พระชาติของมหาโพธิสัตว์
ในหนึ่งพุทธันดร
โดย วิชา
คำนำ
ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมขึ้น
เพื่อให้อ่านชาดกอันเป็นอดีดชาติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถา
ซึ่งตำราอรรถกถานั้นเป็นตำราที่พระภิกษุสาวกตั้งแต่โบราณกาล ได้เขียนขึ้นเพื่อขยายพระไตรปิฏก
เจตนาหนังเสือเล่มนี้
หาได้ประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนจากอรรถกถาที่พระภิกษุสงฆ์ในอดีตกาลได้รจนาไว้ แต่ทำให้มีการจัดลำดับและเชื่อมต่อเรื่องเพื่อให้มีรสชาติในการอ่านชาดก
ผู้เขียนได้เขียนเรื่องตามสำนวนผู้เขียนโดยย่อก่อนเพื่อให้อ่านความเพลิดเพลิน แต่ถ้าตรงส่วนไหนยกพระไตรปิฏกหรืออรรถกถามาได้ก็จะยกมาแสดงทั้งหมด
และได้ให้ไปหาอ่านข้อมูลของพระไตรปิฏกและอรรถกถาในท้ายของแต่ละเรื่องที่มีเนื้อหายาวๆ และในเนื้อเรื่องส่วนของผู้เขียนได้อธิบายความหมายและแนวสมมุติฐานพร้อมทั้งความคิดเห็นของผู้เขียนไว้ด้วย ดังนั้นขอให้ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและการเชื่อ
เพื่อไม่เกิดความสบสนในทางความคิดของผู้อ่านและไม่ก่อให้เกิดอกุศลต่อผู้เขียน
ท้ายคำนำ
มนุษย์ที่มีการศึกษาส่วนมากหาได้มีความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อมีหลักฐานอยู่การเข้าไปศึกษาก็หาได้เสียประโยชน์
หรืออาจข้ามๆ ไปบ้าง ยกเว้นท่านที่มีอัตตาจัด อคติฟุ้งฉูดขึ้นมาทันที
จึงขอบอกว่า อัตตา นะ อัตตา
ส่วนท่านที่เชื่อโดยขาดการโยนิโสมนสิการแล้วยึดมั่นถือมั่นใครมาแตะหรือปฏิเสธไม่ได้ อคติฟุ้งฉูดขึ้นมาทันที
จึงขอบอกว่า อัตตา นะ อัตตา
สรุปเรียงลำดับพระชาติของมหาโพธิสัตว์
1.
เป็นโชติปาลพราหมณ์ (มีในพระไตรปิฏก
และอรรถกถา)
2.
เป็นเทพบนชั้นดุสิต (มีกล่าวถึงในอรรถกถา
เพียงกล่าวว่าไปเกิด)
3.
เป็นมนุษย์ เวียนว่ายตายเกิด
(ผู้เขียนเพิ่มขึ้นเพื่อความเข้ากันได้)
4. เป็นเทวดาประจำสมุทร
(มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
5. เป็นมนุษย์เวียนว่ายตายเกิด (ผู้เขียนเพิ่มขึ้นเพื่อความเข้ากันได้)
6. เป็นรุกขเทวดา
(มีในพระไตรปิฏก
และอรรถกถา)
7.
เป็นมนุษย์เวียนว่ายตายเกิด (ผู้เขียนเพิ่มขึ้นเพื่อความเข้ากันได้)
8. เป็นพระอินทร์ (มีในพระไตรปิฏก
และอรรถกถา)
หมายเหตุ
เรื่องที่ 1 ถึง 8
นั้นอยู่ในสมัยที่ศาสนากัสสปพุทธเจ้ายังดำเนินอยู่
9.
พระมหาสุตโสม (มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
10.
เป็นเทวดา (ในอรรถกถา
เพียงกล่าวว่าไปเกิด)
11.เป็นคุตติละโพธิสัตว์ (มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
12. เป็นเทวดา (มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา
เพียงกล่าวว่าไปเกิด)
13. พระเจ้าเภรุวราช (มีในอรรถกถา)
14.
เป็นเทวดา (มีในอรรถกถา เพียงกว่าว่าไปเกิด)
15.
พระเจ้าเนมิราช (มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
16.
เป็นพระพรหม (มีในพระไตรปิฏก
และอรรถกถา เพียงกล่าวว่าไปเกิด)
17.
เป็นมนุษย์เวียนว่ายตายเกิด (ผู้เขียนเพิ่มขึ้นเพื่อความเข้ากันได้)
18.
พระมหากัญจนดาบส
(มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
19.
เป็นพระพรหมเวียนว่ายตายเกิด
20.
เป็นมหาโควินทดาบส
(มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
21.
เป็นมนุษย์เวียนว่ายตายเกิด (ผู้เขียนเพิ่มขึ้นเพื่อความเข้ากันได้)
22.
เป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์ (มีในพระไตรปิฏก
และอรรถกถา)
23.
พระเวสสันดร (มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
24.
พระเสตุเกตุเทพบุตร (มีในพระไตรปิฏก
และอรรถกถา)
หมายเหตุ เรื่องที่ 9 ถึง 24
เป็นช่วงไม่มีพุทธศาสนา
25. พระพุทธเจ้า (มีในพระไตรปิฏก และอรรถกถา)
ต้นเรื่อง(เท้าความ)
เมื่อโลก(กัป)บังเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏมีพระพุทธเจ้าผ่านมาแล้วถึง 4 พระองค์
มีรายพระนามดังนี้
1.พระกกุสันธพุทธเจ้า
2.พระโกนาคมพุทธเจ้า
3.พระกัสสปพุทธเจ้า
4.พระศรีศากยมุนีโคตมพุทธเจ้า
พระโคตมพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ซึ่งพุทธศาสนาของพระองค์ยังดำรงค์อยู่ในปัจจุบันนี้
และในพระไตรปิฏกพระพุทธองค์ทรงแสดงอดีตชาติก่อนๆ ของพระองค์ให้ทราบ
เริ่มตั้งแต่เมื่อ 4 อสงไขย เศษแสนมหากัป
เมื่อครั้งดำรงค์พระชาติเป็น สุเมธดาบส
ซึ่งมีระยะเวลายาวนานแสนนานมาก ๆ ดังประมาณระยะเวลาได้ดังนี้
หนึ่งกัป
คือระยะเวลาทั้งแต่โลกจักรวาลบังเกิดขึ้นจนดับสลายหรือพังทลายไป 1 ครั้ง
เรียกว่า 1 กัป
หนึ่งอสงไขย
คือระยะเวลาที่โลกจักรวาลบังเกิดขึ้นและดับสลาย แล้วบังเกิดขึ้นใหม่และดับสลายไปเป็นจำนวนนับไม่ได้
หรือ เลข 1 ตามด้วย เลข 0 ถึง 140 ตัว นับเป็น 1 อสงไขย
ดังนั้นชาติอดีตของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ตั้งแต่ 4 อสงไขย
กับแสนมหากัป จนถึงในปัจจุบัน มีการเกิดตายมากมายจนประมาณนับไม่ได้ แต่ในเรื่องที่เขียนนี้
จะไม่เขียนอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ช่วงก่อนกัปปัจจุบัน จะกล่าวถึงเฉพาะในกัปปัจจุบัน
ซึ่งมีแสดงอยู่ในจริยาปิฏก
ซึ่งในเรื่องที่เขียนนี้
เขียนอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เริ่มต้นตั้งแต่ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเท่านั้น
เพื่อให้อยู่ในหนึ่งพุทธันดรตามเจตนาของเรื่อง ดังที่ยกมาจากพระไตรปิฏก
กัสสปพุทธวงศ์ที่ ๒๔
ว่าด้วยพระประวัติพระกัสสปพุทธเจ้า
[๒๕] สมัยต่อจากพระโกนาคมนพุทธเจ้า
มีพระสัมมาพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์เป็นพระธรรมราชา มีพระรัศมีสว่างไสวทรงพระนามว่า
กัสสปะทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตระกูล ที่สัตว์เป็นอันมากบูชา พระองค์ทรงละทิ้งเสียแล้วทรงเป็นทายกผู้องอาจให้ทาน
ยังฉันทะให้เต็ม ทรงทำลายกิเลสดังสัตว์ร้ายแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม
เมื่อพระกัสสปะผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่
๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในโลกตลอด ๔ เดือน
ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์หมื่นโกฏิ
ในคราวเมื่อพระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ต่างๆ ทรงประกาศพระญาณธาตุ
ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าพันโกฏิ ในคราวที่พระองค์ทรงแสดงธรรม ณ
สุธรรมเทพนครอันรื่นรมย์ พระชินเจ้าทรงทำให้เทวดาสามพันโกฏิได้ตรัสรู้และในคราวทรงแสดงธรรมแก่มนุษย์ เทวดา
และยักษ์อีกครั้งหนึ่งมนุษย์เป็นต้นผู้ได้ตรัสรู้ธรรมนั้นจะคณนานับมิได้ แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ
ผู้ปราศจากมลทินมีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ครั้งเดียว
ครั้งนั้นพระภิกษุขีณาสพผู้ล่วงสุดภพแล้ว ผู้คงที่ด้วยหิริและศีลมาประชุมกันสองหมื่น
ในกาลนั้นเราเป็นมาณพ มีชื่อปรากฏ ว่าโชติปาละ
เป็นผู้เล่าเรียน
ทรงมนต์รู้จบไตรเพทถึงที่สุดในคำภีร์ทำนายลักษณะและคัมภีร์อิติหาสะ เป็นผู้ฉลาดในวิชาดูพื้นที่และอากาศ
เป็นผู้ใช้วิชา ไม่มีทุกข์ ฆฏิการอุบาสกผู้อุปัฏฐากแห่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะ เป็นผู้มีความเคารพยำเกรง
เป็นพระอนาคามี ฆฏิการอุบาสกได้พาเราเข้าไปเฝ้าพระกัสสปชินเจ้า เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วบวชในสำนักของพระองค์
เราเป็นผู้ปรารภความเพียร ฉลาดในวัตรและมิใช่วัตรไม่เสื่อมในที่ไหนๆ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระชินเจ้าบริบูรณ์
เล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วทุกอย่าง ยังพระศาสนาของพระพิชิตมารให้งดงาม
แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเห็นความอัศจรรย์ของเราแล้ว จึงทรงพยากรณ์ว่า
ในภัทรกัปนี้ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ...... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง
เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญเพียรบารมี ๑๐ ประการ
การให้ยิ่งขึ้นไป เรานึกถึงพระพุทธพยากรณ์อย่างนี้แล้ว งดเว้นอนาจาร
กระทำกรรมที่ทำได้ยาก เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น
พระนครชื่อว่าพาราณสี พระบรมกษัตริย์ พระนามว่ากิกี ตระกูลใหญ่ของพระสัมพุทธเจ้าอยู่ในพระนครนั้น
พรหมทัตตพราหมณ์เป็นพุทธบิดานางธนวดีพราหมณีเป็นพุทธมารดา พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่สองพันปี
ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อหังษะยสะ และสิริจันทะ
มีนางสาวนารีสี่หมื่นแปดพันนางล้วนประดับประดาสวยงาม นางสุนันทาพราหมณีเป็นภรรยา บุตรชายนามว่าวิชิตเสน
พระองค์ผู้เป็นบุรุษอุดม ได้เห็นนิมิต ๔ ประการ จึงออกบวชพร้อมด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่
๗ วัน พระกัสสปมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลกผู้อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน
ทรงมีพระติสสเถระและพระภารทวาชเถระ เป็นพระอัครสาวก
พระเถระชื่อว่าสรรพมิตตะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระอนุลาเถรีและพระอุรุเวลาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา
ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่านิโครธ สุมังคลอุบาสกและฆฏิการอุบาสก
เป็นอัครอุปัฏฐาก วิชิตเสนาอุบาสก
และภัททาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระองค์สูง ๒๐ ศอก
มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังสายฟ้าในอากาศดุจพระจันทร์เต็มดวง
พระองค์มีพระชนมายุสองหมื่นปี เมื่อทรงดำรงอยู่เพียงนั้น
ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมายทรงสร้างสระน้ำคือธรรมไว้ ทรงประทานเครื่องลูบไล้
คือ ศีลทรงจัดผ้าคือธรรมไว้นุ่งห่ม ทรงแจกพวงมาลัยคือธรรม ทรงตั้งกระจกเงาอันไร้มลทินคือธรรมไว้ให้มหาชน
ด้วยทรงหวังว่า ชนบางพวกปรารถนานิพพาน จงเห็นเครื่องประดับของเรา
ทรงจัดเสื้อคือศีล เกราะหนังคือญาณ ทรงจัดหนังคือธรรมไว้ให้คลุม และเครื่องรบอย่างดีเลิศให้
ทรงจัดโล่ห์คือสติ หอกคือญาณอันคมกล้าดาบอย่างดีคือธรรม และศาตราวุธเครื่องย่ำยีศัตรูคือศีลไว้ให้
ทรงจัดภูษา คือไตรวิชา พวงมาลัยสวมศีรษะคือผล ๔
เครื่องอาภรณ์ คืออภิญญา ๖ และดอกไม้เครื่องประดับคือธรรม
ร่มขาวคือพระสัทธรรมอันเป็นเครื่องป้องกันบาป ทรงนิรมิตดอกไม้
คือ ความไม่มีเวรภัยไว้ให้เสร็จแล้ว
พระองค์ก็เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก แท้จริง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้
ยากที่จะรู้ได้พระธรรมรัตนะที่ตรัสไว้ดีแล้วควรเรียกให้มาดู พระสังฆรัตนะผู้ปฏิบัติดี
ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ทั้ง ๓ รัตนะนี้
หายไปหมดทุกอย่างแล้วสังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระมหากัสสปชินศาสดา
เสด็จนิพพานที่เสตัพยาราม พระสถูปของพระองค์ สูงหนึ่งโยชน์ ประดิษฐานอยู่ณ
เสตัพยารามนั้น ฉะนี้แล.
จบกัสสปพุทธวงศ์ที่ ๒๔
จบต้นเรื่อง จากพุทธวงค์ ในพระไตรปิฏก
เริ่มเรื่อง (สำนวนผู้เขียนและต่อเติมบางส่วน)
ระยะเวลาจาก กัสสปพุทธเจ้า
ถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เรียกว่าเวลา หนึ่งพุทธันดร
เริ่มต้นในพระชาติแรกคือพระชาติเป็น โชติปาละพราหมณ์
โชติปาลมานพ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในนิคมชื่อว่า
เวภัลลิคะ เป็นผู้ที่มีรูปร่างหน้าตาดี ฐานะบิดามารดาของโชติปาลก็อยู่ในขั้นเศรษฐี ในยุคนั้นพวกพราหมณ์เป็นที่นับหน้าถือตายิ่งกว่าวรรณะใดทั้งหมด
บิดามารดาได้ส่งโชติปาลมานพศึกเล่าเรียนไตรเพทจนจบสมบูรณ์ โชติปาลมานพมีความเชียวชาญในการดูทิศทางของแผ่นดินและอากาศ
โชติปาลมานพมีเพื่อนที่วิ่งเล่นกันมาตั้งแต่เล็กคนหนึ่งชื่อว่า ฆะฏิมานพ
ฆะฏิมานพมีวรรณะต่ำกว่า แต่ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากจนกระทั้งโตเป็นหนุ่ม และครอบครัวของฆะฏิมานพมีฐานะธรรมดาอยู่ในขั้นจนมีอาชีพทำหม้อขาย
และมีมารดาบิดาที่แก่มากและตาบอดที่ต้องดูแล
ซึ่งขณะนั้นพระกัสสปพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก
และฆะฏิมานพ ก็ได้พบกับพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ จนบรรลุเป็นพระอนาคามี
แต่ไม่สามารถบวชได้เพราะมีหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูมารดาบิดาที่ตาบอด เมื่อฆะฏิมานพบรรลุเป็นพระอนาคามีแล้ว
ก็ยังไปมาหาสู่กับโชติปาลมานพอยู่ จึงประสงค์ที่จะชวนโชติปาลมานพไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม ฆะฏิมานพเป็นถึงพระอนาคามีย่อมมีญาณทราบอยู่
เมื่อฆะฏิมานพได้เจอกับโชติปาลมานพ จึงได้เอ่ยปากชวนทำนองว่า เพื่อนโชติปาละ
พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก เราควรไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และฟังธรรมจากพระองค์ เพราะการได้พบพระพุทธเจ้า
เป็นสิ่งที่ดี
โชติปาลมานพเนื่องจากมีญาณยังอ่อนจึงตอบเพื่อนทำนองว่า สมนะหัวโล้นเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
การเป็นพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ยาก เราจะไปหาสมนะนั้นเพื่อประโยชน์อะไร ฆะฏิมานพชวนโชติปาละถึง
3 ครั้ง โชติปาละก็ตอบทำนองเดียวกันถึง 3 ครั้ง
ฆะฏิมานพจึงชวนโชติปาละไปอาบน้ำกันในแม่น้ำ โชติปาละก็ไปอาบน้ำกับฆะฏิมานพ
ระหว่างเดินไปท่าน้ำ
ฆะฏิมานพได้เข้าไปจับผ้าชายพกของโชติปาลมานพแล้วกล่าวชวนดังเดิม โชติปาลมานพสะบัดผ้าชายพกออกจากมือ
ฆะฏิมานพ และปฏิเสธในทำนองเดียวกัน ฆะฏิมานพได้กล่าวชวนอย่างนี้ถึง 3
ครั้งก็ได้รับคำปฏิเสธเหมือนเดิม
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ลงอาบน้ำและกำลังอาบน้ำอยู่ ฆะฏิมานพก็คิดว่า
ต้องชวนโชติปาลมานพไปในวันนี้ให้ได้ จึงย่อมผิดธรรมเนียมของวรรณะ จึงใช้มือจับผมหลังศรีษะของโชติปาลมานพว่า
เพื่อนเอ๋ย พระพุทธเจ้า พระองค์อยู่ใกล้นี้เอง เราไปเผ้าพระพุทธเจ้ากัน
เพราะการได้เผ้าพระพุทธเจ้าและฟังธรรมจากพระองค์ถือว่าเป็นการดี แทนที่โชติปาละจะโกรธเคืองกลับแปลกใจว่า
เพื่อนเราชวนทั้งหลายครั้ง และยังย่อมผิดธรรมเนียมระหว่างวรรณะ ซึ่งก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา
อีกอย่างก็เป็นการรักษาน้ำใจเพื่อน โชติปาละคิดได้ดังนี้จึงตอบตกลงว่า เราจะไปด้วยกัน
ทั้งสองจึงขึ้นจากการอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปเผ้าพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงเทศนาให้ฆะฏิมานพและโชติปาละฟัง ด้วยบารมีของโชติปาละที่สร้างสมมานานนักหนา
ประกอบการเทศนาของพระพุทธองค์ประกอบด้วยเหตุและผลอันเป็นจริง โชติปาละจึงมีความศรัทธาเป็นอย่างมาก
ได้แสดงขอบวชกับพระพุทธองค์ หลังจากนั้นก็ได้บวชเป็นพระภิกษุ พยายามศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฏกจนแม่นยำ
และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนถึงญาณสูงสุดของโลกีย์ญาณ และได้รับพุทธพยากรณ์จากพระกัสสปพุทธเจ้าว่า
โชติปาลภิกษุนี้ในอนาคตจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นองค์ที่ 4
ในภัทรกัปนี้ ถัดจากพระองค์ มีพระนามว่า พระโคตมพุทธเจ้า
เมื่อโชติปาลภิกษุได้รับพุทธพยากรณ์ได้เพียรสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้นไปโดยยึดพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ และได้ประกอบคุณงามความดีทำงานพุทธศสานานั้นงดงาม
ฝ่ายฆะฏิมานพก็ได้เป็นมหาอุปัฏฐากพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อมารดาบิดาได้สิ้นอายุขัย
ฆะฏิมานพก็ได้บวชในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ทำให้บรรลุถึงพระอรหันต์ ยังคงเป็นพระอนาคามี
เมื่อโชติปาละภิกษุและฆะฏิภิกษุสิ้นอายุขัย โชติปาละก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนชั้นดุสิต ส่วนฆะฏิภิกษุได้ไปเกิดเป็นพระพรหมอยู่ชั้นสุทธาวาสพรหม
อันเป็นชั้นพรหมเฉพาะพระอริยะอนาคามีเท่านั้น
ด้วยพระโพธิสัตว์ได้ทำอกุศลกรรม โดยกล่าวตำหนิพระกัสสปพุทธเจ้า
เป็นสิบครั้งในช่วง ที่ฆฏิการะชวนไปเฝ้าพระกัสสปพุทธเจ้า โดยได้กล่าวดังนี้
อย่าเลยเพื่อนฆฏิการะ จะมีประโยชน์อะไรด้วยพระสมณะศีรษะโล้นนั้นที่เราเห็นแล้วเล่า? ด้วยกรรมนี้
ได้ส่งผลในพระชาติสุดท้ายของมหาโพธิสัตว์เมื่อออกบวชเพื่อตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็นไปได้ด้วยยากและหลงทาง
คือต้องหลงทางแสวงหาอาจารย์ หลงทางการบำเพ็ญเพียรด้วยทุกข์กริยาอย่างมากมาย รวมเป็นเวลาถึง
6 ปี จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ทั้งที่พระพุทธเจ้าในอดีตที่ผ่านมาทรงออกบวชและบำเพ็ญเพียร อย่างน้อยสุด
7 วัน และอย่างมากที่สุด 10 เดือน
เรื่องโชติปาลโพธิสัตว์อ่านได้เพิ่มเติมในพระไตรปิฏก เล่มที่ 13 ฆฏิการสูตร
จบชาติที่เป็นโชติปาลโพธิสัตว์
เทพดุสิตโพธิสัตว์
เมื่อเสวยชาติเป็นเทวดามหาโพธิสัตว์บนชั้นดุสิต (*ต่อไปขอเรียกว่ามหาโพธิสัตว์ถ้าไม่มีชื่อนำหน้า
เพราะหลังจากนี้ไปไม่มีพระนิยตโพธิสัตว์องค์ใดที่จะมีบารมีพร้อมที่จะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าดังพระองค์ เรื่องตอนนี้ผู้เขียนได้เพิ่มเข้าไปเพื่อความเป็นไปได้กับในอรรถกถา
เพราะอรรถกถากล่าวไว้หลังจากจุติ(ตาย)จากชาติโชติปาลภิกษุก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนชั้นดุสิต*) ขณะที่มาหาโพธิสัตว์เสวยบุญอยู่บนชั้นดุสิตนั้น
ก็หาได้มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏก และเมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
หลังจากศาสนาของพระองค์ล่วงเลยมาเป็นเวลาแสนปี (*ศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้านั้นดำรงค์อยู่ในโลกนั้นเป็นเวลายาวนาน
เพราะพระกัสสปพุทธเจ้าทรงสั่งสอนบรรญัติพระธรรมวินัยอย่างละเอียดเพื่อเหมาะสมกับเวไนยสัตว์ทั้งหลาย และทรงตรัสให้ภิกษุสงฆ์จดจำและบันทึกเอาไว้
เพื่อให้พระธรรมเป็นหมวดหมู่ไม่กระจัดกระจายรวมกันเป็นพระไตรปิฏก เพื่อเป็นประโยชนแด่ชนรุ่นหลัง
เหมือนดังพุทธศาสนาปัจจุบันนี้
ดังนั้นพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าดำรงค์อยู่โลกประมาณ หนึ่งล้านปี
หรือ 50 เท่าของอายุขัยมนุษย์ในสมัยที่พระกัสสปพุทธเจ้ามีพระชนชีพอยู่ ก็คือ 50 X 20,000
= 1,000,000 ปี ซึ่งเป็นการประมาณตามอัตราส่วนเท่ากับพุทธศาสนาในปัจจุบัน 50 X 100 =
5,000 ปี*) พระมหาโพธิสัตว์ทรงเบื่อหน่ายเทวะโลกประสงค์จะสร้างบารมีในมนุษย์โลก จึงทำการอติมุต(*อธิฐาน
ให้จุติจากภพเทวดา เพื่อไปเกิดบนโลกมนุษย์*) เวียนเกิดเวียนตายบนโลกมนุษย์และเทวดา
จบมหาโพธิสัตว์บนชั้นดุสิตที่ผู้เขียนเพิ่มขึ้นมา
มนุษย์โพธิสัตว์
มหาโพธิสัตว์ได้มาเกิดเป็นมนุษย์โลกในดินแดนพุทธศาสนา และได้สร้างบารมีตามฐานะ
แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกและอรรถกถาในยุคปัจจุบัน(*ดังนั้นส่วนนี้ผู้เขียนเพิ่มขึ้นมาเอง*) เมื่อมหาโพธิสัตว์สิ้นอายุขัย
ก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาดูแลมหาสมุทรนับเนื่องเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา(*ตอนนี้มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกและอรรถกถา*)
จบพระชาติที่เป็นมนุษย์ที่ผู้เขียนเพิ่มเติมเข้าไป
มหาโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวาดูแลมหาสมุทร มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกดังนี้
๑๐. สีลานิสังสชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ศีล
[๒๒๙] จงดูผลของศรัทธา
ศีล และจาคะ นี้เถิด พระยานาคนิรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มีศรัทธาไป.
[๒๓๐] บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด
พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด ด้วยว่าช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย.
จบ สีลานิสังสชาดกที่ ๑๐.(*จบตามพระไตรปิฏก)
ส่วนในอรรถกถา ก็อยู่ในเรื่องสีลานิสังสชาดก ที่ 10 ดังมีเรื่อง(*เพราะในอรรถกถามีการอธิบายศัพย์บาลี
อยู่ด้วยทำให้อ่านเนื้อเรื่องลำบาก ผู้เขียนจึงตัดส่วนนั้นทิ้งเสีย
และต่อเติ่มบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากันเพราะมีที่ผิดพลาดอ่านแล้วเข้าใจยากหลายจุด*) ดังนี้
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ
พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนา ดังนี้. ได้ยินว่า
อุบาสกนั้นเป็นอริยะสาวกผู้มีศรัทธาเลื่อมใส วันหนึ่งเดินไปยังพระวิหารเชตวัน
ถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในตอนเย็น แต่คนเรือจอดเรือไว้ที่ฝั่งต่างไปฟังธรรมกันหมด จึงไม่เรือในที่ท่าน้ำ
อุบาสกนั้น จึงยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่นเดินลงสู่แม่น้ำ เท้าของเขาหาจมน้ำไม่
เขาเห็นคลื่นเวลาเดินไปกลางน้ำ คล้ายกับเดินเหนือพื้นดิน ครั้นปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมย์ของเขาอ่อนลงเท้าของเขาก็เริ่มจะจม
เขาจึงประคองปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมย์ให้มั่น เดินไปหลังน้ำ
ถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนหนึ่ง. พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาตรัสถามว่า
ดูก่อนอุบาสก ท่านเดินทางมาถึงโดยเหน็ดเหนื่อยน้อยกระมัง
เมื่อเขากราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ข้าพระองค์ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมย์ จึงได้ที่พึ่งเหนือหลังน้ำคล้ายกับเหยียบแผ่นดินมา
พระพุทธองค์จึงรับสั่งว่า อุบาสก
มิใช่ท่านเท่านั้นที่ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วได้ที่พึ่ง แม้แต่ก่อนอุบาสกทั้งหลายก็ระลึกถึงพระพุทธคุณได้ที่พึ่ง
เมื่อเรืออับปางกลางสมุทร
เมื่ออุบาสกทูลอาราธนา
พระพุทธองค์จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยะสาวกผู้เป็นโสดาบัน
โดยสารเรือไปกับกุกุฏพีช่างกัลบกคนหนึ่ง. ภรรยาของช่างกัลบกนั้นมอบหมายช่างกัลบกแก่เขาว่า นายสุขทุกข์ของสามีของดิฉันขอมอบให้เป็นภาระของท่าน
ครั้นถึงวันที่เจ็ดเรือของกุกุฏพีช่างกัลบกอับปางลงในกลางสมุทร ชนทั้งสองเกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งลอยมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง
ช่างกัลบกนั้นจึงฆ่านกปิ้งกินแล้วให้อุบาสก อุบาสกไม่ยอมบริโภคโดยกล่าวว่า
อย่าเลยสำหรับเราอุบาสกคิดว่า ในที่นี้นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ไม่มีที่พึ่งอื่นสำหรับเรา
เขาจึงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย
ลำดับนั้นเมื่อเขากำลังระลึกถึง พญานาคซึ่งเกิดในเกาะนั้น
ได้เนรมิตร่างของตนเป็นเรือลำใหญ่ มีเทวดาประจำสมุทรเป็นมาณพต้นหนเรือ เรือเต็มไปด้วยรตนะเจ็ดประการ
เสากระโดงทั้งสาม สำเร็จด้วยแก้วมณีสีอินทนิล ใบเรือสำเร็จด้วยทอง เชือกสำเร็จด้วยเงิน
คันใบสำเร็จด้วยทอง เทวดาประจำสมุทรยืนอยู่บนเรือประกาศว่า ผู้จะไปชมพูทวีปมีไหม
อุบาสกตอบว่า เราจะไป ถ้าเช่นนั้นจงมาขึ้นเรือเถิด
อุบาสกขึ้นเรือแล้วเรียกช่างกัลบกขึ้นด้วย เทวดาประจำสมุทรกล่าวว่า
ได้แต่ท่านเท่านั้น คนนั้นไม่ได้
อุบาสกถามว่า เพราะเหตุไรเล่า เทวดาประจำสมุทรตอบว่า
เขาไม่มีคุณ คือศีลและอาจาระ เหตุเป็นดังนั้น
ข้าพเจ้านำเรือมาเพื่อท่านมิใช่ผู้นี้ อุบาสกกล่าวว่า
เอาละเราให้ส่วนบุญแก่คนนี้ ด้วยทานที่ตนให้ด้วยศีลที่ตนรักษาด้วยภาวนาที่ตนอบรม ช่างกัลบกตอบว่าข้าพเจ้าขออนุโมทนา
เทวดากล่าวว่า
ข้าพเจ้าจักพาไปเดี๋ยวนี้แล้วอุ้มเขาพาไปทั้งสองคน ออกจากสมุทรไปถึงกรุงพาราณสีทางแม่น้ำ
บันดาลให้ทรัพย์อยู่ในเรือนของเขาทั้งสอง ด้วยอานุภาพของตน
เมื่อจะกล่าวถึงคุณของการสังสรรค์กับบัณฑิตว่า ควรทำความสังสรรค์กับบัณฑิตทั้งหลาย หากว่าช่างกัลบกคนนี้ไม่ได้สังสรรค์กับอุบาสกนี้
จักพินาศในท่ามกลางสมุทรนั้นเอง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
:-
จงดูผลของศรัทธา
ศีล จาคะ นี้เถิดพญานาคเนรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มีศรัทธาไป. บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษเถิด
พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษเถิด ด้วยช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย.
เทวดาประจำสมุทร
ยืนอยู่บนอากาศ แสดงธรรมกล่าวสอนอย่างนี้แล้ว จึงพาพญานาคกลับไปวิมานของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม
แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจธรรมอุบาสกตั้งอยู่ในสกทาคามิผล. อุบาสกโสดาบันในกาลนั้น
ครั้นเจริญมรรคให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็นิพพาน. พญานาคได้เป็นสารีบุตร ส่วนเทวดาประจำสมุทร
คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐
มากล่าวถึงเทวดาประจำสมุทรโพธิสัตว์ เมื่อเสวยสุขอยู่เทวะโลกได้ระยะเวลาหนึ่ง
ก็เกิดประสงค์ลงไปสร้างบารมีในมนุษย์โลก ก็อธิษฐานจุติลงไปเกิดในโลกมนุษย์
(*ส่วนนี้ผู้เขียนเพิ่มเติมเข้าไป*)
จบพระชาติที่เกิดเป็นเทวดาประจำสมุทร
มนุษย์โพธิสัตว์
เมื่อพระมหาโพธิสัตว์จุติจากเทวดามาเกิดบนโลกมนุษย์ ซึ่งในยุคนั้นศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้ายังดำรงค์ตั้งมั่นอยู่เป็นปึกแผ่น
พระมหาโพธิสัตว์ได้สร้างบารมีตามปกติวิสัยของนิยตโพธิสัตว์ แต่หาได้มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกในพุทธศาสนายุคปัจจุบันนี้
จึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจผู้เขียนว่า ในยุคนั้นมีการกล่าวถึงพระโพธิสัตว์กันมากเหมือนยกปัจจุบันหรือไม่? คำตอบในใจของผู้เขียนคือ มีการกล่าวถึงแต่คงมีน้อยและคงไม่มีใครที่เป็นพระสาวกในยุคนั้นอวดอ้างตนเอง
จนมากมายเกินพระพุทธองค์ เกินพระธรรม และเกินหมู่เหล่าพระสงฆ์ไปได้
ต่างจากยุคปัจจุบัน ที่จะพอวินิสัยได้มีดังนี้
1.มนุษย์ในช่วง
มีอายุขัยสองหมื่นปีนั้น คุณธรรมยังมีมาก การโกหกลองลวง
โดยเฉพาะการสร้างภาพเกินความเป็นจริงยังมีน้อย
2.พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นในสมัยที่อายุขัยมนุษย์เป็นหมื่นปี เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานสังขารหรือพระธาตุของพระองค์
หาได้แตกกระจายเหมือนดังยุคปัจจุบัน แต่พระธาตุจะรวมกันเป็นแท่งทองมีรูปเหมือนดังพระพุทธองค์ทุกประการเป็นศูนย์รวมความศรัทธา เป็นหลักฐานอันมั่นคง
3.พระนิยตโพธิสัตว์นั้นเมื่อเกิดในพุทธศาสนาในยุคใดยุคหนึ่ง มีอุปนิสัยในการสร้างสมบารมี
หาได้ประสงค์ในลาภ ยศ หรือ สรรเสริญ ไม่ประสงค์ให้มีผู้ศรัทธาท่านเกิน พระพุทธ
พระธรรม และหมู่เหล่าพระสงฆ์ แม้ท่านจะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์
ดังนั้นนิยตโพธิสัตว์คงไม่มีการสร้างภาพของตนเองขึ้นมาเพื่อ ลาภ ยศ
สรรเสริญ ในวงของพุทธศาสนา ที่จะทำให้พระพุทธศาสนาแปดเปื้อน
ข้อสังเกต
ในพระไตรปิฏกปัจจุบันไม่มีการบันทึกกล่าวถึงในชาติที่มหาโพธิสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ในการสร้างบารมีหลังจาก ชาติที่ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว
ในขณะศาสนาพุทธยังดำรงค์อยู่ จึงเป็นข้อสังเกตว่า พระมหาโพธิสัตว์หรือพระนิยตโพธิสัตว์
จะไม่สร้างบารมีแล้วสร้างภาพหรือโฆษณาและทำตนให้เหนือไปจากพระพุทธ พระธรรม
และหมู่เหล่าพระสงฆ์
มากล่าวถึงพระมหาโพธิสัตว์ ท่านก็สร้างสมบารมียิ่งๆ ขึ้นไปตามฐานะและวาสนาจนสิ้นอายุขัยก็ไปเกิดเป็นรุกขเทวดา
ดังมีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกและอรรถกถา จตุทวารชาดกที่ 1
จบชาติที่เป็นมนุษย์ตามที่ผู้เขียนแต่งเติมเพิ่มขึ้นมา
เมื่อมาเกิดเป็นรุกขเทวดา ก็มีเทพบริวารมาก
ซึ่งมีการกล่าวถึงในชาดกพระไตรปิฏกดังนี้
๑. จตุทวารชาดก
ว่าด้วยจักรกรดพัดบนศีรษะ
[๑๓๑๙] เมืองนี้มีประตู
๔ ประตู มีกำแพงมั่นคงล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้?
[๑๓๒๐] ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น
ข้าพเจ้าถูกขังเหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร
ข้าพเจ้าจึงลูกจักรกรดพัดศีรษะ?
[๑๓๒๑] ท่านได้ทรัพย์มากมายถึงสองล้านแล้ว
มิได้ทำตามคำชอบของญาติทั้งหลายผู้เอ็นดู.
[๑๓๒๒] ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรซึ่งอาจยังเรือให้โลดขึ้นได้ เป็นสาครมีสิทธิ์น้อยได้ประสบนางเวมานิกเปรต
๔ นาง จาก ๔ นางเป็น ๘ นาง จาก ๘นางเป็น ๑๖ นาง.
[๑๓๒๓] ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก
๑๖ นางเป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้น
จึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบนศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ.
[๑๓๒๔] ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล
ยากที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ
ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นต้องเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้
[๑๓๒๕] อนึ่ง
ชนเหล่าใดละทิ้งสิ่งของมากมายเสีย
ไม่พิจารณาหนทางให้ถ่องแท้ไม่ใคร่ครวญเหตุนั้นให้ถี่ถ้วน ชนเหล่านั้นต้องเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.
[๑๓๒๖] ผู้ใดพึงพิจารณาถึงการงาน
และโภคะอันไพบูลย์ ไม่ส้องเสพความอยากอันประกอบด้วยความฉิบหาย
ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดูทั้งหลาย ผู้เช่นนั้นไม่พึงถูกจักรกรดพัดผัน.
[๑๓๒๗] ข้าแต่เทวดา
จักรกรดจักตั้งอยู่บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ สักกี่พันปี
ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด?
[๑๓๒๘] ดูกรมิตตวินทุกะ
ท่านจงฟังเรา ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะพัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน
เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จะพ้นจักรกรดนั้นไปไม่ได้.
จบ จตุทวารชาดกที่ ๑. ยกมาจากพระไตรปิฏกเล่มที่
27
และได้มีตามอรรถกถาดังนี้(*ผู้เขียนได้ตัดการอธิบายภาษาบาลีออกเพื่อไม่สับสน และมีการตกแต่งบางส่วนเพื่อให้อ่านง่าย*)
อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ
พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุทฺวารมิทํ
นครํดังนี้. ก็แหละ เรื่องปัจจุบัน บัณฑิตพึงให้พิสดารในชาดกเรื่องที่ ๑ในนวกนิบาต.
สำหรับในที่นี้มีความว่า
พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ
ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตไปยินดีจักรกรด เพราะที่เป็นผู้ว่ายากดังนี้
แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล
ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสีเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิมีบุตร ๑
คน ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา
ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า
ลูกรักความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้วเจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม
ฟังธรรมเถิด มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทานเป็นต้นไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไรๆ
กะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้
วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า
ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา
แม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง เขารับคำว่า ดีแล้ว
สมาทานอุโบสถเพราะอยากได้ทรัพย์ พอบริโภคอาหารเช้าแล้วไปวิหารอยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่
ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยอาการที่บทแห่งธรรมแม้บท ๑ ก็ไม่กระทบหู วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งอยู่ที่เรือนแต่เช้าทีเดียว.
ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว
จึงตกแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว
จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ ? เมื่อเขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก
จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด
เขากล่าวว่าแม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จงให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน
ฉันจักดื่มภายหลัง มารดากล่าวว่า ดื่มเถิดลูกรักแล้วแม่จักให้ทีหลัง เขากล่าวว่าฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม
ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้าขาย ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. ลำดับนั้นเขาได้มีความคิดดังนี้ว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ ครั้งนั้นมารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไปเลย เขากล่าวว่า ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน แม้เมื่อมารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้