ลิตร เท่ากับ 1000 ลูกบาศเชนติเมตร
เมล็ดงา 1 เมล็ด ประมาณ 1 มิลิเมตร ดังนั้น 1 เชนติเมตร เอาเมล็ดงาเรียงกันได้ 10 เมล็ด
   
จะได้ 1 ลูกบาศเชนติเมตร จะมีจำนวน เมล็ดงา ประมาณ 10 X10 X 10 = 1000 เมล็ด
    
จะได้ 1 ลิตรมีเมล็ดงาประมาณ 1000X1000 ประมาณ 1,000,000 เมล็ด
    
จะได้ 1 ทะนานจะมีเมล็ดงาประมาณ 1,000,000 เมล็ด
    
จะได้ 1 ขารีจะมีเมล็ดงาประมาน 256 X 1,000,000 ประมาณ 256,000,000 เมล็ด
    
จะได้ 1 เกวียนจะมีเมล็ดงาประมาณ 20 X 256,000,000 ประมาณ 5,120,000,000 เมล็ด
    
จะได้เวลาทั้งหมดเมื่อหยิบเมล็ดงาออกหมดเกวียน ประมาณ 100,000 X 5120,000,000 ปี
ประมาณ 512,000,000,000,000 ปี
      
ซึ่งยังไม่ถึง 1 อัพพุทะ แต่ก็ประมาณ 512,000,000,000,000 ปี หรือ 5.12 X 10**14 จึงเอาไปแทนค่าตามข้างล่าง
       20
อัพพุทะ เป็น 1 นิรัพพุทะ 20**1 X 5.12 X 10**14
       20
นิรัพพุทะเป็น 1 อพัพพะ 20**2 X 5.12 X 10**14
       20
อพัพพะเป็น 1 อหหะ 20**3 X 5.12 X 10**14
       20
อหหะเป็น 1 อฏฏะ 20**4 X 5.12 X 10**14
       20
อฏฏะเป็น 1 กุมุทะ 20**5 X 5.12 X 10**14
       20
กุมุทะเป็น 1 โสคันธิกะ 20**6 X 5.12 X 10**14
       20
โสคันธิกะเป็น 1 อุปปละ 20**7 X 5.12 X 10**14
       20
อุปปละเป็น 1 ปุณฑริกะ 20**8 X 5.12 X 10**14
       20
ปุณฑริกะเป็น 1 ปทุมะ 20**9 X 5.12 X 10**14
และ 20**9 = 512,000,000,000 = 5.12 X 10**11
ดังนั้น 1 ปทุมะนรก ประมาณหรือมากกว่า 5.12 X 10**11 X 5.12 X 10**14 ประมาณ 26.2144 X 10**25
ประมาณ 2.62 X 10**26 หรือ 1 ปทุมะนรก ประมาณหรือมากกว่า 262,144,000,000,000,000,000,000,000 ปีมนุษย์โลก
เมื่อเปรียบเทียบปีมนุษย์ กับ 1 ปทุมะนรก และปีของมนุษย์กับ 1 กัป ดังที่คำนวณมาแล้ว จะเห็นว่า มีเวลายาวนานมาก ดังนั้นในตำราของพระพุทธศาสนาจึงกล่าวว่า ผู้ที่ตกนรกอเวจี ต้องทรมานอยู่ตลอดกัป หรือชั่วกัปชั่วกัลป์
     
แต่จากที่คำนวณ เวลา 1 กัปป์ >= 3.3 X 10**24 ปี ซึ่งตัวเลขน้อยกว่า 1 ปทุมะของอเวจีนรก
   
ดังนั้น 1 กัปป์ ประมาณหรือมากกว่า 3.3 X 10**26 ปี น่าจะเป็นค่าที่หมดสมกว่า

                         เรื่องประมาณชาติที่เกิดตายในหนึ่งกัปป์
      
ผมขอยกเนื้อหาจากพระสูตรก่อนแล้วค่อยวิเคราะห์ในภายหลังดังนี้
                                 
๑๐. ปุคคลสูตร
[
๔๔๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯ
[
๔๔๑] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น
เบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ เมื่อบุคคลหนึ่งท่องเที่ยวไปมาอยู่ตลอดกัปหนึ่งพึงมีโครงกระดูก ร่างกระดูก
กองกระดูก ใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละนี้ ถ้ากองกระดูกนั้นพึงเป็นของที่จะขนมารวมกันได้ และ
กระดูกที่ได้สั่งสมไว้แล้ว ก็ไม่พึงหมดไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุด
เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ
[
๔๔๒] พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงตรัส
พระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
       
เราผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า กระดูกของบุคคลคนหนึ่งที่
สะสมไว้กัปหนึ่ง พึงเป็นกองเท่าภูเขา ก็ภูเขาที่เรากล่าวนั้น คือ ภูเขา
ใหญ่ชื่อเวปุลละ อยู่ทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ อันมี
ภูเขาล้อมรอบเมื่อใดบุคคลเห็นอริยสัจ คือทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์
ความล่วงพ้นทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันยังสัตว์ให้ถึงความสงบทุกข์
ด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อนั้น เขาท่องเที่ยว ๗ครั้งเป็นอย่างมาก ก็เป็น
ผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง ดังนี้แล ฯ
                         
จบสูตรที่ ๑๐

          ผมขอสมมุติประมาณขนาดภูเขาเวปุลละ สูงประมาณ 4000 เมตร และมีรัศมีของพื้นที่ฐานของภูเขาประมาณ 2000 เมตร
จากสูตร ปริมาตรของทรงกรวย คือ 1/3 x 3.143 x r**2 x h ดังนั้นจะได้ปริมาตรของภูเขาเวปุลละคือ
1/3 x 3.143 x 2000 x 2000 x 4000 = 16,762,666,666.66
ลูกบาตรเมตร

เมื่อเอา 0.5 หาร ก็ได้ 16,762,666,666.66/0.5 = 33,525,333,333.33 ชาติ
หรือประมาณ สามหมื่นสามพันล้านชาติ
       
ประมาณ สามหมื่นสามพันล้านชาตนี้ยังไม่รวมชาติที่เป็นโอปติกะที่เมื่อตายแล้วจะไม่มีเศษชากเหลืออยู่เลย เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเหล่าเทพเทวดาต่างๆ
        
ถ้านับเอาชาติที่เป็นอุปติกะไปรวมด้วย ถึงแม้อุปติกะบางภพภูมิ จะมีอายุยืนยาวมากๆ แต่เมื่อรวมชาติที่เป็นสัตว์เล็กเช่นแมลงเล็กจนแทบมองไม่เห็น กับอุปติกะที่มีชีวิตสั้นๆ ดังนั้นในกัปหนึ่งๆ ของผู้ที่ยังมีอวิชชาอยู่ เวียนว่ายตายเกิดมากกว่า สามหมื่นสามพันล้านชาติ อาจถึง ล้านล้านชาติก็เป็นไปได้ ยกเว้นท่านที่ได้ฌาน และสามารถทรงฌานไว้ได้ตอนตาย