พระศาสดาเมื่อประทับอยู่    พระวิหารเชตวัน  ทรงปรารภ

ภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง  จึงตรัสเรื่องนี้  มีคำเริ่มต้นว่า  ทิสฺวา

ขุรปฺเป  ดังนี้

          ความว่า  พระศาสดาทรงตรัสกะภิกษุนั้นผู้ถูกนำมาในโรง-

ธรรมสภาว่า  ได้ยินว่า  เธอสละความเพียรจริงหรือ  เมื่อภิกษุนั้น

กราบทูลว่า  จริงพระเจ้าข้า  จึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุเธอบวชใน

ศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์อย่างนี้  เพราะเหตุไรจึงละความ

เพียรเสีย  โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมไม่สละความเพียร  แม้ใน

ฐานะไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์  แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา

สาธก  ดังต่อไปนี้

          ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนคร

พาราณสี  พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลผู้รักษาดงแห่งหนึ่ง  พอ

เจริญวัยมีบุรุษ  ๕๐๐  เป็นบริวาร  เป็นหัวหน้าคนทั้งปวง  ในบรรดา

คนผู้รักษาดง  สำเร็จการอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งที่ปากดง.  ก็หัวหน้าผู้

รักษาดงนั้นรับจ้างพาพวกมนุษย์ให้ข้ามดง.  ครั้นวันหนึ่ง  บุตรพ่อค้า

ชาวเมืองพาราณสีกับเกวียน  ๕๐๐  เล่ม  มาถึงบ้านนั้น  เรียกหัวหน้า

ผู้รักษาดงนั้นมาพูดว่า  ดูก่อนสหาย  ท่านจงรับทรัพย์  ,๐๐๐  แล้ว

พาเราให้ข้ามพ้นดง  เขารับคำแล้วถือเอาทรัพย์  ,๐๐๐  จากมือของ

บุตรพ่อค้านั้น  เมื่อรับค่าจ้างอย่างนี้  จะต้องสละชีวิตเพื่อบุตรพ่อค้า

นั้น.  เขาพาบุตรพ่อค้านั้นเข้าดง.  พวกโจร  ๕๐๐  ซุ่มอยู่กลางดง.

บุรุษที่เหลือพอแลเห็นพวกโจรเท่านั้นพากันนอนราบ.  หัวหน้าผู้

อารักขาคนเดียวเท่านั้นเปล่งสีหนาทวิ่งเข้าประหัตประหารให้พวกโจร

๕๐๐  หนีไป.  ให้บุตรพ่อค้าข้ามพ้นทางกันดารโดยปลอดภัย.  ฝ่าย

บุตรพ่อค้าให้หมู่เกวียนพักอยู่ในที่ห่างไกลทางกันดารแล้ว  ให้หัวหน้า

ผู้อารักขาบริโภคโภชนะมีรสเลิศต่างๆ  ส่วนตนเองบริโภคอาหารเช้า

แล้วนั่งสบาย  เจรจาอยู่กับหัวหน้าผู้อารักขานั้น  เมื่อจะถามว่า  ดูก่อน

สหาย  ในเวลาที่พวกโจรผู้ร้ายกาจเห็นปานนั้นจับอาวุธกรูเข้ามา

เพราะเหตุไรหนอ  แม้ความสดุ้งตกใจกลัวก็ไม่เกิดขึ้น  จึงกล่าวคาถา

ที่    ว่า  :-

                   เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอัน

          แหลมคม  ถือดาบอันคมกล้าซึ่งขัดด้วยน้ำมัน

          เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว  เหตุไฉน

          หนอ  ท่านจึงไม่มีความครั่นคร้าม.

          บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ธนุเวคนุณฺเณ  ได้แก่  ยิงไป

ด้วยกำลังลูกธนู.  บทว่า  ขคฺเค  คหิเต  ได้แก่  ถือดาบด้ามงาอย่าง

กระชับ.  บทว่า  มรเณ  วิรุฬฺเห  ได้แก่  เมื่อความตายปรากฏ.

บทว่า  กสฺมา  นุ  เต  นาหุ  ความว่า  เพราะเหตุไรหนอ  ท่าน

จึงไม่มีความสดุ้งตกใจ.  บทว่า  ฉมฺภิตตฺตํ  ได้แก่  ตัวสั่น.

          หัวหน้าผู้ทำหน้าที่อารักขาได้ฟังดังนั้น  จึงได้กล่าวคาถา 

คาถานอกนี้ว่า  :-

                   เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอัน

          แหลมคม  ถือดาบอันคมกล้าซึ่งขัดแล้วด้วย

          น้ำมัน  เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว

          เรากลับได้ความยินดีและความโสมนัสมาก

          ยิ่ง.  เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว

          ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้  เพราะว่าชีวิต

          ของเรา  เราได้สละมาแต่ก่อนแล้ว  ก็บุคคล

          ผู้กล้าหาญ  เมื่อทำความอาลัยในชีวิตอยู่  จะ

          พึงกระทำกิจของคนผู้กล้าหาญในกาลบาง

          คราวหาได้ไม่.

          บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เวทํ  อลตฺถํ  คือกลับได้ความ

ยินดีและโสมนัส.  บทว่า  วิปุลํ  แปลว่า  มาก.  บทว่า  อุฬารํ

แปลว่า  ยิ่ง.  บทว่า  อชฺฌภวึ  ได้แก่  บริจาคชีวิตครอบงำแล้ว 

บทว่า  ปุพฺเพว  เม  ชีวิตมาสิ  จตฺตํ  ความว่า  เพราะว่าเราเมื่อ

รับค่าจ้างจากมือของท่านในตอนก่อนนั่นแล  ได้สละชีวิตแล้ว.  บทว่า

  หิ  ชีวิเต  อาลยํ  กุพฺพมาโน  ความว่า  บุคคลผู้กล้าหาญ  เมื่อ

ยังกระทำเสน่หา  ความยินดีในชีวิตอยู่  จะพึงทำกิจของผู้กล้าหาญ

แม้ในกาลบางคราว  หาได้ไม่.

          หัวหน้าผู้ทำหน้าที่อารักขานั้น  ทำบุตรของพ่อค้าให้รู้ว่าตนได้

ทำกิจของคนกล้าหาญแล้ว  เพราะได้สละความยินดีในชีวิตซึ่งสละให้

ไว้ในอำนาจของคนอื่น  ได้ส่งบุตรพ่อค้าไปแล้ว  กลับมายังบ้านของ

ตนตามเดิม  ทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น  ไปตามยถากรรมแล้ว.

          พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว  ทรงประกาศ

สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก.  ในเวลาจบสัจจะ  ภิกษุผู้สละความเพียร

ดำรงอยู่ในพระอรหัต.  ก็หัวหน้าคนทำการอารักขาในกาลนั้น  คือ

เราตถาคต  ฉะนี้แล.

                                      จบ  อรรถกถาขุรัปปชาดกที่