วิปัสสนาญาณทั้ง
16
บทความเรื่องสติปัฏฐาน
4 และทางสายเอกทางสายกลาง
เป็นแนวปฏิบัติ
เมื่อปฏิบัติได้ถูกต้องผลของการปฏิบัติก็จะบังเกิดขึ้นมาเป็นญาณต่างๆ และขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจด้วยว่าอย่างหลงญาณ
หรือคิดปรุงแต่งเรื่องญาณจนลืมกำหนดภาวนาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการปฏิบัติ
ความจริงแล้วเรื่องญาณถึงแม้ไม่ไปสนใจ ก็สามารถปฏิบัติถึงซึ่งนิพพานได้ แต่เมื่อมีผู้บรรยายกันมากข้าพเจ้าก็ต้องบรรยายบ้าง
ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้ใช้หนังสือของท่านเจ้าคุณ วิลาศ ญาณวะโร
วัดดอนยานนาวา ที่เป็นคำศัพท์ตามพระไตรปิฏก และชื่อของวิปัสสนาญาณทั้ง 16 (การบรรยายของข้าพเจ้าอาจจะยังผิดพลาดอยู่บ้างหลายส่วน เพราะเอาความเห็นของตนเองและประสพการณ์ของตนเองเป็นตัวเปรียบเทียบ
จงขอให้คิดว่าอ่านความคิดเห็นของบุคคลหนึ่ง ที่พยายามแสดงสิ่งที่ตนเองเข้าใจ)
เมื่อท่านทั้งหลายปฏิบัติตามสติปัฏฐาน
4 มีพละ 5 อย่างสมบูรณ์
เห็นแจ้งตามกฎไตรลักษณ์ โดยไม่ทอดธุระ
ญาณต่างๆ ก็จะบังเกิดขึ้นมาเองตามลำดับ ถึงแม้ผู้ปฏิบัติจะจดจำหรือไม่จนจำก็ตามแต่ แต่วิปัสสนาญาณนั้นก็บังเกิดขึ้น
ตั้งอยู่แล้วถอยไป ถ้าถอยการปฏิบัติ หรือดับไปผ่านไปเมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แล้วปล่อยวางเห็นตามกฏไตรลักษณ์ ก็จะพัฒนาขึ้นสู่ญาณเบื่องสูงต่อไปตามลำดับ ญาณนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่สิ่งที่สำคัญคือการปฏิบัติพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ญาณก็จะบังเกิดขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องไปตั้งใจรอ และขอเตือนสติท่านทั้งหลายไว้ว่า ถ้าเราบัญญัติหรือสำคัญมั่นหมายตัวเองหรือผู้อื่นว่า
ผู้นั้นผู้นี้หรือเราเองถึงธรรมอันได้แก่นิพพาน ท่านทั้งหลายจงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย
เพราะจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยในการปฏิบัติ เรื่องวิปัสสนนาญาณที่เขียนนี้เพื่อเป็นการศึกษาพอรู้แนวทางเเท่านั้น
ไม่ใช่เพื่อการปฏิบัติกรรมฐาน เพราะเวลาปฏิบัติแทบจะนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย
เมื่อข้าพเจ้าจะเริ่มเขียนเรื่องวิปัสสนาญาณ
ข้าพเจ้าต้องเรียงลำดับความคิดและความเข้าใจให้เป็นระบบ เพราะคำว่าวิปัสสนาญาณนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติ
ให้บังเกิดความเข้าใจเห็นอารมณ์และจิตใจของตนเองแล้วปล่อยวางด้วยสติปัญญา อันมีพละ 5 อย่างเพรียบพร้อม คื่อมี สติ
ปัญญา สมาธิ ศรัทธา และความเพียรอย่างเหมาะสม ความจริงแล้วญาณต่างๆ
ในวิปัสสนาญาณ สำหรับผู้ปฏิบัติจริงๆ ไม่ควรไปสนใจหรอก เพราะแทบจะไม่ได้ช่วยประโยชน์อะไรเลยในขณะที่ปัฎบัติ
เพราะถ้านำมาเปรียบเทียบกับอารมณ์กรรมฐานตัวเองในขณะที่ปฏิบัติ จะทำให้เกิดความสับสน
ทำให้สติปัญญาที่ควรเจริญขึ้นตามฐานะกลับวกวนอยู่อย่างนั้น ด้วยความสงสัยลังเล
เพราะว่าผู้ใดที่ตกอยู่ในอารมณ์ญานนั้นๆ เสมือนผู้ที่เข้าไปในห้องมืดที่จะต้องผ่านห้องนั้นๆ ไปให้ได้
ถึงแม้เคยศึกษาตำราวิปัสนาณานจนจำได้ขึ้นใจ หรือมีหนังสือวิปัสสนาญานอยู่ในมือก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพราะอารมณ์นั้นเพิ่งบังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
เสมือนสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อน เมื่อประสบก็ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้เลย
ต้องเรียนรู้ของจริงนั้นเป็นเวลาพักหนึ่ง จึงสามารถรู้ทางผ่านไปได้ด้วยตัวเองบางคนอาจช้าบางคนอาจเร็ว
ก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาในการกำหนดกรรมฐานอย่างถูกต้อง พิจารณาเป็นไตรลักษณ์แล้วปล่อยวางไปได้ ขออย่างเดียวให้กำหนดสติปัฏฐาน 4 ให้ถูกต้องเท่านั้น
สติปัญญาและสมาธิก็จะเจริญขึ้นตามฐานะจนถึงที่สุด เรามาเริ่มวิปัสสนาตั้งแต่ญาณแรก
1. นามรูปปริเฉทญาณ เป็นด่านแรกของการปฏิบัติว่า
การปฏิบัติกรรมฐานนั้นเป็นวิปัสสนาหรือเป็นสมถะ เมื่อถึงตรงนี้ย่อมมีผู้ที่สงสัยว่า
อะไรคือวิปัสสนา อะไรคือสมถะหรือสมาธิ ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ละเอียดสักหน่อย
เพื่อไม่ให้สับสนเรื่องสมถะกับวิปัสสนา เพราะมีคนอีกส่วนมากแม้กระทั้งผู้ปฏิบัติเองยังสับสนอยู่
ไม่เข้าใจ และเข้าใจผิดอยู่มาก ความจริงแล้วในพระไตรปิฏกพระพุทธองค์ทรงแยกให้ชัดเจนอยู่แล้วว่า
สมถะกรรมฐานมีทั้งหมด 40
อย่าง คือ อานาปานสติ กระสิน 10
พรหมวิหาร 4 พุทธทา ธรรมมา
สังฆานุสติ
อสุภ
กายกตา ฯลฯ ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของสมาธิทั้งหมด แต่ อานาปานสติ อสุภ กายคตา มรณานุสติ
พิจารนาธาตุ จัดเป็นวิปัสสนากรรมฐานได้ เมื่อน้อมเข้ามาสู่พิจารณาตนเอง เพราะง่ายต่อการพิจารณาสติปัฏฐาน
4 และเรื่องสมาธิเป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะเกือบทุกสำนักที่สอนกรรมฐานกันในประเทศไทย มุ่งเน้นเบื้องต้นในเรื่องของสมาธิกันส่วนมาก จนทำให้บางบุคคล
บางสำนักที่สอนกรรมฐานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐานไปเสียก็มี เพราะการไม่ศึกษาหรือปฏิบัติให้ถึงที่สุดตามพระไตรปีกฎ
หรืออาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ จึงเข้าใจผิดว่าที่ปฏิบัตินี้และคือที่สุดของธรรม
ทั้งที่เป็นเรื่องของสมาธิและฌานสมาบัติ จนมีบางคนหรือบางสำนักเห็นผิดว่า นิพพาน เป็นอัตตา(เป็นตัวตน) เป็นนิจจัง(เทียงแท้) เป็นสุขขัง(เป็นสุขอย่างเดียว) ไปเสีย สวนทางกับไตรลักษณ์อย่างสิ้นเชิง
ความจริงแล้วผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานท่านมีวิธิที่จะยกสมถะหรือสมาธิขึ้นเป็นวิปัสสนาได้โดยไม่ยาก ด้วยหลักง่ายๆ
คือเมื่อสมาธิเป็นอารมณ์เดียวถึงความสงบนิ่งเต็มที่ ตามกำลังของตนเองและง่ายต่อการพิจารณา นำมาพิจารณา ขน ผม เล็บ
ฟัน หนัง หรือพิจารณาอสุภะ หรือพิจารณาความตาย เห็นเป็นไตรลักษณ์ จนจิตเข้ามาย้อนดูตัวเองแยกเป็นรูป
กับนาม คือสิ่งที่กำลังกำหนดภาวนาอยู่ กับความรู้หรือตัวรู้ในขณะนั้นๆ
กลายเป็นการเริ่มเข้าสู่ประตูวิปัสสนาญาณที่ 1.นามรูปปริเฉทญาณ และเมื่อพิจารณาต่อเห็นแจ้งว่าเป็นไตรลักษณ์ ก็จะขึ้นสู่ญาณเบื้องสูงต่อไป สำหรับผู้ที่ฝึกสติปัฏฐาน
4 แบบยุบหนอพองหนอ ถ้าภาวนาไม่ถูกลักษณะก็จะกลายเป็นสมาธิคือกลายเป็นอารมณ์เดียวแล้วนิ่งสงบอยู่ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ คือไม่มีสติปัญญาแยกได้ว่า
นี้คือสิ่งที่กำหนดภาวนา และนี้คือตัวรู้ที่เข้าไปภาวนา อาจจะมีบางท่านแย้งว่า
รูป คือ รูป
นามคือ
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั้นก็ถูกตามบัญญัติตามตำรา แต่ถ้าเป็นการการฝึกวิปัสสนา
หรือกำหนดสติปัฏฐาน 4
ขณะที่เกิดเวทนา อาจจะเจ็บ หรือสบาย หรือเสียใจอยู่ ถ้ากำหนดว่า เจ็บ ๆ หรือสบายๆ หรือเสียใจ ๆ
ไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถแยกได้ว่าขณะที่กำหนดอยู่ ว่านี้คือความเจ็บ นี้คือตัวรู้ความเจ็บ
ในขณะนั้นๆ ก็จะกลายเป็นสมาธิคือเมื่อถึงที่สุดก็กลายเป็นอารมณ์เดียว ไม่มีสติปัญญาเห็นสภาวะแท้จริง
ของธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นธรรมดา หรือ ความไม่เทียง (อนิจจัง) ไม่เป็นตัวเป็นตน(อนัตตา) และตั้งอยู่ไม่ได้(ทุกขัง) ทั้งที่กำหนดนามหรือรูปอยู่ตามความหมายของรูปนามตามบัญญัติของขันธ์
5
แต่ก็ยังไม่เข้าสู่วิปัสสนาญาณ ข้าพเจ้าก็ย่ำอีกครั้งในเรื่องของสติปัฏฐาน 4 อีกครั้ง
ว่าเมื่อท่านไม่เข้าใจการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต
ธรรมในธรรมและไม่สามารถแยกรูปแยกนามให้แช่มแจ้งออกมาได้ ในขณะที่กำหนดภาวนาสิ่งนั้นอยู่ก็จะกลายเป็นสมถะ
ไม่สามารถขึ้นสู่วิปัสสนาญาณได้เลย ข้าพเจ้าได้อธิบายตามภูมิที่ข้าพเจ้าสามารถระลึกได้ในช่วงนี้น่าจะทำให้ผู้ที่ศึกษาพอเข้าใจได้ หรือผู้ปฏิบัติอยู่อาจจะเข้าใจแจ้งชัดขึ้น
ของวิปัสสนาญาณที่ 1
2. ปัจจัยปริคคหาญาณ เมื่อท่านสามารถแยกรูปแยกนามได้แล้วในขณะที่กำหนดถาวนาตามญาณที่ 1 และมีพละ 5 พร้อมขึ้นก็จะเข้าสู่ญาณที่ 2 ปัจจัยปริคคหาญาณ
คือจะมีปัญญาชัดแจ้งว่ารูปกับนามบังเกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่ อธิบายง่ายๆ คือ
เมื่อมีสิ่งภายนอกกระทบร่างกายหรือจิตใจ หรือใจไปปรุงแต่งขึ้นมาเอง ก็จะบังเกิดความรู้สึก
เป็นสุขเป็นทุกข์หรือเฉย เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันทุกขณะทุกเวลา เมื่อมีสติกำหนดพิจารณาอยู่ทุกขณะก็จะเห็นเหตุและปัจจัยนี้ได้อย่างชัดเจนขึ้น และเมื่อสติปัญญาหรือพละทั้ง
5
สมบูรณ์พร้อมขึ้นก็จะเข้าสู่ญาณที่ 3
3. สัมมสนญาณ เมื่อการกำหนดสติปัฏฐาน 4 อย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นแจ้งขึ้นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกระทบกับร่างกาย
หรือจิตใจ ขณะกำหนดภาวนาอยู่เมื่อมีขันติพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่
แล้วสลายไปตามเวลาตามฐานะ แล้วบังเกิดสิ่งที่กระทบใหม่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย เรียกว่ามีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ปรากฏขึ้นในทุกขณะที่กำหนดภาวนาอยู่
ถ้าท่านผู้ปฏิบัติไม่สำรวจกรรมฐานให้ดี จะทำให้เกิดการปรุงแต่งเกิดการเบื่อหน่ายตามความคิดที่ปรุงแต่งไป
จนอาจล้มเลิกกรรมฐานไปชั่วคราวก็ได้ หรืออาจจะบังเกิดเป็นอุเบกขาหรือเฉยแบบสติสัมปัญญะไม่ทันปัจจุบัน
หรืออาจจะกำหนดกรรมฐานได้รวดเร็วเกินความเป็นจริง หรือบังเกิดญาณรู้อะไรล่วงหน้า
หรือบังเกิดมีปีติมากมาย หรือบังเกิดเห็นแสงสว่างทั้งหลับตาหรือลืมตา ฯลฯ สภาวะอย่างนี้เรียกว่า
วิปัสสนูกิเลส 10 ประการ
ถ้าผู้ปฏิบัติใดไปหลงยินดีและยึดติดเข้าใจผิดว่าเป็นของวิเศษเป็นผู้วิเศษ จนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอาจจะทำให้เกิดวิปลาสไปชั่วคราวได้จนต้องให้หยุดกรรมฐาน มีตัวอย่างบางท่านอาจจะยึดติดเป็นเดือน
เป็นปี หรือเป็น 10ปี หรือจนตายก็ยังมี ถ้าไม่รู้จักเตือนตัวเอง
และพิจารณากิเลสของตนเองที่มีอยู่ทำให้เป็นทุกข์เพราะ ราคะ โทสะ และโมหะ
แล้วยังดื่อด้านหลงเป็นตัวเป็นตนเป็นผู้วิเศษอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยแก้ไขได้
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติสำรวมอย่างดีไม่ไปยึดติดในวิปัสสนูกิเลส และเมื่อสติปัญญาเพิ่มขึ้น(พละ 5 เพิ่มขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น) ก็จะเข้าสู่ญาณที่ 4
4. อุทยัพพยญาณ เมื่อกำหนดภาวนาอยู่ก็เห็นว่าการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วหายไป ของอารมณ์หรือรูปนามนั้นเกิดขึ้นเร็วขึ้น
เพราะมีสติสัมปัญญะ(ปัญญา)ไปรู้เห็นทำให้การปรุงแต่งของกิเลสต่อสิ่งที่กระทบน้อยลง จึงเกิดการ เกิดขึ้น
ตั้งอยู่ แล้วดับไปได้เร็วขึ้น และเมื่อมีสติสัมปํญญะมากขึ้น พอกำหนดด้วยสติต่อสิ่งที่กระทบเกิดขึ้น
ก็จะดับทันที ไม่ว่าสติจะกำหนด กาย หรือ เวทนา หรือ จิต หรือ ธรรม
เมือเป็นปัจจุบันก็จะดับทันทีหรืออารมณ์ขาดจากันทันที ปรากฏอย่างชัดเจนทั้งอาการและความรู้สึก
และญาณนี้และเป็นญาณที่สามารถบอกให้ท่านผู้ปฏิบัติทราบโดยไม่ต้องสงสัยว่า ได้มาถึงญาณที่ 4 แล้ว
หลังจากนั้นกำหนดได้ถูกส่วน คือพละ 5 สมบูรณ์ก็จะเห็นการเกิดดับได้มากขึ้นและชัดเจน เมื่อพละ 5 เพิ่มขึ้นก็จะเข้าสู่ญาณที่ 5
5. ภังคญาณ เมื่อสติสัมปัญญะแก่กล้าขึ้นเมื่อกำหนดอะไรก็ดับ
ก็สลายไป
เป็นอันว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อกำหนดก็สลายไปต่อหน้าต่อตาอย่างมากมาย
เป็นการละบัญญัติเข้าขั้นปรมัตถสภาวะล้วน เพราะกำหนดอะไรก็ดับหายไปหมดตั้งอยู่เป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้
เปรียบสเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่มีร่างกายอ่อนแอคนหนึ่งเอากระบ่องใบหนึ่งไปตักน้ำ พอจวงตักน้ำเสร็จจะยกกระบ่องขึ้นจากน้ำมันชั่งหนักแทบจะยกขึ้นไม่ไหว
แต่เมื่อชายคนนี้ได้บำรุงรางก่ายด้วยอาหารที่สมบูรณ์ รักษาโรคต่างๆ
ให้หายขาดและออกกำลังกายเพาะกายทุกวันจนรางก่ายแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ เมื่อชายผู้นี้เอากระบ่องใบเดิมไปตักน้ำ
พอจวงตักน้ำเสร็จจะยกกระบ่องขึ้นมาจากน้ำ ก็ยกขึ้นมาอย่างง่ายดายเหมือนกับไม่ต้องออกแรงอะไรเลย
เช่นเดียวกับวิปัสสนาญาณที่ 5
ภังคญาณนี้
จนบางครั้งทำให้ผู้ปฏิบัติคิดไปว่าเหมือนกับสติสัมปัญญะในการกำหนดอ่อนลงเพราะไม่เกิดอาการชัดเจนเหมื่อนกับญาณที่ 4 อุทยัพพยญาณ
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติยังสำรวมระวังและกำหนดสติปัฏฐาน 4 อย่างไม่ทอดธุระ พละ 5 ก็จะสมบูรณ์ขึ้น
เข้าสู่เขคญาณที่ 6
ภยญาณ
6. ภยญาณ เมื่อกำหนดสติปะฐาน 4 อย่างต่อเนื่องอย่างไม่ประมาท ก็จะเห็นทุกอย่างเกิดขึ้นก็หายไปในทุกขณะทุกเวลา
ก็จะเกิดภาวะที่กลัวในสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ถ้าไม่สำรวมระวังให้ดี
จะทำให้ไม่ว่าจะรู้อะไร หรือเห็นอะไรตามปกติ หรือคิดอะไร กลายเป็นว่าน่ากลัวไปหมด
ที่ข้าพเจ้าอธิบายอย่างนี้ก็กลัวว่าท่านผู้อ่านที่อ่านถึงตรงนี้จะคิดอะไรเลยเถิดไปว่า ถ้าคุมสติไม่อยู่ก็จะกลายเป็นคนบ้าคนขี้ระแวงไปเสีย
ท่านทั้งหลายจงอย่าไปตกใจอะไรเลย เพราะสติสัมปัญญะของผู้ที่ถึงญาณนี้
ดีกว่าคนธรรมดามากมายนักการที่จะเสียสตินั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ จะเปรียบเทียบให้เข้าใจดังนี้
ผู้ถึงญาณนี้เสมือนมี ชาย 2
คน ซ้อมฟันดาบกันโดยใช้ดาบไม้ซ้อมกัน ดังนั้นขนะที่กำลังซ้อมฟันกันอยู่ก็กลัวถูกโดนฟันด้วยดาบไม้ให้เจ็บถ้าเผลอป้องกันตัวไปทัน แต่พอเลิกซ้อมฟันดาบความกลัวนั้นก็จะหายไป
หรือเมื่อซ้อมฟันดาบจนชำนาญความกลัวนั้นก็จะลดน้อยถอยลง เช่นเดียวกันผู้ปฏิบัติสติปะฐาน 4 กำหนดภาวนาโดยไม่ประมาท พละ 5 ก็ย่อมสมบูรณ์ขึ้น ก็เข้าสู่ญาณที่ 7 อาทีนวญาณ
7. อาทีนวญาณ ญาณนี้เป็นญาณที่ปรากฏความทุกข์ของสังขารให้เห็นอย่างชัดเจน อาจมีอาการ
ภาวนาอะไรก็รู้สึกอึดอัดอารมณ์ไปหมด
เหมือนกับว่าทุกขณะที่กำหนดสติมีแต่ความทุกข์ความไม่สบาย หรืออาจมีอาการกำหนดสติตรงไหนของร่างกายก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงนั้น
จนต้องให้รำคาญและไม่ปลอดโปร่งสบายเอาเสียเลย จะเปรียบเทียบให้เข้าใจดังนี้
มีชายผู้หนึ่งหาหน่อไผ่เพื่อเอาไปขายและทำอาหารในครอบครัว เมื่อเดินไปถึงตรงกอไผ่
เห็นหน่อไผ่อันหนึ่งซึ่งตรงกับจุดประสงค์อยู่กลางก่อไผ่พอชายผู้นั้นจะมุดตัวเข้าในกอไผ่ก็ย่อมจะเกิดความกลัวหนามไผ่ และกิ่งไผ่ขึ้นมาก่อน เหมือกับญาณที่ 6 ภยญาณ
แต่เมื่อมุดเข้าไปในก่อไผ่ก็ย่อมเจ็บปวดไม่มากก็น้อย เพราะหนามไผ่หรือกิ่งไผ่ขีดข่วนเอาให้ต้องทุกข์และรำคาญ
เหมือนกับญาณที่ 7
นี้
แต่เมื่อปารถนาจะเอาหน่อไผ่ก็ยังต้องมุดไปข้างหน้า เช่นเดียวกันกับผู้ปฏิบัติเมื่อถึงญาณนี้ก็ยังกำหนดสติปะฐาน 4 อย่างไม่ท้อถอย
เพราะปารถนาที่จะละกิเลสอันก่อให้เป็นทุกข์
ดังนั้นเมื่อผู้ปฏิบัติยังเพียรกำหนดสติปัฏฐาน 4 อย่างต่อเนื่องไม่ถ้อถอย พละ 5
ก็จะสมบูรณ์ขึ้นก้าวสู่ญาณเบื่องสูงต่อไป คือนิพพิทาญาณ
8.นิพพิทาญาณ
เป็นญาณที่ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายเป็นที่สุด
กำหนดสติปะฐาน
4
ไปเบื่อหน่ายไป ในจิดใจเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
ที่ไม่เกิดจากการคิดปรุงแต่งหรือการผิดหวังอะไรเลยตามที่ชาวโลกเป็นอยู่ตามปกติ การเบื่อหน่ายนี้ไม่ได้เกิดจากการคิดปรุงแต่งแม้แต่นิดเดียว
แต่เกิดจากการกำหนดสติปัฏฐาน 4
ได้ทันปัจจุบันหรือเป็นปัจจุบัน ทำให้สติปัญญาเห็นไตรลักษณ์ อันไม่เทียง เป็นทุกข์
ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อย่างชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องคิดปรุงแต่ง จะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ
อย่างเช่นในเมืองที่มีการจาราจลติดขัดทุกวี่ทุกวัน ผู้เดินทางต้องใช้เวลานานจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าทุกวัน
ผู้เดินทางก็ต้องเบื่อหน่ายต่อการเดินทางทุกครั้ง แต่ก็ต้องทนเพราะต้องไปทำงานเลียงชีพ
เช่นเดียวกับผู้ถึงนิพพิทาญาณนี้ แต่ต่างกันตรงที่การเบื่อหน่ายของนิพพิทาญาณนั้น เห็นทุกข์โทษของสังขารทั้งหลายที่กำหนดกรรมฐานอยู่
ขอให้ทำความเข้าใจด้วยว่า ไม่ใช่เกิดจากการไปคิดปรุงแต่งให้เบื่อหน่ายขึ้นมา
เพราะถ้าไปคิดปรุงแต่งให้เกิดเบื่อหน่ายขึ้นมานั้นอยู่ในเขตญาณเบื่องต้น คือญาณ 2 หรือ ญาณ 3 หรือยังไม่ได้เข้าสู่วิปัสสนาญาณแม้แต่ญาณเดียว ขอให้ทำความเข้าใจไว้ด้วย
จะไม่เกิดความเข้าใจผิดหลงญาณในภายภาคหน้า
เพราะโดยปกติแล้วมนุษย์ชอบเห็นตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ
โดยการคิดและจิตนาการแล้วปรุงแต่งอารมณ์เป็นประจำ จนเกิดวิชาการความรู้ขึ้นมามากมาย เรียกว่าความเฉลียวฉลาดหรือปัญญาของมนุษย์ แต่หาใช่คำว่า
ปัญญาที่แท้จริง ในพระพุทธศาสนา เมื่อผู้ปฏิบัติยังกำหนดสติปัฏฐาน 4 อย่างไม่ลดละ
สติปัญญาหรือ พละ 5
ย่อมพัฒนาขึ้นเป็นญาณที่ 9
มุญจิตุกัมยตาญาณ
9. มุญจิตุกัมยตาญาณ เมื่อนิพพิทาญาณถึงความแก่กล้า ก็ย่อมต้องการจะหนีต้องการจะหลุดพ้นจากความเบื่อหน่ายในสังขารนั้น
ซึ่งก็มีอยู่
2
ทางให้ผู้ปฏิบัติเลือก ทางที่ 1. คือกำหนดสติปะฐาน
4 ต่ออย่างมีความเพียร ด้วยความศรัทธาและมีสติปัญญามีสมาธิอันแน่วแน่
จนเข้าสู่ญาณที่ 9 มุญจิตุกัมญตาญาณ ทางที่ 2. คือเลิกกรรมฐานปล่อยให้วิปัสสนาญาณถอยกลับลงไปจนเป็นปกติ
แล้วเริ่มปฏิบัติกันใหม่ ทั้ง 2
ทางเป็นทางเลือก แต่โดยมากแล้วผู้ปฏิบัติเมื่อปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมเลือกทางที่ 1 ทุกคน
ยกเว้นผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพ
หรือติดความเป็นอยู่ที่สบายตามอารมณ์ของตนเองจนความเพียรนั้นถดถอยลง เมื่อผู้ปฏิบัติเลือกทางที่
1 กำหนดสติปัฏฐาน 4 ต่อไป
การต้องการจะหนีต้องการจะหลุดพ้นถึงความแก่กล้าของเขา พละทั้ง 5 ก็จะปรับเข้าสู่ความสมดุลโดยธรรมชาติ
ย่างเข้าสู่ญาณที่ 10 ปฏิสังขาญาณ
10. ปฏิสังขาญาณ เป็นญาณที่เห็นทุกข์โทษของสังขารทั้งหลายมาตลอดของการปฏิบัติธรรม มีปัญญาแจ่มชัดขึ้นว่า
สังขารทั้งหลาย ตกอยู่ในไตรลักษณ์ทั้งหมดทั้งสิ้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ตามภาวะของเขามาตลอด เริ่มผ่อนคลายความยึดมั่นในสภาวะต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง
การกำหนดภาวนาที่แสนยากลำบากที่ผ่านมาเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะปกติ ตามฐานะของการแก่กล้าขึ้นของสติปัญญา ญาณนี้เปรียบสะเหมือน
เด็กทารกที่คลานได้และนั่งได้แล้ว และพยายามที่จะหัดเดิน
ต้องลำบากอยู่กับการพยายามลุกขึ้นยืน โดยต้องเกาะต้องจับเพื่อให้ทรงตัวยืนให้ได้ พอปล่อยจากการเกาะการจับก็ล้มลงทันที่
ต้องหัดทำแล้วทำอีกจนทรงตัวยืนอยู่ได้โดยไม่เกาะอะไร แต่ยังจะก้าวเดินไม่ได้
ถึงตรงนี้และที่ยืนแล้วล้มเปรียบได้กับ ปฏิสังขาญาณ คือเริ่มจะเดินเป็น
หรือเริ่มจะทำได้
เมื่อผู้ปฏิบัติยังกำหนดสติปะฐาน 4
อยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย สติปัญญาหรือพละทั้ง 5 ก็จะปรับเข้าสู่ญาณที่ 11 สังขารุเปกขาญาณ
11. สังขารุเบกขาญาณ เป็นญาณอันสุดยอดของโลกียญาณคือของรูปนามนี้ เพราะเมื่อสติปัญญาเห็นทุกข์โทษของสังขารทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์ทุกขณะหรือทุกวิปัสสนาญาณที่ผ่านมา สภาวะจิตใจก็ย่อมปล่อยวางความยึดถือลงเป็นอุเบกขา ไม่ไปเป็นทุกข์หรือสุขในสังขารที่กำหนดภาวนาอยู่นั้น แต่มีสติสัมปัญญะในการภาวนาได้ดียิ่ง
กำหนดภาวนาได้สบายเหมือนกับไม่ต้องพยายาม แต่เพียรกำหนดภาวนาต่อไปอย่างไม่ขาดระยะ เปรียบเสมือนผู้ที่หัดถีบจักรยาน ในระยะแรกต้องขึ้นคลอมประกองรถจักรยาน
แล้วเข็นไปข้างหน้าด้วยเท้ายันอยู่กับพื้น ไม่สามารถที่จะทรงตัวขึ้นถีบจักรยานได้ บางต้องคอยให้ผู้อื่นคอยจับรถจักรยานให้ตรงจึงพอถีบได้บ้าง แต่พอคนที่จับปล่อยมือก็ล้มถีบไม่ได้เหมือนเดิม
ผู้ที่หัดถีบจักรยานนั้นก็พยายามฝึกแล้วฝึกอีกด้วยตัวเอง จนขึ้นถีบจักรยานไปข้างหน้าได้โดยไม่ล้ม
แต่การควบคุมรถจักรยานก็ยังโยกไปช้ายทีขวาทีไปได้สักพักก็ต้องเอาเท้าค้ำกับพื้นอีกตามเดิม เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยเปรียบเหมือนกับญาณที่
10 ปฏิสังขาญาณ
เมื่อผู้ที่หัดถีบจักรยานพยายามแล้วพยายามอีก ก็สามารถที่จะควบคุมรถจักรยานได้ให้ถีบไปในทิศทางที่ต้องการโดยสะดวกด้วยความชำนาญ ช่วงนี้เปรียบเสมือนกับสังขารุเบกขาญาณ
คือมีการกำหนดสติปะฐาน 4
ตามสบายสงบนิ่งไม่มีสิ่งใดที่ติดขัด บางท่านสามารถกำหนดได้อย่างสงบสบายเป็นวัน หรือเดือนๆ
ก็มี แต่ต้องรักษาการภาวนานั้นเสมือนผู้ที่เอาถาดที่มีน้ำมันอยู่เต็มทูลไว้บนศรีษะ แล้วไม่ให้น้ำมันนั้นหกแม้แต่นิดเดียวด้วยความชำนาญ
ข้าพเจ้าขอกล่าวย้ำให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดหรือผู้วิเศษใดที่จับให้ท่านถีบจักรยานได้เป็นในทันที่และตลอดกาล ถ้าท่านไม่ฝึกหัดถีบรถจักรยานด้วยตนเอง
เช่นเดียวกันของการฝึกสติปัฏฐาน 4 ไม่มีผู้ใดหรือผู้วิเศษใดสามารถจับให้ท่านถึงสังขารุเบกขาญาณ
โดยที่ไม่ต้องฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ดังนั้นท่านทั้งหลายจงอย่าหลงกับคำว่าผู้วิเศษให้มากนักเพราะไม่เกิดประโยนช์เลย มากล่าวถึงสังขารุเบกขาญาณเมื่อถึงความแก่กล้าคือมีสติปัญญาเห็นไตรลักษณ์ ในทางอนิจจัง(ไม่เทียง) หรืออนัตตา(ไม่เป็นตัวตน) หรือทุกขัง(ตั้งอยู่ไม่ได้) เกือบพร้อมบริบูรณ์
ก็จะขึ้นสู่ญาณที่ 12
อนุโลมญาณ แต่ส่วนมากของผู้ที่มีบารมีไม่พร้อมยังเป็นปุถุชนอยู่ ถ้าพละ 5 ไม่สมบูรณ์จริงๆ ย่อมไม่บังเกิด
อนุโลมญาณ เมื่อสติตกหรือพละ 5
หย่อน
หรือไม่สมดุลกัน
ก็จะเกิดอาการวูบได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นสมาธิ กลายเป็นความสงบ กลายเป็นหลับ
12. อนุโลมญาณ อาจจะเรียกว่าญาณหัวเลียวหัวต่อ คือหมายความว่าเกือบจะเป็นหรือเกือบจะได้
หรือเพียงนิดเดียวก็ถึง
ที่กล่าวดังนี้ก็เพราะเมื่อสังขารุเบกขาญาณถึงความสงบอย่างเต็มที่เพราะภาวนาเห็นตรัยลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการ สภาวะจิตก็จะปล่อยวางสังขารลงสู่อุปจารสมาธิหรือลงภวังค์ในขณะที่สติสัมปัญญะสมบูรณ์อยู่ พอถึงจุดนี้ผู้ปฏิบัติกรรมฐานจงอย่าเข้าใจผิดว่าจะต้องถึงนิพพานแน่นอน
เพราะญาณนี้จะเกิดขึ้นในช่วงอึดใจเดียว แต่มีเหตุหลายประการที่จะทำไม่ให้ถึงฝังนิพพานดังนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจงอย่าหลงยึดในอาการนั้น แล้วคิดเข้าข้างตนเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปเสียก่อน
โดยลืมหรือทิ้งการกำหนดภาวนา เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เกือบถึงญาณที่ 12 นี้เมื่อไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน วิปัสสนาญาณก็จะถอยกลับลงมาที่ญาณ
11สังขารุเบกขาญาณดังเดิม
และเมือกำหนดกรรมฐานต่อโดยไม่ขาดสายจนสังขารุเบกขาญาณแก่กล้าสมบูรณ์อีกครั้ง ก็จะเกือบเข้าสู่อนุโลมญาณอีกครั้งเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ
จนกว่าปัญญาแก่กล้าถึงฝั่งนิพพาน เปรียบเสมือนมีคนผู้หนึ่งปารถนาจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง
แต่มีช่องหน้าผาขั้นอยู่ ถ้าจะกระโดดในคราเดียวก็รู้ว่าไปไม่ถึงอีกฝั่งเพราะเกินกำลังของตนเอง
แต่ฝั่งที่บุคคลนั้นยืนอยู่ มีต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งใหญ่กิ่งหนึ่งยื่นไปทางช่องหน้าผาฝั่งโน้น
เมื่อผู้นั้นปีนขึ้นไปบนต้นไม้แล้วไต่ไปตามกิ่งที่ยื่นไปทางฝั่งโน้น ก็กะระยะแล้วว่าถึงจะกระโดดจากกิ่งไม้นี้ออกไปฝั่งโน้นก็ยังไม่ถึง
คนผู้นั้นก็ต้องไต่ลงจากต้นไม้นั้น หาเชื่อกหรือเถาวัลย์ที่เหนียวและแข็งแรงทดสอบแล้วว่าสามารถรับน้ำหนักของตนเองได้อย่างสบายไม่มีวันที่จะขาดได้ และมีความยาวน่าจะพอดีที่จะโหนตัวไปฝั่งโน้นได้
คนผู้นั้นจึงไต่ขึ้นไปบนกิ่งไม้ใหญ่นั้นอีก แต่คราวนี้เอาเชือกเถาวัลย์ผูกกับปลายกิ่งไม้นั้นที่ประมาณดูแล้วว่ารับน้ำหนักของตนเองได้สบายในขณะที่โหนอยู่ แล้วจับปลายเชือกอีกด้านหนึ่งไต่ลงมาที่พื้นหน้าผา
ถอยห่างจากหน้าผาเริ่มออกวิ่งอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งจับปลายเชือกไว้อย่างมั่นคง ตรงนี้เปรียบเสมือนกับ
สังขารุเบกขาญาณที่แก่กล้า พอคนผู้นั้นวิ่งถึงริมหน้าผาก็กระโดดอย่างสุดกำลังโหนตัวไปฝั่งโน้น อาการกระโดดและโหนตัวไปฝั่งโน้นพ้นจากขอบหน้าผาที่ยืนอยู่
เปรียบเทียบได้กับ อนุโลมญาณคือญาณที่
12 (แต่ส่วนมากจะวิ่งมาขอบหน้าผาคือสุดขอบญาณที่
11
ก็จะไม่กล้ากระโดดเสียมากกว่าถ้ายังไม่พร้อมสมบูรณ์) ถ้าคนผู้นั้นเห็นว่าโหนมาถึงอีกฝั่งได้พอดีก็ย่อมปล่อยเชื่อกไปยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งอย่าปลอดภัย แต่ถ้าไม่ถึงฝั่งโน้นคนผู้นั้นก็ไม่ยอมปล่อยมือจากเชือก
โหนกลับมายังฝังเดิม เปรียบเสมือนผู้ที่ถึงอนุโลมญาณแล้วแต่ไม่สามารถย่างถึงฝั่งนิพพานได้
ก็ต้องกลับมายืนที่ฝั่งเดิมคือ สังขารุเบกขาญาณ แล้วเริ่มวิ่งกระโดดไปใหม่จนกว่าจะสำเร็จ
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติเกิดพละ 5
อ่อนลง หรือหยุดภาวนาต่อ
อาจจะด้วยเหตุใดก็ตามวิปัสสนาญาณก็จะถอยกลับสู่ญาณเบื้องต้น แล้วเริ่มต้นกำหนดภาวนาขึ้นมาใหม่ตามลำดับแต่ก็ไม่ยากแล้วเพราะมีความชำนาญ ยกเว้นความคิดปรุงแต่งไปหลงญาณเสียก่อน
หรือมีความเข้าใจคำว่าความเพียรผิด กลายเป็นความพยายามตามอำนาจของกิเลสจนพละ 5 ประการไม่สมดุลเสมอกัน
ก็จะทำให้เกิดความทุกข์มากในการกำหนดกรรมฐาน จะมากล่าวถึงผู้ที่ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เกือบถึงญาณ 12
อันเป็นญาณสูงสุดของโลกียญาณแต่ไม่สามารถให้ถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน เพราะมีเหตุทำให้พละ 5 ประการไม่สมดุลกัน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ
1.ประเภทบุคคลที่ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง แต่ความสมบูรณ์พร้อมของพละทั้ง
5 ประการยังไม่สมดุล
วิปัสสนาญาณจึงขึ้นๆ ลงๆ ตามวิปัสสนาญาณทั้ง
11 ญาณ
หรืออาจกล่าวว่าองค์ 8
ประการของมรรคหรือมรรค 8 ยังไม่สมบูรณ์พร้อม
ตามแนวของผู้ฝึกสมาธิถึงฌานแล้วยกฌานขึ้นเป็นบาท เพื่อพิจารนาขึ้นเป็นวิปัสสนาตามแนวโพธชงค์ 7
เรียกว่าเป็นบุคคลผู้ปฏิบัติทาง เจโตวิมุต
คือฝึกสมาธิได้ฌานก่อนแล้วเข้าออกฌานจนชำนาญได้ดังใจเรียกว่ามี วสี แล้วนำมาพิจารนาเป็นวิปัสสนาญาณ
ญาณของท่านเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทุกญาณแต่ที่ปรากฏเห็นอาการชัดเจนเพียง 5 ญาณ คือ ญาณที่ 4 อุทยัพพยญาณ
สติปัญญาเห็นการเกิดดับอย่างชัดเจน ญาณที่ 8 นิพพิทาญาณ มีความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายเป็นที่สุด
ญาณที่ 9
มุญจิตุกัมยตาญาณ
มีความปารถนาจะหนีจะหลุดพ้นจากสังขารทั้งหลายอย่างสุดกำลัง ญาณที่ 11 สังขารุเบกขาญาณ
คือปล่อยวางสังขารทั้งหลาย เข้าสู่การพิจารนาอย่างสงบสะดวกปัญญาแจ้งในไตรลักษณ์เกือบสมบูรณ์ แล้วจะเข้าเขตญาณที่ 12 คืออนุโลมญาณ
แต่ถ้าผู้ที่มีองค์ 8
ของมรรคไม่สมบูรณ์พร้อม ก็จะทำให้วิปัสสนาญาณขึ้นๆ
ลงๆ เห็นชัดเจนทุกญาณเพื่อให้เกิดความแก่กล้าของปัญญาในการเห็นพระไตรลักษณ์ เพื่อจะได้ประหารกิเลสลงได้อย่างสิ้นเชิง
ตามขั้นตามฐานะของบารมีในขณะนั้น ซึ่งการมีพละ5
หรืออินทรีย์ไม่สมบูรณ์นี้ทำให้เกิดน่าเป็นห่วงสำหรับท่านผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ที่ยังประมาทอยู่
ไปโมเมหรือสำคัญตนว่าบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว
หรือผู้อื่นที่ผู้นั้นศรัทธายกเป็นอาจารย์ กล่าวบัญญัติยืนยันว่าผู้นั้นปฏิบัติได้ถึงมรรคผลและนิพพาน
แล้วผู้นั้นไปให้ความสำคัญในคำกล่าวนั้นแล้วยึดมั่นว่าเป็นจริง โดยไม่พิจารณาความรุนแรงกิเลสของตนที่มีอยู่
ที่บังเกิดขึ้นเผารนจิดใจให้เร้าร้อนหรือทุกข์ร้อนเหมือนดังเดิม
2. ประเภทบุคคลที่มีกรรมอันเป็นอกุศลมาขวางขั้น แบ่งเป็นส่วนบุคคลได้ 3 ส่วน
2.1 ภิกษุและสามเณร
ที่ผิดศีลอย่างเบาและอย่างกลาง แต่ยังไม่ปลงอาบัติหรืออยู่กรรม ตามโทษของศีลที่ผิด
ท่านเหล่านี้เมื่อปฏิบัติกรรมฐานถึงญาณ 11 สังขารุเบกขาญาณ แล้วอินทรีย์ 5 หรือพละ 5 จะรวมกันอย่างสมดุล เพื่อเข้าสู่อนุโลมญาณที่ 12 เป็นไปได้อยาก
แต่ถ้าตกภวังค์แล้วอารมณ์กรรมฐานขาดจากกันหรือดับไป ก็จะกลายเป็นอย่างอื่น เช่นเป็นสมาธิหรือเผลอไป
จะไม่ใช่มรรคผลนิพพาน เพราะเมื่อกลับมาสู่ภาวะปกติ กิเลสที่ก่อให้เกิดทุกข์ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม
จึงแก้ด้วยการปลงอาบัติหรืออยู่กรรมให้ถูกต้อง แล้วปฏิบัติกรรมฐานตามปกติก็จะสามารถละกิเลสได้อย่างถาวรตามฐานะ
2.2 ภิกษุหรือสามเณร ทีผิดศีลขั้นปาราชิก ได้แก่
2.2.1 เสพเมถุน ไม่ว่ากับคนหรือสัตว์ทั้งที่มีชีวิตหรือตายแล้ว
2.2.2.ฆ่ามนุษย์
2.2.3.มีเจตนาลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น 1 มาสก ขึ้นไป
2.2.4.อวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีอยู่ในตนหรือของผู้อื่น
เช่น โออวดว่าตนหรือผู้อื่น ว่ามีฤทธิ์
หรือได้ฌานสมาบัติ หรือบรรลุมรรคผลนิพพาน ทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นจริง อาจจะเป็นกรณีอย่างนี้ก็ได้คือในระยะแรกอาจจะเข้าใจผิด
ด้วยมีความรู้ไม่ถึงการ ก็ยังถือว่าไม่ผิดศีลปาราชิกแต่ผิดศีลสังฆาทิเสส
เมื่อมีผู้รู้ในพระไตรปิฏกอย่างถ่องแท้แจกแจงให้ทราบถึงความเป็นจริง พระผู้นั้นกลับใจได้ถือว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิก
แต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องปลงอาบัติด้วยการอยู่กรรม คือการถูกกะบริเวณเพื่อให้สำรวม
กาย วาจา ใจ ตามเวลาที่คณะสงฆ์กำหนด
แต่ถ้าพระผู้นั้นไม่ยอมรับฟังทั้งที่รู้อยู่ว่าอาจจะผิด ด้วยติดอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ
หรือมีความพอใจในการอวดอุตริมนุษย์ธรรม ถือว่าผิดศีลปาราชิกในทันที่ ท่านที่ผิดศีลปาราชิกเหล่านี้แม้จะทำวิปัสสนากรรมฐานจนตายก็ไม่มีทางถึงชึ่งมรรคผลนิพพาน ยกเว้นท่านเหล่านี้ยอมสละเพศจากการเป็นพระภิกษุหรือสามเณรมาเป็นฆารวาส
เมื่อยังปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่ออยู่ ก็มีโอกาสถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน
อาจจะมีผู้สงสัยว่าทำไม่? พระท่านที่ผิดศีลปาราชิกแล้วไม่สามารถถึงมรรคผลนิพพานได้ เป็นเพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสอะไรไว้
ก็ทรงตรัสในสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่พระองค์ทรงบัญญัติสิ่งนั้นต้องเป็นจริงตามฐานะ
และเนื่องจากภิกษุและสามเณรทั้งหลายในพระพุทธศาสนา ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยฐานะของพระองค์ ดั้งนั้นสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้จะต้องเป็นจริงตามนั้น
2.3
บุคคลที่ทำกรรมหนัก คือทำอนันตรกรรมไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรือในอดีตกาล ท่านผู้นั้นเมื่อมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพราะปัจจุบันเป็นกัลยาชนคนดี
ถึงจะเพียรปฏิบัติอย่างไรทำความดีไว้มากเพียงใดก็ไม่มีโอกาศถึงซึ่งนิพพาน การผิดอนันตรกรรมได้แก่
2.3.1.ฆ่าบิดามารดาที่เป็นมนุษย์และผู้นั้นเป็นมนุษย์
2.3.2. ฆ่าพระอรหัน
2.3.3
ทำพระโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ
2.3.4. ทำสังฆเภท
คือทำให้สงฆ์แตกออกจากกันเป็นสองฝ่ายไม่ย่อมร่วมทำสังฆกรรมด้วยกัน
ซึ่งแบ่งเป็นกรณีการทำสังฆเภทได้ดังนี้
กรณีที่ 1
ทำให้สงฆ์แตกกันสองฝ่าย จะไม่กล่าวว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดก่อน เพราะแต่ละฝ่ายถือว่าถูกทั้งสองฝ่ายซึ่งสงฆ์ที่เข้าร่วมแต่ละฝ่ายไม่ถือว่าผิดอนันตรกรรม แต่บุคคลผู้นำที่ยุยงหรือผู้ยุยงไม่ให้สงฆ์ทำสังฆกรรมได้สำเร็จ
และทำให้ต่างฝ่ายต่างเพ่งโทษซึ่งกันและกัน บุคคลผู้นำที่ยุยงหรือผู้ยุยงจนสำเร็จนั้นผิดอนันตรกรรมทันที
กรณีที่ 2
มีคณะหรือกลุ่มสงฆ์
ที่มีความเข้าใจในธรรมอันสูงสุดอันได้แก่พระนิพพานไม่ตรงกับพระไตรปฏิกหรือไม่ถูกต้อง
แล้วนำไปสั่งสอนผู้อื่นให้เห็นตาม
ก็ยังไม่เป็นอนันตรกรรมแต่เสมือนเป็นปาราชิกในตัวเอง เพราะผู้สอนและผู้ที่ปฏิบัติตาม
ไม่มีโอกาสถึงพระนิพพานแม้แต่นิดเดียว เป็นเพียงนิพพานหลอกตนเองไปวันๆ เมื่อมีกิเลสเข้ารุมล้อมหรือมีปัญหาจนกิเลสปะทุขึ้นมา
ก็ทำให้เกิดความทุกข์และเร้าร้อนตามประสาปุถุชน แต่ถ้ามีทิฏฐิอาจจะเกิดจากการมีลาภ
ยศ สรรเสริญหรือมีมิจฉาทิฐิแบบเต็มกำลัง บังเกิดการโออวดอุตริมนุษยธรรมเกินจากสิ่งที่เข้าใจผิดอยู่
เพื่อให้ผู้อื่นศรัทธาหรือหลงเชื่อก็จะต้องอาบัติปาราชิกทันที่ ซึ่งสามารถอธิบายให้พอเข้าใจได้ดังนี้
คือผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานไม่ว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาแบบไหนก็ตามแต่ แล้วสำคัญมั่นหมายว่าเป็นมรรคผลนิพพาน
และกล่าวบอกและสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามว่าตนเองถึงขั้นนิพพาน ยังไม่ถือว่าผู้นั้นต้องอาบัติปาราชิกเพราะความเข้าใจผิดแต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เมื่อไรพระภิกษุหรือสามเณรผู้ที่เข้าใจมรรคผลนิพพานผิดนั้น เกิดกล่าวอวดว่าตนมีอิทธิฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศ
มีตาทิพย์ มีกายทิพย์ ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่ไม่มีจริงในตนเลย ก็จะกลายเป็นปาราชิกทันที
นอกจากภิกษุหรือสามเณรนั้นเข้าใจผิดในการปฏิบัติของตนว่า เป็นมรรคผลนิพพานแล้วกลายเป็นผู้วิปลาสหรือเป็นบ้าไป
แบบไม่มีสติสัมปัญญะเหมือนคนปกติไปช่วงเวลาหนึ่ง เพราะความเข้าใจผิด
หรือเป็นเพราะวิปัสสนูกิเลสของวิปัสสนาญาณทำให้วิปลาสไป แล้วกล่าวเพ้อไปต่างๆ
นาตามประสาของคนวิปลาสหรือบ้า ถือว่าไม่ผิดศีลปาราชิก แต่จำเป็นต้องนิมนตร์ให้ท่านลาสิขาเพศไปก่อนเมื่ออาการบ้าหรือวิปลาสนั้นหายเป็นปกติ ก็สามารถบวชเป็นพระได้อีก
แต่ถ้าอาการวิปลาสหรือบ้านั้นหายเป็นปกติและรู้ตนเองว่าเข้าใจผิดอยู่ก่อนที่จะลาสิขาเพศ ก็สามารถเป็นพระหรือเณรต่อไปโดยไม่ผิดศีลปาราชิก
แต่ผิดศีลสังฆาทิเสส
และที่ร้ายที่สุดของการเข้าใจผิดในธรรมอันสูงสุดอันได้แก่พระนิพพานนี้ ที่เป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
คือเมื่อคณะสงฆ์หรือบุคคลที่เข้าใจผิดในพระนิพพานมีมาก ก็ทำให้คณะสงฆ์แยกเป็นสองฝ่ายถึงขั้นไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน
กลายเป็นอนันตรกรรมของผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีโดยปริยาย ของผู้ที่เข้าใจในพระธรรม(นิพพาน)ผิด
และถ้าฝ่ายที่เข้าใจในความของพระนิพพานผิดๆ มีอิทธิพลสูง ที่สามารถเบี่ยงเบนธรรมอันเป็นความหมายที่ให้เข้าใจในพระนิพพาน ตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้
แล้วการทำสังฆายนาพระไตรปิฏกใหม่ใส่ความเห็นของตนเข้าไป ก็จะทำให้ชนหมู่มากพลาดจากการปฏิบัติเพื่อถึงนิพพาน
ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าในพระสูตรหนึ่งว่า "ผู้ที่มีเข้าใจในความหมายของนิพพานถูกต้องแล้ว
แต่จะปฏิบัติถึงซึ่งพระนิพพานนั้นก็ยังยากอยู่" ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้านี้ ทำให้ต้องคิดย้อนไปว่า
ในเมื่อความหมายของนิพพานที่พอเข้าใจได้ถูกบิดเบือนไป แล้วจะมีผู้ที่สามารถปฏิบัติถึงนิพพานได้อีกหรือ
ถ้ามีผู้ปฏิบัติถึงนิพพานได้ก็คงมีน้อยอย่างยิ่งและเป็นไปได้ยากมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือสามเณร หรือคณะสงฆ์หรือบุคคลที่มีบุญญาบารมี อาจจะด้วยมีอิทธิพลใดก็ตามแต่
ขอท่านจงอย่าสังฆายนาพระไตรปฏิก แล้วเบียงเบนพระนิพพานตามความเห็นของท่านเลย แต่การที่ท่านจะสั่งสอนผู้อื่น
หรือศิษย์ของท่านตามความเห็นของท่านนั้นเป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ขอจงอย่าเบี่ยงเบนพระไตรปิฏกเลย
จะทำให้พุทธสนิกชนทั้งหลายต้องมืดบอดจากพระนิพพานอันแท้จริง เนื่องจากความเห็นของท่านเลย
แม้ว่าเจตนาของท่านจะบริสุทธิ์
แต่ถ้าเปรียบเทียบแล้วท่านจะมีปัญญาบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าผู้ซึ่งก่อตั้งพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ขอให้ท่านทำความเข้าใจด้วยว่า
"นิพพานนั้นเป็นธรรมชาติ
ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แล้วกล่าวสอนให้กับพุทธบริษัท ให้เข้าใจและปฏิบัติตาม
จะมีผู้ใดไปปฏิรูป หรือปฏิวัตินิพพานเสียใหม่ให้เข้าใจตามที่ตนเองเข้าใจ แล้วบัญญัติสังฆายนาพระไตรปิฏกเสียใหม่ ตามเจตนาของตนนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะท่านยังอาศัยพุทธศาสนานี้ดำรงชีพอยู่
แต่ถ้าความเห็นของท่านมีแรงกล้า ขอจงสลัดพุทธศาสนานี้ทิ้งเสีย
แล้วไปตั้งลัทธิหรือศาสนาของตนเองขึ้นมาใหม่ แต่อย่าเอาพระพุทธศาสนานี้เป็นฐานเพื่อความเติบโตในทิฏฐิตามความเห็นของท่าน แล้วเบี่ยงเบนความหมายนิพพานตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้เลย"
หมายเหตุ
ถ้าผู้ที่ทำผิดอนันตรกรรมไปแล้วในอดีต
และปัจจุบันเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนถึงวิปัสสนาญาณสูงสุดของโลกิยะ
ถึงแม้มีความเพียรภาวนาอย่างไรหรือได้รับคำสังสอนจากพระพุทธเจ้าหรือพระอริยะสงฆ์อย่างไร ก็ไม่สามารถถึงซึ่งพระนิพพาน
ยกเว้นจะตรัสรู้ด้วยตนเอง คือต้องสร้างบารมีด้วยกุศลกรรมปารถนาเพื่อเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือตรัสรู้พระนิพพานแต่ไม่สามารถสั่งสอนผู้ใดให้บรรลุตามได้
ผู้ปารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสมบารมี ถึง 2 อสงไขย
และจะสามารถบรรลุเป็นปัจเจกพุทธเจ้าได้ในกัปล์ที่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นระเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนาในกัปนั้น
แต่ในกาลใดที่พระพุทธศาสนากำลังดำเนินอยู่ จะไม่บังเกิดมีพระปัจเจกพุทธเจ้าเลย
3.บุคคลที่ปรารถนาสิ่งที่เป็นมหากุศลในอนาคตเบื้องหน้า
เพื่อเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนาในอนาคต แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้
3.1
ผู้ปรารถนาที่จะได้พบกับพระพุทธเจ้าในขณะที่ทรงมีพระชนชีพอยู่
และขอให้ได้บรรลุธรรมสมัยในสมัยนั้นเพื่อจะได้เห็นพระพุทธเจ้าเต็มทั้งดวงตาและดวงใจ หรือปรารถนาได้พบกับพระพุทธเจ้าแล้วได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ของพระองค์และได้บรรลุธรรมในขณะนั้น ท่านเหล่านี้ถึงแม้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถึงญาณที่
11 ก็ไม่สามารถถึงมรรคผลนิพพาน ในช่วงของพุทธศาสนาขณะที่พระพุทธเจ้าสิ้นพระชนชีพไปแล้ว ยกเว้นจะล้มเลิกความปรารถนานี้เสียก็สามารถถึงมรรคผลนิพพานได้ ถ้าไม่มีอกุศลกรรมอื่นมาบดบัง
3.2
ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระอเสติในพระพุทธศาสนาใดพุทธศาสนาหนึ่งในอนาคต พระอเสติคือพระผู้ใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งว่าเป็นเอกกว่าพระผู้ใดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพราะ อย่างเช่นพระอานนท์
เป็นเอกในเรื่องพาหูสูตร
คือได้ยินได้ฟังและจดจำและจำแนกพระธรรมจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าได้มากที่สุด หรือ นางวิสาขา
เป็นมหาอุปฐากฝ่ายฆารวาสหญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุด ฯลฯ
3.4. ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระมหาสาวกเบื้องขวามีปัญญาเป็นเลิศ หรือพระมหาสาวกเบื้องซ้ายมีอิทธิฤทธิ์เป็นเลิศ
อย่างเช่นพระสารีบุตร และพระโมคัลลา
3.5. ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
3.6. ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
ผู้ที่ปรารถนา เป็นพระอเสติ
เป็นพระมหาสาวก เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
แบ่งเป็น
2 ประเภทคือ
- ผู้ที่ปรารถนาไว้ แต่ยังไม่แน่นอนคือยังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ไดองค์หนึ่งมาก่อน ท่านเหล่านี้ถ้าได้พบกับพระพุทธศาสนา
และได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนถึงสังขรุเบกขาญาณ ถ้าเลิกล้มความปรารถนา
และไม่มีอกุศลกรรมหนักอื่นมาขวางขั้น ก็สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในชาตินั้น
- ผู้ที่ปรารถนาไว้แล้ว
และได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อน ท่านเหล่านี้เมื่อยังมีบารมีไม่แก่กล้าครบถ้วนสมบูรณ์
แม้จะได้พบกับพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมอย่างมีความเพียรภาวนาเพียงใด
ก็ไม่สามารถถึงซึ่งมรรคผลนิพพาน เมื่อบารมีและระยะเวลายังไม่สมบูรณ์
ถึงแม้ท่านจะมีความเบื่อหน่ายในวัฎจักรสังขารเพียงใด แม้จะเอาชีวิตเข้าแรกในการปฏิบัติอย่างไร
ก็ไม่สามารถถึงมรรคผลนิพพานได้
แต่จะต้องมีเหตุการณ์หรือมหากุศลที่ฝังอยู่ไต้สุดภายไต้จิดสำนึก กระตุ้นเตือนออกมาเป็นระยะ
ถึงแม้ว่าท่านผู้นั้นจะลืมหรือทำเป็นไม่สนใจ
หรือปรารถนาจะละกิเลสอันเป็นทุกข์อย่างที่สุด ก็ไม่สามารถบรรลุได้แต่กลายเป็นการสร้างบารมีให้เพิ่มขึ้น
และมหากุศลที่ฝังอยู่ไต้จิตสำนึกของท่านเหล่านั้น ก็คอยกระทุ่นเตือนเป็นระยะตามช่วงบารมี
ที่ปฏิบัติสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐาน จนต้องอธิษฐานสร้างบารมีต่อ
แต่ตามวิสัยของผู้ได้รับพยากรณ์แล้วเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ไม่ว่าจะไปอธิษฐานแล้วหรือมีผู้อื่นยืนยัน ทั้งที่เป็นคนหรือเทวดามายืนยันแล้วว่าได้รับพยากรณ์มาแล้ว แต่ไม่ได้รับทราบจากโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้นก็จะไม่ละจากการปฏิบัติวิปัสสนา ยังทำการพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา
ความแตกต่างของผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ของผู้ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์กับผู้ที่ได้รับพยากรณ์มีดังนี้
- ผู้ที่ยังไม่รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้ามาก่อนแต่มีความปรารถนาอยู่ในใจ
เมื่อปฏิบัติถึงวิปัสสนาญาณที่ 11 ก็ไม่สามารถผ่านญาณที่ 12 ได้
จนกว่าจะยกเลิกความปรารถนานั้นออกจากใจ จึงสามารถก้าวสู่ญาณเบื้องสูงได้ต่อไป แต่ถ้าผู้นั้นมีความปรารถนามาแต่อดิตชาติมาแล้วแต่ปัจจุบันนี้ลืมไปแล้ว
เมื่อมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนถึงญาณที่ 11 จนชำนาญ วิปัสสนาญาณขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนั้น
อนุสัยของความปรารถนาก็จะกระตุ่นเตือนให้ทราบ คือบังเกิดให้เกิดความปารถนาขึ้นมาอีก ถ้ามีความปรารถนามากก็จะถอยการปฏิบัติกรรมฐานลง แต่ถ้ายังเพียรกำหนดกรรมฐานต่อ
เพื่อให้ถึงมรรคผลนิพพานก็ต้องยกเลิกความปรารถนานั้นเสียก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้
- ผู้ที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาแล้วและชาติปัจจุบันมีความปรารถนาอยู่ในใจ เมื่อปฏิบัติถึงวิปัสสนาญาณที่
11 ก็สามารถถึงญาณที่ 12 ได้
แต่ไม่สามารถถึงฝั่งพระนิพพานแม้แต่ครั้งเดียว แต่เมื่อถึงกาลเวลาที่เหมาะสมของบารมี
มหากุศลที่เป็นอนุสัยก็กระตุ่นเตือนขึ้นมาให้รู้ตัว สร้างบารมีต่อเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย
ๆ กรณีผู้ที่ไม่รู้ตัวในปัจจุบันชาตินี้ หรือไม่เคยคิดปรารถนาเลยอาจจะด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง
แต่เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนถึงญาณที่ 12 ขึ้นๆ ลงๆ ญาณอยู่อย่างนั้น ใจนั้นปรารถนานิพพานอย่างเดียว ขณะปฏิบัติไม่ได้มีความปรารถนาอื่นแต่อย่างใด
แต่เมื่อมีความทุกข์เพราะวิปัสสนาญาณไม่สมดุยล์เพราะความเพียรแก่กล้าเกินไป บังเกิดเป็นกำลังสมาธิเบื้องสูงคือฌาน
ทั้งที่ปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งเรียกว่าลักษณูฌาน จนความแก่รอบของบารมีเต็มที่ อนุสัยของมหากุศลก็จะกระตุ้นเตือนออกมาเหนือความคาดหมาย หลังจากนั้นความปรารถนาจะเริ่มกระจายเพิ่มขึ้นเต็มทั้งจิตใจ
จนทนไม่ได้ต้องไปอธิฐานสร้างบารมีต่อให้สมบูรณ์ แต่ตามวิสัยของผู้ได้รับพยากรณ์แล้วย่อมไม่ตั้งอยู่บนความประมาท
ยังปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อ แต่ไม่สามารถถึงฝั่งพระนิพพานแม้แต่ครั้งเดียว
แต่เมื่อถึงกาลเวลาที่เหมาะสมอีกของบารมี มหากุศลที่เป็นอนุสัยก็กระตุ้นเตือนขึ้นมา
ให้รู้ตัวสร้างบารมีต่อเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ
ตามที่กล่าวมาบุคคลที่เกิดปัญหาตามข้างบนที่เพียรกำหนดกรรมฐานจนถึงญาณ
ที่ 12
ไม่สามารถถึงฝั่งพระนิพพานได้ ก็เปรียบเสมือนคนผู้ที่โหนเชือกที่กำลังจะข้ามหน้าผาถึงฝั่งโน้น แต่บังเกิดมีลมมาพัดให้เสียจังหวะทุกครั้งไป แต่ถ้าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง
วิปัสสนาญาณก็สามารถขึ้นสู่ญาณเบื้องสูงทันที่ ข้ามพ้นจากโลกียญาณ ถึงญาณที่ 13 โคตรภูญาณ
13. โคตรภูญาณ เป็นญาณที่กำลังเข้าสู่โลกุตรภูมิคือฝั่งพระนิพพาน เปรียบเสมือนบุคคลผู้โหนเชือกข้ามหน้าผา
เมื่อคนผู้นั้นเห็นว่าถึงฝั่งแล้วย่อมต้องปล่อยมือจากเชือกที่โหนในทันที่ อาการที่ปล่อยเชื่อกไปแล้วนั้นละกำลังลอยอยู่ในอากาศนั้นและเปรียบเสมือนกับ โคตรภูญาณ
คือญาณที่ก้าวร่วงขาดจากปุถุชน คือถึงฝั่งพระนิพพานแน่นอนคือ ญาณที่ 14 มรรคญาณ
14. มรรคญาณ เป็นญาณที่ถึงพระนิพพานหรือโลกุตรภมิอย่างสมบูรณ์
ได้เชื่อว่าอริยะบุคคลในพุทธศาสนา เป็นพระโสดาบันติมรรค
ทำให้อนุสัยกิเลสเบาบางอย่างมากมายและ สามารถละกิเลส 3 ตัวได้อย่างเด็ดขาด
ได้แก่
1.สักกายทิฐิสัญโญชน์ คือการยึดถือเป็นตัวตนผิดๆ ในรูปนามนั้นๆ
2. วิจิกิจฉาสัญโญชน์ คือความสงสัยใน
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
3. สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ คือการถือข้อวัตรปฏิบัติผิดไม่ถูกทาง
ซึ่งกิเลสทั้ง
3
ละขาดจากสันดานได้อย่างเด็ดขาด ก็จะก้าวสู่ญาณที่ 15 ผลญาณ ทันที่
15. ผลญาณ
เป็นญาณที่พระอริยะบุคคลเข้าเสวยผลของนิพพานขณะที่มีสังขารนี้อยู่ ชั่ว 2 หรือ 3 ขณะจิต
หลังจากนั้นก็ขึ้นสู่ญาณที่ 16
ปัจจเวกขณญาณ อันเป็นญาณสุดท้าย
16. ปัจจเวกขณญาณ เป็นญาณสุดท้าย
ที่พิจารณาว่าละกิเลสอะไรได้บ้าง จะพิจารณาขึ้นมาเองให้รู้ฐานะที่แท้จริง ถึงซึ่งโสดาบันติผลหรือโสดาบันบุคคล
หมายเหตุ ญาณที่ 13 และ 14
นั้นไม่สามารถกล่าวเปรียบเทียบได้ว่าอารมณ